ความเป็นมาของ พาสปอร์ต: การควบคุมโลกของประเทศตะวันตก

ความเป็นมาของพาสปอร์ต: การควบคุมโลกของประเทศตะวันตก

ความเป็นมาของ พาสปอร์ต: การควบคุมโลกของประเทศตะวันตก

ในช่วงปลายศตวรรษที่ยี่สิบเป็นช่วงที่มีผู้อพยพหลั่งไหลเข้าสู่สหรัฐฯ ไม่ขาดสาย และส่วนใหญ่ต้องเดินทางผ่านเอลลิสไอแลนด์เพื่อตรวจสุขภาพ ตอบคำถาม จึงจะได้รับอนุญาตให้ผ่านเข้าสู่ประเทศได้ ในยุคที่ยังไม่มีการใช้เอกสารระบุตัวตนอย่างเป็นมาตรฐานทั่วโลก กระบวนการนี้จึงทำได้ค่อนข้างง่าย แต่ปัจจุบัน ประเทศต่างๆ ทั่วโลกมีจุดตรวจคนเข้าเมือง และทุกคนที่เดินทางเข้าออกผ่านประเทศใดๆ ก็ต้องผ่านจุดตรวจเหล่านี้

หนังสือเดินทางของยุคปัจจุบันมีการฝังไมโครชิปและภาพโฮโลแกรม ใช้ภาพถ่ายชีวภาพ (biometric photo) และบาร์โค้ด ดูเหมือนว่าเทคโนโลยีจะล้ำยุคไปมาก โดยเฉพาะเมื่อเรามองว่าความเป็นมาว่าประวัติศาสตร์ของหนังสือเดินทางนั้นช่างยาวนาน มาร์ติน ลอยด์ เขียนไว้ในหนังสือ“The Passport: The History of Man’s Most Travelled Document” The Passport: The History of Man’s Most Travelled Document  ว่า เมื่อหลายร้อยปีก่อนมีการออกใบ sauf conduit หรือ “Safe Conduct Pass” (ใบเอกสารผ่านทาง) ให้กับศัตรูของชาติที่ “เดินทางเข้าออกอาณาจักรเพื่อการเจรจา” ซึ่งเป็นเอกสารที่ระบุคำตกลงระหว่างสุภาพบุรุษสองท่านว่า ผู้ปกครองสองคนยอมรับในอำนาจของกันและกัน และการก้าวข้ามเขตแดนจะไม่นำมาซึ่งสงคราม

พาสปอร์ต
ห้องทะเบียนของเอลลิสไอแลนด์เป็นจุดรับผู้อพยพแห่งแรกของสหรัฐฯในช่วงปี 1900 ถึง 1924 โดยผู้มาใหม่จะต้องตอบคำถามของผู้ตรวจราชการที่นั่งอยู่ใต้ธงชาติ ปี 1912
ภาพถ่าย NEW YORK PUBLIC LIBRARY, National Geographic Creative

การบังคับใช้กฎเกณฑ์ใดๆ ก็ตามย่อมทำได้โดยง่ายเมื่อไม่มีการทำข้อตกลง แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไปในปี 1920 เมื่อมีการสร้างมาตรฐานหนังสือเดินทางขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โดยสันนิบาตชาติ (หนึ่งปีให้หลัง สหรัฐอเมริกาจึงผ่าน นโยบายจำกัดผู้อพยพเข้าเมือง ปี 1921 (Emergency Quota Act of 1921)  Emergency Quota Act of 1921 และตามด้วยรัฐบัญญัติผู้อพยพ ปี 1924 (Immgration Act of 1924) ซึ่งจำกัดจำนวนผู้อพยพเข้าเมือง นโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะผู้อพยพจากหลากหลายประเทศจัดว่าเป็น “ภัยคุกคาม” ต่อ “ความเป็นใหญ่ของชาวอเมริกัน” ดังนั้น การระบุประเทศต้นทางของผู้อพยพจึงทำได้โดยการออกหนังสือเดินทางใหม่เอี่ยมให้นั่นเอง

พาสปอร์ต
ครอบครัวผู้อพยพถือกระเป๋าระหว่างเดินผ่านเอลลิสไอแลนด์ ราวปี 1905
ภาพถ่าย Glasshouse Images/Alamy Stock Photo

หนังสือเดินทางซึ่งถือกำเนิดขึ้นเพราะระบบที่มีประเทศตะวันตกเป็นศูนย์กลางเพื่อควบคุมโลกหลังสงครามโลก จึงเอื้อประโยชน์ต่อผู้มั่งมีที่ต้องการเดินทาง แต่ถือเป็นภาระของผู้ยากไร้ “หนังสือเดินทางเป็นเหมือนเกราะกำบัง ถ้าคุณเป็นประชากรของประเทศร่ำรวยค่ะ” เอทอสซา อะแร็กเซีย เอบราเฮเมียน ผู้เขียน The Cosmopolites: The Coming of the Global Citizen เขียนไว้ นักเขียนสาวชาวแคนาดา ผู้มีเชื้อสายอิหร่านและปัจจุบันเป็นประชากรของสวิตเซอร์แลนด์ ตั้งคำถามว่าด้วยสัญชาติและความเป็นพลเมือง “ฉันไม่มีความผูกพันใดๆ เป็นพิเศษกับหนังสือเดินทางของตัวเองหรอกค่ะ เพราะมองแค่ว่าเป็นเรื่องของการบังเอิญไปเกิดในที่ใดที่หนึ่ง และฉันจะไม่ระบุตัวตนว่าเป็นชนชาติใดชาติหนึ่งถ้าไม่จำเป็น” เธอบอก

เหล่าผู้วิพากษ์การแก้ไขปัญหาผู้อพยพปี 1920 แย้งว่า ระบบดังกล่าวไม่ใช่การสร้างสังคมแห่งประชาธิปไตยอย่างแท้จริงสำหรับนักเดินทางท่องโลก แต่เป็นเรื่องของการบังคับควบคุม แม้แต่ภายในเขตแดนของประเทศสหรัฐฯ เอง ในช่วงต้นศตวรรษที่ยี่สิบ Atlas Obscura รายงานว่า หญิงชาวอเมริกันที่สมรสแล้วมีเพียงชื่อท้ายชื่อของสามีในหนังสือเดินทาง เช่น “นายจอห์น โด และภริยา” (หญิงโสดสามารถมีหนังสือเดินทางของตนเองได้ อ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่ ) และจะไม่มีสิทธิ์เดินทางข้ามชายแดนได้ด้วยตนเอง แต่ชายที่สมรสแล้วสามารถเดินทางไปไหนมาไหนตามลำพังได้

พาสปอร์ต
ลูกของผู้อพยพที่ถูกกักตัว หรือของพ่อแม่ผู้อพยพที่อยู่ก่อนแล้ว โบกธงชาติสหรัฐฯบนสวนดาดฟ้าบนเอลลิสไอแลนด์ ราวปี 1900
ภาพถ่าย Jacob A. Riis, Museum of the City of New York/Getty Images

มีบางประเทศที่มองว่า หนังสือเดินทางคือวิธีควบคุมโลกของประเทศตะวันตกและออกมาคัดค้าน มาร์ก ซอลเทอร์ เขียนไว้ในหนังสือ  Rights of Passage: The Passport in Internation RelationsRights of Passage: The Passport in International Relations แม้ว่าหลายประเทศต้องการยกเลิกการใช้หนังสือเดินทาง แต่ก็ไม่มีประเทศใดทำเช่นนั้นได้ในปัจจุบัน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หนังสือเดินทางกลายเป็นของจำเป็นที่ทุกคนต้องการ ไม่ต่างจากอสังหาริมทรัพย์และงานศิลปะ บางประเทศมีการค้าหนังสือเดินทางในตลาดมืด และบางประเทศก็เปิดพรมแดนให้กับคนที่ยอมจ่ายเงินก้อนโต “ตอนที่ค้นคว้าเพื่อเขียนหนังสือ พอฉันรู้ว่ามีตลาดค้าหนังสือเดินทางถูกกฎหมาย ฉันเลยรู้ว่า ความคิดของตัวเองที่มองว่าความเป็นพลเมืองเป็นสิ่งที่ซื้อขายได้ เป็นความคิดที่ถูกต้องค่ะ” เอบราเฮเมียน บอก ตัวอย่างเช่น ประเทศมอลตากับไซปรัสเปิดขายความเป็นพลเมือง โดยมอลตาตั้งไว้ที่สนนราคา 1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป ส่วนไซปรัสจะมอบสัญชาติให้คนที่มาลงทุนตามข้อกำหนดของรัฐบาล

พาสปอร์ต
ลูกๆของผู้อพยพตรวจสุขภาพกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของเมืองเมื่อมาถึงเอลลิสไอแลนด์ในช่วงที่ไข้รากสาดใหญ่ระบาด ปี 1911
ภาพถ่าย Bettmann/Getty Images

ถึงกระนั้น ก็ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่าเป็นคนไร้สัญชาติ (stateless) โดยคนเหล่านี้มีอยู่ถึง 10 ล้านคนทั่วโลก และคำขอออกหนังสือเดินทางของพวกเขามักถูกปฏิเสธ จึงทำให้ขาดเสรีในการเดินทาง และนั่นเป็นสิ่งที่ตอกย้ำว่า “สัญชาติ” หรือความเป็นพลเมือง เป็นสิ่งที่คลุมเคลือ

เราจะมีอภิสิทธิ์มากน้อยแค่ไหน หรือจะกังวลมากน้อยแค่ไหนขณะเดินทาง ขึ้นอยู่กับประเทศต้นทางของเรา หนังสือเดินทางของเราอาจเป็นเครื่องคุ้มกะลาหัวหรือเป็นภาระที่ต้องแบกรับก็ได้ เพราะตัวหนังสือเดินทางจะคงอยู่ต่อไป แต่การปรับเปลี่ยนเอกสารชิ้นนี้ให้ทันต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงทุกขณะยังเป็นเรื่องท้าทาย และเราไม่รู้ว่าในอนาคต หนังสือเดินทางจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

เรื่อง จูเลีย ไพน์ส

 

อ่านเพิ่มเติม

คนไทยในอดีตหากมีคู่ต่างชาติ มีโทษถึงประหารชีวิต

เรื่องแนะนำ

หมู่บ้านชนบทในจีนแห่งนี้ต้องใช้ สายเคเบิล สู่โลกภายนอก

ช่างภาพบันทึกเรื่องราววิถีชีวิตดั้งเดิมที่ผูกพันกับแม่นํ้าอันทรงพลัง โดยการใช้ สายเคเบิล และถูกคุกคามจากการเปลี่ยนแปลง แม่นํ้าสาละวิน หรือที่รู้จักในจีนว่า แม่นํ้านู่ เป็นหนึ่งในมหานทีที่ไหลอย่างอิสระสายสุดท้ายในเอเชีย จีนประกาศว่าจะสร้างเขื่อนกั้นแม่นํ้านู่เมื่อเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา มีกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มอาศัยอยู่ในพื้นที่ส่วนนี้ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนซึ่งเรียกว่า ดินแดนแห่งแม่นํ้าขนานสามสายได้แก่ แม่นํ้านู่ แม่นํ้าจินชา (แยงซีเกียง) และแม่นํ้าหลานชาง (โขง) และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกขององค์การยูเนสโก เมื่อปี 2008 ผมเดินทางไปที่นั่นเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของภูมิภาคห่างไกลแห่งนี้ ผมพบว่ามีที่ราบลุ่มน้อยมากตามริมแม่นํ้านู่ หลายหมู่บ้านซ่อนอยู่สูงขึ้นไปบนผนังผาสูงชันของโกรกธารแม่นํ้า มีสะพานไม่กี่แห่งพาดข้ามแม่นํ้า ผมเห็นคนท้องถิ่นข้ามแม่นํ้าด้วยเชือกโดยใช้สายเคเบิลเส้นโตขึงไว้กับผนังหุบเหวด้านละหนึ่งจุด ชาวบ้านจะนำเชือกมาด้วยและผูกรอกไว้กับเข็มขัดหรือคล้องไว้ที่ไหล่ เตรียมพร้อมจะเกี่ยวกับสายเคเบิลและสาวข้ามไป ระหว่างถ่ายภาพในพื้นที่ ผมทำแผนที่ตำแหน่งจุดข้ามด้วยสายเคเบิลทั้งหมดและสังเกตภูมิทัศน์กับแสง โกรกธารซึ่งแคบและลึกมักจะอยู่ในเงามืด ผมพินิจพิเคราะห์ผู้คนที่ไต่เชือกข้ามกระแสนํ้าเชี่ยวกรากของแม่นํ้านู่ (คำนี้แปลว่า “เกรี้ยวกราด” ในภาษาจีน) พวกเขามีทั้งข้ามคนเดียว ข้ามเป็นคู่ และข้ามกับสัตว์ต่างๆ ผมเห็นไก่ หมู และแพะหนึ่งตัว ผมหาตำแหน่งจุดโหนเชือกที่ใกล้เมืองที่สุดและมุ่งหน้าไปที่นั่นในวันที่มีตลาด พร้อมกับผู้ช่วย ฉวานเจี้ยนหวา และคนขับรถชาวทิเบต จู้หลินเหวิน (ทั้งคู่เป็นสมาชิกของชนกลุ่มน้อยเผ่าลี่ซู่หรือลีซอ) ผมเช่าสายรัดนิรภัยและรอกจากชาวบ้านคนหนึ่ง คล้องกล้องไว้ที่คอและใส่ฟิล์มไว้ในกระเป๋าจัดแจงเกี่ยวรอกกับสายเคเบิล แล้วดึงตัวเองไปข้างหน้าจนถึงครึ่งทางเหนือแม่นํ้า สายนํ้าดูเกรี้ยวกราด ขณะห้อยอยู่เหนือแม่นํ้านู่ ผมถ่ายภาพผู้คนที่ข้ามแม่นํ้า หลังห้อยโหนจากสายเคเบิลและถ่ายภาพจากริมฝั่งแม่นํ้าในตอนเช้า ผมก็ตัดสินใจเก็บของ ตอนขนของขึ้นรถ เรากวาดตามองสันเขาสูงที่อยู่ตรงข้ามเราคนกลุ่มหนึ่งกำลังมุ่งหน้าลงมาตามเส้นทางเดินสูงชัน […]

ชาวบาจาววิวัฒน์ร่างกายให้มีม้ามใหญ่ ช่วยดำน้ำนานขึ้น

เป็นเวลาหลายร้อยปีแล้วที่การคัดเลือกทางธรรมชาติช่วยให้ชาวบาจาวซึ่งอาศัยอยู่ในทะเลมีพันธุกรรมที่แข็งแรง และปรับตัวเข้ากับการดำน้ำ

โลกร้างใบจิ๋ว

เรื่อง เจเรมี เบอร์ลิน ภาพถ่าย ลอรี นิกซ์ และ แคทลีน  เกอร์เบอร์ เมืองที่กลายเป็นซากปรัก รถไฟจอดนิ่งสนิทอยู่บนราง โรงเรียนที่เงียบสงัด ห้องสมุด และเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ ทรุดโทรมผุพังไปตามกาลเวลา  ผู้คนอันตรธานไป นี่คือจุดจบของโลกที่เรารู้จักแต่ลอรี นิกซ์ กลับรู้สึกสบายดี อันที่จริงเธอและแคทลีน เกอร์เบอร์ ซึ่งเป็น คู่หูทั้งในเรื่องศิลปะและชีวิตจริง คือสถาปนิกผู้อยู่เบื้องหลังฉากสิ้นโลกเหล่านี้ วันฟ้าหม่นวันหนึ่งในฤดูหนาวทั้งคู่ กำลังทำงานอยู่ในห้องเช่าซึ่งเป็นทั้งที่พักและที่ทำงาน พวกเธอกำลังบรรจงสร้างฉากจำลองสามมิติของหายนะ นิกซ์เล่าว่าเป้าหมายของพวกเธอคือการสร้างและ ถ่ายภาพ “เรื่องราวที่ไม่สามารถบอกได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป นั่นคือแบบจำลองของเมืองยุคไร้มนุษย์ หลังเกิดภัยพิบัติปริศนาทำลายล้างทุกสิ่ง” เพื่อ “ปลดปล่อย กระตุกต่อมคิด และปลุกเร้า” จินตนาการของผู้ชม “เราต้องการ[ให้ผู้ชม] ใคร่ครวญถึงปัจจุบันเราจะยังมีอนาคตอยู่หรือ ไม่ เราจะสามารถปกป้องตัวเองได้หรือเปล่า” นิกซ์ได้ความคิดส่วนใหญ่ในการรังสรรค์ผลงานอันสลับซับซ้อนนี้จากการนั่งรถไฟใต้ดิน หรือไม่ก็การเปิดหนังสือ ท่องเที่ยวต่าง ๆ แรงบันดาลใจอื่น ๆ มาจากความทรงจำในอดีตของเธอ ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตขึ้นในพื้นที่ที่เกิด พายุทอร์นาโดช่วงทศวรรษ 1970 หรือจากภาพยนตร์แนว ภัยพิบัติและแฟนตาซีอย่าง ตึกนรก (The Towering Inferno) และ […]

รักลิง

เรื่องและภาพ สันติภาพ  อุโคตร (รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 โครงการ 10 ภาพเล่าเรื่องปี 7) เมืองลพบุรีเป็นเมืองประวัติศาสตร์ มีลิงเป็นสัญลักษณ์คู่บ้านคู่เมืองมาเป็นเวลายาวนานและยังเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยว  เนื่องจากจำนวนประชากรลิงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและขาดการจัดการที่ดีอย่างเป็นระบบ ปัจจุบันลพบุรีต้องประสบปัญหาการคุกคามของลิงอย่างรุนแรงในพื้นที่ที่ใช้ร่วมกับคน เช่น ถูกลิงเข้ารื้อค้นหาอาหาร ทำลายทรัพย์สินของบ้านเรือนและร้านค้า ตลอดจนปริมาณอาหารเลี้ยงลิงที่ต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนประชากร  ยิ่งเมื่อลิงแบ่งฝูงแยกกลุ่ม มีอาณาเขตเป็นของตนเอง หากไม่ได้รับอาหารเพียงพอ ลิงเหล่านั้นก็ต้องดิ้นรนหาอาหาร ซึ่งมักใช้วิธีขโมยหรือแย่งอาหารจากคน  บ่อยครั้งที่ลิงบาดเจ็บเนื่องจากการแย่งอาหารกันเอง ถูกคนทำร้าย หรือด้วยความซุกซนจากการตกที่สูง ถูกไฟฟ้าช้อต หรือบาดเจ็บจากรถยนต์ ท่ามกลางปัญหาที่ยังไม่คลี่คลายนี้ ก็ยังมีคนรักสัตว์ผู้อุทิศนตนช่วยเหลือลิงอย่างน่ายกย่อง  ในขณะเดียวกันแผนแม่บทการบริหารจัดการปัญหาลิงในจังหวัดลพบุรีอย่างยั่งยืนก็เป็นความหวังในการก้าวข้ามปัญหาที่ยืดเยื้อมาหลายทศวรรษด้วย