ไดโนเสาร์ที่ยังไม่สูญพันธุ์ - National Geographic Thailand

ไดโนเสาร์ที่ยังไม่สูญพันธุ์

ไดโนเสาร์
ขณะที่ปลาพบได้บ่อยกว่ามาก ฟอสซิลนกสภาพสมบูรณ์กว่าหนึ่งร้อยโครงปรากฏอยู่ในแผ่นหินปูนจากทะเลสาบฟอสซิลในไวโอมิง รวมถึงนกจับคอนยุคแรกตัวนี้ ฟอสซิลเหล่านี้เป็นสิ่งที่ แลนซ์ แกรนดี จากพิพิธภัณฑ์ฟีลด์ เรียกว่า “โอกาสที่หาได้ยากยิ่งของบรรพชีวินวิทยา”

รากเหง้าเก่าแก่ที่สุดเท่าที่ทราบของวงศ์วานนกคือ อาร์คีออปเทอริกซ์ (Archaeopteryx)  สัตว์ขนาดเท่าการาเวนอายุ 150 ล้านปี และมีลักษณะผสมระหว่างนกกับไดโนเสาร์  ขณะที่นกทุกชนิดในปัจจุบันไม่มีฟัน อาร์คีอออปเทอริกซ์ มีขากรรไกรที่เต็มไปด้วยฟันแหลมคม  มันมีกรงเล็บที่ขาหน้าและหางที่ยาวประกอบด้วยกระดูก  ลักษณะพิเศษดังกล่าวนี้สูญหายไปในนก แต่เผยความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับญาติทางฝั่งสัตว์เลื้อยคลานมากกว่า กระนั้น อาร์คีออปเทอริกซ์ ก็มีลักษณะของนกปัจจุบันด้วย  ฟอสซิลของมันเผยให้เห็นปีกอันโดดเด่นปกคลุมด้วยขนที่เป็นไปตามหลักอากาศพลศาสตร์และกระดูกรูปง่ามหรือรูปตัววาย (Y) เช่นที่พบตรงอกไก่และสัตว์ปีก

หลังการค้นพบในทศวรรษ 1860  อาร์คีออปเทอริกซ์ ก็ถูกจัดให้อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจนระหว่างไดโนเสาร์กับนก แต่รายละเอียดเกี่ยวกับบรรพบุรุษของมันและลูกหลานยังคงมืดมนต่อไปเป็นเวลาหลายทศวรรษ

ไดโนเสาร์
นักชีววิทยาเชิงวิวัฒนาการ กาวิน ทอมัส อุ้มตัวอย่างนกกกของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาในลอนดอน เขาและทีมงานศึกษาภาพสแกนสามมิติของจะงอยปากนกนับพันอัน และช่วยสร้างความหนักแน่นให้หลักฐานที่ว่า นกน่าจะเพิ่มความหลากหลายอย่างรวดเร็วหลังจากไดโนเสาร์ที่เหลืออยู่ล้มตายลงหมดแล้ว

แต่นั่นก็เปลี่ยนแปลงไปในปี 1996  เมื่อนักวิทยาศาสตร์เผยฟอสซิลชิ้นแรกเท่าที่ทราบของไดโนเสาร์มีขนนก แต่ไม่เกี่ยวข้องกับนก ไซโนซอรอปเทอริกซ์ พรีมา (Sinosauropteryx prima)  ซึ่งมีอายุย้อนกลับไปเกือบ 130 ล้านปี กลายเป็นจุดพลิกผันในหมู่ชนิดพันธุ์เด่นๆ นับสิบชนิดที่ขุดพบจากชั้นหินยุคครีเทเชียสตอนต้นในประเทศจีน โดยส่วนใหญ่อยู่ในมณฑลเหลียวหนิง ที่นั่น ทะเลสาบยุคโบราณและภูเขาไฟมีพลังสร้างสภาวะที่เหมาะสมสำหรับการเก็บรักษาฟอสซิลอย่างยอดเยี่ยม เกิดเป็นแหล่งสะสมไดโนเสาร์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับนกและนกโบราณร่วมสมัยเดียวกัน  โดยมักพบร่วมกับขนนกเกล็ดและผิวหนังที่บางครั้งยังคงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แม้กระทั่งร่องรอยของสารสีไว้ได้  เช่นเดียวกับ อาร์คีออปเทอริกซ์ สัตว์เหล่านี้หลายชนิดเป็นส่วนผสมอันแปลกประหลาดระหว่างนกกับไดโนเสาร์

ไมโครแรปเตอร์ กุย (Microraptor gui) ไดโนเสาร์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับนกซึ่งมีขนสีดำขลับ  อาจร่อนไปตามกิ่งไม้โดยใช้ขนนกแข็งๆ บนขาทั้งสี่ข้าง  บริเวณใกล้กันนั้นเอง นกโบราณ ลองจิปเทอริกซ์ เฉายานเจนซิส (Longipteryx chaoyangensis)  บินเลียบไปตามลำน้ำ พลางจับปลาด้วยขากรรไกรที่เต็มไปด้วยฟัน  และ แอนชิออร์นิส ฮักซ์ลีย์ไอ (Anchiornis huxleyi)  ไดโนเสาร์สีออกดำมีขนฟูสีสนิมบนกระหม่อม  กำลังย่องไปบนพื้นป่า แต่ไม่สามารถบินได้จริงๆ   เพราะปีกสั้นที่มีกรงเล็บสามกรงเล็บ

“ถ้าคุณไม่เห็นฟอสซิลเหล่านั้น  คุณจะไม่คิดว่าพวกมันมีอยู่จริงค่ะ” แชนนอน แฮกเกตต์ ภัณฑรักษ์แผนกนกที่พิพิธภัณฑ์ฟิลด์ในชิคาโก กล่าว

เรื่อง วิกตอเรีย แจ็กการ์ด

ภาพถ่าย โรเบิร์ต คลาร์ก

ไดโนเสาร์
ปัจจุบันนกเมาส์เบิร์ดดังเช่นตัวอย่างพิพิธภัณฑ์ชิ้นนี้ พบเฉพาะทางตอนใต้ของทะเลทรายสะฮาราในแอฟริกา แต่ฟอสซิลบอบบางในขวดแก้วเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า นกเมาส์เบิร์ดโบราณ ซิดีไอยาซิ อะบีนี อาศัยอยู่ในบริเวณ ซึ่งปัจจุบันคือรัฐนิวเม็กซิโกเมื่อประมาณ 62 ล้านปีก่อน

 

อ่านเพิ่มเติม

ไดโนเสาร์บินได้ แต่ไม่ใช่แบบนกในปัจจุบัน

เรื่องแนะนำ

ชาวมายาคือใคร?

ชาวมายาคือใคร? อาณาจักรมายา คืออารยธรรมที่ถูกพิจารณาว่ารุ่งโรจน์ที่สุดในทวีปอเมริกา ก่อนการมาเยือนของชาวสเปน ย้อนกลับไปราว 1,800 ปีก่อนคริสต์กาล อารยธรรมมายาเริ่มต้นตั้งถิ่นฐานขึ้นในดินแดนที่กลายมาเป็นอเมริกากลาง และเม็กซิโกในปัจจุบัน ช่วงเวลาที่รุ่งเรืองที่สุดของอารยธรรมเกิดขึ้นช่วงคริสต์ศักราชที่ 250 – 900 ในเวลานั้นอาณาจักรมายาประกอบด้วยเมืองน้อยใหญ่มากมายกว่า 40 เมือง และมีประชากรมากกว่า 50,000 คน หลักฐานความรุ่งเรืองของอาณาจักรมายายังคงพบเห็นได้ในปัจจุบันจากพีรามิด และร่องรอยของสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ที่ถูกสร้างขึ้นจากก้อนหิน ทว่าจุดสำคัญที่ทำให้อาณาจักรนี้ประสบความสำเร็จหาใช่สิ่งปลูกสร้าง แต่คือการเกษตรที่มีประสิทธิภาพต่างหาก มันคือไร่ข้าวโพดที่เป็นอาหารหลักของผู้คนในยุคโบราณ ชาวมายาเคารพและนับถือธรรมชาติมาก พวกเขามีความเชื่อว่าตนเกิดจากเทพที่สร้างชาวมายา ตลอดจนธรรมชาติต่างๆ รอบตัว การเรียนรู้เกี่ยวกับอารยธรรมโบราณแห่งนี้ทำให้นักโบราณคดีพบว่าชาวมายามีความเก่งกาจด้านคณิตศาสตร์ และการคำนวณเป็นอย่างมาก พวกเขามีปฏิฑินเป็นของตนเอง ทั้งยังสามารถคำนวณการโคจรของดวงดาวได้อีกด้วย ทว่าหลังคริสต์ศักราชที่ 900 อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่นี้ก็ล่มสลายลง มีทฤษฎีที่เชื่อกันว่าสาเหตุที่ทำให้อารยธรรมของชาวมายาต้องถึงจุดจบอาจมาจากการระเบิดของภูเขาไฟ ไม่ก็ภัยแล้ง ทุกวันนี้ลูกหลานของชาวมายากระจัดกระจายไปตั่งถิ่นฐานตามประเทศต่างๆ ของอเมริกากลาง เชื่อกันว่าปัจจุบันน่าจะมีผู้สืบเชื้อสายจากชาวมายาราว 7 ล้านคน และพวกเขายังคงรักษาขนบธรรมเนียมความเชื่อบางอย่างไว้   อ่านเพิ่มเติม ค้นพบอาณาจักรมายาซ่อนตัวใต้ผืนป่ากัวเตมาลา

เยือนดินแดนซึ่งคนตายไม่เคยหลับใหลบนเกาะ ซิซิลี

เยือนดินแดนซึ่งคนตายไม่เคยหลับใหลบนเกาะ ซิซิลี ซิซิลี – ณ วัดของบาทหลวงคณะกาปูชินในเมืองปาแลร์โม เมืองหลวงของแคว้น ซิซิลี ซึ่งตั้งอยู่ ณ จัตุรัสอันเงียบสงัดใกล้กับสุสาน หากเดินลงบันไดผ่านรูปสลักไม้ของแม่พระมหาทุกข์ เราจะพบประตูที่นำไปสู่ห้องเก็บศพใต้ดิน ห้องนี้มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร พร้อมเพดานโค้งและทางเดินที่ทอดยาวไปทางมุมด้านขวา อากาศภายในห้องเย็นเยียบ อับชื้น และเหม็นเปรี้ยวจากกลิ่นฝุ่นและเสื้อผ้าที่เปื่อยยุ่ย ตามหิ้งบนผนังมีศพร่วม 2,000 ศพตั้งเรียงรายอยู่ในหีบที่ผุพัง พวกเขาแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยเสื้อผ้าที่ดีที่สุดหรือเครื่องแบบชุดเก่งราวกับจะแต่งตัวไปอวดใคร เรื่อง        เอ. เอ. กิลล์ ภาพถ่าย วินเซนต์ เจ. มูซี ในยุโรป การผึ่งศพให้แห้งและการรักษาสภาพศพเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอันเป็นเอกลักษณ์ของซิซิลี แม้จะพบในพื้นที่อื่นๆของอิตาลีบ้างก็ตาม แต่ส่วนใหญ่อยู่ในซิซิลีที่ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างคนเป็นกับคนตายเหนียวแน่นเป็นพิเศษ ปรากฏการณ์นี้ก่อให้เกิดคำถามว่า พวกเขาทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร และเพราะเหตุใดจึงนำซากศพเหล่านี้มาจัดแสดง ร่างไร้วิญญาณเหล่านี้อยู่ในอากัปกิริยาต่างๆที่บ่งบอกถึงบุคลิกและอุปนิสัยใจคอของแต่ละคน ขากรรไกรของพวกเขาอ้าค้างราวกับกำลังกรีดร้องแต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา ฟันที่ผุกร่อนแสยะยิ้มคุกคาม เบ้าตาจ้องมองออกมาอย่างสิ้นหวัง ผิวหนังหยาบกร้านหุ้มกระดูกแก้มที่แห้งตอบและข้อนิ้วที่หลุดลุ่ย ซากศพเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นของคนร่างเล็ก แขนทั้งสองข้างอยู่ในท่ากอดอก ขณะที่ลำตัวถูกรั้งให้ตั้งตรงด้วยลวดและตะปู ศีรษะตกพับอยู่บนไหล่ ร่างกายค่อยๆเสื่อมสภาพลงพร้อมๆกับท่วงท่าฝืนสังขารลอกเลียนคนเป็น คูหาเก็บศพเหล่านี้แบ่งแยกชัดเจนระหว่างนักบวชกับฆราวาส ด้านหนึ่งเราจึงพบบรรดาแพทย์ ทนาย และตำรวจในเครื่องแบบ แล้วยังมีคูหาสำหรับสตรีที่มัคคุเทศก์บอกว่า เราสามารถชื่นชมแฟชั่นของวันวานได้ แต่ซากศพเหล่านั้นสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ขะมุกขะมอม […]

พบฟรุตเค้กอายุ 100 ปี ในแอนตาร์กติกา ยังรับประทานได้

เรื่องโดย คริสตินา เดล อมอร์ ฟรุตเค้กของอังกฤษการันตีแล้วว่าดีจริง เพราะล่าสุดทีมนักสำรวจค้นพบฟรุตเค้กที่ยังคงสภาพดีอยู่ ท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวเย็นที่สุด ในสถานที่ขึ้นชื่อว่ามีสภาพอากาศสุดขั้วและแห้งแล้งที่สุดในโลก องค์กรอนุรักษ์มรดกโลกแอนตาร์กติกา จากนิวซีแลนด์ เป็นผู้ค้นพบฟรุตเค้กอายุ 100 ปีดังกล่าว ภายในกระท่อมหลังเก่าบน Cape Adare ในทวีปแอนตาร์กติกา ฟรุตเค้กถูกห่ออยู่ในกระดาษและบรรจุอยู่ในกระป๋อง รายงานจากทีมนักสำรวจที่ค้นพบระบุว่าฟรุตเค้ก “อยู่ในสภาพเยี่ยม” ทั้งหน้าตาและกลิ่นของมันที่บ่งชี้ว่ายังสามารถรับประทานได้ ทีมนักสำรวจชาวอังกฤษของ โรเบิร์ท ฟัลคอน สก็อต เป็นผู้ซื้อฟรุตเค้กชิ้นนี้และนำติดตัวมาด้วยยังแอนตาร์กติกาในระหว่างการเดินทางสำรวจ Terra Nova ในช่วงปี 1910 – 1913 ฟรุตเค้กถูกผลิตโดยบริษัท Huntley & Palmers บริษัทบิสกิตของอังกฤษ ทีมนักสำรวจในอดีตได้เข้าพักยังกระท่อมดังกล่าว ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยชาวนอร์เวย์ เมื่อปี 1899 ก่อนที่พวกเขาจะออกไปสำรวจและไม่มีโอกาสได้กลับมาอีกเลย จนกระทั่งปี 2016 องค์กรอนุรักษ์มรดกโลกแอนตาร์กติกาค้นพบกระท่อมนี้เข้าและทยอยนำสิ่งของภายในกระท่อมออกมา “ในช่วงเวลานั้นฟรุตเค้กเป็นที่นิยมอย่างมากในสังคมอังกฤษ และยังคงความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน” ลิซซี่ มีค ผู้จัดการฝ่ายอนุรักษ์กล่าว ผ่านอีเมล์ “การใช้ชีวิตและทำงานในแอนตาร์กติกาจำเป็นต้องได้รับอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง ซึ่งฟรุตเค้กตอบโจทย์และจะดียิ่งขึ้นไปอีกถ้าได้ทานพร้อมชาสักถ้วย” สก็อตและนักสำรวจอีก 4 […]