อัจฉริยะปีกัสโซ - Page 2 of 2 - National Geographic Thailand

อัจฉริยะปีกัสโซ

ปีกัสโซ
นักประสาทวิทยาศาสตร์กำลังวัดผลกระทบของศิลปะที่มีต่อสมอง ที่มหาวิทยาลัยฮิวสตันในรัฐเทกซัส ศาสตราจารย์ โคเซ กอนเตรรัส-บีดัล ใช้การสร้างภาพเพื่อบันทึกคลื่นสมองของจิตรกร นักเต้นรำ และนักดนตรี ภาพบนผนัง แสดงกิจกรรมทางสมองของศิลปินแต่ละคน สักวันหนึ่งประสาทวิทยาศาสตร์อาจไขปริศนาชีววิทยาเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ได้

คุณลักษณะเหล่านี้รวมอยู่ในตัวปีกัสโซ ผู้คุยโวเรื่องฝีมือทางศิลปะอันเหนือชั้นของตัวเองตั้งแต่ยังเด็ก หลังได้ชมนิทรรศการศิลปะเด็กเมื่อปี 1946 เขาเอ่ยข้อความที่โด่งดังว่า เขาไม่มีวันเข้าร่วมงานแบบนี้เพราะ “ตอนอายุ 12 ผมก็วาดเหมือนราฟาเอลแล้ว” สมาชิกในครอบครัวเล่าว่า ตอนเป็นเด็ก ปีกัสโซจะวาดรูปซึ่งบางครั้งก็ทำตามคำขอครั้งละหลายชั่วโมงจนวาดไม่ไหว งานชิ้นแรกๆของเขาที่ยังอยู่ในปัจจุบันเชื่อว่ามีอายุย้อนกลับไปได้ถึงปี 1890 ตอนนั้นปีกัสโซมีอายุเก้าขวบ โดยมีภาพวาดสีน้ำมัน “เลปีกาดอร์” ซึ่งเป็นภาพนักสู้วัวกระทิงบนหลังม้ารวมอยู่ด้วย

ภายในไม่กี่ปี ปีกัสโซก็วาดภาพเหมือนของครอบครัวและเพื่อนฝูงได้อย่างช่ำชอง พออายุ 16 ปี ผลงานศิลปะก็ส่งให้เขาได้เรียนที่ราชบัณฑิตยสถานวิจิตรศิลป์ซานเฟร์นันโดอันทรงเกียรติในกรุงมาดริด ซึ่งเขาได้ศึกษางานของบรมครูชาวสเปนที่เขานับถือ รวมถึงเดียโก เบลัซเกซ และเอลเกรโก

ปีกัสโซ
มรดกของอัจฉริยะยังคงครอบงำในสมาชิกครอบครัว โอลีวีเย วิดไมเออร์ ปีกัสโซ ไม่เคยรู้จักคุณตาของเขา แต่เขียนหนังสือสองเล่มเกี่ยวกับปีกัสโซ “เพื่อให้มีบันทึกที่ถูกต้องเรื่องข่าวลือต่างๆ ตำนาน และข้อเท็จจริงครับ” เขาบอก โอลีวีเยเรียนจบด้านกฎหมายและเป็นตัวแทนเจรจากับซีตรอง บริษัทรถยนต์สัญชาติฝรั่งเศส เพื่อผลิตรถรุ่นปีกัสโซ

 

เด็กอัจฉริยะส่วนใหญ่ไม่ได้โตขึ้นมาเป็นอัจฉริยะ ไม่ว่าจะฝีมือดีไร้ที่ติเพียงใด อัจฉริยะต้องมีบุคลิกภาพโดดเด่นและท้าทาย เสริมด้วยความกล้าและวิสัยทัศน์ที่จะปฏิวัติวงการ ปีกัสโซยังเป็นแค่เด็กชายตอนที่ปอล เซซาน, ชอร์ช เซอรา และศิลปินแนวอิมเพรสชันนิสม์ยุคหลังคนอื่นๆปลดปล่อยตัวเองจากขนบอิมเพรสชันนิสม์ที่ใช้สีสันสดใสมาเป็นการใช้รูปทรงที่ชัดเจนและเติมความเข้มข้นทางอารมณ์ลงบนผืนผ้าใบ

เมื่อถึงยุคของเขา ปีกัสโซก้าวไปอีกขั้นด้วยความรุนแรงราวกระทิงหนุ่ม ภาพวาด “เลเดอมัวแซลดาวีญง” (“Les Demoiselles d’Avignon”) เมื่อปี 1907 ของเขาปฏิรูปขนบเดิมๆของการจัดองค์ประกอบ ทัศนมิติ และความสุนทรีย์ ในภาพแสดงถึงหญิงเปลือยห้าคนที่ซ่องโสเภณีแห่งหนึ่ง ใบหน้าของพวกเธอบิดเบี้ยว ร่างกายเป็นรอยหยัก แม้กระทั่งพวกเพื่อนสนิทของเขายังตกใจ แต่ภาพนั้นจะกลายเป็นหมุดหมายของขบวนการเคลื่อนไหวทางศิลปะที่พลิกโลกอย่างคิวบิสม์ และ พุ่งขึ้นสู่อันดับหนึ่งของรายการภาพเขียนสำคัญที่สุดแห่งศตวรรษที่ยี่สิบ

โกลด ลูกชายของเขาบอกว่า ศิลปะของปีกัสโซไม่เคยมุ่งเอาใจใคร เขาไม่รับค่าจ้าง แต่วาดสิ่งที่อยากวาดและคาดหวังว่าผู้คนจะสนใจ แล้วทำไมเราจึงรู้สึกว่าภาพวาดของเขาดึงดูดใจนัก วิทยาศาสตร์ให้คำตอบที่น่าสนใจไม่แพ้กันในศาสตร์ใหม่ด้านประสาทสุนทรียศาสตร์ (neuroaesthetics) นักวิจัยใช้ภาพถ่ายสมองทำความเข้าใจการตอบสนองที่คนเรามีต่อศิลปะ ตั้งแต่ภาพดอกบัวของโกลด โมเน ไปจนถึงสารพัดสี่เหลี่ยมของมาร์ก รอทโก

ปีกัสโซ
พรสวรรค์ของปีกัสโซเริ่มฉายแววที่บ้านเกิดในเมืองมาลากาที่ซึ่งเขาใช้ชีวิตช่วงวัยเด็ก ทุกวันนี้ ผลงานของเขาพบเห็น ได้ทั่วเมือง รวมถึงภาพกราฟฟิตีเลียนแบบภาพวาดของเปาโล ลูกชายคนแรกของปีกัสโซ ที่แต่งชุดตัวตลกเมื่อปี 1924 ภาพนี้

ในการศึกษาชิ้นหนึ่ง เอดเวิร์ด เวสเซล นักประสาทวิทยาศาสตร์จากสถาบันมักซ์พลังค์เพื่อสุนทรียศาสตร์เชิงประจักษ์ในเมืองแฟรงก์เฟิร์ต สแกนสมองของคนขณะจัดลำดับปฏิกิริยาที่พวกเขามีต่อภาพถ่ายงานศิลปะกว่าหนึ่งร้อยภาพ โดยให้คะแนนตั้งแต่หนึ่งถึงสี่ (สี่คือประทับใจมากที่สุด) ไม่น่าประหลาดใจที่ระบบการรับภาพของผู้เข้าร่วมงานวิจัยทำงานทุกครั้งที่พวกเขาชมภาพ แต่มีเพียงงานศิลปะที่ประทับใจที่สุด หรือภาพที่ถูกมองว่าสวยเป็นพิเศษ น่าตื่นตาหรือจับใจ จะกระตุ้นให้วงจร “โครงข่ายค่าเริ่มต้น” (default mode network) ของสมองทำงาน วงจรดังกล่าวทำให้เราเพ่งความสนใจสู่ภายใน และเข้าถึงความรู้สึกนึกคิดอันเป็นส่วนตัวที่สุดของเราได้

เวสเซลบอกว่า สมดุลของการมองเห็นภายนอกและการครุ่นคิดภายในเช่นนั้นไม่ธรรมดา “มันคือสภาวะพิเศษของสมองครับ” เนิ่นนานก่อนที่วิทยาศาสตร์ด้านสมองจะปะติดปะต่อเรื่องนี้ ปีกัสโซดูจะเข้าใจพลวัตนี้มานานแล้ว เขาเคยพูดไว้ว่า “ภาพจะมีชีวิตก็โดยผ่านคนที่ชมมันเท่านั้น”

เรื่อง คลอเดีย คัลบ์

ภาพถ่าย เปาโล วูดส์ และกาบรีเอเล กาลิมแบร์ตี

 

อ่านเพิ่มเติม

ถนนสายมาร์ติน ลูเทอร์ คิง

เรื่องแนะนำ

พบกับชายผู้ใช้ชีวิตกับไฮยีน่า

คนทั่วไปจะเลี่ยงการเข้าใกล้กับไฮยีน่า แต่ไม่ใช่ผู้คนจากเมืองเล็กๆ แห่งนี้ในเอธิโอเปีย เพราะความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสัตว์สี่ขาเหล่านี้ถูกปลูกฝังมาแล้วอย่างยาวนาน

สรรพสัตว์ในสวนสัตว์ซีเรียเอาตัวรอดจากเมืองที่ล่มสลายอย่างไร

ร่วมติดตามภารกิจช่วยเหลือสรรพสัตว์ออกจากเมืองที่ล่มสลายจากสงครามในซีเรีย งานสุดท้าทายนี้ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากหลายองค์กรนานาชาติ พวกเขาจะทำสำเร็จหรือไม่?

พลัดที่นาคาที่อยู่ สูญสิ้นแม้ความหวัง

“เต้น!” เสียงตะโกนจากเจ้าหน้าที่ทหาร ผู้แกว่งปืนในมือไปยังเด็กหญิงที่กำลังหวาดกลัวจนตัวสั่นเทิ้ม อฟีฟาเพิ่งจะอายุได้ 14 ปี เธอถูกจับกุมอยู่ในนาข้าวรวมกับเด็กหญิงและผู้หญิงคนอื่นๆ อีกหลายสิบคน ทั้งหมดเป็นชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์โรฮิงญา บรรดาทหารที่บุกรุกหมู่บ้านของพวกเธอในเช้าวันหนึ่งของเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กล่าวว่า พวกเขากำลังตามหาตัวผู้ก่อการร้ายติดอาวุธที่สังหารเจ้าหน้าที่ชายแดนตายไป 9 ราย เด็กผู้ชายและผู้ชายในหมู่บ้านพากันหวาดกลัว ดังนั้นพวกเขาจึงหนีไปซ่อนตัวในป่า และทหารเหล่านี้จึงหันมาข่มขวัญผู้หญิงและเด็กๆ แทน หลังจากถูกค้นตัว อฟีฟาเห็นทหารลากหญิงสาว 2 คนเข้าไปในทุ่งนาลึก ก่อนที่พวกเขาจะมุ่งความสนใจมาที่เธอ “ถ้าแกไม่เต้น” หนึ่งในนั้นกล่าว แล้วเอานิ้วลากไปที่ลำคอของตัวเอง “เราจะฆ่าเธอ” อฟีฟาร้องไห้น้ำตานองหน้า เธอเริ่มแกว่งตัวไปมา พวกทหารปรบมือเป็นจังหวะ บางคนหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายคลิปวิดีโอไว้ ผู้บัญชาการของพวกเขาสอดแขนเข้ามาโอบเอวของเธอ “แบบนี้ดีกว่าใช่ไหม?” เขาพูดพร้อมรอยยิ้ม เหตุการณ์ทำนองนี้เป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรงล่าสุดที่เกิดขึ้นจากการปราบปรามชาวโรฮิงญาจำนวนกว่า 1.1 ล้านคน ที่อาศัยอยู่ในรัฐยะไข่ ทางตะวันตกของเมียนมา สหประชาชาติออกมากล่าวว่า ชาวโรฮิงญาเหล่านี้เป็นชนกลุ่มน้อยที่ถูกข่มเหงมากที่สุดในโลก พวกเขาเป็นชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ในประเทศที่พุทธศาสนาเป็นใหญ่ ชาวโรฮิงญาอ้างว่าพวกเขาเป็นชนพื้นเมืองของรัฐยะไข่ และหลายคนก็สืบเชื้อสายมาจากบรรพบรุษที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 แม้พวกเขาจะมีรากเหง้าที่ยาวนาน แต่กฏหมายตั้งแต่ปี 1982 ไม่ได้ให้สิทธิชาวโรฮิงญาเป็นพลเมืองของประเทศ ปัจจุบันพวกเขายังคงมีสถานะเป็นผู้อพยพผิดกฎหมาย และในบังกลาเทศเองก็รองรับชาวโรฮิงญากว่าครึ่งล้านคนที่หลบหนีเข้าไปอาศัยอยู่ การปะทะกันระหว่างชาวพุทธและชาวมุสลิม เมื่อ […]