เมียงมองใบหน้าผู้มาก่อนกาล - National Geographic Thailand

เมียงมองใบหน้าผู้มาก่อนกาล

ยลโฉม บรรพบุรุษชาวอังกฤษ

เมื่อปี 2018 ใบหน้าจำลองของ Cheddar Man ผู้มีผิวสีเข้ม ทว่าดวงตากลับสุกสว่างไปด้วยสีฟ้า สร้างข้อถกเถียงมากมายเกี่ยวกับอัตลักษณ์ที่แท้จริงของชนพื้นเมืองสหราชอาณาจักร ในฐานะบรรพบุรุษชาวอังกฤษคนหนึ่ง ตัวเขาเคยมีชีวิตอยู่เมื่อ 10,000 ปีก่อน

และล่าสุดมีการค้นพบน่าสนใจ เมื่อนิทรรศการใหม่ที่จัดขึ้นโดยพิพิธภัณฑ์ และอาร์ทแกลอรี่ Brington ได้เผยโฉมใบหน้าของชนพื้นเมืองโบราณที่เคยอาศัยอยู่บริเวณอ่าวทางตอนใต้ของอังกฤษจำนวน 7 คน กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่นำพาใบหน้าโบราณให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งกำลังยืนยันกับเราว่าประวัติศาสตร์ของภูมิภาคนี้ซับซ้อนกว่าที่คิดกันไว้มาก

5 ใน 7 ตัวอย่างได้รับการยืนยันว่าเป็นชนพื้นเมืองแท้ๆ รูปโฉมของพวกเขาถูกสร้างขึ้นใหม่จากหัวกะโหลกเดิมที่ถูกค้นพบกระจัดกระจายในเมืองซัสเซกซ์ โดยตัวอย่างที่ใหม่ที่สุดเป็นของชายคนหนึ่งในวัยใกล้เคียง 40 ปี ถูกพบเข้าระหว่างที่คนงานก่อสร้างกำลังดำเนินการก่อสร้างเมื่อทศวรรษ 1980 จากการตรวจสอบโครงกระดูกบ่งชี้ว่าชายผู้นี้มีชีวิตอยู่ในยุคแองโกล-แซกซัน (คริสต์ศักราชที่ 410 – 1066) หรือช่วงเวลาที่อังกฤษถูกปกครองโดยกษัตริย์พระองค์เดียวเป็นครั้งแรก รายงานจาก Richard Le Saux ผู้ดูแลอาวุโสของพิพิธภัณฑ์

สำหรับตัวอย่างที่เก่าแก่ที่สุดคือมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลเพศหญิง และมนุษย์สมัยใหม่เพศชาย ในการฟื้นคืนใบหน้าของพวกเขา ทีมงานอ้างอิงข้อมูลจากตัวอย่างอื่นๆ ที่พบในยุโรป หลักฐานเครื่องไม้เครื่องมือที่พบในบริเวณเดียวกันระบุว่าพวกเขามีชีวิตอยู่เมื่อ 40,000 ปีก่อน

บรรพบุรุษชาวอังกฤษ
Ditchling Road Man – ชื่อของชายผู้นี้ตั้งตามโครงการขยายถนนที่ช่วยให้พบร่างของเขาเมื่อปี 1921 ตัวเขาคือหนึ่งในคลื่นลูกแรกของกลุ่มเกษตรกรที่อพยพมาจากยุโรปเมื่อราว 2,400 ปีก่อนคริสต์กาล และนำพาเอาวัฒนธรรมเครื่องปั้นดินเผาแบบ Beaker ติดมาด้วย โครงกระดูกบ่งชี้ว่าชายผู้นี้ทุกข์ทรมานจากภาวะขาดแคลนอาหารระหว่างเจริญเติบโต ส่งผลให้เขาไม่โตเท่าที่ควร Ditchling Road Man เสียชีวิตเมื่ออายุราว 25 – 35 ปี ศพของเขาถูกฝังพร้อมกับเครื่องปั้นดินเผา และเปลือกหอยทากจำนวนหนึ่งในปาก
ภาพถ่ายโดย COURTESY ROYAL PAVILION & MUSEUMS, BRIGHTON & HOVE

 

ฟื้นคืนใบหน้า

Oscar Nilsson ใช้เวลานาน 14 เดือนในการฟื้นคืนใบหน้าของชนพื้นเมืองโบราณเหล่านี้ ตัวเขาเป็นนักโบราณคดี และประติมากรผู้เคยฟื้นคืนใบหน้าของหญิงชนชั้นสูงในเปรู อายุ 1,200 ปี และวัยรุ่นหญิงจากกรีซ ที่เคยมีชีวิตเมื่อ 9,000 ปีก่อน กระบวนการทำงานทางนิติวิทยาศาสตร์ของเขาเริ่มต้นด้วยการสร้างแบบจำลอง 3 มิติของกะโหลกศีรษะ สแกน และพิมพ์ออกมา จากนั้นฟื้นคืนส่วนประกอบของใบหน้าอย่างกล้ามเนื้อด้วยสองมือ ซึ่งเทคนิคนี้อ้างอิงข้อมูลทางร่างกายจากโครงสร้างกระดูก, เพศ ไปจนถึงอายุเมื่อเสียชีวิตของเจ้าของกะโหลกเอง

การศึกษาลักษณะทางพันธุกรรมของประชากรในยุโรปโบราณช่วยให้ข้อมูลที่ Nilson สามารถประมาณการอย่างแม่นยำได้ว่าบุคคลนั้นๆ มีสีผิว, เส้นผม และสีตาแบบไหน ยกตัวอย่างเช่น ประชากรชาวยุโรปในยุคหินใหม่อย่าง Whitehawk ตัวอย่างเพศหญิงอายุ 5,600 ปี จะมีสีผิวที่สว่าง และสีตาที่เข้มกว่าชนพื้นเมืองในยุคก่อนอย่าง Cheddar Man แต่สีผิวของเธอก็ยังถือว่าเข้มกว่ามาก เมื่อเทียบกับผิวของ Ditchling Road Man ตัวอย่างเพศชาย ประชากรกลุ่มนี้อพยพจากยุโรปมายังเกาะอังกฤษเมื่อราว 4,400 ปีก่อน และเป็นชนผิวขาวกลุ่มแรกที่มีดวงตาสีอ่อนแบบผู้คนในยุโรป

สหราชอาณาจักรกำลังเข้าใกล้เดือนสุดท้ายของการเจรจา Brexit ใบหน้าของผู้มาก่อนกาลเหล่านี้อาจพอจุดประกายให้ผู้คนถกเถียงกันถึงเรื่องราวของผู้ที่อาศัยอยู่ก่อนหน้า ตลอดจนการเชื่อมต่อทางวัฒนธรรม รายงานจาก Le Saux “หนึ่งในเรื่องที่พบก็คือบ่อยครั้งมากที่เราเชื่อมโยงกับยุโรป และประวัติศาสตร์ของเราคือการอพยพมาจากยุโรปในแต่ละยุคแต่ละสมัยเช่นกัน” และหากย้อนกลับไปเมื่อ 8,000 ปีก่อน ในช่วงเวลาที่ระดับน้ำทะเลยังไม่สูงเท่าปัจจุบัน สหราชอาณาจักรคือส่วนหนึ่งของทวีปยุโรปที่เชื่อมต่อกันด้วยผืนแผ่นดิน

บรรพบุรุษชาวอังกฤษ
Patcham Woman – เธอคือประชากรในสมัยที่โรมันยึดครองอังกฤษ และถูกฝังศพเมื่อราว 1,700 ปีก่อน ในหลุมฝังที่ราวกับฉากอาชญากรรม ร่างของเธอถูกค้นพบระหว่างการขุดคูเมื่อปี 1936 กระดูกถูกพบในบริเวณที่ลึกพอควร มีตะปูตอกอยู่ที่ด้านหลังกะโหลกศีรษะ และยังพบโครงกระดูกของผู้ชายอีกร่างหนึ่งถูกฝังเคียงข้างเธอ นักวิทยาศาสตร์พบสัญญาณบ่งชี้อาการป่วยด้วยโรคกระดูกสันหลังและข้อต่อ พออนุมานได้ว่าเธอคงมีชีวิตที่ยากลำบากจากความเจ็บปวดทางร่างกาย ก่อนจะเสียชีวิตลงเมื่ออายุราว 25 – 35 ปี
ภาพถ่ายโดย COURTESY ROYAL PAVILION & MUSEUMS, BRIGHTON & HOVE

 

เรื่องราวของแต่ละคน

อะไรที่ทำให้นิทรรศการโฉมหน้าของชนพื้นเมืองโบราณเหล่านี้น่าสนใจ Nilsson ระบุว่ามันคือการที่วิทยาศาสตร์สามารถนำพาเรื่องราวเมื่อครั้งที่พวกเขายังมีชีวิตกลับมาได้ “ผมทำงานกับกะโหลกศีรษะมากมาย แต่นิทรรศการนี้คือตัวอย่างที่มีคาแรคเตอร์ที่สุดเท่าที่เคยพบมา ใบหน้าที่ถูกฟื้นคืนขึ้นใหม่นี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก”

Whitehawk Woman โดดเด่นมากสำหรับสถานการณ์ไม่ปกติที่นำเธอไปสู่ความตาย การศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่าเธอเกิดเมื่อ 5,000 ปีก่อน บริเวณชายแดนเมือง Welsh จากนั้นอพยพไปทางตะวันออกหลายร้อยกิโลเมตรจนมาถึงเมืองซัสเซกซ์ และลงเอยในสุสานบริเวณทางเข้าไปยังพื้นที่ประกอบพิธีของผู้คนในยุคหินใหม่ ชิ้นส่วนที่ยังหลงเหลืออยู่ของตัวอ่อนบริเวณอุ้งเชิงกรานบ่งชี้ว่าเธอเสียชีวิตระหว่างคลอดลูก ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้ยิ่งขับให้งานศิลป์ของ Nilsson มีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น

“ผมตั้งใจสร้างใบหน้าของเธอให้ดูมีความอยากรู้อยากเห็น คิดคำนึงถึงอนาคต นี่คือช่วงเวลาก่อนที่เธอจะคลอดลูก ซึ่งเธอยังไม่รู้เลยว่าสิ่งนี้จะพรากเธอไปจากโลกตลอดกาล” Nilsson กล่าว

บรรพบุรุษชาวอังกฤษ
Whitehawk Woman – หญิงสาวรูปร่างเล็กผอมบาง เธอมีชีวิตอยู่เมื่อ 5,600 ปีก่อน และคาดว่าน่าจะเสียชีวิตก่อนอายุ 25 ปี จากการคลอดลูก (พบชิ้นส่วนของตัวอ่อนที่อุ้งเชิงกราน) โครงกระดูกของเธอถูกพบเมื่อปี 1993 จากแหล่งโบราณคดี Whitehawk Enclosure หนึ่งในแหล่งโบราณคดีช่วงต้นของยุคหินใหม่ในอังกฤษ ผลการตรวจสอบดีเอ็นเอของประชากรชาว Whitehawk ในช่วงยุคหินใหม่ พวกเขามีผิวเข้ม และดวงตาสีเข้ม เมื่อเทียบกับประชากรกลุ่ม Beaker ที่เพิ่งอพยพเข้ามาใหม่เมื่อ 4,400 ปีก่อน
ภาพถ่ายโดย COURTESY ROYAL PAVILION & MUSEUMS, BRIGHTON & HOVE

และสำหรับ Slonk Hill Man ตัวอย่างที่แสดงรอยยิ้มมั่นอกมั่นใจนี้ จากโครงกระดูกของเขา ชายผู้นี้มีอายุราวๆ 20 ปี ในยุคเหล็ก และค่อนข้าง “ดูดีใช้ได้” ซึ่งบางครั้งก็ส่งผลให้กระบวนการฟื้นฟูใบหน้าสร้างให้เขาละม้ายคล้ายหุ่นลองเสื้อมากเกินไป รายงานจาก Nilsson นอกจากนั้นกะโหลกศีรษะของเขายังมีจุดเด่นตรงที่สันคิ้วชนกัน ซึ่งให้ภาพของความโหดร้ายขึ้นมาหน่อยๆ “มันยากที่จะสร้างใบหน้าของชายผู้นี้ให้ยิ้มแย้มโดยปราศจากความน่าสะพรึงไปด้วย”

บรรพบุรุษชาวอังกฤษ
Slonk Hill Man – ชายผู้นี้เสียชีวิตเมื่อ 2,300 ปีก่อน แต่สาเหตุยังคงเป็นปริศนา ร่างของเขาถูกค้นพบเมื่อปี 1968 ระหว่างการก่อสร้างไฮเวย์ เขาคือชายที่มีสุขภาพแข็งแรง และเสียชีวิตในช่วงวัยยี่สิบปลาย ร่างของเขาถูกฝังในท่านั่งคุดคู้ตามแบบฉบับของยุคเหล็ก ที่แปลกก็คือร่างของเขารายล้อมไปด้วยเปลือกหอยทั้งที่แกะแล้ว และยังไม่ได้แกะ มากไปกว่านั้นปกติแล้วอาหารทะเลไม่ได้เป็นอาหารของชาว Slonk Hill
ภาพถ่ายโดย COURTESY ROYAL PAVILION & MUSEUMS, BRIGHTON & HOVE

และสำหรับตัวอย่างที่ชื่อ Stafford Road Man คือใบหน้าที่ Nilsson ต้องตัดสินใจ ชายจากยุคแองโกล-แซกซันผู้นี้เสียชีวิตจากโรคฝีบนใบหน้า เป็นไปได้ว่าในช่วงเวลาสุดท้ายการติดเชื้ออาจส่งผลให้ฝีดังกล่าวบวมมาก แต่ Nilsson เลือกที่จะไม่เล่ามันออกมาเกินจริง “ผมต้องการแสดงใบหน้าที่มีเกียรติ และสามารถเชื่อมโยงกับผู้เข้าชมในพิพิธภัณฑ์ได้มากกว่า”

เรื่อง Kristin Romey

บรรพบุรุษชาวอังกฤษ
Stafford Road Man – ร่างของเขาถูกค้นพบระหว่างโครงการก่อสร้างอาคารปี 1985 ตัวเขาเป็นหนึ่งในชาวแซกซันรุ่นแรกๆ ที่อพยพเข้ามายังอังกฤษ หลังอาณาจักรโรมันล่มสลาย ศพของเขาถูกฝังเคียงคู่กับหอกและมีดอายุประมาณคริสต์ศักราชที่ 500 เขามีชีวิตที่ยาวนานและเสียชีวิตเมื่ออายุได้ 45 ปี นอกเหนือจากโรคไขข้อในกระดูกสันหลัง, ไหล่ และสะโพกแล้ว ผลการวิเคราะห์โครงกระดูกยังพบอีกว่าชายผู้นี้ทุกข์ทรมานจากโรคฝีที่ฟัน ซึ่งก่อความเจ็บปวดมหาศาล และอาจเป็นตัวการคร่าชีวิตเขาเมื่อเกิดอาการติดเชื้อและลุกลามขึ้นถึงสมอง
ภาพถ่ายโดย COURTESY ROYAL PAVILION & MUSEUMS, BRIGHTON & HOVE
บรรพบุรุษชาวอังกฤษ
มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลเพศหญิง – ส่วนใหญ่แล้วโครงกระดูกของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลมักพบในยุโรป ทว่าในยุคน้ำแข็ง การจะเดินทางมายังเกาะอังกฤษไม่ใช่เรื่องยากนัก เนื่องจากขณะนั้นระดับน้ำทะเลลดต่ำจนผืนดินเชื่อมติดกัน นอกเหนือจากโครงกระดูกแล้ว การค้นพบเครื่องมือเครื่องใช้โบราณยังแสดงให้เห็นว่าเกาะอังกฤษเป็นที่อยู่อาศัยของทั้งมนุษย์สมัยใหม่ และมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลมาตั้งแต่ 40,000 ปีก่อน
ภาพถ่ายโดย COURTESY ROYAL PAVILION & MUSEUMS, BRIGHTON & HOVE
บรรพบุรุษชาวอังกฤษ
มนุษย์สมัยใหม่ยุคแรกๆ – โครงกระดูกที่หลงเหลืออยู่ของมนุษย์สมัยใหม่ผู้นี้มาจากยุโรป แต่เครื่องมือเครื่องใช้ที่ผลิตขึ้นโดยมนุษย์โฮโมเซเปียนส์ ซึ่งจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ Brighton บ่งชี้ว่าในช่วงเวลาที่มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลสูญพันธุ์ไป ขณะนั้นบนเกาะอังกฤษมีมนุษย์สมัยใหม่อาศัยอยู่แล้ว ผลการศึกษาใหม่ระบุว่าทั้งสองเผ่าพันธุ์อาจอาศัยอยู่ในช่วงเวลาที่ทับซ้อนกันไม่น้อยกว่า 4,000 ปี
ภาพถ่ายโดย COURTESY ROYAL PAVILION & MUSEUMS, BRIGHTON & HOVE

 

อ่านเพิ่มเติม

ใบหน้าใหม่ของเคที

 

 

เรื่องแนะนำ

เมืองไทยในอดีต : สารคดีเกี่ยวกับเมืองไทยเรื่องแรกในเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

สารคดีเกี่ยวกับเมืองไทยเรื่องแรกที่ตีพิมพ์ใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ถ่ายทอดเรื่องราวของพิธีคล้องช้างครั้งสำคัญในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตีพมพ์ในนิตยสารฉบับเดือนธันวาคมปี 1906 (พ.ศ. 2449)

โฉมหน้าของผู้อพยพในอเมริกาเมื่อปี 1917

ภาพถ่ายอายุ 100 ปี จากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกนี้แสดงให้เห็นว่าหน้าตาของผู้อพยพเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน เมื่อเทียบกับวิกฤติในปัจจุบัน ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าอเมริกาคือชาติของผู้อพยพมาตั้งแต่ไหนแต่ไร มิใช่หรือ?

ค้นพบยาหลอนประสาทสูตรโบราณอายุกว่า 1,000 ปี ของหมอผีในโบลีเวีย

สมาชิกคนหนึ่งของเผ่า Huni Kui ในบราซิลกำลังเตรียมอะยาวัสกา (ayahuasca) ในพิธีกรรมเพื่อการรักษา การใช้พืชที่มีผลทางจิต หรือ หลอนประสาท เป็นกรรมวิธีโบราณของชนเผ่าในลุ่มน้ำแอมะซอน ภาพถ่ายโดย LUNAE PARRACHO, REUTERS ภาชนะในพิธีกรรม ที่ทำมาจากปลายจมูกสุนัขจิ้งจอก 3 ตัว ได้บรรจุหลักฐานเก่าแก่ที่สุดเกี่ยวกับสูตรยา หลอนประสาท แห่งลุ่มน้ำแอมะซอน กระเป๋าใบเล็กๆ ที่ทำมาจากปลายจมูกสุนัข 3 ตัวถูกเย็บติดกันเป็นอย่างดี ได้บรรจุหลักฐานทางโบราณคดีเกี่ยวกับการใช้งานยา หลอนประสาท อะยาวัสกา (ayahuasca) ซึ่งเป็นสูตรยาที่มีผลทางจิตชนิดหนึ่ง ที่ชนเผ่าโบราณในลุ่มน้ำแอมะซอนใช้มันเพื่อทำให้เกิดอาการประสาทหลอน กระเป๋าใบนี้อาจเคยเป็นของหมอผีเมื่อราวหนึ่งพันปีที่แล้วในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศโบลิเวียปัจจุบัน ตามคำกล่าวของ โฆเซ กาปริเลส (Jose Capriles) นักมานุษยวิทยาของมหาวิทยาลัยรัฐเพนน์ และเป็นผู้เขียนงานวิจัยนี้ในวารสาร PNAS กาปริเลสเจอกระเป๋าดังกล่าวในช่วงการขุดค้นทางโบราณคดีเมื่อปี 2010 ในถ้ำ เกวาเดลซิเลโน (Cueva del Chileno) ที่เป็นหลักฐานแสดงกิจกรรมของมนุษย์เมื่อ 4000 ปีที่ผ่านมา ภายในถ้ำมีการพบเจอลูกปัด เปียผมมนุษย์ และสิ่งของที่ตอนแรก กาปริเลสคิดว่ามันคือรองเท้าหนัง แต่แท้จริงแล้วคือกระเป๋าในการประกอบพิธีกรรมของหมอผีที่ทำมาจากปลายจมูกของสุนัข […]

10 เรื่องที่คุณอาจจะยังไม่รู้เกี่ยวกับไอน์สไตน์

10 เรื่องที่คุณอาจจะยังไม่รู้เกี่ยวกับ ไอน์สไตน์ 1.เขาละทิ้งสัญชาติเยอรมันเมื่ออายุ 16 ในช่วงวัยรุ่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ รังเกียจความเป็นชาตินิยมทุกรูปแบบ และสนใจที่จะเป็น “พลเมืองของโลก” เสียมากกว่า  เมื่อเขาอายุ 16 เขาละทิ้งสัญชาติ และเป็นคนไร้สัญชาติจนกระทั่งเขาได้รับสัญชาติสวิสในปีค.ศ. 1901 2.ไอน์สไตน์แต่งงานกับนักเรียนหญิงคนเดียวในคลาสวิชาฟิสิกส์ของเขา มิเลวา มาริค เป็นเพียงนักเรียนหญิงคนเดียวในคลาสของไอน์สไตน์ ที่ซูริคโพลิเทคนิค เธอหลงใหลในคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และ ปรารถนาเจะป็นนักฟิสิกส์ด้วยตัวเอง แต่เธอก็ล้มเลิกความตั้งใจนั้นไปเมื่อเธอแต่งงาน และกลายเป็นแม่ของลูกๆไอน์สไตน์ 3.แฟ้มประวัติไอน์สไตน์ของเอฟบีไอมีจำนวนถึง 1,427 หน้า ในปี 1933 เอฟบีไอเริ่มเก็บแฟ้มประวัติของไอน์สไตน์ ไม่นานก่อนที่เขาจะเดินทางมาสหรัฐฯครั้งที่สาม แฟ้มประวัตินี้มีมากถึง 1,427 หน้า มุ่งเน้นไปยังชีวิตของไอน์สไตน์ที่เกี่ยวข้องกับการเรียกร้องสันติภาพและองค์กรสังคมนิยม แม้แต่ เจ. เอ็ดการ์ ฮูเวอร์ (ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งเอฟบีไอ) ยังแนะนำว่า ไอน์สไตน์ควรจะถูกห้ามเข้าอเมริกาตามพระราชบัญญัติกีดกันชาวต่างชาติ แต่เขาได้รับการปฏิเสธข้อหาเหล่านี้ 4.ไอน์สไตน์มีลูกนอกสมรส มิเลวาให้กำเนิดบุตรสาวนอกสมรสในปี 1902 ขณะที่อาศัยอยู่กับครอบครัวของเธอในเซอร์เบีย เด็กน้อยมีชื่อว่า ไลเซิล และนักประวัติศาสตร์เชื่อว่าเธอตายตั้งแต่ยังเป็นทารกด้วยโรคไข้อีดำอีแดง (โรคที่เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจซึ่งเกิดจากแบคทีเรีย) หรืออาจจะถูกรับไปเลี้ยง […]