เมียงมองใบหน้าผู้มาก่อนกาล - National Geographic Thailand

เมียงมองใบหน้าผู้มาก่อนกาล

ยลโฉม บรรพบุรุษชาวอังกฤษ

เมื่อปี 2018 ใบหน้าจำลองของ Cheddar Man ผู้มีผิวสีเข้ม ทว่าดวงตากลับสุกสว่างไปด้วยสีฟ้า สร้างข้อถกเถียงมากมายเกี่ยวกับอัตลักษณ์ที่แท้จริงของชนพื้นเมืองสหราชอาณาจักร ในฐานะบรรพบุรุษชาวอังกฤษคนหนึ่ง ตัวเขาเคยมีชีวิตอยู่เมื่อ 10,000 ปีก่อน

และล่าสุดมีการค้นพบน่าสนใจ เมื่อนิทรรศการใหม่ที่จัดขึ้นโดยพิพิธภัณฑ์ และอาร์ทแกลอรี่ Brighton ได้เผยโฉมใบหน้าของชนพื้นเมืองโบราณที่เคยอาศัยอยู่บริเวณอ่าวทางตอนใต้ของอังกฤษจำนวน 7 คน กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่นำพาใบหน้าโบราณให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งกำลังยืนยันกับเราว่าประวัติศาสตร์ของภูมิภาคนี้ซับซ้อนกว่าที่คิดกันไว้มาก

5 ใน 7 ตัวอย่างได้รับการยืนยันว่าเป็นชนพื้นเมืองแท้ๆ รูปโฉมของพวกเขาถูกสร้างขึ้นใหม่จากหัวกะโหลกเดิมที่ถูกค้นพบกระจัดกระจายในเมืองซัสเซกซ์ โดยตัวอย่างที่ใหม่ที่สุดเป็นของชายคนหนึ่งในวัยใกล้เคียง 40 ปี ถูกพบเข้าระหว่างที่คนงานก่อสร้างกำลังดำเนินการก่อสร้างเมื่อทศวรรษ 1980 จากการตรวจสอบโครงกระดูกบ่งชี้ว่าชายผู้นี้มีชีวิตอยู่ในยุคแองโกล-แซกซัน (คริสต์ศักราชที่ 410 – 1066) หรือช่วงเวลาที่อังกฤษถูกปกครองโดยกษัตริย์พระองค์เดียวเป็นครั้งแรก รายงานจาก Richard Le Saux ผู้ดูแลอาวุโสของพิพิธภัณฑ์

สำหรับตัวอย่างที่เก่าแก่ที่สุดคือมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลเพศหญิง และมนุษย์สมัยใหม่เพศชาย ในการฟื้นคืนใบหน้าของพวกเขา ทีมงานอ้างอิงข้อมูลจากตัวอย่างอื่นๆ ที่พบในยุโรป หลักฐานเครื่องไม้เครื่องมือที่พบในบริเวณเดียวกันระบุว่าพวกเขามีชีวิตอยู่เมื่อ 40,000 ปีก่อน

บรรพบุรุษชาวอังกฤษ
Ditchling Road Man – ชื่อของชายผู้นี้ตั้งตามโครงการขยายถนนที่ช่วยให้พบร่างของเขาเมื่อปี 1921 ตัวเขาคือหนึ่งในคลื่นลูกแรกของกลุ่มเกษตรกรที่อพยพมาจากยุโรปเมื่อราว 2,400 ปีก่อนคริสต์กาล และนำพาเอาวัฒนธรรมเครื่องปั้นดินเผาแบบ Beaker ติดมาด้วย โครงกระดูกบ่งชี้ว่าชายผู้นี้ทุกข์ทรมานจากภาวะขาดแคลนอาหารระหว่างเจริญเติบโต ส่งผลให้เขาไม่โตเท่าที่ควร Ditchling Road Man เสียชีวิตเมื่ออายุราว 25 – 35 ปี ศพของเขาถูกฝังพร้อมกับเครื่องปั้นดินเผา และเปลือกหอยทากจำนวนหนึ่งในปาก
ภาพถ่ายโดย COURTESY ROYAL PAVILION & MUSEUMS, BRIGHTON & HOVE

 

ฟื้นคืนใบหน้า

Oscar Nilsson ใช้เวลานาน 14 เดือนในการฟื้นคืนใบหน้าของชนพื้นเมืองโบราณเหล่านี้ ตัวเขาเป็นนักโบราณคดี และประติมากรผู้เคยฟื้นคืนใบหน้าของหญิงชนชั้นสูงในเปรู อายุ 1,200 ปี และวัยรุ่นหญิงจากกรีซ ที่เคยมีชีวิตเมื่อ 9,000 ปีก่อน กระบวนการทำงานทางนิติวิทยาศาสตร์ของเขาเริ่มต้นด้วยการสร้างแบบจำลอง 3 มิติของกะโหลกศีรษะ สแกน และพิมพ์ออกมา จากนั้นฟื้นคืนส่วนประกอบของใบหน้าอย่างกล้ามเนื้อด้วยสองมือ ซึ่งเทคนิคนี้อ้างอิงข้อมูลทางร่างกายจากโครงสร้างกระดูก, เพศ ไปจนถึงอายุเมื่อเสียชีวิตของเจ้าของกะโหลกเอง

การศึกษาลักษณะทางพันธุกรรมของประชากรในยุโรปโบราณช่วยให้ข้อมูลที่ Nilson สามารถประมาณการอย่างแม่นยำได้ว่าบุคคลนั้นๆ มีสีผิว, เส้นผม และสีตาแบบไหน ยกตัวอย่างเช่น ประชากรชาวยุโรปในยุคหินใหม่อย่าง Whitehawk ตัวอย่างเพศหญิงอายุ 5,600 ปี จะมีสีผิวที่สว่าง และสีตาที่เข้มกว่าชนพื้นเมืองในยุคก่อนอย่าง Cheddar Man แต่สีผิวของเธอก็ยังถือว่าเข้มกว่ามาก เมื่อเทียบกับผิวของ Ditchling Road Man ตัวอย่างเพศชาย ประชากรกลุ่มนี้อพยพจากยุโรปมายังเกาะอังกฤษเมื่อราว 4,400 ปีก่อน และเป็นชนผิวขาวกลุ่มแรกที่มีดวงตาสีอ่อนแบบผู้คนในยุโรป

สหราชอาณาจักรกำลังเข้าใกล้เดือนสุดท้ายของการเจรจา Brexit ใบหน้าของผู้มาก่อนกาลเหล่านี้อาจพอจุดประกายให้ผู้คนถกเถียงกันถึงเรื่องราวของผู้ที่อาศัยอยู่ก่อนหน้า ตลอดจนการเชื่อมต่อทางวัฒนธรรม รายงานจาก Le Saux “หนึ่งในเรื่องที่พบก็คือบ่อยครั้งมากที่เราเชื่อมโยงกับยุโรป และประวัติศาสตร์ของเราคือการอพยพมาจากยุโรปในแต่ละยุคแต่ละสมัยเช่นกัน” และหากย้อนกลับไปเมื่อ 8,000 ปีก่อน ในช่วงเวลาที่ระดับน้ำทะเลยังไม่สูงเท่าปัจจุบัน สหราชอาณาจักรคือส่วนหนึ่งของทวีปยุโรปที่เชื่อมต่อกันด้วยผืนแผ่นดิน

บรรพบุรุษชาวอังกฤษ
Patcham Woman – เธอคือประชากรในสมัยที่โรมันยึดครองอังกฤษ และถูกฝังศพเมื่อราว 1,700 ปีก่อน ในหลุมฝังที่ราวกับฉากอาชญากรรม ร่างของเธอถูกค้นพบระหว่างการขุดคูเมื่อปี 1936 กระดูกถูกพบในบริเวณที่ลึกพอควร มีตะปูตอกอยู่ที่ด้านหลังกะโหลกศีรษะ และยังพบโครงกระดูกของผู้ชายอีกร่างหนึ่งถูกฝังเคียงข้างเธอ นักวิทยาศาสตร์พบสัญญาณบ่งชี้อาการป่วยด้วยโรคกระดูกสันหลังและข้อต่อ พออนุมานได้ว่าเธอคงมีชีวิตที่ยากลำบากจากความเจ็บปวดทางร่างกาย ก่อนจะเสียชีวิตลงเมื่ออายุราว 25 – 35 ปี
ภาพถ่ายโดย COURTESY ROYAL PAVILION & MUSEUMS, BRIGHTON & HOVE

 

เรื่องราวของแต่ละคน

อะไรที่ทำให้นิทรรศการโฉมหน้าของชนพื้นเมืองโบราณเหล่านี้น่าสนใจ Nilsson ระบุว่ามันคือการที่วิทยาศาสตร์สามารถนำพาเรื่องราวเมื่อครั้งที่พวกเขายังมีชีวิตกลับมาได้ “ผมทำงานกับกะโหลกศีรษะมากมาย แต่นิทรรศการนี้คือตัวอย่างที่มีคาแรคเตอร์ที่สุดเท่าที่เคยพบมา ใบหน้าที่ถูกฟื้นคืนขึ้นใหม่นี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก”

Whitehawk Woman โดดเด่นมากสำหรับสถานการณ์ไม่ปกติที่นำเธอไปสู่ความตาย การศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่าเธอเกิดเมื่อ 5,000 ปีก่อน บริเวณชายแดนเมือง Welsh จากนั้นอพยพไปทางตะวันออกหลายร้อยกิโลเมตรจนมาถึงเมืองซัสเซกซ์ และลงเอยในสุสานบริเวณทางเข้าไปยังพื้นที่ประกอบพิธีของผู้คนในยุคหินใหม่ ชิ้นส่วนที่ยังหลงเหลืออยู่ของตัวอ่อนบริเวณอุ้งเชิงกรานบ่งชี้ว่าเธอเสียชีวิตระหว่างคลอดลูก ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้ยิ่งขับให้งานศิลป์ของ Nilsson มีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น

“ผมตั้งใจสร้างใบหน้าของเธอให้ดูมีความอยากรู้อยากเห็น คิดคำนึงถึงอนาคต นี่คือช่วงเวลาก่อนที่เธอจะคลอดลูก ซึ่งเธอยังไม่รู้เลยว่าสิ่งนี้จะพรากเธอไปจากโลกตลอดกาล” Nilsson กล่าว

บรรพบุรุษชาวอังกฤษ
Whitehawk Woman – หญิงสาวรูปร่างเล็กผอมบาง เธอมีชีวิตอยู่เมื่อ 5,600 ปีก่อน และคาดว่าน่าจะเสียชีวิตก่อนอายุ 25 ปี จากการคลอดลูก (พบชิ้นส่วนของตัวอ่อนที่อุ้งเชิงกราน) โครงกระดูกของเธอถูกพบเมื่อปี 1993 จากแหล่งโบราณคดี Whitehawk Enclosure หนึ่งในแหล่งโบราณคดีช่วงต้นของยุคหินใหม่ในอังกฤษ ผลการตรวจสอบดีเอ็นเอของประชากรชาว Whitehawk ในช่วงยุคหินใหม่ พวกเขามีผิวเข้ม และดวงตาสีเข้ม เมื่อเทียบกับประชากรกลุ่ม Beaker ที่เพิ่งอพยพเข้ามาใหม่เมื่อ 4,400 ปีก่อน
ภาพถ่ายโดย COURTESY ROYAL PAVILION & MUSEUMS, BRIGHTON & HOVE

และสำหรับ Slonk Hill Man ตัวอย่างที่แสดงรอยยิ้มมั่นอกมั่นใจนี้ จากโครงกระดูกของเขา ชายผู้นี้มีอายุราวๆ 20 ปี ในยุคเหล็ก และค่อนข้าง “ดูดีใช้ได้” ซึ่งบางครั้งก็ส่งผลให้กระบวนการฟื้นฟูใบหน้าสร้างให้เขาละม้ายคล้ายหุ่นลองเสื้อมากเกินไป รายงานจาก Nilsson นอกจากนั้นกะโหลกศีรษะของเขายังมีจุดเด่นตรงที่สันคิ้วชนกัน ซึ่งให้ภาพของความโหดร้ายขึ้นมาหน่อยๆ “มันยากที่จะสร้างใบหน้าของชายผู้นี้ให้ยิ้มแย้มโดยปราศจากความน่าสะพรึงไปด้วย”

บรรพบุรุษชาวอังกฤษ
Slonk Hill Man – ชายผู้นี้เสียชีวิตเมื่อ 2,300 ปีก่อน แต่สาเหตุยังคงเป็นปริศนา ร่างของเขาถูกค้นพบเมื่อปี 1968 ระหว่างการก่อสร้างไฮเวย์ เขาคือชายที่มีสุขภาพแข็งแรง และเสียชีวิตในช่วงวัยยี่สิบปลาย ร่างของเขาถูกฝังในท่านั่งคุดคู้ตามแบบฉบับของยุคเหล็ก ที่แปลกก็คือร่างของเขารายล้อมไปด้วยเปลือกหอยทั้งที่แกะแล้ว และยังไม่ได้แกะ มากไปกว่านั้นปกติแล้วอาหารทะเลไม่ได้เป็นอาหารของชาว Slonk Hill
ภาพถ่ายโดย COURTESY ROYAL PAVILION & MUSEUMS, BRIGHTON & HOVE

และสำหรับตัวอย่างที่ชื่อ Stafford Road Man คือใบหน้าที่ Nilsson ต้องตัดสินใจ ชายจากยุคแองโกล-แซกซันผู้นี้เสียชีวิตจากโรคฝีบนใบหน้า เป็นไปได้ว่าในช่วงเวลาสุดท้ายการติดเชื้ออาจส่งผลให้ฝีดังกล่าวบวมมาก แต่ Nilsson เลือกที่จะไม่เล่ามันออกมาเกินจริง “ผมต้องการแสดงใบหน้าที่มีเกียรติ และสามารถเชื่อมโยงกับผู้เข้าชมในพิพิธภัณฑ์ได้มากกว่า”

เรื่อง Kristin Romey

บรรพบุรุษชาวอังกฤษ
Stafford Road Man – ร่างของเขาถูกค้นพบระหว่างโครงการก่อสร้างอาคารปี 1985 ตัวเขาเป็นหนึ่งในชาวแซกซันรุ่นแรกๆ ที่อพยพเข้ามายังอังกฤษ หลังอาณาจักรโรมันล่มสลาย ศพของเขาถูกฝังเคียงคู่กับหอกและมีดอายุประมาณคริสต์ศักราชที่ 500 เขามีชีวิตที่ยาวนานและเสียชีวิตเมื่ออายุได้ 45 ปี นอกเหนือจากโรคไขข้อในกระดูกสันหลัง, ไหล่ และสะโพกแล้ว ผลการวิเคราะห์โครงกระดูกยังพบอีกว่าชายผู้นี้ทุกข์ทรมานจากโรคฝีที่ฟัน ซึ่งก่อความเจ็บปวดมหาศาล และอาจเป็นตัวการคร่าชีวิตเขาเมื่อเกิดอาการติดเชื้อและลุกลามขึ้นถึงสมอง
ภาพถ่ายโดย COURTESY ROYAL PAVILION & MUSEUMS, BRIGHTON & HOVE
บรรพบุรุษชาวอังกฤษ
มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลเพศหญิง – ส่วนใหญ่แล้วโครงกระดูกของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลมักพบในยุโรป ทว่าในยุคน้ำแข็ง การจะเดินทางมายังเกาะอังกฤษไม่ใช่เรื่องยากนัก เนื่องจากขณะนั้นระดับน้ำทะเลลดต่ำจนผืนดินเชื่อมติดกัน นอกเหนือจากโครงกระดูกแล้ว การค้นพบเครื่องมือเครื่องใช้โบราณยังแสดงให้เห็นว่าเกาะอังกฤษเป็นที่อยู่อาศัยของทั้งมนุษย์สมัยใหม่ และมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลมาตั้งแต่ 40,000 ปีก่อน
ภาพถ่ายโดย COURTESY ROYAL PAVILION & MUSEUMS, BRIGHTON & HOVE
บรรพบุรุษชาวอังกฤษ
มนุษย์สมัยใหม่ยุคแรกๆ – โครงกระดูกที่หลงเหลืออยู่ของมนุษย์สมัยใหม่ผู้นี้มาจากยุโรป แต่เครื่องมือเครื่องใช้ที่ผลิตขึ้นโดยมนุษย์โฮโมเซเปียนส์ ซึ่งจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ Brighton บ่งชี้ว่าในช่วงเวลาที่มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลสูญพันธุ์ไป ขณะนั้นบนเกาะอังกฤษมีมนุษย์สมัยใหม่อาศัยอยู่แล้ว ผลการศึกษาใหม่ระบุว่าทั้งสองเผ่าพันธุ์อาจอาศัยอยู่ในช่วงเวลาที่ทับซ้อนกันไม่น้อยกว่า 4,000 ปี
ภาพถ่ายโดย COURTESY ROYAL PAVILION & MUSEUMS, BRIGHTON & HOVE

 

อ่านเพิ่มเติม

ใบหน้าใหม่ของเคที

 

 

เรื่องแนะนำ

กู้มรดกแดนน้ำแข็ง

เรื่อง เอ. อาร์. วิลเลียมส์ ภาพถ่าย เอริกา ลาร์เซน แหล่งโบราณคดีนูนัลเลก (Nunalleq) บนชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของอะแลสกาเก็บรักษาช่วงเวลาแห่งหายนะ โดยแช่แข็งเอาไว้ในกาลเวลา ผืนดินโคลนรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเกลื่อนกล่นไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ประจำวันซึ่งชนพื้นเมืองเผ่ายูปิก (Yupik) เคยใช้ ทุกอย่างถูกทิ้งไว้ในสภาพเดิม ขณะเกิดการบุกโจมตีอย่างดุเดือดเมื่อเกือบสี่ศตวรรษมาแล้ว รอบอาณาบริเวณของสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสิ่งปลูกสร้างด้วยดินและหญ้าหรือบ้านดิน (sod house) ขนาดใหญ่ ปรากฏร่องรอยของไฟที่จุดรมผู้อยู่อาศัยราว 50 คนให้ออกมา คนเหล่านี้อาศัยอยู่ที่นี่เมื่อไม่ได้ออกไปล่าสัตว์ ตกปลา หรือเก็บพืชผลดูเหมือนไม่มีใครรอดชีวิต โครงกระดูกของผู้หญิง เด็ก และคนชราพบอยู่รวมกัน ทุกคนคว่ำหน้าอยู่ในโคลน บ่งบอกว่าคงถูก จับและสังหาร โศกนาฏกรรมจากอดีตอันไกลโพ้นกลายเป็นคุณูปการต่อวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ดังเช่นที่มักเกิดกับแวดวงโบราณคดี ที่นูนัลเลก นักโบราณคดีขุดพบศิลปวัตถุกว่า 2,500 ชิ้นในสภาพที่ไม่บุบสลาย ตั้งแต่เครื่องใช้ในการกินไปจนถึงข้าวของชิ้นพิเศษอย่างหน้ากากไม้ที่ใช้ในพิธีกรรม เข็มสักทำจากงาช้าง และเข็มขัดที่ร้อยจากฟันของกวางคาริบู สิ่งของเหล่านี้ได้รับการรักษาสภาพไว้อย่างดีจนน่าแปลกใจ จากการถูกแช่แข็งอยู่ในพื้นดินมาตั้งแต่ราวปี 1660 เศษตะกร้าและเสื่อยังคงรักษาลวดลายสานอันละเอียดลออไว้ได้ และเมื่อแหวกมัดหญ้าเปื้อนโคลนออก คุณจะเห็นใบหญ้าเรียวสีเขียวสดถูกเก็บรักษาไว้ข้างใน “หญ้าพวกนี้ตัดมาตั้งแต่สมัยเชกสเปียร์ยังมีชีวิตเชียวนะครับ” ริก คเนกต์ หัวหน้านักโบราณคดี พูดอย่างตื่นเต้น คเนกต์ทำงานประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัยแอเบอร์ดีนในสกอตแลนด์ เขามองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการทำลายล้างที่นูนัลเลกกับนิทานเก่าแก่ซึ่งชาวยูปิกในปัจจุบันยังจำกันได้ มุขปาฐะเป็นขนบที่เก็บรักษาความทรงจำของช่วงเวลาที่นักประวัติศาสตร์เรียกว่า […]

สืบสานงานอนุรักษ์ของบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ สืบ นาคะเสถียร

สืบ นาคะเสถียร คือชื่อของชายคนหนึ่งผู้ยอมทำทุกอย่างแม้กระทั่งสละชีวิตเพื่อการอนุรักษ์ ผู้อยู่เบื้องหลังมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรกของไทย เสียงปืนในวันนั้นยังดังอยู่แม้เลือนจางไปกับกาลเวลาบ้าง

ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์

แปลและเรียบเรียง กองบรรณาธิการ ภาพถ่าย คลังภาพ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก “ผู้คนมักพูดกันว่า ราชอาณาจักรเป็นเหมือนกับพีระมิด กล่าวคือ พระราชานั้นประทับอยู่บนสุด ส่วนประชาชนอยู่ด้านล่าง แต่ในประเทศนี้ทุกอย่างกลับตรงกันข้าม [เป็นเหมือนพีระมิดกลับหัว] ด้วยเหตุนี้ บางครั้งเราจึงรู้สึกปวดแถวๆ นี้” เมื่อตรัสถึงตรงนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งปกติมีพระพักตร์เคร่งขรึมดูเป็นนักวิชาการ ทรงพระสรวล ขณะทรงชี้ที่พระศอและพระอังสา [บ่าหรือไหล่] ข้อความข้างต้นเรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานแก่นายเดนิส เกรย์ หัวหน้าสำนักข่าวเอพีประจำกรุงเทพฯและนายบาร์ต โดเวลล์ ผู้ช่วยบรรณาธิการนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ในขณะนั้น และเป็นส่วนหนึ่งของสารคดีเรื่อง “พระราชวงศ์ผู้ทรงงานของไทย” (Thailand’s Working Royalty) ตีพิมพ์ใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนตุลาคม ปี 1982 หรือพุทธศักราช 2525 ซึ่งตรงกับวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 200 ปีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมหาที่สุดมิได้ กองบรรณาธิการนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย จึงขอนำสารคดีเรื่องนี้มาตีพิมพ์อีกครั้ง ภาพถ่ายส่วนใหญ่เป็นผลงานของจอห์น เอเวอริงแฮม ช่างภาพผู้คุ้นเคยกับเมืองไทย เขาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสารคดีเรื่องนี้ว่า “ผมโชคดีที่มีโอกาสตามเสด็จนานถึงสี่เดือน เดินทางไปทั่วประเทศจากนราธิวาสถึงเชียงราย ประเทศไทยโชคดีที่มีในหลวง พระองค์ทรงสนพระทัยในคนที่ยากจนที่สุดคนที่อยู่ไกลที่สุด ในหลวงไม่เหมือนใคร มีฝรั่งหลายคนเหมือนผมที่รักพระเจ้าอยู่หัว…” ในช่วงเวลาหลายศตวรรษที่ผ่านมา บทบาทของพระมหากษัตริย์ไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า “พระราชวงศ์ในประเทศนี้ไม่เคยอยู่นิ่งเลย” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร เสด็จพระราชสมภพเมื่อปี พ.ศ. 2470 ณ เมืองเคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ทรงศึกษาทั้งในสาขาวิทยาศาสตร์และกฎหมายที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ขณะเจริญพระชนมายุได้ 18 พรรษา ในฐานะพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ นับแต่นั้นมาก็ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการอย่างไม่ทรงเห็นแก่เหน็ดเหนื่อยพระวรกาย เพื่อประโยชน์สุขของทวยราษฎร์เสมอมา สมดังพระปฐมบรมราชโองการที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” โดยแท้ นอกเหนือจากการเสด็จฯ เยี่ยมพสกนิกรตามหัวเมืองน้อยใหญ่และท้องถิ่นทุรกันดาร ตลอดจนการปฏิบัติพระราชกรณียกิจในโอกาสต่างๆ แล้ว ยามที่ประทับอยู่ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต พระองค์ก็ไม่ได้ทรงว่างเว้นจากพระราชกรณียกิจ กิจกรรมและความเป็นไปในเขตพระราชฐานแห่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสนพระทัยในความเป็นอยู่ของพสกนิกรของพระองค์ได้เป็นอย่างดี เพราะมีตั้งแต่แปลงนาสาธิต ยุ้งฉาง บ่อเลี้ยงปลา ฟาร์มโคนม ไปจนถึงโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรต่างๆ ระหว่างพระราชทานสัมภาษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชตรัสถึงเรื่องต่างๆ อาทิ ระบบชลประทาน เศรษฐกิจภายในประเทศ การทำเหมืองแร่ เรื่อยไปจนถึงงานอดิเรกของพระองค์ เช่น การถ่ายภาพ และวาดภาพ ทรงอธิบายว่า “แต่ตอนนี้เลิกวาดรูปแล้ว เพราะต้องใช้เวลามาก” ทว่าพระองค์ยังทรงดนตรีและทรงพระราชนิพนธ์บทเพลง พสกนิกรชาวไทยและแม้กระทั่งชาวต่างชาติต่างประจักษ์ถึงพระอัจฉริยภาพเชิงดนตรีที่สะท้อนอยู่ในความไพเราะของบทเพลงพระราชนิพนธ์จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม พระราชกระแสรับสั่งมักวกกลับมาเข้าเรื่องที่พระองค์เสด็จฯ เยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศเสมอ  “คนไทยรักสงบ แต่ก็ตระหนักดีว่า ประเทศจะต้องมีความเข้มแข็งทางทหาร เราเคยไปที่จังหวัดใกล้ๆ กรุงเทพฯ แล้วมีคนเมาคนหนึ่งเข้ามาหา องครักษ์คงไม่สบายใจนัก เราเข้าใจดี ผู้ชายคนนั้นบอกว่า เคยเป็นทหาร เคยรับใช้ชาติ ลูกชายเขาก็จะเป็นทหารด้วย และถ้าไม่มีทหารประเทศเราจะไม่เป็นเอกราชอย่างนี้ เขาว่ากันว่าคนเมามักจะพูดความจริง” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังตรัสถึงคนไทยอีกด้วยว่า “เราคิดว่าคนไทยรู้ซึ้งถึงคุณค่าของประเพณี ประเพณีไม่ได้แปลว่าเชย แม้แต่คนสมัยใหม่ก็มีประเพณี “เดือนที่แล้วนี่เอง เราเดินทางไปภาคใต้ ตอนเข้าไปที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชาวบ้านคนหนึ่งบอกว่ามีลูกสาวและลูกชายอย่างละคน แล้วถามเราว่า ชาวมุสลิมเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้หรือเปล่า เราตอบว่า ได้แน่นอน ถ้าเด็กคนนั้นเป็นคนดี แข็งแรง แล้วก็ฉลาด เขาก็สมัครเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้ แล้วเราก็ถามเขาว่า ลูกชายเขาอายุเท่าไหร่ เขาบอกว่าหกเดือน” เมื่อตรัสถึงตรงนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระสรวล “เขาอยากให้ลูกชายปกป้องประเทศชาติ เขาบอกว่า ‘ชาวมุสลิมอย่างเราเป็นคนไทยแท้ ๆ’ ” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเล็งเห็นการรุกรานหลากหลายรูปแบบ [เมืองไทยในขณะนั้นยังประสบปัญหาภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์และยาเสพติด โดยเฉพาะฝิ่นและเฮโรอีน — กองบรรณาธิการ] “วิธีล่าสุดคือค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาครอบงำจิตใจผู้คน เราเรียกวิธีนี้ว่าสงครามจิตวิทยารุกเข้ามาในความคิด” และเพื่อหลีกเลี่ยงการรุกรานลักษณะนี้ รัฐบาลจะต้องแสดงให้เห็นความเข้าอกเข้าใจและความอดทน เหมือนอย่างเรื่องฝิ่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า “เราไม่ปฏิเสธว่ายังมีการปลูกฝิ่นในประเทศ แต่มีอยู่น้อยมาก ปัญหาของฝิ่นคือการใช้เมืองไทยเป็นทางผ่าน คนที่ปลูกฝิ่นได้ราคาไม่ถึงหนึ่งในพันของราคาที่เอาไปขายกันด้วยซํ้า เราพยายามให้ประชาชนหันมาปลูกพืชอื่นทดแทน กว่าจะเริ่มได้ก็ต้องใช้เวลาหลายปี ตอนแรกเรานั่งรถเข้าไป บางทีก็เดินเท้า แล้วก็นั่งเฮลิคอปเตอร์เข้าไป บางครั้งลงจอดกลางไร่ฝิ่นเลย เราต้องระวังเพราะพวกเขาไม่เข้าใจว่าการปลูกฝิ่นนั้นไม่ดีอย่างไร “ครั้งหนึ่งเราเคยเดินอยู่เป็นชั่วโมงเพื่อเข้าไปดูไร่ฝิ่น ดินดูไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์เท่าไหร่ ชาวไร่เองก็บอกว่า ‘ใช่ครับ ดินเสื่อมแล้ว ไม่มีปุ๋ยจะใส่ครับ’ เราก็บอกว่าจะให้ปุ๋ย ถ้าพวกเขาเลิกปลูกฝิ่น แล้วหันมาปลูกถั่วแทน ชาวไร่ขอเวลาปรึกษากันก่อน ผ่านไปสิบห้านาทีกลับมาบอกว่า ‘ตกลงครับ’ ทีนี้ พอปีถัดมา เราก็กลับไปอีก ปรากฏว่าชาวไร่ปลูกถั่วครึ่งหนึ่ง ปลูกฝิ่นครึ่งหนึ่ง แล้วถั่วก็ได้ผลดีกว่า ชาวไร่เลยขอถั่วเพิ่มอีก ปีต่อมาก็ปลูกฝิ่นแค่ร้อยละ 25 ค่อยๆ ลดลงอย่างนี้ เราต้องอดทนถ้าเราเอาแต่ทำลายไร่ฝิ่น ชาวไร่ก็ต้องอดอยาก แล้วคงไม่เข้าใจว่า ทำไมเราถึงต้องต่อต้านพวกเขา” ในการเสด็จฯ เยือนหัวเมืองน้อยใหญ่ต่างๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเผชิญกับอันตรายจากทั้งผู้ต้องการแบ่งแยกดินแดนและกองกำลังคอมมิวนิสต์ “อันตรายน่ะหรือ” ทรงยํ้า “อันตรายซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไปคือภัยจากลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่ที่อันตรายกว่านั้นคือความละโมบของคนในประเทศเอง ถ้าเราแตกแยกกันเอง เราก็จะกลายเป็นทาสของจักรวรรดินิยมยุคใหม่ จะเป็นคอมมิวนิสต์ หรือเผด็จการ หรืออะไรก็ตามแต่” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเชื่อมั่นในประชาชนชาวไทย “ชาวไทยดูสบายๆ แต่ก็เข้มแข็ง คนไทยไม่เครียด มีนํ้าใจแม้แต่กับคนแปลกหน้า และเปิดกว้างกับความคิดใหม่ๆ คนส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธที่สุภาพกล้าหาญแต่ไม่ก้าวร้าว เข้มแข็งแต่อ่อนโยน” ขณะที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็ทรงปฏิบัติพระราชกิจหลากหลายด้าน นอกจากจะทรงตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปยังพื้นที่ห่างไกลแล้ว ยังทรงส่งเสริมงานหัตถกรรมเพื่อเพิ่มรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ชนบท เช่นที่จังหวัดเพชรบุรี ทรงริเริ่มโครงการผลิตกระเป๋าและรองเท้าสานจากกระจูดและหวาย ทรงส่งเสริมให้ชาวบ้านสตรีในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ผลิตดอกไม้ประดิษฐ์ ทรงฟื้นฟูศิลปะการทำตุ๊กตาดินเผาชาววัง และส่งผู้เชี่ยวชาญไปสอนสตรีชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาทอผ้า เป็นต้น ทรงใช้โอกาสที่ได้เสด็จฯ เยือนต่างประเทศในฐานะทูตสันถวไมตรี ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ผ้าไหมด้วยฉลองพระองค์ที่ตัดเย็บจากผ้าไหมไทยซึ่งทั้งประณีตและงดงาม นอกจากนี้ ยังทรงใช้พระปรีชาสามารถด้านการจัดการส่งเสริมการทำงานของสภากาชาดไทย เพื่อให้ความอนุเคราะห์แก่เด็กกำพร้ายากไร้ ทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบและผู้ประสบอุทกภัย เป็นต้น หลายปีก่อน เมื่อนักข่าวกราบบังคมทูลสัมภาษณ์ถึงงานอดิเรกของพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตรัสว่า “ดูแลลูกๆ” บัดนี้ เจ้าฟ้าชายพระองค์หนึ่งและเจ้าฟ้าหญิงอีกสามพระองค์ต่างเจริญพระชันษาขึ้นแล้ว และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาราษฎร์เช่นเดียวกับพระชนกชนนี ไม่ว่าจะเป็นการตามเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ต่างๆ ต้อนรับคณะทูตานุทูต หรือแม้แต่ทรงทักทายและมีพระราชปฏิสันถารกับประชาชนผู้มารอเฝ้าฯ ชื่นชมพระบารมี นายแพทย์จินดา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา แพทย์ประจำพระองค์ในขณะนั้น กล่าวว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชกิจหนักเกินไปครับ” แม้ว่าพระองค์จะทรงออกกำลังกายแทบทุกวัน แต่คุณหมอก็ยัง “อยากให้เสด็จแปรพระราชฐานเพื่อทรงพักผ่อนเป็นประจำทุกปี” ทว่าประชาชนชาวไทยทุกคนย่อมตระหนักดีว่า พระองค์คงไม่อาจทรงปล่อยวางจากพระราชกิจต่างๆ ได้ เพราะความห่วงใยในราษฎรและความตั้งพระทัยอันแน่วแน่ที่จะอุทิศพระองค์เพื่อ “ประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ดังบทพระราชนิพนธ์ “เดินตามรอยเท้าพ่อ” ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งได้ตามเสด็จพระราชบิดาไปยังพื้นที่ห่างไกลหลายต่อหลายแห่ง ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า “ฉันเดินตามรอยเท้าอันรวดเร็วของพ่อโดยไม่หยุดผ่านเข้าไปในป่าใหญ่ น่ากลัว ทึบ แผ่ไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด มืดและกว้างมีต้นไม้ใหญ่ใหญ่เหมือนหอคอยที่เข้มแข็ง พ่อจ๋า… ลูกหิวจะตายอยู่แล้วและเหนื่อยด้วย ดูซิจ๊ะ… เลือดไหลออกมาจากเท้าทั้งสองที่บาดเจ็บของลูกลูกกลัวงู เสือ และหมาป่า พ่อจ๋า… เราจะถึงจุดหมายปลายทางไหม? ลูกเอ๋ย… ในโลกนี้ไม่มีที่ไหนดอกที่มีความรื่นรมย์และความสบายสำหรับเจ้าทางของเรามิได้ปูด้วยดอกไม้สวยสวย จงไปเถิดแม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่บีบคั้นหัวใจเจ้า พ่อเห็นแล้วว่า หนามตำเนื้ออ่อนอ่อนของเจ้า เลือดของเจ้าเปรียบดั่งทับทิมบนใบหญ้าใกล้นํ้า นํ้าตาของเจ้าที่ไหลต้องพุ่มไม้สีเขียว เปรียบดั่งเพชรบนมรกตที่แสดงความงามเต็มที่เพื่อมนุษยชาติ จงอย่าละความกล้าเมื่อเผชิญกับความทุกข์ให้อดทนและสุขุมและจงมีความสุขที่ได้ยึดอุดมการณ์ที่มีค่า ไปเถิด… ถ้าเจ้าต้องการเดินตามรอยเท้าพ่อ” ปวงข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้   อ่านเพิ่มเติม : รูปที่มีทุกบ้าน, ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙

ความรู้ว่าด้วยพระเมรุมาศ

เรียบเรียงโดย  ปณธาดา  ราชกิจ ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย” พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลป์ยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อภินันทนาการพร้อมนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย พฤศจิกายน 2551   แนวคิดและความเชื่อ ตามคติความเชื่อแต่โบราณของไทยนั้น พระมหากษัตริย์รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ล้วนแล้วแต่สืบเชื้อสายมาจากสมมติเทพ เมื่อถึงวาระสุดท้ายแห่งพระชนมชีพ ทุกพระองค์จะเสด็จสู่ทิพยสถาน ณ พระสุเมรุบรรพต (เขาพระสุเมรุ) การถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจึงเปรียบเสมือนการส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยและการสร้างพระเมรุมาศก็เปรียบได้กับการจำลองเขาพระสุเมรุมาประดิษฐาน ณ โลกมนุษย์ ในทางพระพุทธศาสนา การสร้างพระเมรุมาศและอาคารประกอบ สามารถอธิบายโดยใช้แนวคิดเรื่องไตรภูมิ กล่าวคือ พระเมรุมาศนั้นเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นศูนย์กลางของจักรวาลหรือภพภูมิทั้งสาม ส่วนอาคารที่รายรอบเปรียบได้กับเขาสัตตบริภัณฑ์ วิมานท้าวจตุโลกบาล และยังมีเหล่าทวยเทพ ณ สวรรค์ชั้นฟ้า พร้อมทั้งสัตว์ต่างๆในป่าหิมพานต์อีกด้วย   พระเมรุมาศในอดีต ในอดีตการจัดงานถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพมีความยิ่งใหญ่สมพระเกียรติในสมัยอยุธยามีธรรมเนียมว่า หลังเสร็จการพระบรมศพหรือพระศพ สถานที่ที่ใช้ในการถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจะอุทิศเพื่อสร้างวัดหรือเจดีย์ เช่น สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระสุริโยทัย ได้สถาปนาเป็นพระเจดีย์วิหารและได้ชื่อว่า ”วัดสบสวรรค์” เป็นต้น ต่อมาในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ. ๒๑๔๙) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการพูนดินหน้าพระวิหารแกลบเพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับถวายพระเพลิง จึงอาจถือเป็นสถานที่ถาวรแห่งแรกสำหรับงานพระบรมศพตามราชประเพณี โดยไม่ต้องสร้างวัดหรือวิหารหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีเหมือนแต่ก่อน การปลูกสร้างพระเมรุมาศในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นมีความยิ่งใหญ่อลังการ ตามหลักฐานจดหมายเหตุเกี่ยวกับพระเมรุมาศสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ระบุว่า ”พระเมรุมาศ…โดยขนาดใหญ่ ชื่อ ๗ วา ๒ ศอก โดยลง ๒ เส้น ๑๑ วา ศอกคืบ มียอด ๕ ภายในพระเมรุทองนั้น ประกอบด้วยเครื่องสรรพโสภณวิจิตรต่างๆ สรรพด้วยพระเมรุทิศพระเมรุราย แลสามสร้าง”   พระเมรุมาศสมัยต้นรัตนโกสินทร์ งานออกพระเมรุสมัยต้นรัตนโกสินทร์ถือเป็นงานยิ่งใหญ่สมพระเกียรติตามโบราณราชประเพณี กอปรกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีพระราชดำริให้ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมและประเพณีดั้งเดิมตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีให้กลับคืนมา เพื่อเป็นแบบแผนของแผ่นดินสืบไปในภายภาคหน้า การพระเมรุในยุคนั้นจึงได้จัดตามราชประเพณีโบราณอย่างยิ่งใหญ่ รวมไปถึงการสร้างพระเมรุมาศและเครื่องประกอบต่างๆด้วย การสร้างพระเมรุมาศตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ จนถึงปลายรัชกาลที่ ๕ ยึดหลักการสร้างตามโบราณราชประเพณี กล่าวคือพระเมรุมาศมีขนาดใหญ่ ตัวพระเมรุมี ๒ ชั้น โดยมีพระเมรุทองอยู่ภายในพระเมรุชั้นนอกที่ทำเป็นยอดปรางค์ สำหรับพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือได้ว่าเป็นพระเมรุมาศสุดท้ายที่สร้างตามคตินิยมเช่นนี้   พระเมรุมาศสมัยรัชกาลที่ ๖ เป็นต้นมา เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระชนมชีพอยู่นั้น พระองค์มีพระราชกระแสรับสั่งให้ทำงานพระเมรุมาศของพระองค์แต่พอเผา กล่าวคือให้ตัดทอนการพระบรมศพและพระเมรุมาศให้เล็กลงพอแค่ถวายพระเพลิงได้ ไม่ต้องใหญ่โตเกินความจำเป็นเพราะเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินและทรัพยากรชาติอย่างสูง อีกทั้งพระเมรุมาศนั้นสร้างครั้งเดียวแล้วก็รื้อ ไม่ใช่ถาวรวัตถุแต่อย่างใด ครั้นพอถึงงานพระเมรุมาศของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จึงทรงสนองพระราชประสงค์ในพระบรมชนกนาถ และได้ยึดถือเป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันด้วย   พระเมรุมาศสมัยปัจจุบัน ในรัชกาลปัจจุบัน การก่อสร้างพระเมรุมาศยังคงยึดหลักการตามแนวพระราชปณิธานของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๕ ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้มีการเพิ่มแนวคิดในการใช้ประโยชน์จากโบราณราชประเพณีให้คุ้มค่าสูงสุดอีกด้วย การก่อสร้างจึงคำนึงถึงการใช้วัสดุอย่างประหยัด และสามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นต่อได้อีกด้วย อย่างพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานหลักการสำคัญแก่กรมศิลปากรว่า หลังถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว วัสดุต่างๆต้องสามารถนำไปประยุกต์ใช้สอยให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อีก ซึ่งแนวพระราชดำรินี้กรมศิลปากรได้ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติต่อมา สำหรับพระเมรุมาศสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (เรียกว่า “พระเมรุ” มีลักษณะเช่นเดียวกับพระเมรุมาศ แต่มีขนาดเล็กลง และไม่มีพระเมรุทองภายใน ใช้สำหรับพระพิธีพระศพ พระราชวงศ์ที่ทรงฐานานุศักดิ์ใช้ราชาศัพท์ว่า “ทิวงคต” หรือ “สิ้นพระชนม์”) ก็ได้มีการเลือกใช้วัสดุที่ก่อสร้างได้ง่าย ไม่เปลืองทรัพยากร และก่อประโยชน์สูงสุด จึงได้มีการปรับเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์ เพื่อสนองแนวพระราชดำริ อาทิ โครงสร้างของเรือนต่างๆ โดยรอบมณฑลพิธีนั้น จากเดิมที่ใช้ไม้ในการสร้างก็ปรับเปลี่ยนเป็นเหล็ก ซึ่งเป็นการลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีแล้ว   พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์นั้น เป็นกุฎาคารลักษณะเป็น ”เรือนยอด” หรือเรือนที่มีหลังคาต่อเป็นยอดแหลม เป็นพระเมรุทรงยอดปราสาทจตุรมุขย่อมุมไม้สิบสอง ยอดปักด้วยพระสัปตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตรขาวเจ็ดชั้น) อันเป็นเครื่องแสดงพระอิสริยยศ รูปแบบโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมนั้นคล้ายพระเมรุของสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ฐานพระเมรุจัดทำเป็นสองระดับ ระดับแรกเรียกว่า ฐานชาลา ประดับด้วยรูปเทวดานั่งคุกเข่าถือบังแทรกตรงกลางเป็นโคมประทีปแก้ว ด้านในมีรูปเทวดาประทับยืนถือฉัตรเครื่องสูงรายรอบ ระดับที่สองหรือฐานบนเรียกว่า ฐานพระเมรุ เป็นฐานสิงห์ มีบันไดทางขึ้นจากฐานชาลาทั้งสี่ทิศ ที่เชิงบันไดมีรูปสัตว์หิมพานต์ตั้งประกอบอยู่ด้านละหนึ่งคู่ แสดงความเป็นป่าหิมพานต์ตามคติไตรภูมิ พระเมรุทั้งด้านในและด้านนอกประดับตกแต่งด้วยลวดลายใกล้เคียงกับพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่วิจิตรสวยงามเรียบง่าย ทำด้วยผ้าทองย่นฉลุลายซ้อนทับกระดาษสี ซึ่งใช้สีทองและสีแดงเป็นหลัก ตัวพระเมรุนั้นจะตั้งอยู่ศูนย์กลาง รายล้อมด้วยอาคารต่างๆภายในขอบรั้วราชวัติ สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตก โดยมีพระที่นั่งทรงธรรมอยู่ด้านหน้า ส่วนสถาปัตยกรรมอันเป็นอาคารประกอบต่างๆมีดังนี้   […]