จากอินโดจีนสู่ CLMV บนรอยทางแห่งความเปลี่ยนแปลง - National Geographic Thailand

จากอินโดจีนสู่ CLMV บนรอยทางแห่งความเปลี่ยนแปลง

เรื่อง วนิดา ทูลภิรมย์
ภาพถ่าย จันทร์กลาง กันทอง

รถทัวร์ปรับอากาศสองชั้น ด้านหน้ามีรูปธงชาติไทยและกัมพูชาติดไว้คู่กัน พร้อมตัวอักษรสีขาวเขียนเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษว่า “รถโดยสารระหว่างประเทศ กรุงเทพฯ – เสียมเรียบ” พาฉันเดินทางจากกรุงเทพฯ มายังด่านปอยเปต ด่านพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ด้วยระยะเวลาเพียง 4 ชั่วโมง โดยมีเมืองเสียมเรียบ เมืองท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของกัมพูชา เป็นจุดหมายปลายทาง  ทันทีที่รถเข้าเขตด่านปอยเปต ความอึกทึก ไอร้อนและเสียงเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่มมาจากรถบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่และรถทัวร์นักท่องเที่ยวที่ต่อแถวยาวเหยียดร่วม 3 กิโลเมตรเพื่อรอผ่านด่านพรมแดนปอยเปต คือสิ่งที่เข้ามาต้อนรับฉัน

ภาพที่ฉันเห็นอยู่ตรงหน้าคือรถสินค้านับร้อยคัน ห้างสรรพสินค้า โรงแรมขนาดใหญ่ นักเสี่ยงโชคที่เดินออกจากกาสิโนนั้นเข้ากาสิโนนี้ พ่อค้าแม่ค้าชาวกัมพูชามารอเวลาด่านเปิดแต่เช้าเพื่อรีบไปเปิดร้านที่ตลาดโรงเกลือแหล่งการค้าสำคัญและตลาดสำหรับแรงงานชาวกัมพูชาที่เข้ามาทำงานรับจ้างในฝั่งไทย

ฉันมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ซึ่งเล่าให้ฟังว่า ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศในแถบอินโดจีนต่างทยอยได้รับเอกราชจากประเทศเจ้าอาณานิคม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาอีกระลอกหนึ่งหลังจากนั้นคือสงครามอินโดจีนและสงครามเย็น การต่อสู้ทางอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่างกันระหว่างเสรีนิยมที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำกับระบอบสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ที่มีสหภาพโซเวียตและจีนหนุนหลัง  ซึ่งดำเนินมาอย่างยืดเยื้อยาวนาน และจบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายคอมมิวนิสต์ในเวียดนามและลาว แต่ภาวะอึมครึมของสงครามเย็นก็ยังคงเกาะกุมอินโดจีนอยู่เพราะความแตกต่างทางอุดมการณ์ทางการเมือง

อุโมงค์ภายใน “ถ้ำท่านไกสอน พมวิหาน” หรือ “ถ้ำผู้นำ” เมืองเวียงไซ แขวงหัวพัน สปป.ลาว ซึ่งเชื่อมถ้ำสองถ้ำอันเป็นที่ตั้งศูนย์บัญชาการกองทัพปฏิวัติในช่วงสงครามอินโดจีนเข้าด้วยกัน สร้างโดยทหารเวียดนามที่ขึ้นชื่อว่าชำนาญด้านการสร้างอุโมงค์ เพื่อหลบภัยจากระเบิดของสหรัฐอเมริกา

ช่วงสงครามเย็นมีการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ในอินโดจีน จึงทำให้รัฐสมาชิกอาเซียนทั้งไทย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ รวมตัวกันในปี ค.ศ.1967 เพื่อสร้างความเหนียวแน่นทางการเมืองให้กับกลุ่มอาเซียน คานอิทธิพลและยันพลังไหลทะลักของระบอบคอมมิวนิสต์ การรวมตัวของอาเซียนระยะแรกไม่มีเวียดนาม ลาว กัมพูชา และเมียนมาร์ เพราะถือว่ามีอุดมการณ์ทางการเมืองต่างกัน จนเมื่อพ้นยุคสงครามเย็น สถานการณ์การเมืองคลี่คลาย ทั้งสี่ประเทศต่างทยอยเข้าร่วมเป็นสมาชิกไล่เลียงกันมา  นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างจีนกับประเทศในแถบอินโดจีนได้เริ่มต้นขึ้น

หลังสงครามเย็น สถานการณ์โลกเริ่มผ่อนคลาย ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจเกิดการเปลี่ยนแปลง รัฐบาลไทยสมัยพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ดำเนินนโยบายการทูตแนวใหม่ นั่นคือ “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” ไทยดำเนินนโยบายต่างประเทศกับประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอินโดจีน เพื่อเปลี่ยนความขัดแย้งทางการเมืองให้เป็นความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและสังคม นำบรรยากาศแห่งสันติภาพมาสู่ภูมิภาค โดยไม่ถูกปิดกั้นจากอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันอีกต่อไป

คำว่า “ภูมิภาคอินโดจีน” ที่เคยยึดโยงอยู่กับบริบทแบบเก่าของลัทธิอาณานิคมและสงครามทางการเมือง ก็ถูกแทนที่ด้วย     คำว่า CLMV อันหมายถึงกัมพูชา (Cambodia) ลาว (Lao PDR) เมียนมาร์ (Myanmar) และเวียดนาม (Vietnam) ในบริบทแห่งการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจของอาเซียน เป็นกลุ่มประเทศที่อุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติและมีศักยภาพในการพัฒนาในขณะเดียวกันการค้าชายแดนของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ณ ปี 2016 มีมูลค่าการค้ารวมทั้งสิ้น 1,013,389.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2015 ร้อยละ 0.71  แม้เศรษฐกิจชายแดนจะดีวันดีคืน แต่ฝันร้ายจากอดีตยังคงตามหลอกหลอน

ทหารชนชาติไทใหญ่แห่งกองทัพรัฐฉาน (Shan State Army) กำลังเดินเข้าสู่ลานสวนสนามบนดอยไตแลงในวันชาติ 7 กุมภาพันธ์ กองทัพชาวไทใหญ่ต่อสู้กับรัฐบาลพม่ามากว่า 60 ปี แม้จะมีการเจรจาหยุดยิงระหว่างสองฝ่าย แต่ก็ยังมีการปะทะกันประปรายในบางพื้นที่

“ปัจจุบันกับระเบิดยังเป็นภัยคุกคามและสังหารผู้คนไปปีละเกือบ 100 คน กับระเบิดไม่เพียงก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมแก่ชีวิตประชาชนแต่ยังฉุดรั้งชีวิตและการพัฒนาประเทศด้วย” แถลงการณ์ของสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ในโอกาสวันตระหนักถึงอันตรายจากกับระเบิดแห่งชาติเมื่อไม่นานมานี้ ผุดขึ้นมาราวกับจะตั้งคำถามถึงทิศทางการพัฒนาประเทศของกัมพูชาในอนาคต

ลาวเป็นอีกประเทศหนึ่งที่กำลังพัฒนาประเทศให้พลิกฟื้นจากความเสียหายของสงครามในอดีต ฉันกำลังยืนอยู่กลางทุ่งนาของเชียงขวาง ภาพตรงหน้าและรอบตัวคือหลุมขนาดใหญ่ซึ่งเกิดจากระเบิดที่ถูกทิ้งลงมาจากเครื่องบินรบของอเมริกาบางหลุมถูกทิ้งให้วัชพืชขึ้น บางหลุมแปรเปลี่ยนเป็นบ่อเลี้ยงปลาและบ่อเก็บน้ำของชาวบ้าน

หลังสงครามสงบลง  รัฐบาลลาวเดินหน้าพัฒนาประเทศสู่ระบบเศรษฐกิจเสรีภายใต้นโยบาย “จินตนาการใหม่” ตั้งแต่ปี ค.ศ.1986 มุ่งเน้นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เชื่อมลาวเข้ากับระบบทุนนิยมโลกมากขึ้น  เป้าหมายในการพัฒนาประเทศของลาวคือมุ่งลดอัตราความยากจนของคนในประเทศ และพาตนเองออกจากบัญชีรายชื่อประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุดให้ได้ภายในปี 2020

วิสัยทัศน์การพัฒนาด้านพลังงานไฟฟ้าของลาวคือการทำให้ลาวเป็นผู้ส่งออกพลังงานไฟฟ้ารายใหญ่ของอาเซียน หรือเป็น “Battery of Asia”  ด้วยจุดแข็งทางทรัพยากรธรรมชาติทั้งป่าไม้ สายน้ำและขุนเขาที่ลาวมีอยู่ เอื้อต่อการสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำ

การมาของเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำและการยอมให้นักลงทุนจากต่างชาติมาเช่าพื้นที่เพาะปลูก ด้านหนึ่งเป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศของลาวที่สร้างรายได้ สร้างงานให้กับคนในท้องถิ่นก็จริง แต่สิ่งที่ตามมาคือความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบและปัญหาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ฉันเดินทางไปลาว พร้อมๆ กับข่าวรัฐบาลลาวและจีนเริ่มการก่อสร้างทางรถไฟสายยาวระหว่างลาว-จีน รวมระยะทาง 417 กิโลเมตร มูลค่าโครงการกว่า 5,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทอดยาวจากด่านบ่อเต็นชายแดนลาว-จีน ไปยังนครหลวงเวียงจันทน์เพื่อเชื่อมเมืองคุนหมิงทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนกับเมืองหลวงของลาว

เส้นทางรถไฟสายนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “One Belt, One Road” มหายุทธศาสตร์ของพญามังกรที่ต้องการเชื่อมต่อภูมิภาคต่างๆ รอบโลกอีกด้วย

เทือกเขาที่ทอดยาวและสลับซับซ้อนทางตอนเหนือของลาว ในอดีตเคยเป็นป้อมปราการจากศัตรู แต่ปัจจุบันกลายเป็นแม่เหล็กที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก สร้างรายได้หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน

หลังสงครามเย็นมีการเกิดขึ้นของ “เศรษฐกิจเรขาคณิต” (Geometric Economy) โมเดลเศรษฐกิจที่สร้างการเชื่อมโยงประเทศต่างๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม CLMV ให้เป็นรูปเหลี่ยมเพื่อพัฒนาความร่วมมือกันทางเศรษฐกิจ กระชับพลังตลาดและประชากร สร้างความแข็งแกร่งให้เกิดขึ้นในภูมิภาค

สิ่งที่ตามมาคือการพัฒนาเส้นทางคมนาคมเพื่อเชื่อมแต่ละเหลี่ยมของการรวมตัวทั้งใกล้และไกลให้โยงเข้าหากันและรวมพลังถ่ายเทกันได้ จนเป็นที่มาของเส้นทางคมนาคมและระเบียงเศรษฐกิจหรือ “Corridor” เชื่อมต่อระหว่างเมืองสำคัญๆในอาเซียนเข้าไว้ด้วยกัน  ระเบียงเศรษฐกิจในแต่ละเส้นทางมีจุดอ่อนจุดแข็งต่างกัน มหาอำนาจทั้งจีนและญี่ปุ่นที่ต้องการแผ่ขยายอิทธิพลมายังภูมิภาคนี้จึงให้ความสำคัญในแต่ละเส้นทางต่างกันไปด้วย

จะเป็นไปได้ไหมว่า หากอินโดจีนในอดีตคืออาณานิคมทางการเมืองของชาติมหาอำนาจตะวันตก กลุ่มประเทศ CLMV ในวันนี้จะก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไร ท่ามกลางการแข่งขันเพื่อช่วงชิงโอกาส ผลประโยชน์ และอาจไปไกลถึงการเป็น “เจ้าอาณานิคมทางเศรษฐกิจ” ของยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียอย่างพญามังกรจีนและญี่ปุ่น

เรื่องแนะนำ

บันทึกประวัติศาสตร์ “โชคดีที่ได้เกิดในรัชกาลที่ 9”

เรื่อง วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์ ภาพถ่าย จันทร์กลาง กันทอง หลังมีประกาศให้ประชาชนที่จะเข้าร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 สามารถเข้าพื้นที่รอบมณฑลพิธีท้องสนามหลวงได้ตั้งแต่เวลา 05.00น. ของวันที่ 25 ตุลาคม สิ่งที่ฉันเห็นผ่านภาพข่าวและจากการตระเวนสำรวจรอบพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม คือภาพประชาชนทุกเพศทุกวัยจากทั่วทุกสารทิศหอบหิ้วเสื้อผ้าสัมภาระที่จำเป็นเข้ามาจับจองพื้นที่ใกล้เคียงจุดคัดกรองทั้งเก้าจุดเพื่อหวังจะมีโอกาสเข้าไปกราบถวายสักการะเป็นครั้งสุดท้าย บางคนตั้งใจมารอตั้งแต่ช่วงดึกของวันที่ 22 ก็มี ไม่นานนัก ตลอดแนวบาทวิถีและหน้าอาคารพาณิชย์บริเวณนั้นก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนในชุดสีดำ…ที่มีหัวใจดวงเดียวกัน นอกจากต้องลดขั้นตอนการใช้ชีวิตให้ง่ายที่สุด กินน้อย นอนน้อย เข้าห้องน้ำน้อยแล้ว พวกเขายังต้องเผชิญกับบททดสอบจากธรรมชาติมากมาย ตั้งแต่อากาศร้อนอบอ้าว แสงแดดที่แผดเผาจนผิวแทบไหม้และสายฝนที่กระหน่ำเป็นระยะๆไปจนถึงอาการอ่อนเพลียลมแดด และไข้หวัดที่เริ่มเล่นงานหลายคน แต่ทุกคนก็ยัง “ยิ้มสู้” และยืนหยัดรอต่อไป ภาพเหล่านั้นทำให้ฉันคิดในใจว่าจะต้องใช้ความรักมากแค่ไหนกันกว่าที่คนคนหนึ่งจะยอมเสียสละตัวเองได้ถึงเพียงนี้แต่คำถามเดียวกันนี้ก็ทำให้ฉันอดคิดถึงสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำเพื่อปวงชนชาวไทยตลอด 70 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ เพราะความรักที่ทรงมีต่อบ้านเมืองและประชาชนของพระองค์นั่นเอง จุดเริ่มต้นของการมีทุกอย่างทีดีในวันนี้คือการต่อสู้กับความยากจนอันเป็นศัตรูตัวฉกาจของคนไทยเมื่อหลายทศวรรษก่อน ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปยังถิ่นทุรกันดารต่างๆตั้งแต่ดอยสูงเสียดฟ้าจรดชายเลนปากทะเลเพื่อทรงรับฟังปัญหาตรวจตราพื้นที่ และเก็บข้อมูลด้วยพระองค์เอง แม้ข้าราชบริพารหลายคนจะเคยกราบทูลว่าพระองค์ไม่จำเป็นต้องลำบากพระวรกายเช่นนั้น แต่ก็ทรงทำเพราะต้องการให้ประชาชนได้รู้ว่าพวกเขาไม่ได้ถูกทอดทิ้งและอยู่ในสายพระเนตรของพระองค์เสมอ  จนมีคำกล่าวในเวลาต่อมาว่า “ไม่มีที่ใดในผืนแผ่นดินไทยที่พระองค์เสด็จฯไปไม่ถึง” เช้ามืดวันแห่งประวัติศาสตร์  26 ตุลาคม 2560 […]

เมืองไทยในอดีต: ล้านนาเมื่อวันวาน

เมืองไทยในอดีต : ล้านนาเมื่อวันวาน ภาพเก่าหาดูได้ยากของหัวเมืองเหนือเมื่อกว่าร้อยปีก่อน ครรลองชีวิตอันสงบงามและเรียบง่าย ตลาดหรือกาด วัดวาอาราม และบ้านเรือนยังคงเอกลักษณ์ของล้านนาอย่างที่ทุกวันนี้แทบไม่เหลือร่องรอย

ผู้คนที่ตกค้างอยู่ในโรงแรมหรูสมัยสหภาพโซเวียต

ในใจกลางกรุงทบิลิซี ประเทศจอร์เจีย มีโรงแรมโอ่อ่าแห่งหนึ่งตั้งอยู่ โรงแรมนี้เคยเป็นโรงแรมหรูหราที่สุดแห่งหนึ่งในเมือง แต่ปัจจุบัน โรงแรมจอร์เจียเป็นสัญลักษณ์อันน่าหดหู่ของความจริงยุคหลังโซเวียต

ภารกิจสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาวของยาน Voyager

เป็นคุณจะใช้ภาพถ่ายใดในการสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาว ชมภาพถ่ายที่เดินทางไปกับยานอวกาศฝาแฝด Voyager 1 และ Voyager 2 ในภารกิจสำรวจอวกาศ เมื่อปี ค.ศ. 1977