ค้นพบราชวังกษัตริย์ ชนพื้นเมืองในฟลอริดา - National Geographic Thailand

ค้นพบราชวังกษัตริย์ชนพื้นเมืองในฟลอริดา

ค้นพบราชวังกษัตริย์ ชนพื้นเมืองในฟลอริดา

เดือนกุมภาพันธ์ ปี 1566 กษัตริย์ Caalus ประทับอยู่บนบัลลังก์ของพระองค์ มองดูขบวนของคนแปลกหน้าที่กำลังมุ่งตรงไปยังราชวังของเขา

Pedro Menéndez de Aviles พลเรือเอกชาวสเปนได้รวบรวมทหารจำนวน 200 นาย, มือกลอง, นักเป่าทรัมเป็ต, นักเป่าขลุ่ย และคนแคระที่มีความสามารถในการร้องรำทำเพลง ทั้งหมดเดินทางมายังราชวังที่ตั้งอยู่บนอ่าวฟลอริดา ด้วยความคาดหวังว่าจะทำทุกวิถีทางให้ผู้นำชนพื้นเมืองประทับใจ เพราะในช่วงเวลานั้น พื้นที่ทั้งหมดทางตอนใต้ของรัฐฟลอริดาอยู่ในการปกครองของเขา

และล่าสุด ทีมนักโบราณคดีออกมาประกาศว่าพวกเขาค้นพบร่องรอยของสถานที่ดังกล่าวแล้ว โบราณสถานแห่งนี้น่าจะตรงกับที่บรรดามิชชันนารีชาวสเปนบรรยายไว้ว่า: มันคือพระราชวังขนาดใหญ่ที่สามารถจุคนได้มากถึง 2,000 คน

ชนพื้นเมืองในฟลอริดา
ภาพกราฟฟิกแสดงให้เห็นว่าหน้าตาที่แท้จริงของพระราชวังกษัตริย์ชาวคาลูซาน่าจะมีรูปลักษณ์อย่างไร โดดยอ้างอิงจากข้อมูลของบันทึกชาวสเปนในศตวรรษที่ 16 ตลอดจนเปรียบเทียบกับผลการวิเคราะห์เนื้อไม้ทางชาติพันธุ์วรรณนา (การศึกษาวัฒนธรรมและสังคมของมนุษย์ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งโดยเฉพาะ)
ศิลปกรรมโดย Merald Clark

รายงานการค้นพบดังกล่าวถูกเผยแพร่ลงในวารสาร Anthropological Archaeology การค้นพบร่องรอยของพระราชวังกษัตริย์โบราณช่วยเสริมหลักฐานการมีอยู่ของชาวคาลูซา (Calusa) ชนพื้นเมืองที่บรรดานักโบราณคดีตามหามานาน พวกเขามีสภาพสังคมอันซับซ้อน และแตกต่างจากชนพื้นเมืองอื่นๆ ในแผ่นดินเดียวกัน เพราะพวกเขาไม่ทำการเกษตร

“เรื่องราวของชาวคาลูซาลึกลับน่าค้นหามานานแล้วครับ เพราะพวกเขาเป็นชาวประมง และนักล่าสัตว์” William Marquardt นักโบราณคดีผู้ศึกษาวัฒนธรรมและสังคมของมนุษย์ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง จากพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา Gainesville ในฟลอริดากล่าว

 

อาณาจักรเรืองอำนาจที่สุดในภูมิภาค

สังคมที่ซับซ้อนส่วนใหญ่พึ่งพาการเกษตรในการผลิตอาหารเลี้ยงประชากร และแรงงานในอาณาจักร ทว่าชาวคาลูซาดำรงอยู่ได้ด้วยการประมงเป็นหลัก พวกเขาล่าปลามิวล์เล็ต, ฉลาม, เต่า, หอย และสัตว์อื่นๆ ที่หาได้ตามแนวชายฝั่ง นอกจากนั้นยังมีผลผลิตจากอ้อย ในขณะที่ตัวหมู่บ้านนั้นถูกล้อมรอบด้วยป่าโกงกาง

นอกเหนือจากอาหารทะเลแล้ว ชาวคาลูซายังล่ากวาง และนกเป็นอาหาร มีบันทึกบ่งชี้ว่าพวกเขาเก็บผลไม้ป่า ทว่าไม่ได้เพาะปลูกพืชใดๆ อย่างจริงจัง มีเพียงแค่สวนครัวขนาดเล็กๆ ที่แต่ละบ้านเรือนใช้ในการปลูกพริก, มะละกอ และน้ำเต้าเท่านั้น

ในศตวรรษที่ 16 สังคมของชาวคาลูซามีความซับซ้อนไม่ต่างจากสังคมเกษตรกรรมอื่นๆ พวกเขามีนักบวช, ทหาร, เครือข่ายคลอง, ถนนสำหรับแลกเปลี่ยนสินค้า ความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์เองถูกพิจารณาได้จากบรรณาการที่พระองค์ได้รับจากประชาชนราว 20,000 คน ในหลายหมู่บ้าน

อีกหนึ่งสิ่งที่น่าจดจำสำหรับชาวคาลูซาก็คือ พวกเขาต่อต้านการล่าอาณานิคม และการเผยแพร่ศาสนา จากบันทึกในปี 1521 นักรบของคาลูซาทำร้าย Juan Ponce de León ชาวยุโรปคนแรกที่เดินทางมาถึงฟลอริดา ด้วยการยิงธนูเข้าที่ต้นขา

ชนพื้นเมืองในฟลอริดา
กระดูกของปลาฉลามที่พบระหว่างการขุดค้น ทั้งนี้อาหารหลักของชาวคาลูซานั้นได้มาจากทะเล
ภาพถ่ายโดย Amanda Roberts Thompson
ชนพื้นเมืองในฟลอริดา
ทีมวิจัยใน Mound Key ยังพบเปลือกหอยที่ใช้ในการถ่วงแหจับปลา รวมไปถึงเศษเครื่องปั้นดินเผาอีกด้วย
ภาพถ่ายโดย Amanda Roberts Thompson

แผนการตั้งอาณานิคมของชาวสเปนขึ้นบนพื้นที่ทางตอนใต้ของรัฐฟลอริดาจำต้องเก็บพับไป หลังบรรดาผู้ล่าอาณานิคมชาวสเปนต้องเผชิญกับการโจมตีจากชาวคาลูซาตลอดสามปี นั่นทำให้ชาวสเปนพยายามที่จะไม่เข้าใกล้ชนพื้นเมืองเหล่านี้อีกเลย จนกระทั่งอีกศตวรรษต่อมา แต่ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงแบบเดิม ซึ่งร่างของคณะนักบวชฟรังซิสกันที่ถูกพบในสภาพเปลือย และรวยรินใกล้จะหมดลมหายใจ ในปี 1697 เป็นหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าอารยธรรมนี้ชิงชังชาวสเปนมากแค่ไหน

ทว่าแม้อาณาจักรนี้จะเป็นอิสระ ไม่ขึ้นกับใคร แต่พวกเขาก็ต้องเผชิญกับผลกระทบจากการล่าอาณานิคม เมื่อการมาถึงของชาวยุโรปได้พาเอาโรคระบาดมายังพื้นที่บริเวณรัฐฟลอริดาด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นส่งผลให้จำนวนประชากรชาวคาลูซาลดลงเหลือเพียงราว 2,000 คน และเมื่อสิ้นสุดศตวรรษที่ 17 อาณาจักรของพวกเขาก็อ่อนแอลงไปอีก เพราะต้องเผชิญกับการโจมตีจากชนพื้นเมืองด้วยกันที่ติดอาวุธปืน และเมื่อสิ้นศตวรรษที่ 18 ในที่สุดอาณาจักรคาลูซาก็ล่มสลาย ทุกวันนี้ยังคงสามารถพบผู้คนที่สืบเชื้อสายมาจากอารยธรรรมนี้ได้ในอ่าว Florida Keys หรือในคิวบา

 

การก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่

เพื่อเข้าใจอารยธรรมคาลูซาให้ดียิ่งขึ้น Victor Thompson จากมหาวิทยาลัยจอร์เจีย พร้อมด้วยทีมงานของเขาลงพื้นที่สำรวจขุดค้นยังอุทยานแห่งชาติโบราณคดีบนเกาะ Mound Key เกาะรกร้างในอ่าว Estero ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมือง Fort Myers ในรัฐฟลอริดา

ผลการศึกษาใหม่ยืนยันว่าชาวคาลูซามีความสามารถในการสร้างสิ่งก่อสร้างที่มีขนาดใหญ่ มหึมา นั่นหมายความว่าพวกเขาต้องมีแรงงานจำนวนมากเช่นกัน รายงานจาก Marquardt

ทีมวิจัยบูรณะพระราชวังของกษัตริย์ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง จากบันทึกปรากฏว่าพระราชวังแห่งนี้สูงตระหง่านเทียบเท่ากับยอดเขา Mound 1 ที่สูงที่สุดบนเกาะ โครงสร้างรูปวงรีที่ใช้เป็นห้องโถงใหญ่มีความกว้าง 80 ฟุต ยาว 65 ฟุต ประกอบด้วยเสาไม้มากกว่า 150 ต้น

พวกเขายังพบเปลือกหอยแตกหักอีกหลายชิ้น ที่ดูเหมือนว่าจะถูกนำมาใช้สำหรับการแกะสลักเนื้อไม้ เศษเล็กเศษน้อยของไม้บ่งชี้ว่ามันเป็นต้นสนที่ถูกขนมายังเกาะแห่งนี้ด้วยเรือ “มันน่าสนใจมากที่พวกเขาขนย้ายวัสดุขนาดใหญ่ และก่อสร้างมันขึ้นมาได้” Thompson กล่าว นอกจากนั้นเขายังพบว่าโครงสร้างของมันถูกสร้างขึ้นในช่วงเวลาที่ต่างกันสามช่วง ผลการวิเคราะห์อายุจากคาร์บอนกัมมันตรังสี โครงสร้างที่เก่าแก่ที่สุดของพระราชวังแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในคริสต์ศักราชที่ 1000 ซึ่งแสดให้เห็นถึงอิทธิพล และอำนาจของอาณาจักรแห่งนี้ที่แผ่ขยายในภูมิภาคมานานก่อนการมาถึงของชาวสเปนกว่า 500 ปี

ชนพื้นเมืองในฟลอริดา
กระดูกชิ้นนี้ได้มาจากบริเวณที่เป็นพระราชวังของกษัตริย์
ภาพถ่ายโดย Amanda Roberts Thompson
ชนพื้นเมืองในฟลอริดา
ลูกปัดคริสตัลของชาวสเปนถูกพบบริเวณใกล้กับพระราชวัง
ภาพถ่ายโดย Amanda Roberts Thompson

ที่ผ่านมาบริเวณ Mound 1 ถูกตั้งข้อสันนิษฐานมานานแล้วว่าน่าจะเป็นพระราชวังของกษัตริย์ Caalus รายงานจาก John Worth นักโบราณคดีมหาวิทยาลัยเวสต์ฟลอริดา ผู้ศึกษาเกี่ยวกับชาวคาลูซา แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัยชิ้นนี้

“Thompson และทีมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่เราว่าสถานที่นี้เป็นที่เดียวกันกับบันทึกของชาวสเปน” Worth กล่าว

แม้ว่าชาวสเปนจะใช้คำว่า “อาณาจักร” ในการบรรยายถึง แต่นักมานุษยวิทยาเชื่อกันมานานว่า ในฐานะสังคมล่าสัตว์เช่นนั้น พวกเขาไม่น่าที่จะยิ่งใหญ่ขนาดใช้คำว่าอาณาจักรได้ Lynn Gamble ศาสตราจารย์ด้านมานุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียกล่าว

ทว่าผลการศึกษาใหม่นี้กำลังทำให้บรรดานักวิชาการต้องคิดทบทวนเกี่ยวกับเกณฑ์ในการพิจารณาสังคมที่ซับซ้อนเสียใหม่ “เป็นอะไรที่กระตุ้นให้เราต้องคิดพิจารณาใหม่จริงๆ ค่ะ” Gamble กล่าว “พวกเขาพบว่ามีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่โต ทั้งยังพบว่ามันยืนยงมาอย่างยาวนาน มันน่าสนใจมากว่าแท้จริงแล้วอารยธรรมของพวกเขานั้นใหญ่แค่ไหนกันแน่”

ด้าน Thompson เสริมว่าการขุดค้นทางโบราณคดีบนเกาะ จะยิ่งใช้รายละเอียดเกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์ที่ชาวคาลูซามีต่อชาวสเปนมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ตัวเขาระบุว่าเพิ่งได้รับการยืนยันว่าค้นพบสิ่งปลูกสร้างของชาวสเปน บนยอดเขาที่สูงเป็นลำดับที่สองของเกาะ ซึ่งจะเป็นหมุดหมายใหม่ของพวกเขาในการสำรวจครั้งต่อๆ ไป

เรื่อง Megan Gannon

ชนพื้นเมืองในฟลอริดา
ภาพถ่ายทางอากาศแสดงให้เห็นถึงร่องรอยของพระราชวังกษัตริย์ชาวคาลูซา ในฟลอริดา
ภาพถ่ายโดย Victor Thompson

 

อ่านเพิ่มเติม

โครงกระดูกโบราณฉายพิธีกรรมหลังต่อสู้ของคนเถื่อน

เรื่องแนะนำ

ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์

แปลและเรียบเรียง กองบรรณาธิการ ภาพถ่าย คลังภาพ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก “ผู้คนมักพูดกันว่า ราชอาณาจักรเป็นเหมือนกับพีระมิด กล่าวคือ พระราชานั้นประทับอยู่บนสุด ส่วนประชาชนอยู่ด้านล่าง แต่ในประเทศนี้ทุกอย่างกลับตรงกันข้าม [เป็นเหมือนพีระมิดกลับหัว] ด้วยเหตุนี้ บางครั้งเราจึงรู้สึกปวดแถวๆ นี้” เมื่อตรัสถึงตรงนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งปกติมีพระพักตร์เคร่งขรึมดูเป็นนักวิชาการ ทรงพระสรวล ขณะทรงชี้ที่พระศอและพระอังสา [บ่าหรือไหล่] ข้อความข้างต้นเรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานแก่นายเดนิส เกรย์ หัวหน้าสำนักข่าวเอพีประจำกรุงเทพฯและนายบาร์ต โดเวลล์ ผู้ช่วยบรรณาธิการนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ในขณะนั้น และเป็นส่วนหนึ่งของสารคดีเรื่อง “พระราชวงศ์ผู้ทรงงานของไทย” (Thailand’s Working Royalty) ตีพิมพ์ใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนตุลาคม ปี 1982 หรือพุทธศักราช 2525 ซึ่งตรงกับวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 200 ปีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมหาที่สุดมิได้ กองบรรณาธิการนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย จึงขอนำสารคดีเรื่องนี้มาตีพิมพ์อีกครั้ง ภาพถ่ายส่วนใหญ่เป็นผลงานของจอห์น เอเวอริงแฮม ช่างภาพผู้คุ้นเคยกับเมืองไทย เขาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสารคดีเรื่องนี้ว่า “ผมโชคดีที่มีโอกาสตามเสด็จนานถึงสี่เดือน เดินทางไปทั่วประเทศจากนราธิวาสถึงเชียงราย ประเทศไทยโชคดีที่มีในหลวง พระองค์ทรงสนพระทัยในคนที่ยากจนที่สุดคนที่อยู่ไกลที่สุด ในหลวงไม่เหมือนใคร มีฝรั่งหลายคนเหมือนผมที่รักพระเจ้าอยู่หัว…” ในช่วงเวลาหลายศตวรรษที่ผ่านมา บทบาทของพระมหากษัตริย์ไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า “พระราชวงศ์ในประเทศนี้ไม่เคยอยู่นิ่งเลย” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร เสด็จพระราชสมภพเมื่อปี พ.ศ. 2470 ณ เมืองเคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ทรงศึกษาทั้งในสาขาวิทยาศาสตร์และกฎหมายที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ขณะเจริญพระชนมายุได้ 18 พรรษา ในฐานะพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ นับแต่นั้นมาก็ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการอย่างไม่ทรงเห็นแก่เหน็ดเหนื่อยพระวรกาย เพื่อประโยชน์สุขของทวยราษฎร์เสมอมา สมดังพระปฐมบรมราชโองการที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” โดยแท้ นอกเหนือจากการเสด็จฯ เยี่ยมพสกนิกรตามหัวเมืองน้อยใหญ่และท้องถิ่นทุรกันดาร ตลอดจนการปฏิบัติพระราชกรณียกิจในโอกาสต่างๆ แล้ว ยามที่ประทับอยู่ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต พระองค์ก็ไม่ได้ทรงว่างเว้นจากพระราชกรณียกิจ กิจกรรมและความเป็นไปในเขตพระราชฐานแห่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสนพระทัยในความเป็นอยู่ของพสกนิกรของพระองค์ได้เป็นอย่างดี เพราะมีตั้งแต่แปลงนาสาธิต ยุ้งฉาง บ่อเลี้ยงปลา ฟาร์มโคนม ไปจนถึงโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรต่างๆ ระหว่างพระราชทานสัมภาษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชตรัสถึงเรื่องต่างๆ อาทิ ระบบชลประทาน เศรษฐกิจภายในประเทศ การทำเหมืองแร่ เรื่อยไปจนถึงงานอดิเรกของพระองค์ เช่น การถ่ายภาพ และวาดภาพ ทรงอธิบายว่า “แต่ตอนนี้เลิกวาดรูปแล้ว เพราะต้องใช้เวลามาก” ทว่าพระองค์ยังทรงดนตรีและทรงพระราชนิพนธ์บทเพลง พสกนิกรชาวไทยและแม้กระทั่งชาวต่างชาติต่างประจักษ์ถึงพระอัจฉริยภาพเชิงดนตรีที่สะท้อนอยู่ในความไพเราะของบทเพลงพระราชนิพนธ์จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม พระราชกระแสรับสั่งมักวกกลับมาเข้าเรื่องที่พระองค์เสด็จฯ เยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศเสมอ  “คนไทยรักสงบ แต่ก็ตระหนักดีว่า ประเทศจะต้องมีความเข้มแข็งทางทหาร เราเคยไปที่จังหวัดใกล้ๆ กรุงเทพฯ แล้วมีคนเมาคนหนึ่งเข้ามาหา องครักษ์คงไม่สบายใจนัก เราเข้าใจดี ผู้ชายคนนั้นบอกว่า เคยเป็นทหาร เคยรับใช้ชาติ ลูกชายเขาก็จะเป็นทหารด้วย และถ้าไม่มีทหารประเทศเราจะไม่เป็นเอกราชอย่างนี้ เขาว่ากันว่าคนเมามักจะพูดความจริง” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังตรัสถึงคนไทยอีกด้วยว่า “เราคิดว่าคนไทยรู้ซึ้งถึงคุณค่าของประเพณี ประเพณีไม่ได้แปลว่าเชย แม้แต่คนสมัยใหม่ก็มีประเพณี “เดือนที่แล้วนี่เอง เราเดินทางไปภาคใต้ ตอนเข้าไปที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชาวบ้านคนหนึ่งบอกว่ามีลูกสาวและลูกชายอย่างละคน แล้วถามเราว่า ชาวมุสลิมเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้หรือเปล่า เราตอบว่า ได้แน่นอน ถ้าเด็กคนนั้นเป็นคนดี แข็งแรง แล้วก็ฉลาด เขาก็สมัครเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้ แล้วเราก็ถามเขาว่า ลูกชายเขาอายุเท่าไหร่ เขาบอกว่าหกเดือน” เมื่อตรัสถึงตรงนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระสรวล “เขาอยากให้ลูกชายปกป้องประเทศชาติ เขาบอกว่า ‘ชาวมุสลิมอย่างเราเป็นคนไทยแท้ ๆ’ ” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเล็งเห็นการรุกรานหลากหลายรูปแบบ [เมืองไทยในขณะนั้นยังประสบปัญหาภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์และยาเสพติด โดยเฉพาะฝิ่นและเฮโรอีน — กองบรรณาธิการ] “วิธีล่าสุดคือค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาครอบงำจิตใจผู้คน เราเรียกวิธีนี้ว่าสงครามจิตวิทยารุกเข้ามาในความคิด” และเพื่อหลีกเลี่ยงการรุกรานลักษณะนี้ รัฐบาลจะต้องแสดงให้เห็นความเข้าอกเข้าใจและความอดทน เหมือนอย่างเรื่องฝิ่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า “เราไม่ปฏิเสธว่ายังมีการปลูกฝิ่นในประเทศ แต่มีอยู่น้อยมาก ปัญหาของฝิ่นคือการใช้เมืองไทยเป็นทางผ่าน คนที่ปลูกฝิ่นได้ราคาไม่ถึงหนึ่งในพันของราคาที่เอาไปขายกันด้วยซํ้า เราพยายามให้ประชาชนหันมาปลูกพืชอื่นทดแทน กว่าจะเริ่มได้ก็ต้องใช้เวลาหลายปี ตอนแรกเรานั่งรถเข้าไป บางทีก็เดินเท้า แล้วก็นั่งเฮลิคอปเตอร์เข้าไป บางครั้งลงจอดกลางไร่ฝิ่นเลย เราต้องระวังเพราะพวกเขาไม่เข้าใจว่าการปลูกฝิ่นนั้นไม่ดีอย่างไร “ครั้งหนึ่งเราเคยเดินอยู่เป็นชั่วโมงเพื่อเข้าไปดูไร่ฝิ่น ดินดูไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์เท่าไหร่ ชาวไร่เองก็บอกว่า ‘ใช่ครับ ดินเสื่อมแล้ว ไม่มีปุ๋ยจะใส่ครับ’ เราก็บอกว่าจะให้ปุ๋ย ถ้าพวกเขาเลิกปลูกฝิ่น แล้วหันมาปลูกถั่วแทน ชาวไร่ขอเวลาปรึกษากันก่อน ผ่านไปสิบห้านาทีกลับมาบอกว่า ‘ตกลงครับ’ ทีนี้ พอปีถัดมา เราก็กลับไปอีก ปรากฏว่าชาวไร่ปลูกถั่วครึ่งหนึ่ง ปลูกฝิ่นครึ่งหนึ่ง แล้วถั่วก็ได้ผลดีกว่า ชาวไร่เลยขอถั่วเพิ่มอีก ปีต่อมาก็ปลูกฝิ่นแค่ร้อยละ 25 ค่อยๆ ลดลงอย่างนี้ เราต้องอดทนถ้าเราเอาแต่ทำลายไร่ฝิ่น ชาวไร่ก็ต้องอดอยาก แล้วคงไม่เข้าใจว่า ทำไมเราถึงต้องต่อต้านพวกเขา” ในการเสด็จฯ เยือนหัวเมืองน้อยใหญ่ต่างๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเผชิญกับอันตรายจากทั้งผู้ต้องการแบ่งแยกดินแดนและกองกำลังคอมมิวนิสต์ “อันตรายน่ะหรือ” ทรงยํ้า “อันตรายซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไปคือภัยจากลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่ที่อันตรายกว่านั้นคือความละโมบของคนในประเทศเอง ถ้าเราแตกแยกกันเอง เราก็จะกลายเป็นทาสของจักรวรรดินิยมยุคใหม่ จะเป็นคอมมิวนิสต์ หรือเผด็จการ หรืออะไรก็ตามแต่” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเชื่อมั่นในประชาชนชาวไทย “ชาวไทยดูสบายๆ แต่ก็เข้มแข็ง คนไทยไม่เครียด มีนํ้าใจแม้แต่กับคนแปลกหน้า และเปิดกว้างกับความคิดใหม่ๆ คนส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธที่สุภาพกล้าหาญแต่ไม่ก้าวร้าว เข้มแข็งแต่อ่อนโยน” ขณะที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็ทรงปฏิบัติพระราชกิจหลากหลายด้าน นอกจากจะทรงตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปยังพื้นที่ห่างไกลแล้ว ยังทรงส่งเสริมงานหัตถกรรมเพื่อเพิ่มรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ชนบท เช่นที่จังหวัดเพชรบุรี ทรงริเริ่มโครงการผลิตกระเป๋าและรองเท้าสานจากกระจูดและหวาย ทรงส่งเสริมให้ชาวบ้านสตรีในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ผลิตดอกไม้ประดิษฐ์ ทรงฟื้นฟูศิลปะการทำตุ๊กตาดินเผาชาววัง และส่งผู้เชี่ยวชาญไปสอนสตรีชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาทอผ้า เป็นต้น ทรงใช้โอกาสที่ได้เสด็จฯ เยือนต่างประเทศในฐานะทูตสันถวไมตรี ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ผ้าไหมด้วยฉลองพระองค์ที่ตัดเย็บจากผ้าไหมไทยซึ่งทั้งประณีตและงดงาม นอกจากนี้ ยังทรงใช้พระปรีชาสามารถด้านการจัดการส่งเสริมการทำงานของสภากาชาดไทย เพื่อให้ความอนุเคราะห์แก่เด็กกำพร้ายากไร้ ทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบและผู้ประสบอุทกภัย เป็นต้น หลายปีก่อน เมื่อนักข่าวกราบบังคมทูลสัมภาษณ์ถึงงานอดิเรกของพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตรัสว่า “ดูแลลูกๆ” บัดนี้ เจ้าฟ้าชายพระองค์หนึ่งและเจ้าฟ้าหญิงอีกสามพระองค์ต่างเจริญพระชันษาขึ้นแล้ว และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาราษฎร์เช่นเดียวกับพระชนกชนนี ไม่ว่าจะเป็นการตามเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ต่างๆ ต้อนรับคณะทูตานุทูต หรือแม้แต่ทรงทักทายและมีพระราชปฏิสันถารกับประชาชนผู้มารอเฝ้าฯ ชื่นชมพระบารมี นายแพทย์จินดา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา แพทย์ประจำพระองค์ในขณะนั้น กล่าวว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชกิจหนักเกินไปครับ” แม้ว่าพระองค์จะทรงออกกำลังกายแทบทุกวัน แต่คุณหมอก็ยัง “อยากให้เสด็จแปรพระราชฐานเพื่อทรงพักผ่อนเป็นประจำทุกปี” ทว่าประชาชนชาวไทยทุกคนย่อมตระหนักดีว่า พระองค์คงไม่อาจทรงปล่อยวางจากพระราชกิจต่างๆ ได้ เพราะความห่วงใยในราษฎรและความตั้งพระทัยอันแน่วแน่ที่จะอุทิศพระองค์เพื่อ “ประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ดังบทพระราชนิพนธ์ “เดินตามรอยเท้าพ่อ” ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งได้ตามเสด็จพระราชบิดาไปยังพื้นที่ห่างไกลหลายต่อหลายแห่ง ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า “ฉันเดินตามรอยเท้าอันรวดเร็วของพ่อโดยไม่หยุดผ่านเข้าไปในป่าใหญ่ น่ากลัว ทึบ แผ่ไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด มืดและกว้างมีต้นไม้ใหญ่ใหญ่เหมือนหอคอยที่เข้มแข็ง พ่อจ๋า… ลูกหิวจะตายอยู่แล้วและเหนื่อยด้วย ดูซิจ๊ะ… เลือดไหลออกมาจากเท้าทั้งสองที่บาดเจ็บของลูกลูกกลัวงู เสือ และหมาป่า พ่อจ๋า… เราจะถึงจุดหมายปลายทางไหม? ลูกเอ๋ย… ในโลกนี้ไม่มีที่ไหนดอกที่มีความรื่นรมย์และความสบายสำหรับเจ้าทางของเรามิได้ปูด้วยดอกไม้สวยสวย จงไปเถิดแม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่บีบคั้นหัวใจเจ้า พ่อเห็นแล้วว่า หนามตำเนื้ออ่อนอ่อนของเจ้า เลือดของเจ้าเปรียบดั่งทับทิมบนใบหญ้าใกล้นํ้า นํ้าตาของเจ้าที่ไหลต้องพุ่มไม้สีเขียว เปรียบดั่งเพชรบนมรกตที่แสดงความงามเต็มที่เพื่อมนุษยชาติ จงอย่าละความกล้าเมื่อเผชิญกับความทุกข์ให้อดทนและสุขุมและจงมีความสุขที่ได้ยึดอุดมการณ์ที่มีค่า ไปเถิด… ถ้าเจ้าต้องการเดินตามรอยเท้าพ่อ” ปวงข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้   อ่านเพิ่มเติม : รูปที่มีทุกบ้าน, ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙

สัตว์ป่าในบางกอก

สัตว์ป่า ในบางกอก จากหลักฐานคำบอกเล่าและบันทึกของชาวต่างชาติ เช่น สังฆราชฌอง บัปติสตา ปาลเลอกัวซ์ บาทหลวงคาทอลิกชาวฝรั่งเศสที่เดินทางเข้ามายังกรุงสยามในสมัยรัชกาลที่ 3 กล่าวถึงกรุงเทพฯ หรือบางกอกในยุคนั้นว่าเคยมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่อย่างชุกชุมและมีสัตว์น้ำอุดมสมบูรณ์  ภายในเวลาสองศตวรรษถึงราว 50 ปีที่ผ่านมา บริเวณที่เป็นเมืองหลวงของเรายังเคยมีจระเข้ชุกชุม มีโขลงช้างป่าออกมาหากินในทุ่งราบ ชาวบ้านยังล่ากวาง มีนกขนาดใหญ่อย่างกระเรียนพันธุ์ไทยและอีแร้ง เสือปลา นาก และอื่นๆ  ก่อนจะค่อยๆ หายไปในเวลาต่อมาจากเนื่องจากการล่าและการขยายตัวของชุมชน  ปัจจุบันเริ่มมีข่าวคราวการพบสัตว์บางชนิดตามธรรมชาติในกรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียงแล้ว เช่น นากใหญ่ขนเรียบ วาฬบรูด้า และลิงแสม ชมภาพจำลองของสัตว์ป่าในบางกอกเมื่อครั้งอดีตได้ ที่นี่    หมายเหตุ : ภาพสัตว์ป่าในบางกอกพัฒนาจากข้อมูลและภาพสไลด์ชุด “Rewilding Bangkok ฟื้นชีวิตป่าเมืองกรุง” โดย ดร. สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ มูลนิธิโลกสีเขียว   อ่านเพิ่มเติม : ไพร่ฟ้าสามัญชน, ย้อนรอยสารคดีเกี่ยวกับเมืองไทย ใน National Geographic

ทำความรู้จักกับอิกทิโอซอรัส

ทำความรู้จักกับ อิกทิโอซอรัส ในโลกดึกดำบรรพ์ทั่วแผ่นดินถูกไดโนเสาร์ยึดครอง ในขณะที่ท้องฟ้าก็เป็นของเทอโรซอร์ แล้วผืนน้ำล่ะ? ใครกันที่เป็นเจ้าของ มันคือ “อิกทิโอซอรัส” สัตว์เลื้อยคลานในยุคไดโนเสาร์ ซึ่งอันที่จริงมันดำรงอยู่มาก่อนไดโนเสาร์เสียอีก อิกทิโอซอรัสเริ่มปรากฏขึ้นบนโลกเมื่อราว 251 ล้านปีก่อน ในช่วงต้นของยุคไทรแอสซิก หรือราว 20 ล้านปีก่อนที่โลกจะมีไดโนเสาร์ ชื่ออันน่าจดจำของมันมาจากภาษากรีก โดยคำว่า อิกทิโอ แปลว่าปลา ส่วนคำว่าซอรัส หมายถึงกิ้งก่า ย้อนกลับไปดูบนเส้นทางวิวัฒนาการของมันจะเห็นว่าร่างกายของอิกทิโอซอรัสนั้นคล้ายกับกิ้งก่ามาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป 100 ล้านปี รูปร่างของมันก็คล้ายปลามากขึ้นเรื่อยๆ พวกมันมีกะโหลกศีรษะยาว และดวงตาขนาดใหญ่ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการมองเห็น ช่วยให้มันสามารถล่าเหยื่อในโลกใต้ทะเลที่มีแสงสว่างไม่มากนัก นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีดวงตาขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีมา ด้วยเส้นผ่านศูนย์กลางดวงตา 10 นิ้ว (วาฬสีน้ำเงินสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในปัจจุบันมีเส้นผ่านศูนย์กลางดวงตา 6 นิ้ว) ในขณะเดียวกันอิกทิโอซอรัสก็เป็นสัตว์ที่มีความหลากหลายมาก พวกมันมีขนาดตัวตั้งแต่ 2 ฟุต ไปจนถึง 85 ฟุต หรือราว 26 เมตร และด้วยวิวัฒนาการหลายล้านปีที่ปรับเปลี่ยนมันให้กลายมาเป็นนักล่าอันน่าหวาดหวั่นแห่งท้องทะเลโดยเฉพาะ พวกมันทำความเร็วได้ถึง 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นั่นทำให้พวกมันอยู่ ณ […]

ซานตาคลอสเดินทางมาแล้วทั่วโลก

ซานตาคลอสเดินทางมาแล้วทั่วโลก ซานตาคลอส สนุกสนานเพลิดเพลินไปกับทุกพื้นที่บนแผนที่เก่านี้ ในแอฟริกา ซานตาวัดความสูงของตนกับยีราฟ ขี่ช้างเล่นในอินเดีย ล่องเรือข้ามมหาสมุทร หรือแม้กระทั่งไต่เดินเส้นศูนย์สุตรที่พาดผ่านกลางมหาสมุทรแอตแลนติกเล่น แผนที่เก่าแก่นี้มีชื่อว่า “A World of Good Wishes at Christmastime” ถูกสร้างขึ้นในปี 1955 โดยบริษัท General Drafting ผู้ผลิตแผนที่สำหรับถนนหนทาง “มันเป็นอะไรที่คลาสสิกมาก” Stephen Hornsby ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเมนและผู้เขียนหนังสือเรื่อง “Picturing America: The Golden Age of Pictorial Maps” กล่าว “มันสนุกสนานและเต็มไปด้วยจินตนาการ” แผนที่นี้ถูกผลิตขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกากำลังเติบโต ส่งผลให้ประเทศนี้กลายเป็นมหาอำนาจเช่นเดียวกับแผนที่อื่นๆ จำนวนมากในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ที่นำเสนอประเทศสหรัฐอเมริกาในลักษณะโดดเด่น เต็มไปด้วยความมั่นใจ ดังจะเห็นได้จากแผนที่นี้ที่สหรัฐอเมริกาอยู่ตรงกลางพอดิบพอดี “มันสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่ชนชั้นกลางชาวอเมริกันมองโลกในปี 1950” ทุกประเทศในแผนที่นี้ที่ซานตาไปเยือนเต็มไปด้วยความซุกซน เขาทรงตัวบนยอดหอไอเฟลด้วยปลายนิ้ว, เตรียมกระโดดลงมาจากพีรามิดในอียิปต์, ชำเลียงเมียงมองประเทศในตยุโรปตะวันออกที่อยู่ใต้การปกครองของสหภาพโซเวียต, แทงฉมวกใส่วาฬนอกชายฝั่งของไอซ์แลนด์ ตลอดจนคลานหาเครื่องดื่มพลางจินตนาการถึงเบียร์เย็นๆ สักแก้วกลางทะเลทรายลิเบีย มองในอีกแง่มุมหนึ่ง แผนที่จากปี 1950 […]