จาริกแสวงบุญ : เพื่อศาสนา หรืออัตตา - National Geographic Thailand

จาริกแสวงบุญ : เพื่อศาสนา หรืออัตตา

จาริกแสวงบุญ : เพื่อศาสนา หรืออัตตา

แม้ว่าความเจริญทางวัตถุจะงอกงามดุจดอกไม้ป่าฤดูวสันต์ และช่วยบำบัดความต้องการของมนุษย์ได้ แต่เบื้องลึกในจิตใจของพวกเขากลับแห้งผากดั่งท้องทะเลทรายร้อนระอุ เราไม่เห็นว่าอาชญากรรมมีแนวโน้มจะลดลง ความขัดแย้งยังมีให้เห็นเรื่อยๆมีการเอารัดเอาเปรียบ ผู้คนยากจนและหิวโหย เกิดการเสื่อมสลายของวัฒนธรรม ฯลฯ ส่วนสงครามระหว่างมนุษย์กับความทุกข์นั้นเล่าไม่มีทีท่าว่าจะสงบง่ายๆ ความหมายมาดปรารถนายังคงไร้ขอบเขต และศีลธรรมเพื่อการดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขก็ดูจะเป็นปัญหาแรกสุดนับแต่มนุษย์เริ่มอยู่ด้วยกันเป็นสังคม

คริส บราเซียร์ เจ้าของผลงานเรื่อง The No-Nonesense Guide to World History เขียนไว้ว่า “เป็นไปได้ว่าความเจริญในยุคของเราเองอาจจะได้รับการจดจำน้อยยิ่งกว่าการกำเนิดของศาสดาที่เริ่มต้นโดยไม่มีใครรู้จักองค์หนึ่ง ทว่าชนะใจคนทั้งโลกในยุคสมัยต่อมาและยืนยงนับจากนั้น” และนั่นเป็นปริศนาที่ว่า เหตุใดศรัทธาประสาทะที่มีต่อศาสนาต่างๆในโลกจึงยังทรงอิทธิพลต่อมนุษยชาติมาตลอดทุกยุคทุกสมัย

จาริกแสวงบุญ
ชาวคริสต์น้อมดวงจิตอธิษฐานต่อพระเจ้า ณ อาสนวิหาร พระนางมารีอาปฏิสนธินิรมลจังหวัดจันทบุรี ศาสนสถานแห่งนี้ยืนตระหง่านเคียงคู่ชุมชนชาวคริสต์มาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และได้ชื่อว่าเป็นโบสถ์ที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย (ภาพถ่าย คัมภีร์ ผาติเสนะ)

นับตั้งแต่ชีวิตมนุษย์อุบัติขึ้นในครรโภทร ความปรารถนาในอิสระได้บ่มเพาะมนุษย์พิสมัยการเดินทางเพื่อแสวงหาประสบการณ์ใหม่ๆ เราใช้องคาพยพและทรัพยากรมากมายออกสำรวจตรวจตราโลก พิชิตจุดหมาย และเก็บเกี่ยวประสบการณ์เหล่านั้นมาใช้หรือแบ่งบันให้สังคม ทารกใช้รยางค์แขนขาคว้าประสบการณ์จากครรภ์และถันของมารดา ของเล่น และสิ่งแวดล้อมฉันใดย่อมมีความหมายเช่นเดียวกับการเดินทางไกลของมาร์โค โปโล จากยุโรปสู่จีนและอินเดียฉันนั้น ประสบการณ์ใหม่ๆ เป็นเสมือนอาหารชีวิตและหล่อหลอมความทะเยอะทะยานของมนุษย์มาทุกยุคและมนุษย์ก็คิดว่าเพราะการเดินทางนี้เองที่ทำให้มนุษย์มีความคิดแตกต่างจากสัตว์โลกชนิดอื่นๆ

พวกเขาอาจจะคิดไปเอง กระทั่งเมื่อมนุษย์ได้สำรวจปริมณฑลในจิตใจของตนอย่างลึกซึ้งจึงพบว่า แท้จริงแล้วพวกเขาเองกลับมิได้แตกต่างจากสัตว์โลกชนิดอื่นๆเลย  พวกเขาทั้งหิวโหย บ้าคลั่ง ตื่นกลัว และบางครั้งก็ทุกข์ระทมอย่างน่าเวทนา ความอ่อนแอของมนุษย์เป็นสาเหตุหนึ่งของการกำเนิดศาสนา ซึ่งอาจเป็นพัฒนาการทางจิตใจในประวัติศาสตร์ของมนุษย์

จาริกแสวงบุญ
สีหน้าแววตาของผู้มาร่วมพิธีแห่พระพิฆเนศ ณ วัดศรีมหาอุมาเทวี (วัดแขก) ย่านสีลม สะท้อนถึงแรงศรัทธาของศาสนิกชนที่ไม่เคยสร่างซานับตั้งแต่ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูเผยแผ่เข้ามาในแผ่นดินไทยเป็นครั้งแรก (ภาพถ่าย เดชบดินทร์ ลิมศุภนาค)

ศาสนาเข้ามาปลอบโยนปริเทวนาการของมนุษย์ บ่มเพาะสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมให้ผุดผาดขึ้นในท้องทุ่งจิตใจอันแห้งผาก ชักนำพวกเขาออกจากถ้ำของความขลาดเขลา และขยายขอบเขตการเดินทางในโลกสู่การเดินทางในจิตใจ มนุษย์ออกสำรวจตัวตนและจิตวิญญาณ จนค้นพบว่าศาสนาได้เจาะกะเทาะถ้ำแห่งความขลาดเขลาจนแสงสว่างพอเล็ดลอดเข้ามาได้บ้าง บางคนแหวกขยายช่องเหล่านั้นเพื่อแสวงหาหนทางออกไปภายนอก หากแต่บางคนกลับหวาดกลัวแสงสว่างเหล่านั้นแทนและเร้นหนีไปคุดคู้อยู่ที่มุมถ้ำ ศาสนามอบข้อเสนอให้มนุษย์และพวกเขาเริ่มเรียนรู้ว่าจะพึ่งพาศาสนาอย่างไร เช่นเดียวกับจะหาประโยชน์จากศาสนาได้ด้วยวิธีใด

เมื่อมนุษย์เชิดชูศาสนาและแผ่อิทธิพลความสำเร็จออกไป ความอัศจรรย์ของศาสนาก็บังเกิด นั่นคือความสามารถในการรังสรรค์พลังศรัทธา และยึดโยงเข้ากับวิถีมนุษย์อย่างกลมกลืน แม้ว่าหลักคำสอนและวัครปฏิบัติของแต่ละศาสนาจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทว่าศาสนาก้ได้ใช้ศรัทธาชี้ทางให้มนุษย์ก้าวเดินอย่างมั่นคง อุ่นใจ และไปในทิศทางที่เหมาะสม

ขั้นตอนสำคัญยิ่งของกระบวนการสร้างศรัทธาในศาสนิกชนคือการสร้าง “ความหวาดกลัว” ในแต่ละศาสนา พุทธศาสนาตอกย้ำเรื่องการวียนว่ายตายเกิดซึ่งต้องผจญทุกข์อย่างไรที่สิ้นสุด ศาสนาอิสลามและศาสนาคริสต์ชี้ว่าพวกนอกศาสนาจะต้องถูกพิพากษาอย่างรุนแรงในวันสิ้นโลก ศาสนาฮินดูสร้างนรกภูมิให้สยดสยองและน่าเกลียดน่ากลัว ในทางกลับกันศาสนาก็สร้าง “การหลุดพ้นจากความหวาดกลัว” ผ่านมรรคาต่างๆ พุทธธรรมตอบโจทย์การดับทุกข์ที่ต้นเหตุด้วยการแสวงหาหนทางหลุดพ้นจากสังสารวัฏ ศาสนาอิสลามและคริสต์เข้าหาพระเจ้าเพื่อความปลอดภัยในวันแตกดับของโลก ศาสนาฮินดูบูชาเทพเจ้าเพื่อมุ่งสู่สวรรคาลัยและชีวิตอันเป็นนิรันดร์

จาริกแสวงบุญ
ชาวมุสลิมชุมชนทรายกองดินริมคลองแสนแสบพากันมาละหมาด ณ สุเหร่ากมาลุลอิสลาม ศาสนสถานเก่าแก่นับแต่ยุคแรกที่ชาวมุสลิมเข้ามาตั้งรกรากในบริเวณนี้ (ภาพถ่าย ศิริโชค เลิศยะโส)

เป้าหมายของศาสนาจึงช่วยให้มนุษย์มีความหวังจากความหวาดกลัว และมันก็คุ้มค่าทีเดียวสำหรับการทำทุกวิถีทางเพื่อให้ชีวิตอันแสนสั้นของพวกเขาหลุดพ้นจากความหวาดกลัวเหล่านั้น แม้จะเป็นความหวังที่ริบหรี่เต็มที แต่ก็นับว่าเป็นการตลาดที่แยบยลและทรงอนุภาพไม่น้อย

ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา การแสวงบุญเป็นการประกาศศรัทธาอันแรงกล้าของศาสนา ผู้แสวงบุญนับไม่ถ้วนยอมละทิ้งชีวิตสุขสบายทางโลก ออกเรือข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อจาริกไปยังแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ศาสดาของพวกเขาเคยประกาศศาสนา หรือยอมจ่ายค่าบินลัดฟ้าไปยังอีกฟากโลกเพียงเพื่อดื่มด่ำกับจิตวิญญาณอันขรึมขลังครั้งบุร่ำบุราณเมื่อคราวศาสดาประสูติ การแสวงบุญซึ่งเริ่มต้นจากการค้นหาเพื่อหลุดพ้นจากความมืดมนอนธการในหัวใจ จึงนำไปสู่อุตสาหกรรมทัวร์ที่มีเม็ดเงินหมุนเวียนนับพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

แต่ปลายทางของการแสวงบุญคือการไปถึงจุดหมายเท่านั้นหรือ…นักศาสนวิทยาวิเคราะห์การแสวงบุญว่า เป็นกุศโลบายที่สอนให้มนุษย์รู้จักเสียสละและอดทน ผู้มีศรัทธาแรงกล้าสนับสนุนว่า ไม่มีการเสียสละใดยิ่งใหญ่และชอบธรรมเท่ากับการเสียสละให้กับศาสนา ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์คฤงคารของคฤหัสถ์ผู้มั่งมีหรือเศษสตางค์แดงของยาจกคนโซ รวมถึงหยาดเหงื่อของสัปปุรุษผู้ละทิ้งความสะดวกสบายถวายแด่ศรัทธา ผู้เสียสละทุกคนคือผู้มีเกียรติและมีใจให้ศาสนา

จาริกแสวงบุญ
คุรุดวาราศคุรุสิงห์สภาในย่านพาหุรัดเป็นศูนย์รวมจิตใจชาวสิขมาหลายชั่วอายุคน ทุกวันนี้ ชาวสิขยังคงมุ่งหน้ามาสวดมนต์และอ่านพระคัมภีร์ ณ ศาสนสถานแห่งนี้อยู่เนืองนิจ ไม่เว้นแม้แต่เด็กเล็กและวัยรุ่นที่จะเป็นศาสนิกชนผู้ทะนุบำรุงพระศาสนารุ่นต่อไป (ภาพถ่าย คัมภีร์ ผาติเสนะ)

แต่อย่างไรก็ตาม การเดินทางสู่แดนศักดิ์สิทธิ์ห่างไกลต้องใช้ทุนรอนพอสมควร การอดทนเพื่อเก็บหอมรอบริบอาจเป็นหนึ่งในอุปสรรคขัดขวางการแสวงบุญในโลกสมัยใหม่ เปรียบได้กับเส้นทางอันขรุขระและโตรกผาสูงชันในอดีต และความเย้ายวนของกิเลสทางโลกียะก็เปรียบดั่งขุมโจร สัตว์ร้ายและภัยธรรมชาติ ที่คอยรังควานขวางกั้นการประกาศศรัทธาของผู้แสวงบุญเมื่อครั้งโบราณกาล อุปสรรคของการแสวงบุญได้เปลี่ยนรูปแบบไปตามยุคสมัย

แม้การปวารณาตนของผู้แสวงบุญจะไม่สามารถพิสูจน์ว่า ท้ายที่สุดจะได้ไปเสวยสุข ณ สวรรคาลัยหรือไปสู่เป้าหมายสูงสุดของศาสนา แต่เรื่องราวของเหล่านักแสวงบุญได้จารจารึกไว้ในประวัติศาสตร์

เรื่องแนะนำ

หยัดยืนขึ้นอีกครั้ง หลังพายุพัดถล่ม

ตั้งแต่มหาพายุแซนดีพัดถล่มบ้านเรือนตามแนวชายฝั่งนิวเจอร์ซีย์เมื่อหลายปีก่อน ชาวบ้านที่นั่นไม่เพียงสร้างบ้านขึ้นใหม่ แต่ยังยกระดับให้สูงขึ้นด้วย

ชมฝีมือการวาดแผนที่ของเด็กๆ ที่ชนะการประกวดระดับโลก

โครงการประกวดภาพวาดแผนที่ในปีนี้ (Barbara Petchenik Children’s Map Competition 2017) ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม ผลงานจากเด็กๆจำนวนเกือบ200 คนจาก 34 ประเทศมีตั้งแต่ฝีมือระดับน่ารักน่าชัง ไปจนถึงฝีมือระดับแพรวพราว หลังผลการตัดสินโดย ICA ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกได้รวบรวมผลงานเข้าตาที่ชนะรางวัลมาให้ได้ชมกัน โดยในที่นี้ผลงานที่ผู้วาดมีอายุน้อยที่สุดเป็นของ หนูน้อยวัย 3 ขวบจากบัลแกเรีย สำหรับธีมของการประกวดในปีนี้คือ “ฉันรักแผนที่” แน่นอนว่าศิลปินรุ่นจิ๋วหลายคนใช้สัญลักษณ์รูปหัวใจเป็นสื่อกลางในที่นี้รวมถึง Colegio Arturo Soria วัย 12 ขวบจากสเปน ที่วาดภพของแผนที่พับเป็นรูปหัวใจ และในส่วนของรางวัลความคิดสร้างสรรค์ในปีนี้ ทางคณะกรรมการผู้ตัดสินไม่อาจเลือกให้รางวัลกับภาพใดภาพหนึ่งโดยเฉพาะได้ ดังนั้นรางวัลจึงถูกประกาศร่วมกันระหว่าง Urteja Kardasiute วัย 4 ขวบจากลิทัวเนียเจ้าของผลงานอันอบอุ่น ดลกและพระอาทิตย์กุมมือกันแสดงออกถึงมิตรภาพ และ Phoebe McClean จากนิวซีแลนด์ ภาพวาดที่สะท้อนถึงนโยบายทางการเมืองของประธานาธิบดีทรัมป์ ส่วนรางวัลภาพวาดขวัญใจมวลชนในปีนี้ตกเป็นของ Champ Turner วัย 15 ปีจากเมืองออสติน ในรัฐเท็กซัส […]

แรงงานขนอิฐ เบื้องหลังอุตสาหกรรมก่อสร้างอันรุ่งเรืองในอินเดีย

เรื่องราวของ แรงงานอินเดีย นับล้านคนผู้กระเสือกกระสนในอุตสาหกรรมโรงอิฐฝุ่นคลุ้ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานใช้หนี้ จึงต้องตรากตรำทำงานอันยากลำบากนี้ต่อไป พื้นที่ใกล้เมืองธุบรี (Dhubri) ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐอัสสัม (Assam) ประเทศอินเดีย บริษัทอิฐเอบีซีที่ตั้งอยู่ใกล้ริมตลิ่งแม่น้ำพรหมบุตรมีไอน้ำคลุ้ง อันเป็นบรรยากาศเช่นเดียวกับโรงทำอิฐอีกราวสองแสนโรงทั่วอินเดีย ชาซิมา คาธุม หญิงสาววัย 24 ปี มีชะตากรรมเช่นเดียวกับแรงงานกว่า 12 ล้านที่ต้องตรากตรำทำงานในโรงทำอิฐฝุ่นคลุ้ง คาธุมเป็นหญิงร่างเล็ก ผอมแห้ง หน้าคม แต่ดูแก่กว่าคนรุ่นเดียวกัน ก่อนหน้านี้ ครอบครัวของเธอ ซึ่งทำงานเป็นคนทำอิฐเช่นเดียวกัน ต้องฝืนใจขายพื้นที่ฟาร์มเล็กๆของครอบครัว เนื่องจากที่ดินผืนนั้นไม่สามารถเพาะปลูกได้อีกต่อไป และพวกเขาต้องการเงินก้อนเพื่อสร้างบ้านสำหรับลูกสาวทั้งหกคน ดังนั้น คาธุมจึงต้องเลิกเรียนกลางคันตั้งแต่อายุ 14 ปี และออกมาใช้แรงงานอย่างหนักนับตั้งแต่นั้น ภายใต้บรรยากาศปล่องควันของโรงงานทำอิฐหลากหลายโรงในพื้นที่ ในช่วงเวลา 5 เดือนของหน้าแล้งทุกปี ภายใต้ดวงอาทิตย์อันร้อนระอุ เธอต้องลากก้อนอิฐน้ำหนักประมาณ 18 กิโลกรัม ซึ่งเป็นก้อนอิฐที่ยังไม่ผ่านการเผา ราว 8 ถึง 10 ก้อน ประหนึ่งว่าเธอเป็นรถยกแรงงานมนุษย์ หญิงสาวขนอิฐเป็นระยะทางหลายกิโลเมตรต่อวัน เพื่อขนถ่ายก้อนอิฐดิบไป-กลับยังเตาเผา เหงื่อที่โทรมหน้าของเธอเกาะไปด้วยฝุ่นหนาราวกับเอาโคลนมาพอกไว้ (เชิญคลิกชมวิดีโอการทำงานอันเหนื่อยยากของแรงงานขนอิฐแห่งอินเดีย) “ฉันได้เงิน […]