โยคะ : ค้นพบความสงบในโลกอันวุ่นวาย - National Geographic Thailand

โยคะ : ค้นพบความสงบในโลกอันวุ่นวาย

 โยคะ : ค้นพบความสงบในโลกอันวุ่นวาย

โยคะ ในฐานะวิถีปฏิบัติทางจิตวิญญาณ ซึ่งถือกำเนิดในอินเดีย แผ่กิ่งก้านสาขาออกไปอย่างกว้างขวางในสหรัฐฯ และทั่วโลก โยคะ เป็นทั้งโปรแกรมการฝึกเพื่อสุขภาพแข็งแรง หนทางสู่การเปลี่ยนแปลงตนเองหรือการรู้แจ้ง และการบำบัดสาเหตุของความป่วยไข้ต่างๆ ตั้งแต่การติดยาเสพติด อาการปวดศีรษะเรื้อรัง และการสูญเสียการได้ยิน ไปจนถึงภาวะเครียดหลังเกิดเหตุสะเทือนขวัญหรือพีทีเอสดี โรคหัวใจ และโรคโครห์น

การสำรวจครั้งหนึ่งของทางการสหรัฐฯ พบว่า ในปี 2017 ผู้ใหญ่ชาวอเมริกันมากกว่าร้อยละ 14 ใช้โยคะด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 9.5 เมื่อห้าปีก่อน

การพิสูจน์คำกล่าวอ้างถึงประโยชน์ต่อสุขภาพของโยคะเป็นเรื่องยาก การศึกษาส่วนใหญ่ใช้กลุ่มตัวอย่างเล็กเกินกว่าจะให้ข้อสรุปอย่างชัดเจน  เหตุผลหลักคือ โยคะมักไม่ค่อยได้รับทุนอุดหนุนก้อนใหญ่จากทางการ หรือไม่มีอุตสาหกรรรมอย่างผู้ผลิตยา ให้ทุนสนับสนุนการวิจัย

โยคะ
ในทัณฑสถานของรัฐใกล้เมืองแซนดีเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย พาทริก อากุญญา พักในท่าสวาสนะหรือท่าศพกับเจ้าซุส สุนัขที่เขากำลังฝึก ระหว่างเข้าคลาสโยคะที่องค์กรไม่แสวงกำไรชื่อ โยคะในเรือนจำ (Prison Yoga Project) ให้การสนับสนุน อากุญญาฝึกโยคะหลังลูกกรงมานานกว่า 20 ปี
โยคะ
มหกรรม “โยคะออนเดอะร็อกส์” ดึงดูดผู้นิยมชมชอบโยคะ 2,100 คนที่มารวมตัวกันจนเต็มพื้นที่ของเรดร็อกส์แอมฟิเทียเตอร์ นอกเมืองเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด ในสหรัฐฯ โยคะกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในฐานะวิธีบำบัดความเครียดและส่งเสริมสุขภาพ

สัต บีร์ ซิงห์ กัลสา ครูโยคะ นักประสาทวิทยาศาสตร์จากฮาร์วาร์ด และผู้เชี่ยวชาญศาสตร์โยคะ ยอมรับว่า งานวิจัยด้านนี้ยังขาดอีกมาก “แต่ผมอยากบอกว่า ที่ผ่านมาเราแสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือในระดับหนึ่งแล้ว” กัลสา ศึกษาการใช้โยคะเพื่อบำบัดอาการนอนไม่หลับ พีทีเอสดี ความวิตกกังวล และความเครียดเรื้อรัง จนเห็นหลักฐานหรือข้อพิสูจน์ที่มีน้ำหนักเกี่ยวกับประโยชน์ของโยคะ

ความเครียดไม่เพียงมีบทบาทสำคัญในความป่วยไข้มากมายที่ฆ่าเรา แต่ยังผลักดันให้เกิดการกินที่ไม่ดีต่อสุขภาพ การนอนหลับที่แย่ การใช้แอลกอฮอล์หรือยาในทางที่ผิด และพฤติกรรมไม่ดีอื่นๆ “การแพทย์สมัยใหม่ไม่ได้เรื่องเลย เมื่อพูดถึงการป้องกันความเครียดเรื้อรัง” เขาบอก

กัลสาซึ่งเริ่มฝึกกุณฑาลินีโยคะเมื่อปี 1971 บอกฉันอย่างตื่นเต้นว่า อีพิเจเนติกส์หรือพันธุศาสตร์ด้านกระบวนการเหนือพันธุกรรม (epigenetics) และเทคโนโลยีการสร้างภาพประสาท (neuroimaging) กำลังเผยให้เห็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างร่างกายกับสมอง และไขความลี้ลับของพลังแห่งโยคะ พูดอีกนัยหนึ่งคือ ประโยชน์ของโยคะหาได้เป็นเพียงความเชื่อของผู้ฝึกหรือผู้ปฏิบัติเท่านั้น

โยคะ
ในตะวันตก โยคะมักมุ่งเน้นไปที่อาสนะหรือท่าฝึกต่างๆ ของ หฐะโยคะ (hatha yoga) ซึ่งเป็นหนึ่งในกิ่งก้านสาขาของโยคะ ในอินเดียที่ซึ่งโยคะถือกำเนิดขึ้นเมื่อกว่า 4,000 ปีก่อน สาวกหรือผู้ศรัทธาในกฤษณะจะกระทำ ภักติโยคะ ด้วยการเคลื่อนย้ายก้อนหินทีก้อนจากทั้งหมด 108 ก้อนคราวละหนึ่งช่วงตัว ระหว่างนอนกราบกระทำประทักษิณรอบเขา โควรรธนะระยะทาง 21 กิโลเมตร
โยคะ
ศรีธรรมมิตตรานำลูกศิษย์ฝึกโยคะที่สตูดิโอของเขาในนิวยอร์กซิตี เขาเกิดในบราซิล รับราชการในกองทัพอากาศของ ที่นั่น และเปิดยิมเพาะกาย ก่อนจะมาศึกษาศาสตร์โยคะในสหรัฐฯ เมื่อกว่า 50 ปีก่อน ศรีธรรมมิตตราพัฒนาแนวทางโยคะของตนเองขึ้นมา

นักวิจัยในนอร์เวย์วิเคราะห์ตัวอย่างเลือดจากอาสาสมัคร 10 คน ทั้งก่อนและหลังการฝึกโยคะแบบสอดคล้องไปกับจังหวะลมหายใจใช้เวลาสองชั่วโมง และพบว่ามีกิจกรรมของยีนมากขึ้นในเซลล์ภูมิคุ้มกันที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายอย่างมีนัยสำคัญ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตลอสแอนเจลิส หรือยูซีแอลเอ ที่ศึกษาผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านม ค้นพบว่า โยคะช่วยลดหรือกดการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบ ซึ่งเชื่อว่าเป็นต้นเหตุของโรคภัยไข้เจ็บซับซ้อนหลายอย่าง

การศึกษาเหล่านี้ช่วยสร้างการยอมรับทางวิทยาศาสตร์ให้โยคะก็จริง แต่หาใช่เหตุผลที่ทำให้ศาสตร์โบราณนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงในสังคมสมัยใหม่ที่รุมเร้าไปด้วยความเร่งรีบและความเครียดสารพัด กัลสาบอกว่า “โยคะไม่ต่างจากกลยุทธ์ที่ทำให้ผู้คนมีความสุขอยู่ลึกๆ และสามารถจัดการกับความท้าทายของชีวิตสมัยใหม่ได้”

โยคะ
สาวกของโยคีภชัน (Yogi Bhajan) ผู้นำทางจิตวิญญาณที่ล่วงลับ ซึ่งนำกุณฑาลินีโยคะจากอินเดียมาสู่ตะวันตก มารวมตัวกันเพื่อสวดสรรเสริญและเดินหลับตา ระหว่างการเฉลิมฉลองครีษมายันประจำปี ณ เทือกเขาเฮเมซใกล้เมืองเอสปัญโญลาในนิวเม็กซิโก

นี่อาจเป็นช่วงเวลาเหมาะที่ฉันขอสารภาพว่า โยคะทำให้ฉันเครียดหนักกว่าเดิม ฉันได้รับคำแนะนำให้ลองฝึกโยคะจากนักกายภาพบำบัดที่เคยรักษาอาการบาดเจ็บที่หัวไหล่ หลังรักษามาแล้วกับหลายคน แต่ไม่ได้ผล เมื่อเขาพูด ฉันจึงรับฟังโดยดี ในย่านชานเมืองนิวยอร์กที่ฉันอาศัยอยู่ โยคะมีให้เลือกฝึกมากมายตามสตูดิโอริมถนน ศูนย์สุขภาพชุมชน โปรแกรมการศึกษาต่อเนื่อง และเชนฟิตเนสต่างๆ ฉันเริ่มจากที่นั่นโดยมีสามีติดสอยห้อยตามไปด้วย คลาสคนแน่นเอี้ยดจนต้องจับจองเสื่อกันเหมือนที่นั่งในรถไฟใต้ดิน สมาชิกในชุดผ้ายืดสแปนเด็กซ์ก้มพับ บิดลำตัว ชนิดที่ฉันได้แต่มองตาปริบๆ รู้สึกเหมือนตัวเองล้มเหลวเวลาเข้าทดสอบความสามารถอะไรสักอย่าง ฉันจึงเลือกสิงสถิตอยู่ในคลาสโยคะฟื้นฟู (restorative yoga) ที่ตัวเองดูเหมือนมีความสามารถทัดเทียมกับเพื่อนร่วมคลาสในการนอนแผ่หราบนหมอนหนุนช่วยฝึก และพยายามบังคับตัวเองไม่ให้หลับจนกรนออกมา ขณะที่สามีฉันไปไกลกว่า เพราะเขาเริ่มฝึกเฮดสแตนด์หรือท่ายืนด้วยศีรษะแล้ว

โยคะ
บ๊อบ เกรกอรี ซึ่งมีอาการของโรคสมองพิการ ยืดเหยียดกล้ามเนื้อในคลาสโยคะโดยมีปารีส เคย์ คอยช่วยเหลือ เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมโยคะฟื้นฟูสำหรับผู้พิการที่ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพแห่งหนึ่งในมินนิโซตา
โยคะ
หญิงสาวคนหนึ่งนอนพักในท่าศพที่สตูดิโอโยคะชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงปักกิ่ง โยคะออกตัวช้าในจีน เพราะเคยเป็นที่หวาดระแวงในเรื่องแง่มุมทางศาสนาและจิตวิญญาณ แต่ทุกวันนี้กำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว

ฉันไม่ใช่คนเดียวที่สับสนกับความย้อนแย้งระหว่างโยคะที่เห็นทั่วไปกับโยคะในฐานะวิถีปฏิบัติเพื่อการเยียวยาร่างกายและจิตใจแบบองค์รวม “ฉันมักได้ยินคำพูดประมาณว่า เพลงที่เปิดในคลาสไม่คูลพอ” ครูโยคะ โอลิเวีย มี้ด  บอกและเสริมว่า “ฉันคิดว่าตัวเองรับอะไรแบบนี้ไม่ไหวแล้ว ฉันมาเป็นครูโยคะไม่ใช่เพื่อจะมานุ่งอะไรสั้นๆ ดูน่ารัก  ฉันอยากสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางทีดีขึ้นต่างหาก”

มีดก่อตั้งโยคะฟอร์เฟิสต์เรสปอนเดอร์ส (Yoga for First Responders) หรือโยคะเพื่อบุคลากรด่านหน้า องค์กรไม่แสวงกำไรนี้นำโยคะไปสู่กรมตำรวจ สถานีดับเพลิง และสถาบันฝึกอบรมต่างๆ โดยคลาสได้รับการออกแบบให้รวมองค์ประกอบดั้งเดิมของโยคะ ได้แก่ อาสนะหรือท่าการฝึกต่างๆ ปราณยามหรือการฝึกควบคุมลมหายใจ โยคะนิทราหรือการผ่อนคลายระดับลึก และสมาธิ เพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่เหล่านี้สามารถเผชิญหรืออดทนต่อความท้าทายต่างๆ ในการเอาชีวิตตนเองไปเสี่ยงเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น

“เป้าหมายทั้งหมดของเราอยู่ที่การใช้ประโยชน์จากจิตใจ [ที่สงบ]” เธอบอก “ไม่ใช่การก้มแตะนิ้วเท้าให้ถึง”

เรื่อง  ฟราน สมิท

ภาพถ่าย   แอนดี ริกเตอร์

*** อ่านสารคดีฉบับเต็มได้ในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนมกราคม 2563

 


สารคดีแนะนำ

วิเคราะห์เจาะลึก โควิด-19 กับนักไวรัสวิทยาชาวไทย

เรื่องแนะนำ

เวียดนามสร้างปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจได้อย่างไร

หลังจากพิษของสงครามอันยาวนานได้ฉุดรั้งเวียดนามให้กลายเป็นหนึ่งในประเทศยากจนที่สุดในโลก แต่สามทศวรรษให้หลัง เวียดนามกลายเป็นฐานการผลิตสินค้าที่สำคัญ เศรษฐกิจเวียดนาม พุ่งทะยานอย่างหยุดไม่อยู่ไปเสียแล้ว เศรษฐกิจเวียดนาม เปรียบได้กับคนหนุ่มสาวที่กำลังเติบโตและมีความหวังว่าทุกสิ่งเป็นไปได้ หากเดินไปในกรุงฮานอยของเวียดนาม ก็จะพบว่ามีพลังงานที่ไร้ขีดจำกัดอยู่ทุกที่ ผู้คนมากมายขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ฉวัดเฉวียนบนถนนที่มีการซื้อขายทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่โทรศัพท์มือถือไปจนถึงอาหารในร้านขนาดเล็กนับไม่ถ้วน โดยพวกเขาล้วนเร่งรีบกันไปทำงานหรือเรียนหนังสือ ในบรรยากาศเดียวกันนี้เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน เวียดนามคือหนึ่งประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้กลายมาเป็นประเทศรายได้ปานกลางภายในระยะเวลาอันสั้นได้อย่างไร หลังสงครามเวียดนามที่กินเวลานาน 20 ปี สิ้นสุดลงในปี 1975 รัฐบาลคอมมิวนิสต์เริ่มออกนโยบายวางแผนเศรษฐกิจจากศูนย์กลาง ช่วงกลางปี 1980 มูลค่ารวมของผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ (GDP) ต่อหัวอยู่ที่ 200 – 300 ดอลลาร์สหรัฐ แน่นอนว่าในขณะนั้นยังไม่มีนโยบายเปิดรับทุนต่างชาติ จุดเปลี่ยนสำคัญของ เศรษฐกิจเวียดนาม เกิดขึ้นในปี 1986 รัฐบาลเวียดนามออกแผนปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองชื่อว่าโด่ยเหม่ย (DoiMoi) อันหมายถึง บูรณะหรือดำเนินการใหม่ แผนปฏิรูปนี้เปลี่ยนเวียดนามให้กลายเป็นประเทศเศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม (a socialist-oriented market economy) และในปีเดียวกันก็ได้ออกกฎหมายให้การลงทุนจากต่างชาติเข้ามาในประเทศ ทุกวันนี้เวียดนามคือดาวเด่นในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 6 – 7 ที่สามารถแข่งขันได้กับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างประเทศจีน โดยมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศมีค่าเท่ากับมูลค่ารวมของผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ (GDP) คำถามมีอยู่ว่า […]

สำรวจโลก : นาฏลีลาเก่าแก่กลับมารุ่งเรือง

เรื่อง กูลนาซ ข่าน แม้ศิลปะการร่ายรำจะถือเป็นภาษาเก่าแก่ที่สุดภาษาหนึ่งในโลก ทว่าหลายครั้งความสำคัญเชิงวัฒนธรรมของมันกลับเลือนหายไป กระนั้น ปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกคือ ศิลปะการร่ายรำหรือนาฏศิลป์บางอย่างกำลังฟื้นคืนชีพ ขณะที่บางอย่างได้รับดัดแปลงให้เข้ากับยุคสมัย ตัวอย่างเช่นเมื่อปี 2011 บียอนเซนำระบำพื้นเมือง ของเอธิโอเปียที่เรียกว่า เอสคิสตา (Eskista) มาใช้ ในมิวสิกวิดีโอเพลง “Run the World (Girls)” บางครั้งการกลับมาของการร่ายรำเก่าแก่บางอย่างก็เปลี่ยนแนวทางปฏิบัติเรื่องเพศไปอย่างกลับตาลปัตร เช่น ระบำมอร์ริส (morris dance) อายุเก่าแก่ 500 ปีของอังกฤษที่เคยเป็นการละเล่นในหมู่ผู้ชาย กลับกลายเป็นที่นิยมในหมู่หญิงล้วน ขณะที่ผู้ชายในตุรกีสามารถโชว์ลีลาระบำหน้าท้อง เช่นที่เคยทำในยุคจักรวรรดิออตโตมัน ในอดีต ศิลปะการร่ายรำเคยกลับมารุ่งเรือง เช่นในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา การเต้นรำได้รับความนิยมขึ้นอีกครั้ง เมื่ออำนาจในการควบคุมชีวิตทางโลกของศาสนจักรอ่อนแรงลง แม้แต่การเต้นรำจังหวะวอลต์ซซึ่งทุกวันนี้ถือว่าเป็นการ เต้นรำแบบคลาสสิก ก็เคยถูกสั่งห้ามมาแล้ว เพราะ ถูกมองว่าส่งเสริมการถูกเนื้อต้องตัวระหว่างเพศ   อ่านเพิ่มเติม : ศิลปะเกาหลีเหนือที่เป็นมากกว่าโฆษณาชวนเชื่อ, นาฏยโนรา จิตวิญญาณแห่งแดนใต้

เมืองไทยในอดีต : บอกลาเวนิสตะวันออก

เมืองไทยในอดีต : บอกลาเวนิสตะวันออก เมืองไทยในอดีต ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ วิถีสัญจรของบางกอกส่วนใหญ่ฝากไว้กับสายน้ำ ภูมิประเทศแบบที่ลุ่มอุดมไปด้วยลำคลองหนองบึงของกรุงเทพฯ หล่อหลอมให้ชีวิตชาวเมืองผูกผสานกลมกลืนไปกับสายน้ำ เรือสารพัดประเภทสะท้อนภาพความหลากหลายและรสนิยมละเมียดละไมแห่งวิถีชโลธร เช่นเดียวกับพัฒนาการของ “เมืองน้ำ” ซึ่งชาวเมืองส่วนใหญ่ลงหลักปักฐานบนเรือแพสองฝากฝั่ง ทั้งแม่น้ำเจ้าพระยาและลำคลองสาขา เนื่องจากใช้เป็นเส้นทางสัญจรและขนส่งสินค้าเกษตรได้สะดวก ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นยังมีการขุดคูคลองขึ้นมากมาย อาทิ คลองคูเมือง (คลองบางลำพูหรือ คลองโอ่งอ่าง ขุดในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) และคลองผดุงกรุงเกษม (ขุดในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) อันเป็นผลจากพระบรมราโชบายในการสร้างแนวป้อมปราการป้องกันเมืองและธรรมเนียมการสร้างเมือง คลองหลอดเปรียบเสมือนทางด่วนลัดคลองมหานาคขุดเพื่อเป็นแหล่งบันเทิงยามหน้าน้ำและเชื่อมไปยังปริมณฑล คลองแสนแสบขุดเพื่อเป็นเส้นทางลำเลียงยุทโธปกรณ์ในการศึก คลองภาษีเจริญขุดเพื่อลำเลียงน้ำตาลจากสมุทรสาครเข้ามา นอกจากนี้ยังมีคลองซอยมากมายที่ใช้สัญจรเสมือนถนนในปัจจุบัน แม้ก่อนหน้านั้นจะมีถนนที่สร้างขึ้นในเขตพระบรมมหาราชวัง (ถนนอมรวิถี ถนนจักรีจรัล และถนนเขื่อนขัณฑ์นิเวศน์) แต่ยังไม่มีผลต่อการพัฒนาการของเมืองเนื่องจากใช้สัญจรในพระราชวังเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ถนนซึ่งสร้างล้อมรอบพระราชวังเพื่อเป็นแนวป้องกันพระราชวังกับบ้านเรือนราษฎรจากเพลิงไหม้และเป็นเครื่องประดับพระราชวังตามคติเดิม (ถนนหน้าพระลาน ถนนท้ายวัง ถนนมหาราช และถนนสนามไชยในปัจจุบัน) ก็เป็นปฐมบทแห่งวิถีบก และมีราษฎรนิยมมาเดินเล่นจนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องสั่งห้าม แล้วใครต้องการถนนกันเล่า ผลของสนธิสัญญาเบาว์ริงระหว่างสยามกับอังกฤษเมื่อปี พ.ศ.2398 เปรียบได้กับการเปิดประเทศครั้งใหญ่ สถานกงสุลผุดขึ้นทางใต้พระนครมากขึ้นเช่นเดียวกับจำนวนชาวตะวันตกในกรุงเทพฯ พวกเขานำวิทยาการและวัฒนธรรมใหม่เข้ามาด้วย หนึ่งในนั้นคือรสนิยมชอบขี่ม้าเพื่อหย่อนใจเช่นเดียวกับวิทยาการใหม่อย่าง “รถม้า” ทว่าในสมัยนั้นถนนยังขรุขระและเหมาะสำหรับย่ำด้วยเท้าเปล่า พวกเขาจึงไม่มีถนนสำหรับห้อม้าหรือแล่นรถ บ่อยครั้งที่พวกเขารุกล้ำลานกว้างหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์หรือที่เรียกว่าท้องสนามไชยซึ่งเป็นที่โล่งกว้างสำหรับพระเจ้าลูกยาเธอหัดทรงม้าทรงช้าง สร้างความขุ่นเคืองพระราชหฤทัย จนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องตรัสปลอบประโลมว่า “เขาเป็นชาวต่างชาติไม่รู้ขนบธรรมเนียมกฏหมายไทย” ด้วยเหตุนี้ […]