โลกจะเป็นอย่างไรถ้าพรรคนาซีชนะสงคราม? - National Geographic Thailand

โลกจะเป็นอย่างไรถ้าพรรคนาซีชนะสงคราม?

โลกจะเป็นอย่างไรถ้า พรรคนาซี ชนะสงคราม?

ในเดือนมิถุนายน ปี 1940 บางกลุ่มในรัฐบาลอังกฤษเรียกร้องให้อังกฤษเจรจาเพื่อสันติภาพกับเยอรมนี หลังอังกฤษถูกทอดทิ้งให้ต่อสู้กับกองทัพนาซีอย่างโดดเดี่ยว เมื่อกองทัพเยอรมันบุกยึดโปแลนด์, เดนมาร์ก, นอร์เวย์, เนเธอร์แลนด์ และเบลเยียมได้สำเร็จ ในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน กองทัพเยอรมันบุกยึดเมืองท่าของอังกฤษ มุ่งหวังจะเป็นเจ้าแห่งดินแดนยุโรปตะวันตกทั้งหมด ทว่าฝูงบินของเยอรมันกลับถูกขับไล่ และได้รับเสียหายยับเยิน เนื่องจากประเมินความสามารถทางการรบของอังกฤษต่ำเกินไป เพราะในขณะนั้นอังกฤษมีเทคโนโลยีเรดาร์ที่ช่วยตรวจจับเครื่องบินรบต่างแดนแล้ว

ในเดือนตุลาคม ปี 1941 กองทัพเยอรมันเริ่มโจมตีกรุงมอสโก พวกเขาคาดคะเนไว้ว่าคงได้รับชัยชนะมาไม่ยาก แต่การปิดล้อมที่ยึดเยื้อกลับกลายเป็นสิ่งที่ฆ่ากองทัพเยอรมันเสียเอง เมื่ออุณหภูมิที่ลดลงอย่างกะทันหันส่งผลให้เกิดหิมะตกที่แนวหน้าของมอสโก รถถังเยอรมันใช้การไม่ได้ ทหารเยอรมันขาดแคลนเสบียง และมากกว่าครึ่งป่วยตายจากอากาศหนาวเย็น

เมื่อวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา คือวันรำลึกถึงเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวสากล จัดขึ้นเพื่อร่วมไว้อาลัยและระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ซึ่งชาวยิวมากกว่า 6 ล้านคนถูกสังหาร จากนโยบายแบ่งแยกเชื้อชาติของพรรคนาซี จะเกิดอะไรขึ้นถ้าสถานการณ์พลิกผันเป็นอังกฤษ และสหภาพโซเวียตเสียเองที่ปราชัยในศึกข้างต้น? หรือจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเยอรมนีคิดค้นระเบิดปรมาณูได้ก่อนสหรัฐฯ? หากประวัติศาสตร์ไม่ได้เป็นเช่นนี้ และโชคชะตาเข้าข้างเยอรมัน โลกจะเป็นอย่างไร…

คำถามทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายยุคหลายสมัย นั่นเพราะสงครามโลกคือสงครามใหญ่ที่เกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ของผู้คนในหลายชาติ อีกทั้งเรื่องราวของมันยังถูกแบ่งออกเป็นขาวและดำชัดเจนง่ายต่อการจดจำทำอดคิดไม่ได้ว่าหากบุรุษผู้อยู่เบื้องหลังหนึ่งในการสังหารหมู่ครั้งใหญ่ที่สุดของโลกผู้นี้มีชัยเหนือศัตรู และครองโลกได้จริงๆ ทุกวันนี้เราจะอยู่กันอย่างไร? แน่นอนว่าคำตอบของคำถามนี้คือจินตนาการที่ไม่มีที่สิ้นสุด และเหล่านี้คือตัวอย่างของแผนที่โลกในจินตนาการ 3 แบบ จากหนังสือชื่อดังที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ในอีกรูปแบบหนึ่ง “เมื่อเยอรมนีชนะสงคราม”

ดินแดนทวีปยุโรปภายใต้การยึดครองของเยอรมนีและพันธมิตรฝ่ายอักษะ (ในสีน้ำเงิน) ปี 1942
ขอบคุณภาพจาก วิกีพิเดีย

 

The Man in the High Castle

นวนิยายประวัติศาสตร์ทางเลือกเล่มแรกที่บอกเล่าเรื่องราวของโลกในอีกแบบหนึ่งเมื่อเยอรมนีชนะสงคราม เขียนขึ้นในปี 1962 โดย Philip K. Dick แตกต่างจากประวัติศาสตร์จริง ใน The Man in the High Castle สหรัฐฯ พ่ายแพ้อันเนื่องมาจากประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ถูกยิงเสียชีวิตในปี 1934 เมื่อปราศจากโรสเวลต์จึงปราศจากนโยบายกอบกู้เศรษฐกิจของประเทศตามไปด้วย และล้มเหลวในทางการทหารที่จะปกป้องตนเองจากสงครามในเวลาต่อมา สหราชอาณาจักรและสหภาพโซเวียตพ่ายแพ้ให้แก่เยอรมนี ส่วนญี่ปุ่นสามารถยึดครองสหรัฐอเมริกาได้ และแบ่งการยึดครองออกเป็นสามส่วน พื้นที่ทางตะวันตกของสหรัฐฯ เป็นของญี่ปุ่น พื้นที่ทางตะวันออกเป็นของพรรคนาซี และพื้นที่ตรงกลางซึ่งเป็นเทือกเขาถือเป็นพื้นที่กลางที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ

พรรคนาซี
แผนที่โลกใน The Man in the High Castle
ขอบคุณภาพจาก https://brilliantmaps.com/what-if-nazi-germany-won-world-war-ii/

สถานการณ์ในหนังสือของ Philip K. Dick ขณะนั้นเป็นเวลา 15 ปี หลังเยอรมนีชนะสงครามโลก และโลกกำลังเผชิญกับสงครามเย็นจากสองขั้วอำนาจใหญ่ หนึ่งคือจักรวรรดิเยอรมันที่รวมมือกับอิตาลีในฐานะพันธมิตร และสองคือจักรวรรดิญี่ปุ่นที่ครอบครองเอเชียตะวันออกทั้งหมด ด้านแคนาดาเอง ในฐานะส่วนหนึ่งของจักรวรรดิอังกฤษก็กำลังทำสงครามกับพรรคนาซี ส่วนทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนั้นไม่มีอีกแล้ว เนื่องจากถูกสูบน้ำออกจนหมด เพื่อสร้างแผ่นดินใหม่ตามแผนงานเมกะโปรเจคของ Herman Sörgel นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน มากไปกว่านั้นเยอรมันยังตั้งอาณานิคมสำรวจบนดวงจันทร์ และดาวอังคารเรียบร้อย ดูเป็นโลกที่น่าเหลือเชื่อใช่ไหม โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าแม้เยอรมนีชนะ แต่เราก็ยังคงมีสงครามเย็นกันต่อไป…

(Amazon Video นำนวนิยาย The Man in the High Castle มาสร้างเป็นซีรี่ย์ ชมตัวอย่างได้ที่นี่)

 

Fatherland

นวนิยายอีกเล่มที่เล่าความเป็นไปของโลกหลังเยอรมนีชนะสงคราม เขียนโดย Robert Harris เมื่อปี 1992 โดยกำหนดให้เรื่องราวในนิยายของเขาเกิดขึ้นในปี 1964 ช่วงไม่กี่วันก่อนถึงวันเกิดครบรอบอายุ 75 ปี ของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ แตกต่างจาก The Man in the High Castle ในนิยายเรื่อง Fatherland ญี่ปุ่นพ่ายแพ้แก่สหรัฐฯ หลังถูกทิ้งระเบิดปรมาณู แต่กระนั้นฝ่ายเยอรมนีก็เป็นประเทศแรกที่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นสำเร็จก่อนสหรัฐฯ ส่งผลให้สหราชอาณาจักรประกาศยอมแพ้สงคราม บรรดาสมาชิกราชวงศ์และนักการเมืองคนสำคัญต้องลี้ภัยไปแคนาดา นอกจากนั้นพรรคนาซียังยิงจรวดขึ้นไประเบิดกลางท้องฟ้าของมหานครนิวยอร์ก ส่งผลให้สิ้นสุดสงครามโลก เมื่อสหรัฐยอมเจรจาหยุดยิงกับเยอรมนี

พรรคนาซี
แผนที่ยุโรปใน Fatherland
ขอบคุณภาพจาก https://brilliantmaps.com/what-if-nazi-germany-won-world-war-ii/

หลังสงครามโลกสิ้นสุดลง ชัยชนะของเยอรมนีส่งผลให้พวกเขาครอบครองดินแดนเกือบทั้งหมดของยุโรป ตั้งแต่ทางตะวันตกของประเทศเยอรมนีไปจนถึงเทือกเขายูรัลในรัสเซีย แต่ยังคงมีการต่อสู้ของกลุ่มเล็กๆ เกิดขึ้นประปราย และขณะนี้ชาวโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากสงครามเย็นที่เกิดขึ้นระหว่างเยอรมนี และสหรัฐอเมริกา ทั้งสองประเทศต่างแข่งขันกับสั่งสมอาวุธ ด้านเทคโนโลยีนอกเหนือจากอาวุธนิวเคลียร์แล้ว พวกเขายังมีเรือดำน้ำนิวเคลียร์ และกำลังวางแผนที่จะบุกเบิกอวกาศ เรื่องราวจะถูกเล่าผ่านนักสืบหนุ่มที่ทำงานให้กับพรรคนาซี ร่วมกับนักข่าวสาวของสำนักพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ พวกเขาได้ยินคำร่ำลือเกี่ยวกับพรรคมากมาย โดยเฉพาะการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ จึงพยายามสืบค้นหาความจริง

(HBO นำนวนิยาย Fatherland มาสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 1994 ลองชมฉากเปิดของเรื่องได้ที่นี่)

 

In the Presence of Mine Enemies

In the Presence of Mine Enemies คือนิยายใหม่ที่สุด เพราะเพิ่งถูกเขียนเมื่อปี 2003 โดย Harry Turtledove เล่าถึงโลกในอีกรูปแบบหนึ่ง เมื่อสหรัฐอเมริกาถอนตัวออกจากสงคราม ส่งผลให้ฝ่ายอักษะชนะ มากไปกว่านั้นสหรัฐฯ ยังพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 3 อีกด้วย เมื่อฝ่ายอักษะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์มาใช้ นิยายเล่าเรื่องราวในปี 2010 โลกตกอยู่ในการควบคุมของประเทศมหาอำนาจคือเยอรมนี และญี่ปุ่น เยอรมนีควบคุมพื้นที่แทบจะทั้งหมดของยุโรป ยกเว้นอิตาลี, สเปน และโปรตุเกส และเยอรมนียังยึดครองทวีปอเมริกาเหนือด้วย ด้านญี่ปุ่นครอบครองเอเชียตะวันออก

พรรคนาซี
แผนที่โลกใน In the Presence of Mine Enemies
ขอบคุณภาพจาก https://commons.wikimedia.org/wiki/File:In_the_Presence_of_Mine_Enemies.png

และแม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานแล้ว นับตั้งแต่ชาวยิวถูกสังหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่แนวคิดเกลียดชังชาวยิวยังคงถูกปลูกฝัง และสอนกันในโรงเรียน หนังสืออย่าง Trust No Fox in the Green Meadow, No Jew on His Oath และ The Poison Mushroom กลายมาเป็นหนังสือสากลสำหรับเด็กๆ (หนังสือพวกนี้มีอยู่จริง และถูกใช้เผยแพร่แนวคิดนี้ในช่วงที่เยอรมันถูกปกครองโดยพรรคนาซี) บรรดาชาวยิวต้องอาศัยอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ และสอนภาษาตลอดจนความเชื่อทางศาสนาของพวกเขาในที่ลับ ส่วนชาติพันธุ์อื่นๆ อย่าง ชาวสลาฟ, ชาวโรมาเนีย หรือชาวอาหรับ พวกเขากลายมาเป็นชนชั้นแรงงาน บุคคลรักเพศเดียวกันหรือที่เรียกว่าโฮโมเซ็กชวลกลายมาเป็นสิ่งต้องห้ามไม่ต่างจากชาวยิว ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบและออกไล่ล่า นี่คือตัวอย่างของโลกในศตวรรษที่ 21 ที่ปกครองโดยพรรคนาซี

เหล่านี้คือแผนที่ของโลกจากจินตนาการที่โลดแล่น “หากเยอรมนีชนะสงครามโลก” อันที่จริงไม่ใช่แค่นิยายเท่านั้น แต่สื่อสารคดีก็สนใจมุ่งหาคำตอบนี้เช่นกัน The Infographics Show แชนแนลยูทูปที่อธิบายเรื่องราวองค์ความรู้ต่างๆ ด้วยอินโฟกราฟิกวิเคราะห์ว่า หากอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ชนะสงคราม ไม่เพียงแต่ภาษาเยอรมันจะกลายมาเป็นภาษาหลักแทนภาษาอังกฤษเท่านั้น แต่เรามีโอกาสสูงมากที่จะได้อาศัยอยู่บนโลกที่แบ่งแยกไปด้วยเชื้อชาติ ทั้งยังถูกจัดลำดับความสำคัญ ชาวยิวอาจถูกกำจัดจนหมด รวมไปถึงผู้พิการ และบุคคลรักเพศเดียวกันด้วย เราจะได้พบเห็นฝรั่งตัวสูง ผมบลอนด์ ตาสีฟ้ามากมายเต็มไปหมด จากความเชื่อของพรรคนาซีที่ว่าลักษณะเหล่านี้คือสายเลือดชาวอารยันที่บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของชาวเยอรมัน

ด้านแชนแนลยูทูป Lifes Biggest Questions มองว่า หากฮิตเลอร์ชนะประเทศอิสราเอลคงไม่ถือกำเนิดขึ้น หรือร้ายแรงกว่านั้นศาสนายิวอาจถูกลบออกไปตลอดกาล ผู้หญิงจะไม่มีอิสระเสรีอย่างปัจจุบัน และถูกคาดหวังให้ทำงานบ้าน เลี้ยงดูสามี มากกว่าที่จะออกไปทำงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จินตนาการถึงสังคมแบบเกาหลีเหนือ หรือในรัสเซีย นอกจากผู้คนจะถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพแล้ว พวกเขายังถูกสอดส่องจากเจ้าหน้าที่รัฐ หรือเพื่อนบ้านเอง เพื่อรายงานพฤติกรรมไม่เหมาะสม ซึ่งบทลงโทษอาจร้ายแรงถึงตาย อย่างไรก็ดีใช่ว่าจะมีแค่เรื่องเลวร้ายไปเสียหมด ผู้วิเคราะห์ระบุว่าหากทำเพิกเฉยต่อการสังหาร ,การลิดรอนสิทธิเสรีภาพ และการคอร์รัปชั่นไปได้ สังคมที่ตกอยู่ในควบคุมของพรรคนาซีน่าจะมีอัตราการว่างงานที่ต่ำมาก แต่เราคงไม่ได้เห็นวัฒนธรรม หรืองานศิลปะใหม่ๆ ที่พรรคนาซีมองว่าออกนอกลู่นอกทาง หรือมีแนวโน้มที่จะเป็นอันตรายต่อรัฐ…มันสนุกน่าดูที่จะได้จินตนาการต่อไปเรื่อยๆ ในบริบทต่างๆ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวจะเป็นอย่างไร หากประวัติศาสตร์เปลี่ยนไป สำคัญคือเราไม่ควรหลงลืมความเลวร้ายที่เคยเกิด เพราะการศึกษาประวัติศาสตร์ไม่ใช่แค่ช่วยให้เราเข้าใจโลกมากขึ้น แต่ยังช่วยป้องกันความผิดพลาดที่ผ่านมาไม่ให้เกิดขึ้นอีกซ้ำสอง

 

อ่านเพิ่มเติม

 

ประเทศต่างๆ อยู่ตรงไหนบน ทวีปแพนเจีย?

 

แหล่งข้อมูล

What if: Hitler Had Won World War II?

What If Nazi Germany Won World War II? Fictional & Historical Scenarios

15 Catastrophic Things That Would Have Happened If Hitler Had Won

What If Hitler Had Won?

What If Hitler Ruled The World?

 

เรื่องแนะนำ

เหตุใดนิวตันจึงเชื่อว่า ดาวหางเป็นเหตุของน้ำท่วมโลก

แม้จะมีน้ำบนโลกและมีฝนตกลงมาทั้งวันทั้งคืนสี่สิบเก้าวัน ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ได้ ฉะนั้นแล้วต้องมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์อื่นๆสำหรับเรื่องราวอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่นี้

การอพยพของมนุษย์ ถูกกระตุ้นโดยสงคราม ภัยธรรมชาติ และขณะนี้คือภูมิอากาศ

มนุษย์สายพันธุ์โฮโมเซเปียนส์ได้ย้ายถิ่นฐานของตนมาตั้งแต่ช่วงของการเริ่มต้นเผ่าพันธุ์ โดยอุทกภัย ความแห้งแล้ง และการขาดแคลนน้ำเป็นสาเหตุในการอพยพของพวกเขา การอพยพของมนุษย์ คือการเคลื่อนย้ายจากประเทศ สถานที่ หรือถิ่นฐานหนึ่งไปยังสถานที่หนึ่ง นับตั้งแต่มนุษย์ยุคแรกได้เริ่มกระจายตัวจากทวีปแอฟริกา มนุษย์ก็ยังคงย้ายถิ่นฐานอยู่เช่นเดิม กระทั่งในทุกวันนี้ จำนวนประชากรโลกร้อยละ 3 หรือประมาณ 258 ล้านคนอยู่อาศัยนอกถิ่นกำเนิดของพวกเขา ไม่ว่าจะด้วยความเต็มใจหรือถูกสถานการณ์บังคับ การอพยพก็ได้มีส่วนสร้างโลกของเราให้เป็นอย่างทุกวันนี้ การอพยพครั้งแรก การอพยพของมนุษย์ ครั้งแรกสุดนั้นเกิดขึ้นโดยมนุษย์ที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา การกระจายตัวของพวกเขาไปยังมหาทวีปยูเรเซียและที่อื่น ๆ ยังคงเป็นข้อถกเถียงในทางวิทยาศาสตร์ แต่อย่างไรก็ตาม ได้มีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ที่ระบุว่าเป็นของมนุษย์โฮโมเซเปียนส์ ในประเทศเอธิโอเปียซึ่งมีอายุประมาณ 200,000 ปีมาแล้ว ทฤษฎีการออกจากแอฟริกายืนยันว่าเมื่อ 60,000 ปีที่แล้ว มนุษย์โฮโมเซเปียนส์ได้กระจายตัวไปทั่วมหาทวีปยูราเซียอันเป็นสถานที่รวมตัวกัน และมนุษย์โฮโมเซเปียนส์ได้แทนที่บรรพบุรุษของพวกเขาอย่างมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลในท้ายที่สุด แต่ทว่าทฤษฎีนี้ก็ถูกท้าทายโดยหลักฐานของการอพยพจากทวีปแอฟริกา สู่มหาทวีปยูราเซียเมื่อ 120,000 ปีที่แล้ว ในอีกแง่หนึ่ง มีแนวคิดว่ามนุษย์ยุคแรกได้อพยพสู่ทวีปเอเชียผ่านทางช่องแคบที่ตั้งอยู่ในแผ่นดินปลายแหลมของแอฟริกา (บริเวณคาบสมุทรโซมาลี) ซึ่งในปัจจุบันคือประเทศเยเมน หรือได้อพยพผ่านทางคาบสมุทรไซนาย หลังจากได้กระจายตัวไปจนถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ก็มีความคิดว่ามนุษย์ยุคแรกได้อพยพสู่ทวีปออสเตรเลีย ที่ในขณะนั้นยังแบ่งปันพื้นที่ร่วมกับเกาะนิวกินี จากนั้นได้อพยพไปยังทวีปยุโรป และทวีปอเมริกา ผู้อพยพเหล่านี้ถูกกระตุ้นโดยภูมิอากาศ แหล่งอาหาร และปัจจัยทางสภาพแวดล้อมอื่น ๆ เมื่อเวลาผ่านไปและวัฒนธรรมการเร่ร่อนได้ลดลง สงครามและการล่าอาณานิคมได้กลายมาเป็นเชื้อไฟของการย้ายถิ่นฐาน คนกรีกโบราณขยายอาณาจักรไปยังบรรดาอาณานิคมหลายแห่ง ชาวโรมันโบราณได้ส่งพลเมืองของตนไปยังพื้นที่ทางเหนือสุดของเกาะอังกฤษ […]

พบรูปสลักฟาโรห์ขนาดมหึมา กลางสลัมในกรุงไคโร อียิปต์

เรื่อง ซาราห์ กิบเบนส์ หลังข่าวการค้นพบรูปสลักขนาดใหญ่สูง 8 เมตร และอาจมีอายุเก่าแก่ถึง 3,000 ปี  ในสลัมกลางกรุงไคโร เมืองหลวงของอียิปต์ แพร่สะพัดไปทั่วโลก  ในตอนแรก  มีข้อสันนิษฐานอย่างกว้างขวางว่า  อาจเป็นพระรูปของรามเสสที่สอง (Ramsess II)  ผู้ปกครองที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ เนื่องจากจุดที่พบอยู่ใกล้กับวิหารที่สร้างอุทิศถวายแด่พระองค์ทว่าล่าสุด  นักโบราณคดีจากระทรวงโบราณคดีอียิปต์ได้สมมุติฐานใหม่ว่า รูปสลักนี้อาจเป็นฟาโรห์พระนามว่า พซัมเทคที่หนึ่ง (Psammetich I)  แห่งราชวงศ์ที่ 26 (ช่วงยุคปลาย) เบาะแสที่ชัดเจนที่สุดมาจากการค้นพบจารึกซึ่งมีพระนาม “เนบา” (Nebaa) ปรากฏอยู่  พระนามนี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับฟาโรห์พซัมเทคที่หนึ่ง คุณลักษณะอื่นๆ ของรูปสลักที่พบทำให้นักโบราณคดีเชื่อว่า นี่เป็นศิลปวัตถุจากยุคช่วงปลาย (Late Period) ของอียิปต์หากเป็นเช่นนั้นจริง นี่จะเป็นรูปสลักขนาดใหญ่ที่สุดจากยุคนั้นที่มีการค้นพบ ชิ้นส่วนอื่นๆ ของรูปสลักจำเป็นต้องได้รับการศึกษาและวิเคราะห์อย่างละเอียดเพื่อยืนยันอัตลักษณ์ของฟาโรห์พระองค์นี้ รูปสลักนี้จมอยู่ในน้ำกลางสลัมแห่งหนึ่งของกรุงไคโร “เราพบชิ้นส่วนช่วงหน้าอกของรูปสลัก และชิ้นส่วนด้านล่างของศีรษะ ตอนนี้เมื่อเราเคลื่อนย้ายศีรษะออกไป  เราก็พบศีรษะส่วนบนสุด หูขวา และชิ้นส่วนของตาข้างขวา ” คาเลด อัล-อะนานี รัฐมนตรีกระทรวงโบราณคดีแห่งอียิปต์ กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์