โลกจะเป็นอย่างไรถ้าพรรคนาซีชนะสงคราม? - National Geographic Thailand

โลกจะเป็นอย่างไรถ้าพรรคนาซีชนะสงคราม?

โลกจะเป็นอย่างไรถ้า พรรคนาซี ชนะสงคราม?

ในเดือนมิถุนายน ปี 1940 บางกลุ่มในรัฐบาลอังกฤษเรียกร้องให้อังกฤษเจรจาเพื่อสันติภาพกับเยอรมนี หลังอังกฤษถูกทอดทิ้งให้ต่อสู้กับกองทัพนาซีอย่างโดดเดี่ยว เมื่อกองทัพเยอรมันบุกยึดโปแลนด์, เดนมาร์ก, นอร์เวย์, เนเธอร์แลนด์ และเบลเยียมได้สำเร็จ ในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน กองทัพเยอรมันบุกยึดเมืองท่าของอังกฤษ มุ่งหวังจะเป็นเจ้าแห่งดินแดนยุโรปตะวันตกทั้งหมด ทว่าฝูงบินของเยอรมันกลับถูกขับไล่ และได้รับเสียหายยับเยิน เนื่องจากประเมินความสามารถทางการรบของอังกฤษต่ำเกินไป เพราะในขณะนั้นอังกฤษมีเทคโนโลยีเรดาร์ที่ช่วยตรวจจับเครื่องบินรบต่างแดนแล้ว

ในเดือนตุลาคม ปี 1941 กองทัพเยอรมันเริ่มโจมตีกรุงมอสโก พวกเขาคาดคะเนไว้ว่าคงได้รับชัยชนะมาไม่ยาก แต่การปิดล้อมที่ยึดเยื้อกลับกลายเป็นสิ่งที่ฆ่ากองทัพเยอรมันเสียเอง เมื่ออุณหภูมิที่ลดลงอย่างกะทันหันส่งผลให้เกิดหิมะตกที่แนวหน้าของมอสโก รถถังเยอรมันใช้การไม่ได้ ทหารเยอรมันขาดแคลนเสบียง และมากกว่าครึ่งป่วยตายจากอากาศหนาวเย็น

เมื่อวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา คือวันรำลึกถึงเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวสากล จัดขึ้นเพื่อร่วมไว้อาลัยและระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ซึ่งชาวยิวมากกว่า 6 ล้านคนถูกสังหาร จากนโยบายแบ่งแยกเชื้อชาติของพรรคนาซี จะเกิดอะไรขึ้นถ้าสถานการณ์พลิกผันเป็นอังกฤษ และสหภาพโซเวียตเสียเองที่ปราชัยในศึกข้างต้น? หรือจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเยอรมนีคิดค้นระเบิดปรมาณูได้ก่อนสหรัฐฯ? หากประวัติศาสตร์ไม่ได้เป็นเช่นนี้ และโชคชะตาเข้าข้างเยอรมัน โลกจะเป็นอย่างไร…

คำถามทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายยุคหลายสมัย นั่นเพราะสงครามโลกคือสงครามใหญ่ที่เกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ของผู้คนในหลายชาติ อีกทั้งเรื่องราวของมันยังถูกแบ่งออกเป็นขาวและดำชัดเจนง่ายต่อการจดจำทำอดคิดไม่ได้ว่าหากบุรุษผู้อยู่เบื้องหลังหนึ่งในการสังหารหมู่ครั้งใหญ่ที่สุดของโลกผู้นี้มีชัยเหนือศัตรู และครองโลกได้จริงๆ ทุกวันนี้เราจะอยู่กันอย่างไร? แน่นอนว่าคำตอบของคำถามนี้คือจินตนาการที่ไม่มีที่สิ้นสุด และเหล่านี้คือตัวอย่างของแผนที่โลกในจินตนาการ 3 แบบ จากหนังสือชื่อดังที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ในอีกรูปแบบหนึ่ง “เมื่อเยอรมนีชนะสงคราม”

ดินแดนทวีปยุโรปภายใต้การยึดครองของเยอรมนีและพันธมิตรฝ่ายอักษะ (ในสีน้ำเงิน) ปี 1942
ขอบคุณภาพจาก วิกีพิเดีย

 

The Man in the High Castle

นวนิยายประวัติศาสตร์ทางเลือกเล่มแรกที่บอกเล่าเรื่องราวของโลกในอีกแบบหนึ่งเมื่อเยอรมนีชนะสงคราม เขียนขึ้นในปี 1962 โดย Philip K. Dick แตกต่างจากประวัติศาสตร์จริง ใน The Man in the High Castle สหรัฐฯ พ่ายแพ้อันเนื่องมาจากประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ถูกยิงเสียชีวิตในปี 1934 เมื่อปราศจากโรสเวลต์จึงปราศจากนโยบายกอบกู้เศรษฐกิจของประเทศตามไปด้วย และล้มเหลวในทางการทหารที่จะปกป้องตนเองจากสงครามในเวลาต่อมา สหราชอาณาจักรและสหภาพโซเวียตพ่ายแพ้ให้แก่เยอรมนี ส่วนญี่ปุ่นสามารถยึดครองสหรัฐอเมริกาได้ และแบ่งการยึดครองออกเป็นสามส่วน พื้นที่ทางตะวันตกของสหรัฐฯ เป็นของญี่ปุ่น พื้นที่ทางตะวันออกเป็นของพรรคนาซี และพื้นที่ตรงกลางซึ่งเป็นเทือกเขาถือเป็นพื้นที่กลางที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ

พรรคนาซี
แผนที่โลกใน The Man in the High Castle
ขอบคุณภาพจาก https://brilliantmaps.com/what-if-nazi-germany-won-world-war-ii/

สถานการณ์ในหนังสือของ Philip K. Dick ขณะนั้นเป็นเวลา 15 ปี หลังเยอรมนีชนะสงครามโลก และโลกกำลังเผชิญกับสงครามเย็นจากสองขั้วอำนาจใหญ่ หนึ่งคือจักรวรรดิเยอรมันที่รวมมือกับอิตาลีในฐานะพันธมิตร และสองคือจักรวรรดิญี่ปุ่นที่ครอบครองเอเชียตะวันออกทั้งหมด ด้านแคนาดาเอง ในฐานะส่วนหนึ่งของจักรวรรดิอังกฤษก็กำลังทำสงครามกับพรรคนาซี ส่วนทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนั้นไม่มีอีกแล้ว เนื่องจากถูกสูบน้ำออกจนหมด เพื่อสร้างแผ่นดินใหม่ตามแผนงานเมกะโปรเจคของ Herman Sörgel นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน มากไปกว่านั้นเยอรมันยังตั้งอาณานิคมสำรวจบนดวงจันทร์ และดาวอังคารเรียบร้อย ดูเป็นโลกที่น่าเหลือเชื่อใช่ไหม โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าแม้เยอรมนีชนะ แต่เราก็ยังคงมีสงครามเย็นกันต่อไป…

(Amazon Video นำนวนิยาย The Man in the High Castle มาสร้างเป็นซีรี่ย์ ชมตัวอย่างได้ที่นี่)

 

Fatherland

นวนิยายอีกเล่มที่เล่าความเป็นไปของโลกหลังเยอรมนีชนะสงคราม เขียนโดย Robert Harris เมื่อปี 1992 โดยกำหนดให้เรื่องราวในนิยายของเขาเกิดขึ้นในปี 1964 ช่วงไม่กี่วันก่อนถึงวันเกิดครบรอบอายุ 75 ปี ของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ แตกต่างจาก The Man in the High Castle ในนิยายเรื่อง Fatherland ญี่ปุ่นพ่ายแพ้แก่สหรัฐฯ หลังถูกทิ้งระเบิดปรมาณู แต่กระนั้นฝ่ายเยอรมนีก็เป็นประเทศแรกที่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นสำเร็จก่อนสหรัฐฯ ส่งผลให้สหราชอาณาจักรประกาศยอมแพ้สงคราม บรรดาสมาชิกราชวงศ์และนักการเมืองคนสำคัญต้องลี้ภัยไปแคนาดา นอกจากนั้นพรรคนาซียังยิงจรวดขึ้นไประเบิดกลางท้องฟ้าของมหานครนิวยอร์ก ส่งผลให้สิ้นสุดสงครามโลก เมื่อสหรัฐยอมเจรจาหยุดยิงกับเยอรมนี

พรรคนาซี
แผนที่ยุโรปใน Fatherland
ขอบคุณภาพจาก https://brilliantmaps.com/what-if-nazi-germany-won-world-war-ii/

หลังสงครามโลกสิ้นสุดลง ชัยชนะของเยอรมนีส่งผลให้พวกเขาครอบครองดินแดนเกือบทั้งหมดของยุโรป ตั้งแต่ทางตะวันตกของประเทศเยอรมนีไปจนถึงเทือกเขายูรัลในรัสเซีย แต่ยังคงมีการต่อสู้ของกลุ่มเล็กๆ เกิดขึ้นประปราย และขณะนี้ชาวโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากสงครามเย็นที่เกิดขึ้นระหว่างเยอรมนี และสหรัฐอเมริกา ทั้งสองประเทศต่างแข่งขันกับสั่งสมอาวุธ ด้านเทคโนโลยีนอกเหนือจากอาวุธนิวเคลียร์แล้ว พวกเขายังมีเรือดำน้ำนิวเคลียร์ และกำลังวางแผนที่จะบุกเบิกอวกาศ เรื่องราวจะถูกเล่าผ่านนักสืบหนุ่มที่ทำงานให้กับพรรคนาซี ร่วมกับนักข่าวสาวของสำนักพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ พวกเขาได้ยินคำร่ำลือเกี่ยวกับพรรคมากมาย โดยเฉพาะการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ จึงพยายามสืบค้นหาความจริง

(HBO นำนวนิยาย Fatherland มาสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 1994 ลองชมฉากเปิดของเรื่องได้ที่นี่)

 

In the Presence of Mine Enemies

In the Presence of Mine Enemies คือนิยายใหม่ที่สุด เพราะเพิ่งถูกเขียนเมื่อปี 2003 โดย Harry Turtledove เล่าถึงโลกในอีกรูปแบบหนึ่ง เมื่อสหรัฐอเมริกาถอนตัวออกจากสงคราม ส่งผลให้ฝ่ายอักษะชนะ มากไปกว่านั้นสหรัฐฯ ยังพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 3 อีกด้วย เมื่อฝ่ายอักษะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์มาใช้ นิยายเล่าเรื่องราวในปี 2010 โลกตกอยู่ในการควบคุมของประเทศมหาอำนาจคือเยอรมนี และญี่ปุ่น เยอรมนีควบคุมพื้นที่แทบจะทั้งหมดของยุโรป ยกเว้นอิตาลี, สเปน และโปรตุเกส และเยอรมนียังยึดครองทวีปอเมริกาเหนือด้วย ด้านญี่ปุ่นครอบครองเอเชียตะวันออก

พรรคนาซี
แผนที่โลกใน In the Presence of Mine Enemies
ขอบคุณภาพจาก https://commons.wikimedia.org/wiki/File:In_the_Presence_of_Mine_Enemies.png

และแม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานแล้ว นับตั้งแต่ชาวยิวถูกสังหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่แนวคิดเกลียดชังชาวยิวยังคงถูกปลูกฝัง และสอนกันในโรงเรียน หนังสืออย่าง Trust No Fox in the Green Meadow, No Jew on His Oath และ The Poison Mushroom กลายมาเป็นหนังสือสากลสำหรับเด็กๆ (หนังสือพวกนี้มีอยู่จริง และถูกใช้เผยแพร่แนวคิดนี้ในช่วงที่เยอรมันถูกปกครองโดยพรรคนาซี) บรรดาชาวยิวต้องอาศัยอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ และสอนภาษาตลอดจนความเชื่อทางศาสนาของพวกเขาในที่ลับ ส่วนชาติพันธุ์อื่นๆ อย่าง ชาวสลาฟ, ชาวโรมาเนีย หรือชาวอาหรับ พวกเขากลายมาเป็นชนชั้นแรงงาน บุคคลรักเพศเดียวกันหรือที่เรียกว่าโฮโมเซ็กชวลกลายมาเป็นสิ่งต้องห้ามไม่ต่างจากชาวยิว ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบและออกไล่ล่า นี่คือตัวอย่างของโลกในศตวรรษที่ 21 ที่ปกครองโดยพรรคนาซี

เหล่านี้คือแผนที่ของโลกจากจินตนาการที่โลดแล่น “หากเยอรมนีชนะสงครามโลก” อันที่จริงไม่ใช่แค่นิยายเท่านั้น แต่สื่อสารคดีก็สนใจมุ่งหาคำตอบนี้เช่นกัน The Infographics Show แชนแนลยูทูปที่อธิบายเรื่องราวองค์ความรู้ต่างๆ ด้วยอินโฟกราฟิกวิเคราะห์ว่า หากอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ชนะสงคราม ไม่เพียงแต่ภาษาเยอรมันจะกลายมาเป็นภาษาหลักแทนภาษาอังกฤษเท่านั้น แต่เรามีโอกาสสูงมากที่จะได้อาศัยอยู่บนโลกที่แบ่งแยกไปด้วยเชื้อชาติ ทั้งยังถูกจัดลำดับความสำคัญ ชาวยิวอาจถูกกำจัดจนหมด รวมไปถึงผู้พิการ และบุคคลรักเพศเดียวกันด้วย เราจะได้พบเห็นฝรั่งตัวสูง ผมบลอนด์ ตาสีฟ้ามากมายเต็มไปหมด จากความเชื่อของพรรคนาซีที่ว่าลักษณะเหล่านี้คือสายเลือดชาวอารยันที่บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของชาวเยอรมัน

ด้านแชนแนลยูทูป Lifes Biggest Questions มองว่า หากฮิตเลอร์ชนะประเทศอิสราเอลคงไม่ถือกำเนิดขึ้น หรือร้ายแรงกว่านั้นศาสนายิวอาจถูกลบออกไปตลอดกาล ผู้หญิงจะไม่มีอิสระเสรีอย่างปัจจุบัน และถูกคาดหวังให้ทำงานบ้าน เลี้ยงดูสามี มากกว่าที่จะออกไปทำงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จินตนาการถึงสังคมแบบเกาหลีเหนือ หรือในรัสเซีย นอกจากผู้คนจะถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพแล้ว พวกเขายังถูกสอดส่องจากเจ้าหน้าที่รัฐ หรือเพื่อนบ้านเอง เพื่อรายงานพฤติกรรมไม่เหมาะสม ซึ่งบทลงโทษอาจร้ายแรงถึงตาย อย่างไรก็ดีใช่ว่าจะมีแค่เรื่องเลวร้ายไปเสียหมด ผู้วิเคราะห์ระบุว่าหากทำเพิกเฉยต่อการสังหาร ,การลิดรอนสิทธิเสรีภาพ และการคอร์รัปชั่นไปได้ สังคมที่ตกอยู่ในควบคุมของพรรคนาซีน่าจะมีอัตราการว่างงานที่ต่ำมาก แต่เราคงไม่ได้เห็นวัฒนธรรม หรืองานศิลปะใหม่ๆ ที่พรรคนาซีมองว่าออกนอกลู่นอกทาง หรือมีแนวโน้มที่จะเป็นอันตรายต่อรัฐ…มันสนุกน่าดูที่จะได้จินตนาการต่อไปเรื่อยๆ ในบริบทต่างๆ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวจะเป็นอย่างไร หากประวัติศาสตร์เปลี่ยนไป สำคัญคือเราไม่ควรหลงลืมความเลวร้ายที่เคยเกิด เพราะการศึกษาประวัติศาสตร์ไม่ใช่แค่ช่วยให้เราเข้าใจโลกมากขึ้น แต่ยังช่วยป้องกันความผิดพลาดที่ผ่านมาไม่ให้เกิดขึ้นอีกซ้ำสอง

 

อ่านเพิ่มเติม

 

ประเทศต่างๆ อยู่ตรงไหนบน ทวีปแพนเจีย?

 

แหล่งข้อมูล

What if: Hitler Had Won World War II?

What If Nazi Germany Won World War II? Fictional & Historical Scenarios

15 Catastrophic Things That Would Have Happened If Hitler Had Won

What If Hitler Had Won?

What If Hitler Ruled The World?

 

เรื่องแนะนำ

จากปรัชญาสู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง

จากปรัชญาสู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง ภาพถ่าย  เริงฤทธิ์ คงเมือง เรื่อง  ศิริพร พรศิริธิเวช บนเนื้อที่ 17 ไร่ภายในสวนสมรม (หรือสมลม — ภาษาถิ่นภาคใต้หมายถึง สวนขนาดเล็กที่ปลูกพืชผลผสมผสาน) ของสมบูรณ์ ศรีสุบัติ หรือลุงนิล ในวันนี้ พลุกพล่านไปด้วยผู้คนจากทั่วสารทิศที่แวะเวียนมาทัศนศึกษาและดูงานในศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ตำบลช่องไม้แก้ว อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ทุเรียนต้นใหญ่มีเถาพริกไทยเลื้อยขึ้นไปเกาะออกลูกสีเขียวสดเป็นพวง ขณะที่พื้นใต้ร่มทุเรียนเต็มไปด้วยพืชผลนานาชนิด เช่น กล้วย มังคุด และมะนาวขึ้นเบียดเสียดดูราวป่าดิบชื้น แต่กว่าจะมาเป็นสวนที่สร้างรายได้ไม่ขาดมือ และยังเหลือเผื่อจุนเจือผู้คนในวันนี้ เจ้าของสวนร่างสูงโปร่ง ผิวสีเข้ม และน้ำเสียงถิ่นใต้เป็นเอกลักษณ์ต้องผ่านมรสุมชีวิตมาอย่างโชกโชน “โธ่…ใครจะไปรู้ ตอนนั้นทุเรียนมันราคาดี” ลุงนิล เท้าความหลัง เมื่อครั้งที่ต้องนั่งกุมขมับกับความล้มเหลวของสวนทุเรียนกว่า 700 ต้นที่เฝ้าทะนุถนอมมาแรมปี แต่จากการขาดความรู้และประสบการณ์ทำให้ประสบกับภาวะขาดทุนจนมีหนี้สินท่วมตัว ด้วยความคิดว่าต้องปลูกทุเรียนอย่างเดียว เพราะทุเรียนราคาดี และเพื่อให้ได้ผลผลิตมากที่สุด ลุงนิลจึงระดมใส่ปุ๋ย อัดฉีดสารเคมีสารพัด ยี่ห้อไหนใครว่าดี ลุงนิลไม่รอช้า หามาประเคนใส่ “ช่วงหลังไม่มีเงินมาลงทุนทำระบบน้ำ ก็เลยตัดสินใจให้นายทุนมาทำสัญญาเหมาสวนทำทุเรียนนอกฤดู ด้วยความหวังว่าอีกไม่นานเกินรอทุเรียนจะให้ผลผลิต เดี๋ยวก็ได้เงินคืน” ลุงนิลเล่า แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นดังหวัง เพราะเมื่อหมดสัญญาราคาขายทุเรียนปีนั้นดิ่งลงเหว ซ้ำร้ายเจ้าทุเรียนพระเอกในท้องเรื่องยังมาชิงตายตอนจบ ด้วยการทยอยยืนต้นตายหลายร้อยต้น เพราะพิษสงของสารเคมีที่ระดมใส่หวังจะให้ได้ผลดี ยิ่งไปกว่านั้น ผืนดินที่เคยอุดมสมบูรณ์และแบ่งบานไปด้วยความฝันของชายวัยกลางคน กลับเปลี่ยนเป็นเนื้อดินแห้งแข็งที่ไม่สามารถปลูกต้นไม้ให้งอกงามดังเดิม ท้ายที่สุด ของแถมจากเหตุการณ์ทั้งมวลนี้ก็คือหนี้สินก้อนโตสองล้านกว่าบาทที่ดูเหมือนจะกองเกลื่อนอยู่ทุกแห่งหนที่ลุงนิลก้าวไป “หมดปัญญา ไม่อยากอยู่แล้ว” เสียงลุงนิลเริ่มสั่นเครือ “ตอนนั้นหยิบปืนขึ้นมาแล้ว แต่ดีที่ลูกชายเดินเข้ามา ก็เลยเก็บปืนไว้ก่อน” ขณะที่ความสิ้นหวังกำลังกัดกินใจดั่งฝูงตั๊กแตนปาทังก้ารุมทึ้งต้นข้าวโพดบนผืนดินแห้งผากอยู่นั้นปาฏิหาริย์ก็บังเกิด กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 ที่กำลังเผยแพร่ผ่านทางโทรทัศน์ขณะนั้นดังเข้าหูชายผู้สิ้นหวัง สมบูรณ์ ศรีสุบัติ เล่าว่า ”เป็นดั่งหยาดน้ำฝนชโลมใจ” ชายผู้เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ท่องพระราชดำรัสนั้นได้อย่างขึ้นใจว่า …การจะเป็นเสือนั้น ไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง…  …ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนไป ทำให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง ไม่ต้องทั้งหมด แม้แค่ครึ่งก็ไม่ต้อง อาจจะสักเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็จะสามารถอยู่ได้ การแก้ไขอาจจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ง่ายๆ โดยมากคนก็ใจร้อน เพราะเดือดร้อน แต่ว่าถ้าทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ก็สามารถที่จะแก้ไขได้… ไม่น่าเชื่อว่าพระราชดำรัสไม่กี่ประโยคนั้นจะสามารถหยุดความคิดอันโง่เขลา และกระทั่งให้ชีวิตใหม่แก่สมบูรณ์ ศรีสุบัติ ในห้วงเวลาอันเลวร้ายที่สุดของชีวิต… ย้อนหลังกลับไป 36 ปี หรือเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ความตอนหนึ่งว่า …การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป… นั่นอาจถือเป็นการพระราชทานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นครั้งแรก ก่อนที่ปรัชญาดังกล่าวจะมีการนำมาพูดถึงอย่างกว้างขวางในอีกกว่า 20 ปีต่อมา ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ ”ต้มยำกุ้ง” อันหนักหนาสาหัส รัฐบาลในขณะนั้นต้องการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพ เพื่อยืนหยัดพึ่งพาตนเองพร้อมไปกับการดำเนินนโยบายสำคัญๆในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาแข็งแกร่งดังเดิมได้อีกครั้ง ไม่น่าเชื่อว่าแนวคิดที่พระองค์ทรงวางไว้เมื่อหลายสิบปีนั้น จะยังคงใช้ได้ดีและนำสมัยอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งฉันมีโอกาสได้พูดคุยกับ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร อดีตผู้อำนวยการกองประเมินผลและข้อมูล สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ซึ่งปัจจุบันลาออกมาเป็นชาวนาและเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และยังดำรงตำแหน่งประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย ดร.วิวัฒน์ให้ทรรศนะว่า ”พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงวางแผนคราวละไม่ต่ำกว่า 50 ปีเสมอ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงพระอัจฉริยภาพและสายพระเนตรอันยาวไกล ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ ”ต้มยำกุ้ง” เมื่อสิบกว่าปีก่อน (และตอกย้ำอีกครั้งด้วยวิกฤติเศรษฐกิจ ”แฮมเบอร์เกอร์” ในปัจจุบัน) ได้เกิดปรากฏการณ์ที่คนไทยและหลายประเทศทั่วโลกหันมาสนใจ และนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้อย่างแพร่หลายทั้งในการดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจ ในส่วนของประเทศไทย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้รับการบรรจุในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ในส่วนที่ 3 แนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 78 (1) ความว่า ”บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินการตามปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ” ขณะที่องค์การสหประชาชาติยกย่องว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นมีคุณูปการทั้งต่อประเทศไทยและนานาประเทศโดยนายโคฟี อันนัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติในขณะนั้น ได้ทูลเกล้าฯถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ในเช้าที่อากาศร้อนอบอ้าวของเดือนมีนาคมที่ผ่านมาราว 500 กิโลเมตรจากอำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร อันเป็นที่ตั้งของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนและสวนสมรมของลุงนิล ฉันเข้ามายืนเก้ๆ กังๆ พร้อมกับเหงื่อเม็ดเป้งที่ผุดขึ้นตามใบหน้าเมื่อแรกก้าวลงจากรถแท็กซี่และค่อยๆหายไปพร้อมสายลมเย็นที่พัดโชยอยู่ตรงหน้าป้อมกองวัง ประตูพระยมอยู่คุ้น ทางเข้าเขตพระราชฐานที่จะเข้าสู่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา หากจะว่าไปแล้ว สถานที่แห่งนี้คือประจักษ์พยานที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุดแห่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ทรงใช้ทดลองและบ่มเพาะแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงใจกลางกรุงเทพมหานคร คุณศศิภา ตันสิทธิ หญิงสาวตาคม พูดจาฉะฉานเป็นเจ้าหน้าที่งานประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ทำหน้าที่นำฉันเยี่ยมชมส่วนต่างๆ ของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เธอพาฉันผ่านไปตามถนนลาดยางสายเล็กที่ร่มรื่นด้วยแมกไม้ นกหลายชนิดแข่งขันกันส่งเสียงร้อง ขณะที่กระรอกตัวอ้วนพีสองตัววิ่งไล่กันไปตามกิ่งไม้ โดยไม่สนใจผู้คน ห่างออกไปตรงพื้นที่โล่งมีเจ้าหน้าที่ของกรมการข้าวราวสิบคนในชุดเสื้อสีน้ำเงินกำลังสาละวนกับการถอนหญ้าและคัดน้ำเข้าแปลงนาข้าวทดลองที่กำลังปลูกต้นถั่วซึ่งชูยอดเขียวขจี คุณศศิภาเล่าว่า แปลงนาผืนเล็กนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทดลองขับ ”ควายเหล็ก” หรือรถไถแบบสี่ล้อคันแรกของประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2504 ด้วยพระองค์เอง เพื่อเตรียมแปลงปลูกข้าว โดยข้าวพันธุ์แรกที่ปลูกคือ ข้าวพันธุ์หอมนางนวล ต่อมาในวันที่ 27 ตุลาคม ปีเดียวกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิธีทำขวัญข้าวหรือขวัญแม่โพสพขึ้น และเมื่อรวงข้าวสุกได้ที่ก็เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเกี่ยวข้าวด้วยพระองค์เอง โดยผลผลิตข้าวที่ได้ทรงให้นำไปเก็บรักษาพันธุ์ไว้ที่กรมการข้าวเพื่อใช้ในการเพาะปลูกในปีถัดไป อีกส่วนหนึ่งนำไปใช้ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หากมองอย่างผิวเผิน บรรยากาศโดยรอบของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ดูไม่ต่างไปจากแปลงไร่นาของเกษตรกรไทยทั่วไปนัก แต่ในบริเวณอื่นๆ จะเป็นอาคารทดลองและโรงงาน ที่นี่มีกิจกรรมการศึกษาและการทดลองมากกว่า 35 โครงการ โดยแบ่งเป็นโครงการที่ไม่ใช่ธุรกิจ อาทิ โครงการป่าไม้สาธิต และโครงการนาข้าวทดลอง กับโครงการกึ่งธุรกิจ อาทิ โครงการโรงโคนมสวนจิตรลดา และโครงการเกี่ยวกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร  เป็นต้น นอกเหนือจากกิจกรรมทางการเกษตรและการแปรรูปผลผลิตแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงให้ความสำคัญกับการทดลองและการพัฒนาพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และไบโอดีเซล เป็นต้น โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ริเริ่มโครงการพัฒนาพลังงานทดแทนด้วยการศึกษาแนวทางการนำน้ำมันปาล์มมาใช้งานแทนน้ำมันดีเซล นอกจากนั้นยังได้พระราชทานเงินทุนวิจัยเบื้องต้นเพื่อใช้สร้างอาคารและซื้ออุปกรณ์ในการทดลองผลิตเชื้อเพลิงแอลกอฮอล์จากอ้อยที่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2528 ด้วยทรงเล็งเห็นว่าจะเกิดวิกฤติน้ำมันขึ้นในอนาคต และทรงเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตอ้อยสูง อ้อยส่วนที่เกินจากการผลิตอาหารควรนำมาใช้ประโยชน์ด้านอื่น ซึ่งก็คือผลิตแอลกอฮอล์ ทั้งนี้ยังสามารถรองรับในกรณีที่อ้อยราคาตกต่ำได้อีกด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เข้าเยี่ยมชมโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา และต้องตื่นเต้นปนฉงนกับเจ้าโคเนื้อสีน้ำตาลแดง และกระบือสีดำตัวย่อมๆที่กำลังยืนเคี้ยวเอื้องทำหน้าตากรุ้มกริ่มอยู่ข้างๆ […]

ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์

แปลและเรียบเรียง กองบรรณาธิการ ภาพถ่าย คลังภาพ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก “ผู้คนมักพูดกันว่า ราชอาณาจักรเป็นเหมือนกับพีระมิด กล่าวคือ พระราชานั้นประทับอยู่บนสุด ส่วนประชาชนอยู่ด้านล่าง แต่ในประเทศนี้ทุกอย่างกลับตรงกันข้าม [เป็นเหมือนพีระมิดกลับหัว] ด้วยเหตุนี้ บางครั้งเราจึงรู้สึกปวดแถวๆ นี้” เมื่อตรัสถึงตรงนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งปกติมีพระพักตร์เคร่งขรึมดูเป็นนักวิชาการ ทรงพระสรวล ขณะทรงชี้ที่พระศอและพระอังสา [บ่าหรือไหล่] ข้อความข้างต้นเรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานแก่นายเดนิส เกรย์ หัวหน้าสำนักข่าวเอพีประจำกรุงเทพฯและนายบาร์ต โดเวลล์ ผู้ช่วยบรรณาธิการนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ในขณะนั้น และเป็นส่วนหนึ่งของสารคดีเรื่อง “พระราชวงศ์ผู้ทรงงานของไทย” (Thailand’s Working Royalty) ตีพิมพ์ใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนตุลาคม ปี 1982 หรือพุทธศักราช 2525 ซึ่งตรงกับวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 200 ปีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมหาที่สุดมิได้ กองบรรณาธิการนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย จึงขอนำสารคดีเรื่องนี้มาตีพิมพ์อีกครั้ง ภาพถ่ายส่วนใหญ่เป็นผลงานของจอห์น เอเวอริงแฮม ช่างภาพผู้คุ้นเคยกับเมืองไทย เขาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสารคดีเรื่องนี้ว่า “ผมโชคดีที่มีโอกาสตามเสด็จนานถึงสี่เดือน เดินทางไปทั่วประเทศจากนราธิวาสถึงเชียงราย ประเทศไทยโชคดีที่มีในหลวง พระองค์ทรงสนพระทัยในคนที่ยากจนที่สุดคนที่อยู่ไกลที่สุด ในหลวงไม่เหมือนใคร มีฝรั่งหลายคนเหมือนผมที่รักพระเจ้าอยู่หัว…” ในช่วงเวลาหลายศตวรรษที่ผ่านมา บทบาทของพระมหากษัตริย์ไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า “พระราชวงศ์ในประเทศนี้ไม่เคยอยู่นิ่งเลย” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร เสด็จพระราชสมภพเมื่อปี พ.ศ. 2470 ณ เมืองเคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ทรงศึกษาทั้งในสาขาวิทยาศาสตร์และกฎหมายที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ขณะเจริญพระชนมายุได้ 18 พรรษา ในฐานะพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ นับแต่นั้นมาก็ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการอย่างไม่ทรงเห็นแก่เหน็ดเหนื่อยพระวรกาย เพื่อประโยชน์สุขของทวยราษฎร์เสมอมา สมดังพระปฐมบรมราชโองการที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” โดยแท้ นอกเหนือจากการเสด็จฯ เยี่ยมพสกนิกรตามหัวเมืองน้อยใหญ่และท้องถิ่นทุรกันดาร ตลอดจนการปฏิบัติพระราชกรณียกิจในโอกาสต่างๆ แล้ว ยามที่ประทับอยู่ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต พระองค์ก็ไม่ได้ทรงว่างเว้นจากพระราชกรณียกิจ กิจกรรมและความเป็นไปในเขตพระราชฐานแห่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสนพระทัยในความเป็นอยู่ของพสกนิกรของพระองค์ได้เป็นอย่างดี เพราะมีตั้งแต่แปลงนาสาธิต ยุ้งฉาง บ่อเลี้ยงปลา ฟาร์มโคนม ไปจนถึงโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรต่างๆ ระหว่างพระราชทานสัมภาษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชตรัสถึงเรื่องต่างๆ อาทิ ระบบชลประทาน เศรษฐกิจภายในประเทศ การทำเหมืองแร่ เรื่อยไปจนถึงงานอดิเรกของพระองค์ เช่น การถ่ายภาพ และวาดภาพ ทรงอธิบายว่า “แต่ตอนนี้เลิกวาดรูปแล้ว เพราะต้องใช้เวลามาก” ทว่าพระองค์ยังทรงดนตรีและทรงพระราชนิพนธ์บทเพลง พสกนิกรชาวไทยและแม้กระทั่งชาวต่างชาติต่างประจักษ์ถึงพระอัจฉริยภาพเชิงดนตรีที่สะท้อนอยู่ในความไพเราะของบทเพลงพระราชนิพนธ์จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม พระราชกระแสรับสั่งมักวกกลับมาเข้าเรื่องที่พระองค์เสด็จฯ เยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศเสมอ  “คนไทยรักสงบ แต่ก็ตระหนักดีว่า ประเทศจะต้องมีความเข้มแข็งทางทหาร เราเคยไปที่จังหวัดใกล้ๆ กรุงเทพฯ แล้วมีคนเมาคนหนึ่งเข้ามาหา องครักษ์คงไม่สบายใจนัก เราเข้าใจดี ผู้ชายคนนั้นบอกว่า เคยเป็นทหาร เคยรับใช้ชาติ ลูกชายเขาก็จะเป็นทหารด้วย และถ้าไม่มีทหารประเทศเราจะไม่เป็นเอกราชอย่างนี้ เขาว่ากันว่าคนเมามักจะพูดความจริง” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังตรัสถึงคนไทยอีกด้วยว่า “เราคิดว่าคนไทยรู้ซึ้งถึงคุณค่าของประเพณี ประเพณีไม่ได้แปลว่าเชย แม้แต่คนสมัยใหม่ก็มีประเพณี “เดือนที่แล้วนี่เอง เราเดินทางไปภาคใต้ ตอนเข้าไปที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชาวบ้านคนหนึ่งบอกว่ามีลูกสาวและลูกชายอย่างละคน แล้วถามเราว่า ชาวมุสลิมเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้หรือเปล่า เราตอบว่า ได้แน่นอน ถ้าเด็กคนนั้นเป็นคนดี แข็งแรง แล้วก็ฉลาด เขาก็สมัครเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้ แล้วเราก็ถามเขาว่า ลูกชายเขาอายุเท่าไหร่ เขาบอกว่าหกเดือน” เมื่อตรัสถึงตรงนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระสรวล “เขาอยากให้ลูกชายปกป้องประเทศชาติ เขาบอกว่า ‘ชาวมุสลิมอย่างเราเป็นคนไทยแท้ ๆ’ ” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเล็งเห็นการรุกรานหลากหลายรูปแบบ [เมืองไทยในขณะนั้นยังประสบปัญหาภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์และยาเสพติด โดยเฉพาะฝิ่นและเฮโรอีน — กองบรรณาธิการ] “วิธีล่าสุดคือค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาครอบงำจิตใจผู้คน เราเรียกวิธีนี้ว่าสงครามจิตวิทยารุกเข้ามาในความคิด” และเพื่อหลีกเลี่ยงการรุกรานลักษณะนี้ รัฐบาลจะต้องแสดงให้เห็นความเข้าอกเข้าใจและความอดทน เหมือนอย่างเรื่องฝิ่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า “เราไม่ปฏิเสธว่ายังมีการปลูกฝิ่นในประเทศ แต่มีอยู่น้อยมาก ปัญหาของฝิ่นคือการใช้เมืองไทยเป็นทางผ่าน คนที่ปลูกฝิ่นได้ราคาไม่ถึงหนึ่งในพันของราคาที่เอาไปขายกันด้วยซํ้า เราพยายามให้ประชาชนหันมาปลูกพืชอื่นทดแทน กว่าจะเริ่มได้ก็ต้องใช้เวลาหลายปี ตอนแรกเรานั่งรถเข้าไป บางทีก็เดินเท้า แล้วก็นั่งเฮลิคอปเตอร์เข้าไป บางครั้งลงจอดกลางไร่ฝิ่นเลย เราต้องระวังเพราะพวกเขาไม่เข้าใจว่าการปลูกฝิ่นนั้นไม่ดีอย่างไร “ครั้งหนึ่งเราเคยเดินอยู่เป็นชั่วโมงเพื่อเข้าไปดูไร่ฝิ่น ดินดูไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์เท่าไหร่ ชาวไร่เองก็บอกว่า ‘ใช่ครับ ดินเสื่อมแล้ว ไม่มีปุ๋ยจะใส่ครับ’ เราก็บอกว่าจะให้ปุ๋ย ถ้าพวกเขาเลิกปลูกฝิ่น แล้วหันมาปลูกถั่วแทน ชาวไร่ขอเวลาปรึกษากันก่อน ผ่านไปสิบห้านาทีกลับมาบอกว่า ‘ตกลงครับ’ ทีนี้ พอปีถัดมา เราก็กลับไปอีก ปรากฏว่าชาวไร่ปลูกถั่วครึ่งหนึ่ง ปลูกฝิ่นครึ่งหนึ่ง แล้วถั่วก็ได้ผลดีกว่า ชาวไร่เลยขอถั่วเพิ่มอีก ปีต่อมาก็ปลูกฝิ่นแค่ร้อยละ 25 ค่อยๆ ลดลงอย่างนี้ เราต้องอดทนถ้าเราเอาแต่ทำลายไร่ฝิ่น ชาวไร่ก็ต้องอดอยาก แล้วคงไม่เข้าใจว่า ทำไมเราถึงต้องต่อต้านพวกเขา” ในการเสด็จฯ เยือนหัวเมืองน้อยใหญ่ต่างๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเผชิญกับอันตรายจากทั้งผู้ต้องการแบ่งแยกดินแดนและกองกำลังคอมมิวนิสต์ “อันตรายน่ะหรือ” ทรงยํ้า “อันตรายซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไปคือภัยจากลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่ที่อันตรายกว่านั้นคือความละโมบของคนในประเทศเอง ถ้าเราแตกแยกกันเอง เราก็จะกลายเป็นทาสของจักรวรรดินิยมยุคใหม่ จะเป็นคอมมิวนิสต์ หรือเผด็จการ หรืออะไรก็ตามแต่” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเชื่อมั่นในประชาชนชาวไทย “ชาวไทยดูสบายๆ แต่ก็เข้มแข็ง คนไทยไม่เครียด มีนํ้าใจแม้แต่กับคนแปลกหน้า และเปิดกว้างกับความคิดใหม่ๆ คนส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธที่สุภาพกล้าหาญแต่ไม่ก้าวร้าว เข้มแข็งแต่อ่อนโยน” ขณะที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็ทรงปฏิบัติพระราชกิจหลากหลายด้าน นอกจากจะทรงตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปยังพื้นที่ห่างไกลแล้ว ยังทรงส่งเสริมงานหัตถกรรมเพื่อเพิ่มรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ชนบท เช่นที่จังหวัดเพชรบุรี ทรงริเริ่มโครงการผลิตกระเป๋าและรองเท้าสานจากกระจูดและหวาย ทรงส่งเสริมให้ชาวบ้านสตรีในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ผลิตดอกไม้ประดิษฐ์ ทรงฟื้นฟูศิลปะการทำตุ๊กตาดินเผาชาววัง และส่งผู้เชี่ยวชาญไปสอนสตรีชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาทอผ้า เป็นต้น ทรงใช้โอกาสที่ได้เสด็จฯ เยือนต่างประเทศในฐานะทูตสันถวไมตรี ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ผ้าไหมด้วยฉลองพระองค์ที่ตัดเย็บจากผ้าไหมไทยซึ่งทั้งประณีตและงดงาม นอกจากนี้ ยังทรงใช้พระปรีชาสามารถด้านการจัดการส่งเสริมการทำงานของสภากาชาดไทย เพื่อให้ความอนุเคราะห์แก่เด็กกำพร้ายากไร้ ทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบและผู้ประสบอุทกภัย เป็นต้น หลายปีก่อน เมื่อนักข่าวกราบบังคมทูลสัมภาษณ์ถึงงานอดิเรกของพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตรัสว่า “ดูแลลูกๆ” บัดนี้ เจ้าฟ้าชายพระองค์หนึ่งและเจ้าฟ้าหญิงอีกสามพระองค์ต่างเจริญพระชันษาขึ้นแล้ว และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาราษฎร์เช่นเดียวกับพระชนกชนนี ไม่ว่าจะเป็นการตามเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ต่างๆ ต้อนรับคณะทูตานุทูต หรือแม้แต่ทรงทักทายและมีพระราชปฏิสันถารกับประชาชนผู้มารอเฝ้าฯ ชื่นชมพระบารมี นายแพทย์จินดา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา แพทย์ประจำพระองค์ในขณะนั้น กล่าวว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชกิจหนักเกินไปครับ” แม้ว่าพระองค์จะทรงออกกำลังกายแทบทุกวัน แต่คุณหมอก็ยัง “อยากให้เสด็จแปรพระราชฐานเพื่อทรงพักผ่อนเป็นประจำทุกปี” ทว่าประชาชนชาวไทยทุกคนย่อมตระหนักดีว่า พระองค์คงไม่อาจทรงปล่อยวางจากพระราชกิจต่างๆ ได้ เพราะความห่วงใยในราษฎรและความตั้งพระทัยอันแน่วแน่ที่จะอุทิศพระองค์เพื่อ “ประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ดังบทพระราชนิพนธ์ “เดินตามรอยเท้าพ่อ” ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งได้ตามเสด็จพระราชบิดาไปยังพื้นที่ห่างไกลหลายต่อหลายแห่ง ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า “ฉันเดินตามรอยเท้าอันรวดเร็วของพ่อโดยไม่หยุดผ่านเข้าไปในป่าใหญ่ น่ากลัว ทึบ แผ่ไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด มืดและกว้างมีต้นไม้ใหญ่ใหญ่เหมือนหอคอยที่เข้มแข็ง พ่อจ๋า… ลูกหิวจะตายอยู่แล้วและเหนื่อยด้วย ดูซิจ๊ะ… เลือดไหลออกมาจากเท้าทั้งสองที่บาดเจ็บของลูกลูกกลัวงู เสือ และหมาป่า พ่อจ๋า… เราจะถึงจุดหมายปลายทางไหม? ลูกเอ๋ย… ในโลกนี้ไม่มีที่ไหนดอกที่มีความรื่นรมย์และความสบายสำหรับเจ้าทางของเรามิได้ปูด้วยดอกไม้สวยสวย จงไปเถิดแม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่บีบคั้นหัวใจเจ้า พ่อเห็นแล้วว่า หนามตำเนื้ออ่อนอ่อนของเจ้า เลือดของเจ้าเปรียบดั่งทับทิมบนใบหญ้าใกล้นํ้า นํ้าตาของเจ้าที่ไหลต้องพุ่มไม้สีเขียว เปรียบดั่งเพชรบนมรกตที่แสดงความงามเต็มที่เพื่อมนุษยชาติ จงอย่าละความกล้าเมื่อเผชิญกับความทุกข์ให้อดทนและสุขุมและจงมีความสุขที่ได้ยึดอุดมการณ์ที่มีค่า ไปเถิด… ถ้าเจ้าต้องการเดินตามรอยเท้าพ่อ” ปวงข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้   อ่านเพิ่มเติม : รูปที่มีทุกบ้าน, ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙