เมียงมองใบหน้าผู้มาก่อนกาล - National Geographic Thailand

เมียงมองใบหน้าผู้มาก่อนกาล

ยลโฉม บรรพบุรุษชาวอังกฤษ

เมื่อปี 2018 ใบหน้าจำลองของ Cheddar Man ผู้มีผิวสีเข้ม ทว่าดวงตากลับสุกสว่างไปด้วยสีฟ้า สร้างข้อถกเถียงมากมายเกี่ยวกับอัตลักษณ์ที่แท้จริงของชนพื้นเมืองสหราชอาณาจักร ในฐานะบรรพบุรุษชาวอังกฤษคนหนึ่ง ตัวเขาเคยมีชีวิตอยู่เมื่อ 10,000 ปีก่อน

และล่าสุดมีการค้นพบน่าสนใจ เมื่อนิทรรศการใหม่ที่จัดขึ้นโดยพิพิธภัณฑ์ และอาร์ทแกลอรี่ Brington ได้เผยโฉมใบหน้าของชนพื้นเมืองโบราณที่เคยอาศัยอยู่บริเวณอ่าวทางตอนใต้ของอังกฤษจำนวน 7 คน กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่นำพาใบหน้าโบราณให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งกำลังยืนยันกับเราว่าประวัติศาสตร์ของภูมิภาคนี้ซับซ้อนกว่าที่คิดกันไว้มาก

5 ใน 7 ตัวอย่างได้รับการยืนยันว่าเป็นชนพื้นเมืองแท้ๆ รูปโฉมของพวกเขาถูกสร้างขึ้นใหม่จากหัวกะโหลกเดิมที่ถูกค้นพบกระจัดกระจายในเมืองซัสเซกซ์ โดยตัวอย่างที่ใหม่ที่สุดเป็นของชายคนหนึ่งในวัยใกล้เคียง 40 ปี ถูกพบเข้าระหว่างที่คนงานก่อสร้างกำลังดำเนินการก่อสร้างเมื่อทศวรรษ 1980 จากการตรวจสอบโครงกระดูกบ่งชี้ว่าชายผู้นี้มีชีวิตอยู่ในยุคแองโกล-แซกซัน (คริสต์ศักราชที่ 410 – 1066) หรือช่วงเวลาที่อังกฤษถูกปกครองโดยกษัตริย์พระองค์เดียวเป็นครั้งแรก รายงานจาก Richard Le Saux ผู้ดูแลอาวุโสของพิพิธภัณฑ์

สำหรับตัวอย่างที่เก่าแก่ที่สุดคือมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลเพศหญิง และมนุษย์สมัยใหม่เพศชาย ในการฟื้นคืนใบหน้าของพวกเขา ทีมงานอ้างอิงข้อมูลจากตัวอย่างอื่นๆ ที่พบในยุโรป หลักฐานเครื่องไม้เครื่องมือที่พบในบริเวณเดียวกันระบุว่าพวกเขามีชีวิตอยู่เมื่อ 40,000 ปีก่อน

บรรพบุรุษชาวอังกฤษ
Ditchling Road Man – ชื่อของชายผู้นี้ตั้งตามโครงการขยายถนนที่ช่วยให้พบร่างของเขาเมื่อปี 1921 ตัวเขาคือหนึ่งในคลื่นลูกแรกของกลุ่มเกษตรกรที่อพยพมาจากยุโรปเมื่อราว 2,400 ปีก่อนคริสต์กาล และนำพาเอาวัฒนธรรมเครื่องปั้นดินเผาแบบ Beaker ติดมาด้วย โครงกระดูกบ่งชี้ว่าชายผู้นี้ทุกข์ทรมานจากภาวะขาดแคลนอาหารระหว่างเจริญเติบโต ส่งผลให้เขาไม่โตเท่าที่ควร Ditchling Road Man เสียชีวิตเมื่ออายุราว 25 – 35 ปี ศพของเขาถูกฝังพร้อมกับเครื่องปั้นดินเผา และเปลือกหอยทากจำนวนหนึ่งในปาก
ภาพถ่ายโดย COURTESY ROYAL PAVILION & MUSEUMS, BRIGHTON & HOVE

 

ฟื้นคืนใบหน้า

Oscar Nilsson ใช้เวลานาน 14 เดือนในการฟื้นคืนใบหน้าของชนพื้นเมืองโบราณเหล่านี้ ตัวเขาเป็นนักโบราณคดี และประติมากรผู้เคยฟื้นคืนใบหน้าของหญิงชนชั้นสูงในเปรู อายุ 1,200 ปี และวัยรุ่นหญิงจากกรีซ ที่เคยมีชีวิตเมื่อ 9,000 ปีก่อน กระบวนการทำงานทางนิติวิทยาศาสตร์ของเขาเริ่มต้นด้วยการสร้างแบบจำลอง 3 มิติของกะโหลกศีรษะ สแกน และพิมพ์ออกมา จากนั้นฟื้นคืนส่วนประกอบของใบหน้าอย่างกล้ามเนื้อด้วยสองมือ ซึ่งเทคนิคนี้อ้างอิงข้อมูลทางร่างกายจากโครงสร้างกระดูก, เพศ ไปจนถึงอายุเมื่อเสียชีวิตของเจ้าของกะโหลกเอง

การศึกษาลักษณะทางพันธุกรรมของประชากรในยุโรปโบราณช่วยให้ข้อมูลที่ Nilson สามารถประมาณการอย่างแม่นยำได้ว่าบุคคลนั้นๆ มีสีผิว, เส้นผม และสีตาแบบไหน ยกตัวอย่างเช่น ประชากรชาวยุโรปในยุคหินใหม่อย่าง Whitehawk ตัวอย่างเพศหญิงอายุ 5,600 ปี จะมีสีผิวที่สว่าง และสีตาที่เข้มกว่าชนพื้นเมืองในยุคก่อนอย่าง Cheddar Man แต่สีผิวของเธอก็ยังถือว่าเข้มกว่ามาก เมื่อเทียบกับผิวของ Ditchling Road Man ตัวอย่างเพศชาย ประชากรกลุ่มนี้อพยพจากยุโรปมายังเกาะอังกฤษเมื่อราว 4,400 ปีก่อน และเป็นชนผิวขาวกลุ่มแรกที่มีดวงตาสีอ่อนแบบผู้คนในยุโรป

สหราชอาณาจักรกำลังเข้าใกล้เดือนสุดท้ายของการเจรจา Brexit ใบหน้าของผู้มาก่อนกาลเหล่านี้อาจพอจุดประกายให้ผู้คนถกเถียงกันถึงเรื่องราวของผู้ที่อาศัยอยู่ก่อนหน้า ตลอดจนการเชื่อมต่อทางวัฒนธรรม รายงานจาก Le Saux “หนึ่งในเรื่องที่พบก็คือบ่อยครั้งมากที่เราเชื่อมโยงกับยุโรป และประวัติศาสตร์ของเราคือการอพยพมาจากยุโรปในแต่ละยุคแต่ละสมัยเช่นกัน” และหากย้อนกลับไปเมื่อ 8,000 ปีก่อน ในช่วงเวลาที่ระดับน้ำทะเลยังไม่สูงเท่าปัจจุบัน สหราชอาณาจักรคือส่วนหนึ่งของทวีปยุโรปที่เชื่อมต่อกันด้วยผืนแผ่นดิน

บรรพบุรุษชาวอังกฤษ
Patcham Woman – เธอคือประชากรในสมัยที่โรมันยึดครองอังกฤษ และถูกฝังศพเมื่อราว 1,700 ปีก่อน ในหลุมฝังที่ราวกับฉากอาชญากรรม ร่างของเธอถูกค้นพบระหว่างการขุดคูเมื่อปี 1936 กระดูกถูกพบในบริเวณที่ลึกพอควร มีตะปูตอกอยู่ที่ด้านหลังกะโหลกศีรษะ และยังพบโครงกระดูกของผู้ชายอีกร่างหนึ่งถูกฝังเคียงข้างเธอ นักวิทยาศาสตร์พบสัญญาณบ่งชี้อาการป่วยด้วยโรคกระดูกสันหลังและข้อต่อ พออนุมานได้ว่าเธอคงมีชีวิตที่ยากลำบากจากความเจ็บปวดทางร่างกาย ก่อนจะเสียชีวิตลงเมื่ออายุราว 25 – 35 ปี
ภาพถ่ายโดย COURTESY ROYAL PAVILION & MUSEUMS, BRIGHTON & HOVE

 

เรื่องราวของแต่ละคน

อะไรที่ทำให้นิทรรศการโฉมหน้าของชนพื้นเมืองโบราณเหล่านี้น่าสนใจ Nilsson ระบุว่ามันคือการที่วิทยาศาสตร์สามารถนำพาเรื่องราวเมื่อครั้งที่พวกเขายังมีชีวิตกลับมาได้ “ผมทำงานกับกะโหลกศีรษะมากมาย แต่นิทรรศการนี้คือตัวอย่างที่มีคาแรคเตอร์ที่สุดเท่าที่เคยพบมา ใบหน้าที่ถูกฟื้นคืนขึ้นใหม่นี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก”

Whitehawk Woman โดดเด่นมากสำหรับสถานการณ์ไม่ปกติที่นำเธอไปสู่ความตาย การศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่าเธอเกิดเมื่อ 5,000 ปีก่อน บริเวณชายแดนเมือง Welsh จากนั้นอพยพไปทางตะวันออกหลายร้อยกิโลเมตรจนมาถึงเมืองซัสเซกซ์ และลงเอยในสุสานบริเวณทางเข้าไปยังพื้นที่ประกอบพิธีของผู้คนในยุคหินใหม่ ชิ้นส่วนที่ยังหลงเหลืออยู่ของตัวอ่อนบริเวณอุ้งเชิงกรานบ่งชี้ว่าเธอเสียชีวิตระหว่างคลอดลูก ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้ยิ่งขับให้งานศิลป์ของ Nilsson มีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น

“ผมตั้งใจสร้างใบหน้าของเธอให้ดูมีความอยากรู้อยากเห็น คิดคำนึงถึงอนาคต นี่คือช่วงเวลาก่อนที่เธอจะคลอดลูก ซึ่งเธอยังไม่รู้เลยว่าสิ่งนี้จะพรากเธอไปจากโลกตลอดกาล” Nilsson กล่าว

บรรพบุรุษชาวอังกฤษ
Whitehawk Woman – หญิงสาวรูปร่างเล็กผอมบาง เธอมีชีวิตอยู่เมื่อ 5,600 ปีก่อน และคาดว่าน่าจะเสียชีวิตก่อนอายุ 25 ปี จากการคลอดลูก (พบชิ้นส่วนของตัวอ่อนที่อุ้งเชิงกราน) โครงกระดูกของเธอถูกพบเมื่อปี 1993 จากแหล่งโบราณคดี Whitehawk Enclosure หนึ่งในแหล่งโบราณคดีช่วงต้นของยุคหินใหม่ในอังกฤษ ผลการตรวจสอบดีเอ็นเอของประชากรชาว Whitehawk ในช่วงยุคหินใหม่ พวกเขามีผิวเข้ม และดวงตาสีเข้ม เมื่อเทียบกับประชากรกลุ่ม Beaker ที่เพิ่งอพยพเข้ามาใหม่เมื่อ 4,400 ปีก่อน
ภาพถ่ายโดย COURTESY ROYAL PAVILION & MUSEUMS, BRIGHTON & HOVE

และสำหรับ Slonk Hill Man ตัวอย่างที่แสดงรอยยิ้มมั่นอกมั่นใจนี้ จากโครงกระดูกของเขา ชายผู้นี้มีอายุราวๆ 20 ปี ในยุคเหล็ก และค่อนข้าง “ดูดีใช้ได้” ซึ่งบางครั้งก็ส่งผลให้กระบวนการฟื้นฟูใบหน้าสร้างให้เขาละม้ายคล้ายหุ่นลองเสื้อมากเกินไป รายงานจาก Nilsson นอกจากนั้นกะโหลกศีรษะของเขายังมีจุดเด่นตรงที่สันคิ้วชนกัน ซึ่งให้ภาพของความโหดร้ายขึ้นมาหน่อยๆ “มันยากที่จะสร้างใบหน้าของชายผู้นี้ให้ยิ้มแย้มโดยปราศจากความน่าสะพรึงไปด้วย”

บรรพบุรุษชาวอังกฤษ
Slonk Hill Man – ชายผู้นี้เสียชีวิตเมื่อ 2,300 ปีก่อน แต่สาเหตุยังคงเป็นปริศนา ร่างของเขาถูกค้นพบเมื่อปี 1968 ระหว่างการก่อสร้างไฮเวย์ เขาคือชายที่มีสุขภาพแข็งแรง และเสียชีวิตในช่วงวัยยี่สิบปลาย ร่างของเขาถูกฝังในท่านั่งคุดคู้ตามแบบฉบับของยุคเหล็ก ที่แปลกก็คือร่างของเขารายล้อมไปด้วยเปลือกหอยทั้งที่แกะแล้ว และยังไม่ได้แกะ มากไปกว่านั้นปกติแล้วอาหารทะเลไม่ได้เป็นอาหารของชาว Slonk Hill
ภาพถ่ายโดย COURTESY ROYAL PAVILION & MUSEUMS, BRIGHTON & HOVE

และสำหรับตัวอย่างที่ชื่อ Stafford Road Man คือใบหน้าที่ Nilsson ต้องตัดสินใจ ชายจากยุคแองโกล-แซกซันผู้นี้เสียชีวิตจากโรคฝีบนใบหน้า เป็นไปได้ว่าในช่วงเวลาสุดท้ายการติดเชื้ออาจส่งผลให้ฝีดังกล่าวบวมมาก แต่ Nilsson เลือกที่จะไม่เล่ามันออกมาเกินจริง “ผมต้องการแสดงใบหน้าที่มีเกียรติ และสามารถเชื่อมโยงกับผู้เข้าชมในพิพิธภัณฑ์ได้มากกว่า”

เรื่อง Kristin Romey

บรรพบุรุษชาวอังกฤษ
Stafford Road Man – ร่างของเขาถูกค้นพบระหว่างโครงการก่อสร้างอาคารปี 1985 ตัวเขาเป็นหนึ่งในชาวแซกซันรุ่นแรกๆ ที่อพยพเข้ามายังอังกฤษ หลังอาณาจักรโรมันล่มสลาย ศพของเขาถูกฝังเคียงคู่กับหอกและมีดอายุประมาณคริสต์ศักราชที่ 500 เขามีชีวิตที่ยาวนานและเสียชีวิตเมื่ออายุได้ 45 ปี นอกเหนือจากโรคไขข้อในกระดูกสันหลัง, ไหล่ และสะโพกแล้ว ผลการวิเคราะห์โครงกระดูกยังพบอีกว่าชายผู้นี้ทุกข์ทรมานจากโรคฝีที่ฟัน ซึ่งก่อความเจ็บปวดมหาศาล และอาจเป็นตัวการคร่าชีวิตเขาเมื่อเกิดอาการติดเชื้อและลุกลามขึ้นถึงสมอง
ภาพถ่ายโดย COURTESY ROYAL PAVILION & MUSEUMS, BRIGHTON & HOVE
บรรพบุรุษชาวอังกฤษ
มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลเพศหญิง – ส่วนใหญ่แล้วโครงกระดูกของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลมักพบในยุโรป ทว่าในยุคน้ำแข็ง การจะเดินทางมายังเกาะอังกฤษไม่ใช่เรื่องยากนัก เนื่องจากขณะนั้นระดับน้ำทะเลลดต่ำจนผืนดินเชื่อมติดกัน นอกเหนือจากโครงกระดูกแล้ว การค้นพบเครื่องมือเครื่องใช้โบราณยังแสดงให้เห็นว่าเกาะอังกฤษเป็นที่อยู่อาศัยของทั้งมนุษย์สมัยใหม่ และมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลมาตั้งแต่ 40,000 ปีก่อน
ภาพถ่ายโดย COURTESY ROYAL PAVILION & MUSEUMS, BRIGHTON & HOVE
บรรพบุรุษชาวอังกฤษ
มนุษย์สมัยใหม่ยุคแรกๆ – โครงกระดูกที่หลงเหลืออยู่ของมนุษย์สมัยใหม่ผู้นี้มาจากยุโรป แต่เครื่องมือเครื่องใช้ที่ผลิตขึ้นโดยมนุษย์โฮโมเซเปียนส์ ซึ่งจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ Brighton บ่งชี้ว่าในช่วงเวลาที่มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลสูญพันธุ์ไป ขณะนั้นบนเกาะอังกฤษมีมนุษย์สมัยใหม่อาศัยอยู่แล้ว ผลการศึกษาใหม่ระบุว่าทั้งสองเผ่าพันธุ์อาจอาศัยอยู่ในช่วงเวลาที่ทับซ้อนกันไม่น้อยกว่า 4,000 ปี
ภาพถ่ายโดย COURTESY ROYAL PAVILION & MUSEUMS, BRIGHTON & HOVE

 

อ่านเพิ่มเติม

ใบหน้าใหม่ของเคที

 

 

เรื่องแนะนำ

นักบินหญิงเหล่านี้ทลายกำแพงของวงการการบิน

ทุกวันนี้ในวงการนักบินทั่วโลก มีผู้หญิงเพียงแค่ 3% เท่านั้น และย้อนกลับไปในอดีตนักบินหญิงเหล่านี้คือแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งย้ำให้ทุกคนเห็นว่าท้องฟ้ามีที่กว้างพอสำหรับผู้หญิง

พบภาพเขียนสีโบราณรูปล่าวาฬบนผนังถ้ำในชิลี

พบ”ภาพเขียนสีโบราณ”รูปล่าวาฬบนผนังถ้ำในชิลี เมื่อรวม”ภาพเขียนสีโบราณ”กับเครื่องใช้ไม้สอยเก่าแก่อย่างฉมวกที่ทำขึ้นหยาบๆ กับแพเรื่องราวยุคโบราณก็ปรากฏ พรานโบราณแทงวาฬด้วยฉมวกที่ทำหยาบๆ จากแพไม้ อาจเป็นการฆ่าที่น่ายินดีสำหรับนักล่า-เก็บของป่าซึ่งอาศัยอยู่ในเขตแห้งแล้งที่สุดอย่างทะเลทรายอะตาคามาของชิลี เมื่อ 1,500 ปีก่อน ชั่วขณะเช่นนั้นถูกหยุดไว้กับกาลเวลาโดยฝีมือศิลปินโบราณตั้งแต่ 1,500 ปีที่ผ่านมา  ภาพวาดสีแดงสดใสบนผนังหิน วาดด้วยสีไอเอิร์นออกไซด์ ทำให้เราได้เห็นภาพการล่าดั้งเดิมอยู่  นักโบราณคดีกล่าวว่ามีทั้งภาพวาฬ ปลากระโทงดาบ สิงโตทะเล และฉลาม จากการศึกษาชิ้นใหม่ที่ตีพิมพ์ใน Antiquity พูดถึงความสำคัญของการล่าทางทะเลสำหรับนักล่า-เก็บของป่าในยุคนี้ และเรื่องน่าตื่นเต้นที่ภาพเหล่านี้เล่าเอาไว้ นักโบราณคดีต้นศตวรรษที่ 20 พบภาพเขียนผนังถ้ำชุดนี้พบครั้งแรกในเขตดังกล่าวของชิลี ที่หุบเขาเอลเมดาโน ซึ่งกั้นอยู่ระหว่างมหาสมุทรกับทะเลทราย จะมีก็แต่ชาวปาโปโซซึ่งเป็นคนท้องถิ่นเท่านั้นที่รู้ว่ามีภาพพวกนี้บนผนังถ้ำมานานนับพันปี งานวิจัยชิ้นใหม่มุ่งศึกษาศิลปะผนังถ้ำที่พบห่างออกไปทางตอนเหนือหลายกิโลเมตรที่พื้นที่ชื่อ Izcuna แต่เมื่อหากเอ่ยถึงช่วงเวลาของภาพวาด ก็มักจะเรียกกันว่า “ศิลปะเอลเมดาโน” ในหุบเขา Izcuna ภาพวาดจำนวน 328 ภาพถูกพบบนก้อนหินที่แตกต่างกัน 24 แท่ง  หลายชิ้นถูกไอน้ำที่เมฆแคมาคาคาส ซึ่งก่อตัวเหนือชายฝั่งชิลีและเคลื่อนเข้าสู่แผ่นดิน แต่ก็ไม่หนักหนาเกินกว่าจะระบุยุคสมัยของภาพได้ ศิลปะที่พบได้ทั่วไปคือภาพซิลลูเอตของปลาขนาดใหญ่ นอกนั้นเป็นภาพการล่าด้วยแพและฉมวก  มีภาพสัตว์บกอยู่บ้าง แต่การค้นพบภาพชีวิตในมหาสมุทรบนผนังถ้ำถือว่าเป็นของหายาก นักวิจัยชื่อเบนฆามิน บาลเยสเตอร์ สังเกตว่าปลาหรือวาฬมักถูกวาดเป็นภาพขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับนักล่าและแพของพวกเขา ทำให้เหยื่อดูเป็นศัตรูที่น่ากลัว  “โดยรวมแล้ว การล่าเป็นตัวแทนของปฏิบ้ติการระดับบุคคลที่ชำนาญและต้องฉายเดี่ยวได้แค่สองสามคนที่ถูกคัดมาแล้ว” มากกว่าความเป็นศิลปะ […]

มาชูปิกชู : สุดยอดสถาปัตยกรรมแห่งจักรวรรดิอินคา

มาชูปิกชู : สุดยอดสถาปัตยกรรมแห่งจักรวรรดิอินคา ย้อนหลังไปกว่าร้อยปีก่อน ขณะออกค้นหาเมืองหลวงที่สาบสูญของจักรวรรดิอินคา ไฮแรม บิงแฮม นักสำรวจชาวอเมริกันวัย 35 ปี อาศัยคนพื้นเมืองนำทางขึ้นไปสู่ยอดเขาแห่งหนึ่งในหุบเขาอูรูบัมบาของเปรู บริเวณที่เขาเข้าไปคล้ายกับป่าดิบชื้น แต่ไม่นานบิงแฮมก็เริ่มมองเห็นกำแพงและสิ่งก่อสร้าง ก้อนหินแกรนิตประกอบเข้าด้วยกันอย่างงดงามในรูปแบบสถาปัตยกรรมของชาวอินคาที่ประณีตที่สุด เขาเท้าความหลังในอีกสองปีต่อมาในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ว่า “ มาชูปิกชู อาจเป็นซากปรักขนาดใหญ่และสำคัญที่สุดที่ค้นพบในอเมริกาใต้นับตั้งแต่ยุคที่ชาวสเปนเข้ามาพิชิต” ก่อนเดินทางออกจากหุบเขาและซากปรักที่ขุดพบซึ่งต่อมาจะทำให้เขามีชื่อเสียงโด่งดัง บิงแฮมใช้เวลาสี่ชั่วโมงบันทึกภาพมาชูปิกชูด้วยกล้องโกดักที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ แน่นอนว่า บิงแฮมไม่ใช่คนแรกที่ค้นพบมาชูปิกชู เกษตรกรชาวเปรูในภูมิภาคนี้รู้จักและเข้ามาเยี่ยมชมซากปรักของจักรวรรดิอินคาบนยอดเขาเป็นเวลานานแล้ว แต่บิงแฮมน่าจะเป็นคนแรกที่บันทึกภาพแหล่งโบราณคดีแห่งนี้และทำให้โลกรู้จักมาชูปิกชู ความที่เชื่อว่าภาพถ่ายมีคุณค่าพอๆกับการจดบันทึกการวิจัย เขาจึงยืนกรานให้เพื่อนร่วมทีมสำรวจเรียนรู้วิธีถ่ายภาพและล้างฟิล์มก่อนออกเดินทางทุกครั้ง ภาพถ่ายมาชูปิกชูของบิงแฮมจากการเดินทางสำรวจเปรูเมื่อปี 1911 จำนวน 244 ภาพ ตีพิมพ์ในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ที่อุทิศเนื้อที่่ทั้งเล่มให้สารคดีเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียวเมื่อปี 1913 ภาพถ่ายเหล่านี้ยังจัดแสดงที่สมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ด้วย เรื่อง นีนา สตรอคลิก ภาพถ่าย ไฮแรม บิงแฮม ชมคลิปสั้นทำความรู้จักกับมาชูปิกชูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.ngthai.com/history/4563/machu-picchu/ ‎ อ่านเพิ่มเติม คืนใบหน้าให้แก่มัมมี่อายุ 1,600 ปี

ยลโฉมฟอสซิลลูกงูที่พบในอำพัน

ยลโฉมฟอสซิลลูกงูที่พบในอำพัน เหมืองบริเวณหุบเขาโอคานากัน ในรัฐคะฉิ่น ทางตอนเหนือของเมียนมา นอกจากจะเป็นแหล่งผลิตแร่สำคัญแล้ว ช่วงหลายปีมานี้สถานที่ดังกล่าวยังมีความสำคัญในฐานะแหล่งข้อมูลใหม่ทางบรรพชีวินวิทยาอีกด้วย มีฟอสซิลสัตว์โบราณมากมายที่ถูกค้นพบและเก็บรักษาไว้อย่างดีในก้อนอำพัน ไม่ว่าจะเป็นหมัด, แมลง, กบ ไปจนถึงหางไดโนเสาร์ และฟอสซิลของลูกงูโบราณตัวนี้คือหนึ่งในฟอสซิลชิ้นล่าสุด นับเป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบฟอสซิลลูกงูในก้อนอำพัน จากการตรวจสอบลูกงูตัวนี้มีชีวิตอยู่เมื่อ 99 ล้านปีก่อน มันมีความยาวเพียงแค่ 2 นิ้วเท่านั้น มีกระดูกสันหลังรวม 97 ข้อ นักบรรพชีวินวิทยาสันนิษฐานว่ามันเป็นลูกงูที่เพิ่งฟักไม่นาน และในบริเวณไม่ไกลกันนัก ทีมนักวิทยาศาสตร์ยังพบเกล็ดและผิวหนังของงูที่ถูกฝังอยู่ในอำพัน ซึ่งเชื่อกันว่าน่าจะเป็นของงูสายพันธุ์นี้ที่โตเต็มวัยแล้ว ต้องรอดูกันต่อไปว่าจะมีการค้นพบอะไรใหม่ๆ จากเหมืองมหัศจรรย์นี้อีก…   อ่านเพิ่มเติม ฟอสซิลทวดกบโบราณในอำพัน

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.