การค้นพบที่เผยให้เห็นถึงความรุ่งเรืองและล่มสลายของ ชาวเคลต์

ความรุ่งเรืองและล่มสลายของ ชาวเคลต์

ชาวเคลต์ เผ่าต่าง ๆ ปกครองเยอรมนีตอนใต้และพื้นที่ส่วนใหญ่ของยุโรปตอนกลางอยู่นานเจ็ดศตวรรษ ก่อนที่จะยอมศิโรราบแก่ชาวโรมัน ชนชาวเคลต์เป็นใครกัน และอะไรเป็นสาเหตุของความล่มสลายอันลึกลับของพวกเขา

กลิ่นเหม็นลอยคลุ้งอยู่เหนือเลอมอร์มองต์จากหลุมเปิดหลายหลุม ผู้ตายถูกตัดศีรษะ ส่วนม้า วัวควาย และแกะ ถูกบูชายัญ ซากศพเหล่านี้ถูกโยนลงไปทางปล่องหรือถูกฝังโดยเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม อย่างน้อยนั่นก็เป็นสิ่งที่ นักโบราณคดี กิลเบิร์ต คาเอเนล กับลีโอเนล เปียเน เชื่อว่าเคยเกิดขึ้นบนเนินเขาแห่งนี้ ตรงจุดที่ดูเหมือนจะเป็น ที่หลบภัยของ ชาวเคลต์ (Celt หรือเซลต์ ตามการเรียกขานในอดีต) ใกล้ทะเลสาบเจนีวา ในสวิตเซอร์แลนด์

คาเอเนลรั้งตำแหน่งผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์โบราณคดีแห่งภูมิภาคโว กระทั่งหมดวาระเมื่อไม่นานมานี้ เขาเป็นหัวหน้าด้านการอนุรักษ์และบูรณะในการขุดค้นที่เนินมอร์มองต์ เปียเนรับช่วงต่อจากเขา

อะเลเซีย, ชาวเคลต์
อะเลเชีย ชาวเคลต์ตั้งเครื่องกีดขวางป้องกันตัวเอง ส่วนชาวโรมันตั้งป้อมปราการแข็งแรงล้อมรอบชาวเคลต์ มีการสู้รบแบบ ตัวต่อตัว ชาวเคลต์ปราชัยสงครามยิ่งใหญ่ครั้งสุดท้าย 52 ปีก่อนคริสตกาลที่บูร์กองดี

ตอนที่นักโบราณคดีเริ่มสำรวจภูเขาลูกนี้เมื่อปี 2006 ก่อนการทำเหมืองปูนขาวตามกำหนดในบริเวณนี้ พวกเขาลงเอยด้วยการค้นพบหลุม 250 หลุม หลุมอื่นๆขุดลงไปถึงชั้นหินปูนซึ่งอยู่ลึกลงไปอีก หลุมเหล่านี้เกลื่อนกล่นไปด้วยชิ้นส่วนจอกสำหรับดื่มที่ทำจากดินเผาเคลือบและสำริดนับไม่ถ้วน รวมทั้งเครื่องมือของช่างตีเหล็ก ขวานของช่างไม้หกเล่ม และหินโม่ซึ่งแทบไม่ผ่านการใช้งานหรือไม่เคยใช้เลยกว่า 150 ก้อน นักวิจัยพบร่องรอยของอาวุธน้อยมาก

แต่ในหลุมมีกระดูก หลายชิ้นเป็นของม้ามูลค่าสูงหลายตัวที่นำเข้าจากอิตาลี และถือเป็นเครื่องบ่งบอกสถานะในหมู่ชาวเคลต์ ทั้งยังพบกระดูกมนุษย์ด้วย พบร่างราว 50 ร่าง บ้างถูกจัดให้อยู่ในท่านอนหงาย บ้างอยู่ในท่านั่ง หัวกะโหลกหลายหัวไม่มีขากรรไกรล่าง เพราะ ชาวเคลต์ มักถอดขากรรไกรล่างออกตามพิธีกรรม แล้วด้วยเหตุใดเล่าผู้คนจึงฆ่าปศุสัตว์ที่มีค่า ละทิ้งเครื่องมือและหินโม่ “ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นของจำเป็นเพื่อการอยู่รอด” คาเอเนลตั้งข้อสงสัย “พวกเขาคงไม่ทิ้งขว้างของพวกนั้นโดยไร้สาเหตุหรอกครับ”

ป้อมปราการ, บูร์กองดี
บีบราคต์ เมืองหลวงของเอดุยในบูร์กองดี เป็นหนึ่งในชุมชนป้อมปราการราว 150 แห่งของชาวเคลต์ รวมทั้งชุมชนที่มานชิง ใกล้อิงกอลชตัดท์ในบาวาเรีย ชาวบ้านบูชาเทพเจ้าองค์ต่างๆและวุุ่นกับการค้าขาย ช่างฝีมือทำเหรียญกษาปณ์และเครื่องประดับ ในช่วงปลายยุค ชาวเคลต์เกือบจะพัฒนาสู่อารยธรรมชั้นสูง

นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า พวกเคลต์คงหนีขึ้นเขาเลอมอร์มองต์เพราะหมดหวังแล้ว เป็นไปได้ว่าจะไปกันทุกคน ยกเว้นพวกผู้ชายที่สามารถสู้รบได้ สถานการณ์คงจะคับขันถึงขั้นต้องสละข้าวของที่มีค่าที่สุด กระทั่งเพื่อนร่วมเผ่าเพื่อวิงวอนขอความช่วยเหลือจากเหล่าเทพเจ้า ในช่วงนั้น ราวปลายศตวรรษที่สองก่อนคริสตกาล สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงกำลังพัดผ่านยุโรปตอนกลาง ชนเผ่าคิมบริและทิวทันเข้าปล้นสะดมเขตแดนของพวกเคลต์ในบริเวณที่ปัจจุบันคือตอนใต้ของเยอรมนีกับสวิตเซอร์แลนด์ โรมจำต้องป้องกันตัวจากผู้บุกรุก พร้อมไปกับการขยายอำนาจของตนในเวลาเดียวกัน

เจ็ดศตวรรษก่อนหน้านั้น ในช่วงที่เหล็กเข้ามาแทนที่สำริดในฐานะโลหะสำคัญที่สุดสำหรับทำอาวุธและเครื่องมือต่างๆ ยุโรปเป็นประจักษ์พยานในกำเนิดของวัฒนธรรมใหม่ ผู้คนในภูมิภาคที่ทอดจากโบฮีเมียไปจนถึงตอนใต้ของเยอรมนีและเบอร์กันดี กำลังถักทอวิถีชีวิตร่วมกัน สร้างเนินฝังศพและประกอบพิธีกรรมคล้ายๆกัน วาดภาพมนุษย์และสัตว์ด้วยศิลปะที่แสดงรูปลักษณ์ และใช้กระดูกทำเป็นกระดุมกลัดเสื้อ พวกเขาผ่านการปฏิวัติด้านเทคโนโลยีที่ให้กำเนิดเครื่องมือต่างๆ เช่น แป้นหมุนสำหรับปั้นถ้วยชาม และโม่หินที่ใช้บด

ชาวเคลต์, บูชายัญ
บูชายัญอันเหี้ยมโหด ครึ่งศตวรรษก่อนสงครามที่อาเลเซีย ชาวเคลต์นำสัตว์ต่างๆและแม้แต่มนุษย์มาบูชายัญ ณ ยอดเขาทางตะวันตกของสวิตเซอร์แลนด์แห่งนี้ นักโบราณคดีที่ทำวิจัยอยู่ที่นี่ตั้งสมมุติฐานว่า ชาวเคลต์จนตรอกและวิงวอนให้ปวงเทพเจ้าช่วยเหลือ ราว 100 ปี ก่อนคริสตกาล ชาวโรมันแผ่ขยายอิทธิพล และที่สำคัญคือพวกเยอรมันออกปล้นสะดมทั่วดินแดนแห่งนี้ มอร์มองต์จะเคยเป็นที่หลบภัยหรือไม่

ชาวเคลต์ อาศัยอยู่เป็นชุมชนเผ่าต่างๆ แยกขาดจากกัน นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีเห็นตรงกันว่า พวกเคลต์ไม่เคยรวมตัวกันเป็นอาณาจักรที่เป็นปึกแผ่น นักวิจัยหลายคนเชื่อว่า เคลต์ไม่เคยปรากฏเป็นชนชาติเลย และพูดถึงเคลต์ในฐานะวัฒนธรรมยุคเหล็กวัฒนธรรมหนึ่งซึ่งมักจะเรียกกันว่า ฮอลชตัทท์และลาแตน ตามที่ตั้งชุมชนในออสเตรียและสวิตเซอร์แลนด์ตามลำดับ แต่โดยมากจะเห็นด้วยว่า “เคลต์” เป็นคำกว้างๆ ที่หมายถึงอารยธรรรม ซึ่งแผ่ขยายจากตุรกีในปัจจุบันจนถึงสเปน กระทั่งในช่วงหลังจากยุโรปตอนกลางตกต่ำลง ชาวเคลต์ยังคงเฟื่องฟูอยู่ในหมู่เกาะอังกฤษ

ชาวเคลต์ค้าขายไปทั่วทุกถิ่นทั้งใกล้ไกล พวกเขาบูรณาการวิชาความรู้และวิถีชีวิตของวัฒนธรรมต่างๆ ในยุโรปตอนใต้เข้ากับวิถีชีวิตของพวกตน นอกจากนั้น เคลต์ยังมีฝีมือทางการก่อสร้างและสร้างเมืองต่างๆ ในยุคแรกขึ้นทางเหนือของเทือกเขาแอลป์ แต่กลับเป็นชนชาติเดียวในยุโรปตอนกลางยุคโบราณที่ไม่เจริญรุ่งเรืองจนกลายเป็นชาติชาติหนึ่ง

ถิ่นฐานชาวเคลต์แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ทางเหนือของเมืองแฟรงก์เฟิร์ตในปัจจุบัน มีสถานะโดดเด่น นั่นคือที่ราบสูง กลาวแบร์กซึ่งทอดตัวอยู่บนเนินเขา

พิธีกรรม, ชาวเคลต์
เตรียมพื้นที่สำหรับพิธีกรรม ชาวเคลต์ได้รับแรงบันดาลใจจากเพื่อนบ้านทางใต้ของเทือกเขาแอลป์ นอกจากศิลปะแล้ว ยังได้สืบทอดพิธีกรรมบางอย่าง ซึ่งแสดงถึงอิทธิพลของอีทรัสคันและกรีก ห่างจากฮอยเนบูร์กไม่กี่กิโลเมตร ชาวเคลต์ปรับพื้นที่เหนือแหลมแห่งหนึ่งให้เรียบ นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าชาวเคลต์ใช้ที่ราบสูงนี้ประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์และแข่งรถม้า

นักพฤกษศาสตร์บรรพกาลสามารถสร้างภูมิทัศน์ที่อาจปรากฏอยู่ในยุคเคลติก โดยพื้นที่ดังกล่าวไม่ต่างจากสมัยนี้มากนัก พิพิธภัณฑ์ในพื้นที่มีด้านหน้าเป็นกระจกมองออกไปเห็นภูมิทัศน์ลูกระนาดของภูมิภาคเวตเทอร์อาวที่มีป่ากระจายเป็นหย่อมๆ “ตรงนี้ก็อาจเคยเป็นป่าเหมือนกันครับ” อักเซิล พอสลัชนี ผู้อำนวยการด้านการวิจัยที่ กลาวแบร์ก กล่าว ที่นี่เคยมีไร่นาและโรงเรือน เช่นเดียวกับหมู่บ้านขนาดใหญ่สองสามแห่ง ล้อมรอบด้วยที่ดินอันอุดมสมบูรณ์ ปลูกข้าวบาร์เลย์ และข้าวสาลีพันธุ์ดั้งเดิม เช่น ข้าวเองกอร์นกับข้าวสเปลต์ และถั่วเลนทิล นักสัตววิทยาบรรพกาลสามารถระบุกระดูกแพะ หมู และไก่ มีร่องรอยกวางและกระต่ายอยู่บ้าง

ตรงเชิงเขากลาวแบร์ก มีศพมนุษย์ฝังอยู่สามศพ นักโบราณคดีที่ศึกษาหลุมศพเหล่านี้ พบชิ้นส่วน โครงกระดูกพร้อมโบราณวัตถุมากมายผิดวิสัย อาทิ ดาบ โล่ ใบหอก กำไลแขน และกำไลคอทองคำ เหยือกสำริด สองใบที่มีร่องรอยของเหล้าหมักน้ำผึ้ง

นอกจากนี้ นักวิจัยยังพบรูปสลักหินทรายรูปชายคนหนึ่งที่สูงเกือบสองเมตร ซึ่งต่อมากลายเป็นสัญลักษณ์ของสถานที่แห่งนี้ นักโบราณคดีที่กลาวแบร์กยิ่งประทับใจกับคูรอบกำแพงเมืองขนาดใหญ่ และ “ถนนขบวนแห่” ซึ่งวางตัว ในแนวเดียวกับตำแหน่งที่ดวงจันทร์ขึ้นและตกในจุดเดียวกันเป็นเวลาหลายวัน (major lunar standstill) พอสลัชนีกล่าวว่าป้อมปราการและคูรอบกำแพงเมืองมีไว้อวด แต่ความรู้คืออำนาจด้วยเสมอ และสถานที่แห่งนี้ก็เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจดังกล่าว

กางเขนเคลติก, ชาวเคลต์
อังกฤษ กางเขนเคลติก (ตามภาพในเคาน์ตีเคนต์ในชนบทของอังกฤษ) เป็นสัญลักษณ์ที่เห็นได้ทั่วไปในศิลปะที่เกี่ยวกับศาสนาในยุคกลาง และเกี่ยวโยงกับหมู่เกาะอังกฤษ เกลลิกยังคงเป็นภาษาพูดที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในบางภูมิภาคจนถึง ทุกวันนี้ ถือเป็นมรดกจากวัฒนธรรมยุโรปยุคแรก

เรื่องนั้นอาจเป็นความรับผิดชอบของเหล่านักบวชเคลต์ (druid) ตามประเพณีแล้ว นักบวช มักถ่ายทอดวิชาความรู้ด้วยปากเปล่า ไม่มีทั้งบันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษรและหลักฐานทางโบราณคดีบ่งชี้ว่า มีผู้นำทางจิตวิญญาณเหล่านี้ ไม่มีหลุมฝังศพที่ระบุว่าเป็นของพวกเขา แต่สถานที่ตั้งอันศักดิ์สิทธิ์และสถานที่สำหรับบูชายัญต่างส่อให้เห็นว่า เคยมีนักบวชเป็นเรื่องเป็นราวจริงๆ

ในช่วงแรก นักรบชาวเคลต์เป็นทหารรับจ้างให้กองทัพอื่นๆ รวมทั้งกองทัพโรมัน หลังจากได้ฟังเรื่องล่อใจเกี่ยวกับชีวิตที่ดีกว่า และอาจเป็นเพราะความล้มเหลวจากการเพาะปลูกอันเนื่องจากลมฟ้าอากาศไม่อำนวย ชาวเคลต์หลายหมื่นคนมารวมตัวกันในราว 400 ปีก่อนคริสตกาล เพื่อเดินเท้าลงใต้ผ่านเทือกเขาแอลป์

ในเดือนกรกฏาคม 387 ปีก่อนคริสตกาล พวกเขาเดินทางถึงกรุงโรม พบถนนหนทางและจัตุรัสต่างๆร้างผู้คน ชาวเมืองหลายพันคนพากันหลบหนีไปก่อนหน้าแล้ว ทิ้งให้คนชรา พวกผู้หญิงและเด็กๆ ซุกตัวอยู่ในบ้าน ผู้รุกรานชาวเคลต์ยึดจัตุรัสโรมัน ปล้นสะดมเมือง และฆ่าฟันชาวบ้านที่เหลือ แต่กองทหารโรมันไม่ยอมจำนน หลังจากต่อสู้อย่างทรหด ก็สามารถขับไล่ผู้รุกรานออกไปได้ ความอัปยศอดสูที่ถูกคุกคามในถิ่นของตนยังฝังลึกอยู่ในความทรงจำ เหตุการณ์นี้เป็นตัวกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างชาวโรมันกับชาวเคลต์ จนกระทั่งฝ่ายหลังประสบความพ่ายแพ้และยอมศิโรราบในอีก 330 ปีต่อมา

เรื่อง ซีโบ ไฮน์เคน
ภาพประกอบ แซมซัน เกิตเซอ

สามารถติดตามสารคดี ความรุ่งเรืองและล่มสลายของชาวเคลต์ ฉบับสมบูรณ์ได้ที่ นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนสิงหาคม 2564

สามารถสั่งซื้อได้ที่ https://www.naiin.com/category?magazineHeadCode=NG&product_type_id=2


อ่านเพิ่มเติม โฉมหน้าแท้จริงของ แกลดิเอเตอร์

แกลดิเอเตอร์

เรื่องแนะนำ

๘๙ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ราชาแห่งราชัน

รอบนักษัตรที่ ๗ (พ.ศ. ๒๕๔๒ – ๒๕๕๔) ตลอดระยะเวลา ๖๕ ปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัตินับแต่พระชนมายุ ๑๙ พรรษา เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๙ จนถึงปัจจุบัน ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๗ รอบ ๘๔ พรรษา ในวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ นั้น พระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประเทศชาติและปวงชนชาวไทยอย่างมิทรงเหน็ดเหนื่อย และเสด็จพระราชดำเนินไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อเยี่ยมเยียนราษฎรของพระองค์ด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่า พระราชกรณียกิจตลอดจนโครงการทั้งหลายทั้งปวงที่มีพระราชดำริให้จัดทำขึ้น และมีผู้นำไปสานต่อจนสัมฤทธิผลเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนนั้น มีมากมายสุดจะพรรณนาได้หมดในที่นี้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเหล่านี้ หากจะจำแนกหมวดหมู่ออกเป็นสาขาใหญ่ ๆ ก็จะได้ดังนี้     พระราชกรณียกิจบำบัดทุกข์บำรุงสุขราษฎร     พระราชกรณียกิจด้านเกษตรกรรมและการพัฒนาชนบท     พระราชกรณียกิจด้านการสาธารณสุข     พระราชกรณียกิจด้านการพระศาสนาและศิลปวัฒนธรรม     พระราชกรณียกิจด้านเทคโนโลยีและสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นนวัตกรรม     พระราชกรณียกิจด้านการต่างประเทศ      นอกจากโครงการต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริอันเป็นหลักปรัชญาสำคัญที่เรียกว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหลักการดำรงชีวิตที่มีคุณค่ายิ่ง โดยเฉพาะในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกปัจจุบัน จึงมีผู้นำหลายชาติให้ความสนใจ และพิจารณานำไปเผยแพร่เพื่อให้ประชาชนในชาติของตนประพฤติปฏิบัติตามหลักปรัชญาหรือทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแนวพระราชดำริในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนี้ เริ่มต้นจากแนวทางพออยู่พอกินก่อน ซึ่งปรากฏครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๗ ดังปรากฏในพระราชดำรัสพระราชทานเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๗ ความตอนหนึ่งว่า “คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน มีความสงบ และทำงานตั้งอธิษฐาน ตั้งปณิธานในทางนี้ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกินมีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้…” หลังจากนั้นก็เริ่มมีการพูดกันถึงแนวความคิด ”พออยู่พอกิน” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกันอย่างกว้างขวาง แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าใจอย่างแท้จริงว่า แนวปรัชญาพออยู่พอกินของพระองค์ท่านนั้นลึกซึ้งเพียงไร นักปรัชญาและผู้รู้ต่างก็ตีความไปต่าง ๆ กัน จนเกิดความสับสนขึ้น ในปีรุ่งขึ้นและปีต่อ ๆ มา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสถึงแนวพระราชดำริพอมีพอกินหรือเศรษฐกิจพอเพียงนี้ในอีกหลายโอกาส ทรงอธิบายจนเป็นที่เข้าใจกันได้ คำว่าพอเพียงมีความหมายอีกอย่างหนึ่ง มีความหมายกว้างออกไปอีก ไม่ได้หมายถึงการมีพอสำหรับใช้ของเท่านั้น แต่มีความหมายว่าพอมีพอกิน… “พอมีพอกิน” นี้ก็แปลว่า ”เศรษฐกิจพอเพียง” นั่นเอง พอเพียงนี้ก็หมายความว่า มีกินมีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหรา ก็ได้ แต่ว่าพอแม้บางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ถ้าทำให้มีความสุข ถ้าทำได้ก็สมควรที่จะทำ สมควรที่จะปฏิบัติ –พระราชดำรัสพระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๑   เมื่อปี ๒๕๑๗ วันนั้นได้พูดถึงว่า เราควรปฏิบัติให้พอมีพอกินนี้ ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนมีพอมีพอกินก็ใช้ได้  ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี และประเทศไทยเวลานั้นก็เริ่มจะเป็นไม่พอมีพอกิน บางคนก็มีมาก บางคนก็ไม่มีเลย –พระราชดำรัสพระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๑   เศรษฐกิจพอเพียงนั้นเขาว่าเป็นเศรษฐกิจชุมชน หมายความว่าให้พอเพียงในหมู่บ้านหรือในท้องถิ่น… ถ้าพอมีพอกินคือพอมีพอกินของตัวเองนั้น ไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียง เป็นเศรษฐกิจสมัยหิน สมัยหินนั้นเป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน แต่ว่าค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมา –พระราชดำรัสพระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ […]

กู้มรดกแดนน้ำแข็ง

เรื่อง เอ. อาร์. วิลเลียมส์ ภาพถ่าย เอริกา ลาร์เซน แหล่งโบราณคดีนูนัลเลก (Nunalleq) บนชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของอะแลสกาเก็บรักษาช่วงเวลาแห่งหายนะ โดยแช่แข็งเอาไว้ในกาลเวลา ผืนดินโคลนรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเกลื่อนกล่นไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ประจำวันซึ่งชนพื้นเมืองเผ่ายูปิก (Yupik) เคยใช้ ทุกอย่างถูกทิ้งไว้ในสภาพเดิม ขณะเกิดการบุกโจมตีอย่างดุเดือดเมื่อเกือบสี่ศตวรรษมาแล้ว รอบอาณาบริเวณของสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสิ่งปลูกสร้างด้วยดินและหญ้าหรือบ้านดิน (sod house) ขนาดใหญ่ ปรากฏร่องรอยของไฟที่จุดรมผู้อยู่อาศัยราว 50 คนให้ออกมา คนเหล่านี้อาศัยอยู่ที่นี่เมื่อไม่ได้ออกไปล่าสัตว์ ตกปลา หรือเก็บพืชผลดูเหมือนไม่มีใครรอดชีวิต โครงกระดูกของผู้หญิง เด็ก และคนชราพบอยู่รวมกัน ทุกคนคว่ำหน้าอยู่ในโคลน บ่งบอกว่าคงถูก จับและสังหาร โศกนาฏกรรมจากอดีตอันไกลโพ้นกลายเป็นคุณูปการต่อวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ดังเช่นที่มักเกิดกับแวดวงโบราณคดี ที่นูนัลเลก นักโบราณคดีขุดพบศิลปวัตถุกว่า 2,500 ชิ้นในสภาพที่ไม่บุบสลาย ตั้งแต่เครื่องใช้ในการกินไปจนถึงข้าวของชิ้นพิเศษอย่างหน้ากากไม้ที่ใช้ในพิธีกรรม เข็มสักทำจากงาช้าง และเข็มขัดที่ร้อยจากฟันของกวางคาริบู สิ่งของเหล่านี้ได้รับการรักษาสภาพไว้อย่างดีจนน่าแปลกใจ จากการถูกแช่แข็งอยู่ในพื้นดินมาตั้งแต่ราวปี 1660 เศษตะกร้าและเสื่อยังคงรักษาลวดลายสานอันละเอียดลออไว้ได้ และเมื่อแหวกมัดหญ้าเปื้อนโคลนออก คุณจะเห็นใบหญ้าเรียวสีเขียวสดถูกเก็บรักษาไว้ข้างใน “หญ้าพวกนี้ตัดมาตั้งแต่สมัยเชกสเปียร์ยังมีชีวิตเชียวนะครับ” ริก คเนกต์ หัวหน้านักโบราณคดี พูดอย่างตื่นเต้น คเนกต์ทำงานประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัยแอเบอร์ดีนในสกอตแลนด์ เขามองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการทำลายล้างที่นูนัลเลกกับนิทานเก่าแก่ซึ่งชาวยูปิกในปัจจุบันยังจำกันได้ มุขปาฐะเป็นขนบที่เก็บรักษาความทรงจำของช่วงเวลาที่นักประวัติศาสตร์เรียกว่า […]

ประวัติย่อของเซ็กส์ทอย

เซ็กส์คือความรื่นรมย์ของชีวิต และอุปกรณ์เสริมเหล่านี้อยู่คู่กับเรามานานกว่าที่คิด มาร่วมสำรวจโลกแห่งเซ็กส์ทอยผ่านยุคสมัยของอดีต ปัจจุบัน และอนาคตกัน

พบซากเรือรบสมัยสงครามโลกครั้งที่สองหลังจมอยู่ใต้ก้นสมุทรนาน 73 ปี

พบซากเรือลาดตระเวน อินเดียแนโพลิส สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจมอยู่ใต้ก้นสมุทรนาน 73 ปี หลังประสบความล้มเหลวในการค้นหาอยู่นานหลายสิบปี ในที่สุด เราก็พบซากเรือรบในตำนาน อินเดียแนโพลิส นอนสงบนิ่งลึกลงไปใต้ทะเลฟิลิปปินส์ ทีมค้นหาระบุตำแหน่งซากเรือที่ระดับความลึก 5,500 เมตร (18,044 ฟุต) จากผิวน้ำ ตามข้อมูลของพอล แอลเลน มหาเศรษฐีพันล้านผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟต์ ซึ่งเป็นผู้นำทีมค้นหา แอลเลนเขียนในข้อความทวิตเตอร์ว่า “บทสำคัญในประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สองได้ข้อสรุปแล้ว ผมหวังว่า ผู้รอดชีวิตและครอบครัวผู้สูญเสียจะคลายความโศกเศร้าและความขับข้องที่เกาะกุมจิตใจมายาวนานลงไปได้บ้าง” เรือลาดตระเวน อินเดียแนโพลิส จมเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ปี 1945 หรือเพียง 12 นาทีหลังถูกโจมตีด้วยตอร์ปิโดจากเรือดำน้ำของญี่ปุ่น จุดจบของเรือ อินเดียแนโพลิส และชะตากรรมของผู้รอดชีวิตที่ลอยคออยู่ในทะเลเป็นโศกนาฏกรรมทางทะเลครั้งเลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อเมริกัน ขณะถูกโจมตี เรือ อินเดียแนโพลิส มีลูกเรือประจำการอยู่  1,200 นาย ในจำนวนนี้ราว 300 คนเสียชีวิตหลังเรือจมลง ขณะที่ผู้รอดชีวิตต้องลอยคออยู่กลางทะเลฟิลิปปินที่เต็มไปด้วยฉลาม การขาดน้ำ อาหาร และภาวะเกลือเป็นพิษ ทำให้อีกหลายร้อยคนต้องจบชีวิตลง เชื่อกันว่า ฉลามครีบขาวหรือฉลามไวต์ทิปและฉลามเสือยังโจมตีผู้รอดชีวิตที่ได้รับบาดเจ็บด้วย ในที่สุดก็เหลือลูกเรือเพียง 317 คนที่ได้รับการช่วยเหลือขึ้นจากน้ำ […]