ชมนวัตกรรม อุโมงค์ส่งน้ำโบราณ ในอิหร่าน ที่ยังคงถูกใช้งานในปัจจุบัน - National Geographic Thailand

ชมนวัตกรรมอุโมงค์ส่งน้ำโบราณในอิหร่าน ที่ยังคงถูกใช้งานในปัจจุบัน

เรื่อง เรเชล บราวน์

มองจากด้านบนพื้นผิวทะเลทรายอันแห้งแล้งล้วนไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่หารู้ไม่ว่าลึกลงไปใต้ผืนดินอีก 100 ฟุต มี อุโมงค์ส่งน้ำโบราณ ที่นำพาความชุ่มชื้น และหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้านในอิหร่านไว้

ระบบชลประทานใต้ดินนี้มีชื่อเรียกว่า “คานัต” (Qanats) นับเป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมที่น่าอัศจรรย์ในยุคโบราณ ซึ่งถึงจะมีอายุเก่าแก่กว่า 3,000 ปี แต่คานัตยังคงถูกใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน

อุโมงค์น้ำเหล่านี้จะทอดยาวจากแหล่งต้นน้ำในหุบเขา หรือแม้แต่ทะเลสาบในถ้ำลึก ด้วยพื้นผิวที่ลาดเอียงในองศาที่พอเหมาะ เพื่อให้น้ำสามารถไหลลงไปยังสถานที่ที่ต้องการในปลายอุโมงค์ได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องระมัดระวังไม่ให้องศาของความลาดเอียงนั้นมากเกินไป มิฉะนั้นสายน้ำที่หล่อเลี้ยงอาจไหลบ่าแรงเกินไปจนทำลายอุโมงค์ได้

ตลอดเส้นทางของอุโมงค์ บนพื้นดินจะมีหลุมตั้งอยู่เป็นระยะๆ หลุมเหล่านี้ช่วยให้อากาศภายในถ่ายเทแก่บรรดาคนงานที่ทำหน้าที่ขุดอุโมงค์ด้วยมือในอดีต นอกจากนั้นในตอนที่อุโมงค์ถูกขุดเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลุมเหล่านี้ยังทำหน้าที่เป็นบ่อน้ำให้แก่ชาวบ้านอีกด้วย

กระบวนการสร้างอุโมงค์คานัตนี้เป็นงานที่หนักหนาเอาการ อย่างไรก็ตามผลตอบแทนที่ได้รับนั้นคุ้มค่า เทคโนโลยีโบราณนี้ช่วยหล่อเลี้ยงต้นไม้ในทะเลทรายที่แห้งผากให้เบ่งบานมาแล้ว รวมทั้งยังเป็นที่นิยมอย่างมากในภูมิภาคตั้งแต่เส้นทางสายไหม ยาวไปจนถึงหลายประเทศในตะวันออกกลาง หรือแม้กระทั่งในสเปน และโมร็อกโกก็มีการค้นพบคานัตเช่นเดียวกัน

Gholamreza Nabipour ชายชาวอิหร่านวัย 102 ปี เป็นหนึ่งในคนขุดอุโมงค์ไม่กี่คนที่ยังคงมีชีวิตอยู่ หรือที่เรียกกันว่า “มิรับ” (Mirab) ตัวเขาพยายามถ่ายทอดภูมิปัญญานี้ไปยังชาวอิหร่านรุ่นใหม่ ซึ่งในจำนวนนั้นก็รวมถึงลูกชายของเขาเองด้วย ผู้ใช้คานัตในการลำเลียงน้ำมายังฟาร์มถั่วพิสตาชิโอของเขา ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกสมัยใหม่

ในช่วงค.ศ. 1960 – 1970 การจัดสรรปันส่วนที่ดินส่งผลให้คานัตหลายแห่งถูกทิ้งร้าง และไม่ได้รับการดูแล ประกอบกับวิถีชีวิตของเกษตกรยุคใหม่ คานัตจึงไม่ได้เป็นสิ่งจำเป็นอีกต่อไป

ในปี 2016 ที่ผ่านมา ทางยูเนสโกได้ประกาศให้คานัต ภูมิปัญญาของชาวเปอร์เซียโบราณนี้มีความสำคัญในฐานะมรดกโลก “คานัตเหล่านี้เป็นแหล่งหล่อเลี้ยงชีวิตตัวผม และบรรพบรุษของผม” Nabipour กล่าว “มันเป็นหน้าที่ของผมที่จะอนุรักษ์มันไว้ตราบสิ้นลมหายใจ”

อ่านเพิ่มเติม : ชีวิตหลังไอซิสสุรา นารี และปัญญา:การสังสรรค์ของชาวกรีกโบราณ

เรื่องแนะนำ

หนุ่มสาว ซูดาน มองหาอนาคต ในเงื้อมมือเผด็จการ

หนุ่มสาว ซูดาน ได้แรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์ขณะต่อสู้เรียกร้องเพื่ออนาคตที่ดีขึ้น เช้าวันจันทร์วันหนึ่งช่วงปลายเดือนตุลาคมปีที่แล้ว การปฏิวัติครั้งล่าสุดของ ซูดาน กำลังพังทลาย เวลาเพิ่งผ่านไปสองปีครึ่งนับจากรัฐบาลเผด็จการสุดโต่งของโอมาร์ อัล บาเชียร์ ที่ครองอำนาจมายาวนาน 30 ปี ล่มสลายลงเมื่อเดือนเมษายนปี 2019 สภาอธิปไตย (Sovereign Council) ของชาติในขณะนั้นซึ่งเกิดจาก การจัดสรรอำนาจระหว่างผู้นำพลเรือนและกองทัพ กำลังนำพาประเทศออกจากสามทศวรรษอันมืดมนแห่ง การกดขี่ปราบปราม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การคว่ำบาตรจากนานาชาติ และการแยกตัวเป็นเอกราชของเซาท์ซูดาน แต่แล้วราวเที่ยงวันของวันที่ 25 ตุลาคม ปี 2021 เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนการเปลี่ยนผ่านตามแผนไปสู่ การปกครองโดยรัฐบาลพลเรือน อนาคตของชาติแอฟริกาแห่งนี้กลับพบจุดหักเหอีกครั้ง พลโทอับเดล ฟัตตาห์ อัลบูร์ฮัน ประธานสภาอธิปไตย ประกาศยุบรัฐบาลและควบคุมตัวนายกรัฐมนตรีพลเรือนไว้ภายในบ้าน อับบูร์ฮัน เรียกเหตุการณ์นี้ว่าสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ประชาชนซูดานรับรู้ว่าเป็นการรัฐประหาร จึงออกมารวมตัวกันนับแสนคนเพื่อประท้วงในเมืองหลวงคาร์ทูม และเมืองอื่นๆ สมกับเป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในศตวรรษที่ 21 ทุกอย่างตีแผ่บนสื่อโซเชียลแบบสดๆ และฉันได้เฝ้าดูอย่างจดจ่อจากแล็ปท็อปคอมพิวเตอร์ไกลออกไปครึ่งโลก ฉันติดตามข่าวคราวจากซูดานมาตั้งแต่ก่อนเกิดรัฐประหารและการปฏิวัติ เพื่อบันทึกการทำงานของผู้รับทุนสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกทีมหนึ่งที่ขุดค้นแหล่งโบราณคดีอยู่ทางภาคเหนือของประเทศ ฉันไปทำข่าวทริปแรกในช่วงเดือนท้ายๆ ของระบอบบาเชียร์ที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง ซึ่งเป็นยุคสมัยขึ้นชื่อเรื่องการขาดแคลนอาหารและน้ำมัน การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่จำกัด และด่านตรวจของทหารที่พบเห็นได้มากขึ้นเรื่อยๆ […]

ฤดูกาลแห่งการ ล่าวาฬ: วิถีและประเพณีอันเก่าแก่ของชนพื้นเมืองในอลาสกา

สำหรับชนพื้นเมืองในอลาสกา วาฬคือศูนย์กลางวิถีชีวิตและประเพณีอันเก่าแก่ การล่าวาฬที่ทำกันเพียงปีละครั้ง ไม่เพียงเป็นแหล่งอาหารของคนทั้งชุมชน แต่ยังเป็นการสืบสานวิถีอันเก่าแก่ไม่ให้สาบสูญไป

Gen Love – รักเข้มข้น

“ยากกว่าการหาคนรักคือการรักษาคนรักไว้” เนื่องในวันแห่งความรักนี้ มาร่วมหาคำตอบว่าอะไรคือเคล็ดลับของการมีความรักที่ยืนยาว? ผ่านเรื่องราวของคู่รักหลายคู่ที่อยู่ร่วมกันมากว่า 50 ปี

ทำไมชอบดูนก

ทำไมชอบดูนก “ดูนก ไปทำไม” โดยทั่วไปเมื่อถามคำถามนี้กับบรรดานักดูนก  เรามักได้เหตุผลเบื้องต้นประมาณว่า  เพราะนกน่ารัก… เพราะอยากเป็นนก…  เพราะได้ไปอยู่ในป่า…  ดูนกแล้วมีสมาธิ… ชอบอิริยาบถของนก… เพราะได้ตื่นเช้า… ได้หัดสังเกต… รู้จักเฝ้ารอ… ไม่เอาแต่ใจ… ไม่เร่งรีบ… ดูแล้วมีความสุข… รู้สึกสบายใจ เรื่อยไปจนถึงคำตอบห้วนๆว่า ไม่มีเหตุผลอะไร แค่ชอบ แต่ทำไมคนเหล่านั้นถึงยอมตื่นแต่เช้ามืดไปเดินท่อมๆ เงียบๆ ทนทาก/ยุง/เห็บกัด หรือไม่ก็นั่งรอในบังไพรนานเป็นชั่วโมงๆ เพื่อให้ได้เห็นนกสักตัว  คนดูนกมักตอบคนไม่ดูอย่างกำปั้นทุบดินว่า  ต้องลองไปดูนกเอง นกเป็นสิ่งมีชีวิตล้ำเลิศที่มนุษย์เฝ้ามองมาทุกสมัย  วิวัฒนาการสองขาหน้าของนกได้ชื่อว่าเป็นวิวัฒนาการที่สร้างสรรค์ที่สุด  คนทุกยุคฝันอยากมีปีกบินได้เหมือนนก แต่บรรพบุรุษของนกกลับเป็นสัตว์เลื้อยคลานอย่างไดโนเสาร์  มีทั้งขนาดใหญ่ยักษ์วิ่งได้แต่บินไม่ได้ และขนาดเล็กจิ๋วเท่าแมลงภู่  มีทั้งสีสันฉูดฉาด  แพรวพราว ขาวปลอดและดำปลอด อายุวัต เจียรวัฒนกนก นักวาดภาพธรรมชาติอายุ 27 ปี บอกว่า  ที่ยังชอบดูนกมาถึงทุกวันนี้  เพราะยังมีสิ่งให้ค้นหาอยู่ไม่รู้จบ  “ยิ่งดู ยิ่งรู้สึกอยากเจอตัวนั้น อยากเจอตัวนี้  นกทั่วโลกมีหมื่นกว่าชนิด ในเมืองไทยพันกว่า  พอเราไปดูนก เราก็ไปอยู่ในธรรมชาติ  ช่วงที่ไม่มีนก เราก็ได้ดูอย่างอื่นด้วย ทำให้เราสังเกตต้นไม้ใบหญ้า สัตว์ประเภทอื่นๆ […]