ไอ้ไข่ ตำนานสิ่งศักดิ์สิทธิ์แดนใต้ กลายเป็นปรากฏการณ์การท่องเที่ยวได้อย่างไร

ไอ้ไข่ ตำนานสิ่งศักดิ์สิทธิ์แดนใต้ กลายเป็นปรากฏการณ์การท่องเที่ยวได้อย่างไร

ผู้มาเยี่ยมชมวัดเจดีย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ทางภาคใต้ของประเทศไทย บริจาครูปปั้นไก่จำนวนนับไม่ถ้วน เพื่อเป็นเกียรติแก่ “ไอ้ไข่” ตำนานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอลวิญญาณของเด็กชาย ที่เชื่อกันว่าจะนำพาความโชคดีมาให้

ภาพถ่ายโดย AMANDA MUSTARD, NATIONAL GEOGRAPHIC


ผู้คนนับหมื่นแห่เดินทางไปยังวัดเจดีย์ ที่ตั้งรูปปั้น ไอ้ไข่ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อแสวงหาความหวังและโชคลาภในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

เมื่อการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัสส่งผลให้ต้องปิดพรมแดนระหว่างประเทศ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวขนาดใหญ่ของไทยต้องหยุดชะงัก คิดเป็นสัดส่วนมูลค่ามากกว่าร้อยละ 20 ของ GDP

ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน คำบอกเล่าแพร่กระจายออกไปว่าวิญญาณของรูปปั้นสมัยศตวรรษที่ 18 ในภาคใต้ของประเทศไทย ที่เรียกว่า “ไอ้ไข่” ได้ให้โชคแก่หญิงคนหนึ่งที่มาสักการะจนเธอถูกรางวัลลอตเตอรี หลังจากนั้นหญิงคนดังกล่าวกลายเป็นที่รู้จัก เธอจึงเปิดเผยถึงความมั่งคั่งและความสำเร็จที่เธอได้รับมาจากการสักการะไอ้ไข่

ในไม่ช้าวัดเจดีย์ ที่มีรูปปั้นไอ้ไข่ ก็กลายเป็นสถานที่ในการแสวงหาสิ่งที่ปรารถนาและโชคลาภของคนไทย

สำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อย วิญญาณถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันและยังถูกมองว่าเป็นประตูสู่ความมั่งคั่งหรือการปกปักรักษาอีกด้วย

“ถ้าคุณพิจารณาแนวความคิดทางศาสนาที่เป็นที่นิยมของไทย ความเชื่อเรื่องผีและวิญญาณนั้นมีปฏิสัมพันธ์กับคุณในชีวิตประจำวัน” ดร.ประกีรติ สัตสุต อาจารย์ประจำคณะมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าว

“เมื่อคุณไปตลาดคุณจะเห็นศาลเจ้าที่ตั้งไว้ประจำอาณาเขต หรือในร้านค้าที่มีนางกวักไว้นำโชค คุณสามารถใช้วัตถุเหล่านี้เพื่อเก็บเกี่ยวโชคลาภ ความมั่งคั่ง หรือบรรลุเป้าหมายของคุณในโลกนี้ ซึ่งหมายความว่า จะต้องมีการสื่อสารและความสัมพันธ์กันบางอย่าง”

ประเทศไทยยังคงความเข้มงวดและการตรวจตรารักษาชายแดนไว้ในสถานการณ์โควิด เศรษฐกิจจึงสูญเสียรายได้สำคัญจากการท่องเที่ยว ไอ้ไข่จึงมีความเจริญรุ่งเรืองสามารถดึงดูดคนไทยหลายพันคนต่อวัน ให้มาทำบุญที่วัดด้วยความหวังว่าจะได้รับโชคลาภในช่วงเวลาแห่งความกังวลทางการเงิน ภาพถ่ายโดย AMANDA MUSTARD, NATIONAL GEOGRAPHIC

เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาทำให้เกิดสภาวะกดดันทางสังคมและการเงินอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ความสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณนี้จึงกลายเป็นแหล่งยึดเหนี่ยวสำหรับคนไทยจำนวนมาก จนทำให้ไอ้ไข่ ซึ่งเคยเป็นที่รู้จักแค่กับคนในท้องถิ่น แต่ตอนนี้กลายเป็นสถานที่ซึ่งยินดีต้อนรับผู้เลื่อมใสหลายพันคนต่อวัน

กระแสนิยมไอ้ไข่

ประมาณ 250 ปีก่อน เด็กชายคนหนึ่งได้ร่วมเดินทางไปกับพระภิกษุสงฆ์ และทั้งคู่ค้างคืนที่วัดเจดีย์ ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคใต้ของ จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยพระมองว่าในอนาคตวัดแห่งนี้จะกลายเป็นสถานที่สำคัญ จึงสั่งเด็กชายให้อาศัยอยู่ที่วัดแห่งนี้และรับใช้คนในท้องถิ่น

เด็กชายจึงสาบานตนปฏิบัติตามคำพระกล่าว เด็กชายคนนั้นมีชื่อเรียกว่า “ไอ้ไข่”

นอกเหนือจากการช่วยเหลือพระและดูแลรักษาวัดแล้ว ไอ้ไข่ยังก่อวีรกรรมตามประสาเด็กผู้ชาย เขาได้สร้างความรำคาญให้กับชาวบ้านในหมู่บ้านด้วยการยิงหนังสติ๊ก จุดประทัดเจื้อยแจ้ว และเล่นเป็นทหาร ไม่กี่ปีต่อมาพระที่ไอ้ไข่ติดตามนั้น จะเดินทางกลับไปที่หมู่บ้านเดิมที่จากมา

แม้จะอยากกลับบ้านเกิด แต่มันจะเป็นการผิดคำสาบานของเขาที่จะคอยอยู่รับใช้วัดแห่งนี้ ไอ้ไข่จึงไม่ได้ร่วมเดินทางในครั้งนั้น อย่างไรก็ตาม ไม่นานหลังจากนั้น เขากลับจมน้ำตายในสระน้ำ

เด็กชาย “ไอ้ไข่” จึงไม่เคยได้ออกจากวัดเจดีย์จริง ๆ ด้วยความทุกข์ระทมจากโศกนาฏกรรมดังกล่าวและความระลึกถึงการปรนนิบัติรับใช้ของเด็กชาย ทางวัดได้สร้างรูปปั้นไอ้ไข่ขึ้นไว้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยววิญญาณของเขา ในช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมา ไอ้ไข่ถูกพบเห็นหลายครั้ง

แม้ว่ารูปปั้นหลักของไอ้ไข่จะตั้งอยู่ในห้องโถงที่มีหลังคาคลุม แต่ก็มีรูปปั้นไอ้ไข่รุ่นอื่น ๆ ตั้งอยู่รอบบริเวณให้ผู้เข้าชมได้สักการะ กราบไหว้ และปิดทองคำเปลว ภาพถ่ายโดย AMANDA MUSTARD, NATIONAL GEOGRAPHIC

ศุภชัย โจมฤทธิ์ กรรมการผู้จัดการวัดเจดีย์เล่าว่า ครั้งหนึ่งไอ้ไข่เคยก่อความเสียหายให้กับทหารที่มาตั้งแคมป์ในวัดช่วงยุคคอมมิวนิสต์ นอกจากนี้ชาวบ้านยังกล่าวถึงวิญญาณของไอ้ไข่ เพื่อขอให้เขาช่วยค้นหาสิ่งของที่สูญหายและขอให้พบกับความมั่งคั่ง

ในปี 2020 “Egg Boy Fever” ศัพท์คำนี้ใช้เวลาไม่นานก็แพร่กระแสไปทั่วประเทศ (แม้แต่คนไทยเองก็ใช้คำภาษาอังกฤษดังกล่าวในการอธิบายปรากฏการณ์นี้)

ศุภชัย กล่าวว่า “หลังการกักตัวถูกยกเลิกไป ในช่วงวันหยุดยาวปลายปีที่ผ่านมา มีผู้มาเยี่ยมชมวัดเจดีย์ประมาณ 70,000 ถึง 80,000 คน” ตัวเลขเหล่านี้เป็นตัวเลขที่น่าทึ่ง สำหรับสิ่งที่เมื่อก่อนเคยเป็นเพียงสถานที่สักการะบูชาซึ่งเป็นที่รู้จักแค่คนท้องถิ่นในจังหวัดหนึ่งของไทย แม้ปัจจุบันวัดเจดีย์จะมีชื่อเสียงและมีผู้คนมาเยี่ยมชมจำนวนมาก แต่วัดยังคงมีพระสงฆ์เพียง 10 รูปเท่านั้น

พระสงฆ์นามว่า ปอ อายุ 21 พรรษา เขาเติบโตในหมู่บ้านที่อยู่ติดกับวัดได้ให้สัมภาษณ์ว่า “ภูมิใจมากที่วัดของเรามีชื่อเสียงและมีคนมาที่นี่จากทุกสารทิศ และไม่รู้สึกรำคาญฝูงชนแต่อย่างใด”

พระพุทธศาสนาเถรวาทแบบไทย ผสมผสานองค์ประกอบของศาสนาฮินดู ศาสนาจีน และการบูชาวิญญาณ สำหรับคนไทยนั้นผีและวิญญาณถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ภาพถ่ายโดย AMANDA MUSTARD, NATIONAL GEOGRAPHIC

แต่ก็ยากที่จะจินตนาการได้ว่าพระปอและเพื่อนพระรูปอื่น ๆ ต้องรับมือกับผู้มาเยี่ยมชมโดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่าประมาณ 8,000 คนต่อวัน ลานจอดรถของวัดสามารถรองรับรถได้มากถึง 6,000 คัน และการขยายพื้นที่ของวัดอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้บริเวณส่วนใหญ่รอบวัดเจดีย์ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นสถานที่ก่อสร้างขนาดใหญ่

แม้จะให้ความรู้สึกของเมืองใหญ่ แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ จังหวัดนครศรีธรรมราชกลายเป็นที่สนใจทางจิตวิญญาณของประเทศไทย เชื่อกันว่าศาสนาฮินดูเข้ามาถึงบริเวณนี้ในช่วงต้นศตวรรษที่ 5 และต่อมาในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 13 จังหวัดนครศรีธรรมราช กลายเป็นศูนย์กลางสำคัญในการเผยแพร่พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทไปยังส่วนที่เหลือของประเทศไทย

ในอดีตเมื่อปี 2550 วัดอีกแห่งในจังหวัดนี้เคยกลายเป็นศูนย์กลางของความนิยมในพระเครื่องที่เรียกว่า “จตุคามรามเทพ” เช่นเดียวกับความคลั่งไคล้ในพระเครื่องซึ่งเกิดขึ้นหลังจากวิกฤตการเงินในเอเชีย กระแสนิยมไอ้ไข่เองก็เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไม่มั่นคงในประเทศไทย และตอนนี้จังหวัดนครศรีธรรมราชกำลังได้รับประโยชน์จากกระแสนิยมไอ้ไข่

พิชญ์สินี ทัศน์นิยม ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า “ไอ้ไข่เป็นเหมือนแม่เหล็ก ดึงดูดผู้คนที่เครียดหรือทุกข์จากภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันมาที่นี่”

อีกทั้งกล่าวเพิ่มเติมว่า “ตั้งแต่สิ้นสุดการกักตัวในประเทศไทย เที่ยวบินต่อวันมายังนครศรีธรรมราชเพิ่มขึ้น 2 เท่า อัตราการเข้าพักของโรงแรมเพิ่มขึ้น ยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ และรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ยี่สิบหกเปอร์เซ็นต์ ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับตัวเลขติดลบสีแดงที่เห็นได้ชัดในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ”

ภาพซ้าย: ในปัจจุบันนี้เป็นเรื่องยากที่จะมอบไก่ตัวผู้ให้กับวัด แต่รูปปั้นสัตว์ที่เป็นไก่นั้นเป็นของแก้บนที่ผู้มาเยี่ยมชมให้ความนิยม ภาพขวา: พระสงฆ์วัดเจดีย์กำลังฉันเพลร่วมกันในบริเวณวัด แม้จะมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามามากมาย แต่วัดแห่งนี้ก็เป็นสถานที่จำวัดของพระสงฆ์เพียง 10 รูปเท่านั้น ภาพถ่ายโดย AMANDA MUSTARD, NATIONAL GEOGRAPHIC

ตามมาด้วยไก่

ก่อนที่ผู้คนจะเดินทางมาถึงวัดเจดีย์ พวกเขาจะได้เห็นความคึกคักตลอดเส้นทางบนถนนชนบทยาว 6 กิโลเมตร ที่เรียงรายไปด้วยร้านค้าซึ่งขายรูปปั้นปูนซีเมนต์สีสันสดใส ไม่ว่าจะเป็นรูปปั้นทหารที่เหมือนตัวการ์ตูน ดอกไม้ที่น่าดึงดูด และหมุดปักที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Google Maps

ตามความเชื่อของไทยหากผู้ใดร้องขอบางสิ่งจากวิญญาณหรือวัด และได้รับผลสมตามความปรารถนานั้นจะต้องกลับไปที่วัดและถวายของกำนัล โดยที่วัดเจดีย์ เพื่อดึงดูดให้เข้ากับตำนานเด็กชายอย่างไอ้ไข่ ของขวัญเหล่านี้จึงอยู่ในรูปของประทัด ของเล่นและขนม โดยของขวัญที่ได้รับความนิยมที่สุดคือรูปปั้นไก่

ธารารัตน์ ทองใบ เจ้าของโรงงานปูนปั้นกล่าวว่า “สมัยก่อนผู้คนจะนำไก่จริงมาถวายที่วัด แต่ปัจจุบันนี้ไม่สะดวกสำหรับพระ ผู้คนจึงเริ่มนำรูปปั้นไก่มาถวายแทน”

ดวงเด่น อุดนอก ชายวัย 40 ปี ทำงานเป็นช่างปั้นที่ร้านรูปปั้นไก่ใกล้วัดเจดีย์ ภาพถ่ายโดย AMANDA MUSTARD, NATIONAL GEOGRAPHIC

ธารารัตน์ และครอบครัวของเธอปั้นรูปปั้นไก่สูงถึง 3 เมตร และปิดด้วยกระจกบานเล็ก ๆ ซึ่งมีราคาสูงสุดอยู่ที่ 120,000 บาท และเนื่องมาจากการระบาดครั้งใหญ่ ธุรกิจของเธอจึงดำเนินการส่วนใหญ่ทางออนไลน์ โดยมีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมและจะจัดส่งสิ่งของไปยังวัดเจดีย์ในนามของผู้ร่วมทำบุญ

“ที่วัดเจดีย์มีสุสานรูปปั้นไก่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไว้เป็นสถานที่ซึ่งวัดรับไก่ไว้หลังจากบริจาคแล้ว” เธอกล่าว

เดินจากวัดเจดีย์ไปไม่ไกลนัก ปรากฏฝูงรูปปั้นไก่โต้งนับแสนตัวที่เรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ ในพื้นที่ขนาดเท่าสนามฟุตบอล บนพื้นมีชิ้นส่วนรูปปั้นไก่ที่หักพังจำนวนมากกองเกลื่อน เมื่อฉันไปเยี่ยมชมรูปปั้นส่วนใหญ่ยังคงดูสดใสและใหม่อยู่ แต่ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่าสุสานไก่แห่งนี้จะมีหน้าตาเป็นอย่างไรในอีกสองทศวรรษข้างหน้า ขณะที่สีลอกออกและรูปปั้นก็ผุพังลง

สถานที่ซึ่งจิตวิญญาณมาบรรจบกับการค้า

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เติบโตมาพร้อมกับพุทธศาสนาเถรวาทแบบไทย ซึ่งเป็นความเชื่อที่เชื่อมโยงองค์ประกอบของศาสนาฮินดู ศาสนาจีน และการบูชาวิญญาณ เมื่อคุณได้สัมผัสบรรยากาศในวัดเถรวาทนี้ แม้แต่วัดไทยเรียบง่ายก็ให้ความรู้สึกดูคล้ายกับงานเทศกาลบางอย่าง

ในมุมหนึ่งของวัด แขกผู้มาเยือนถูแป้งเด็กลงบนท่อนไม้เนื้อแข็งขนาดใหญ่ โดยคาดหวังว่าเลขลอตเตอรี่ที่ถูกรางวัลจะปรากฏขึ้น และที่ประตูถัดไปคุณจะได้ยินเสียงเพลงลูกทุ่งของไทย มาจากวงดนตรีที่มีคนจ้างมาเพื่อแก้บน อีกทั้งในทุก ๆ สองชั่วโมงกล่องประทัดจะถูกขนย้ายออกไปโดยรถบรรทุก ซึ่งที่ท้ายรถบรรทุกจะเห็นเป็นเหมือนกองภูเขาที่เต็มไปด้วยเถ้าถ่านและกระดาษที่ไหม้เกรียม จากนั้นรถบรรทุกก็จะนำไปทิ้งและจุดไฟเผา ส่งผลให้เกิดควันและเสียงดังคล้ายภูเขาไฟพ่นออกมา

เจ้าหน้าที่จัดการจราจรบริเวณทางเข้าวัดเจดีย์ ภาพถ่ายโดย AMANDA MUSTARD, NATIONAL GEOGRAPHIC

เสียงอึกทึกที่วัดเจดีย์ให้ความรู้สึกเชิงพาณิชย์อย่างชัดเจน บริเวณวัดประกอบด้วยพ่อค้าแม่ค้าที่ขายลอตเตอรี่ ตู้เอทีเอ็ม และศูนย์อาหารที่กว้างขวาง บริเวณทางเข้าวัดเจดีย์มีที่ตั้งบูธที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาเช่าพระเครื่องอย่างเป็นทางการ (แม้ว่าพวกเขาจะซื้อจริง แต่คนไทยใช้คำนี้เพื่อปกปิดความหมาย ที่จะเป็นปัญหาในการครอบครองวัตถุมงคล)

ศุภชัย อธิบายว่า “คนที่มาที่นี่มีความปรารถนาที่แตกต่างกัน ผมเคยสัมภาษณ์ผู้เยี่ยมชมร้อยคน ในจำนวนนี้ หกสิบคนต้องการถูกรางวัลลอตเตอรี่ ยี่สิบคนต้องการความช่วยเหลือในหน้าที่การงาน และอีกยี่สิบคนต้องการอย่างอื่นผสมกันไป”

ภาพซ้าย: กาบมะพร้าว พบมากในภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่จัดหามะพร้าวจำนวนมากในประเทศ และยังนำไปใช้ในการทำรูปปั้นไก่ ภาพขวา: ประทัดถูกซื้อและนำมาถวายเพื่อเป็นเกียรติแก่ไอ้ไข่ โดยภายในกล่องประทัดแต่ละกล่องมีริบบิ้นซึ่งมีตัวเลขที่สามารถนำไปใช้ในการเลือกซื้อลอตเตอรี่ ภาพถ่ายโดย AMANDA MUSTARD, NATIONAL GEOGRAPHIC

ฉันเดินไปรอบ ๆ บริเวณวัด เพื่อเรียนรู้สิ่งที่ผู้คนขอจากไอ้ไข่

ผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ นัน ขับรถจากในเมืองมา 3 ชั่วโมง พร้อมสามีและลูกของเธอกล่าวว่า “เรามาที่นี่เมื่อสามหรือสี่ปีที่แล้วและถูกรางวัลลอตเตอรี่ คราวนี้เรามาที่นี่เพื่อขอให้ได้รถใหม่”

ผู้หญิงอีกคนที่เดินผ่านมาชื่อ ดิว กล่าวว่า “ญาติของฉันมาที่นี่ก่อนหน้านี้และถูกรางวัลลอตเตอรี่ ถึงแม้จะไม่ค่อยเชื่อเรื่องนี้ แต่ฉันคิดว่าจะลองดู”

ชายหนุ่มชื่อ บูม บินมาจากกรุงเทพฯ ในวันนี้ โดยนี่เป็นการเดินทางมาที่วัดเจดีย์ครั้งที่ 2 เขาและเพื่อน ๆ แสดงพระเครื่องและสร้อยข้อมือให้ฉันดู

การท่องเที่ยววัดเจดีย์ยังส่งผลดีต่อพื้นที่อื่น ๆ ใน อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช จากภาพผู้มาเยี่ยมสักการะไอ้ไข่ กำลังเพลิดเพลินกับจุดชมวิวทะเลยอดนิยม ภาพถ่ายโดย AMANDA MUSTARD, NATIONAL GEOGRAPHIC

นอกจากนี้ บูมยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “ผมเป็นส่วนหนึ่งของ Generation Y เราสนใจพระเครื่อง แต่สำหรับเราไม่ใช่แค่เรื่องความเชื่อเท่านั้น แต่มีองค์ประกอบของแฟชั่นและสถานะ อีกทั้งยังเป็นการลงทุนอีกด้วย”

หลังจากนั้นฉันจึงไปดูไอ้ไข่ด้วยตัวเอง ฉันเดินตามขั้นบันไดหินอ่อนไปยังห้องโถง เมื่อเทียบกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นข้างนอกแล้ว ในโถงแห่งนี้เงียบสงบและว่างเปล่า จำนวนผู้คนไม่ถึงโหลกำลังคุกเข่าต่อหน้ารูปปั้นที่เชื่อว่าเป็นที่อยู่ของวิญญาณไอ้ไข่ มีควันลอยไปทั่ว

รูปปั้นไอ้ไข่ปกคลุมไปด้วยแผ่นทองคำเปลว เหมือนเด็กชายตัวเท่าคนจริง แต่งตัวแบบยุค 80 สวมเสื้อยืดสีขาวที่มีชื่อวัดเจดีย์ติดอยู่ กางเกงยีนส์สีน้ำเงินขลิบสีสดใส หมวกเบสบอล Ferrari สีแดง และแว่นกันแดด

จากทั้งหมดที่ได้พบเจอทั้งสุสานรูปปั้นไก่ ภูเขาประทัด การแสดงของเหล่าวงดนตรี ศูนย์อาหาร ฝูงชนจำนวนมาก และเสียงประกาศอึกทึกที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ดูเหมือนการเชื่อมต่อทางจิตวิญญาณของรูปปั้นไอ้ไข่ขนาดเล็กนี้ ถูกกลืนไปในบรรยากาศแห่งความวุ่นวาย

เนื้อเรื่องโดย  AUSTIN BUSH

ภาพถ่ายโดย AMANDA MUSTARD

แปลและเรียบเรียงโดย ปาณิสรา สันติมิตร

(โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย)

เรื่องแนะนำ

กล้าร่วมไหม? เทศกาลกลิ้งชีสในอังกฤษ

กล้าร่วมไหม? เทศกาลกลิ้งชีสในอังกฤษ อันที่จริงมันเป็นเทศกาลที่ตลกมากในฐานะคนดู แต่หากคุณเป็นคนแข่งแล้วล่ะก็ ไม่ขอรับประกันความปลอดภัย ที่เนินเขาคูเปอร์ บริเวณชานเมืองใกล้ๆ กับเมืองกลูเชสเตอร์ในประเทศอังกฤษ ในหนึ่งวันของช่วงฤดูใบไม้ผลิ จะมีผู้คนมากมายเข้าร่วมเทศกาล “กลิ้งชีส” กติกาก็เรียบง่ายสมชื่อ คือจะมีการกลิ้งชีสก้อนกลมโต (Double Gloucester Cheese) ลงมาจากบนเนินเขาด้วยความเร็วประมาณ 70 ไมล์ต่อชั่วโมง ผู้แข่งขันจะต้องวิ่งตามลงมาเก็บก้อนชีส ตลอดเวลาที่ผ่านมาเทศกาลกลิ้งชีสที่เนินเขาคูเปอร์นี้ดึงดูดความสนใจผู้คนทั่วโลกให้มาดูหรือเข้าร่วมการแข่งขันการกลิ้งชีสที่เสี่ยงอันตรายนี้ด้วย ในเทศกาลกลิ้งชีสในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา คริส แอนเดอร์สัน หรือ “เจ้าแห่งเนินเขาคูเปอร์” ได้สร้างสถิติใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำได้ ด้วยการวิ่งลงมาเก็บก้อนชีสได้รวมทั้งหมด 22 ก้อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่การแข่งขันกลิ้งชีสครั้งนี้ดำเนินไปจนจบวันได้โดยไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นเลย เพราะว่าในปีก่อนๆ มีผู้แข่งขันกลิ้งชีสได้รับบาดเจ็บสาหัสอยู่ตลอด ยกตัวอย่างเช่น โฟล เออร์ลี่ ผู้ชนะการแข่งขันการกลิ้งชีสประจำปี 2018 ประเภทหญิงได้รับบาดเจ็บไหล่เคลื่อน ทั้งนี้เทศกาลการกลิ้งชีสไม่ได้รับการสนับสนุนให้มีการจัดขึ้นอย่างเป็นทางการ แต่ยังคงมีการจัดการแข่งขันต่อไปตามกระแสความสนใจของผู้คนทั่วโลก   อ่านเพิ่มเติม โฮลี: เทศกาลแห่งสีสันแดนภารตะ

Escape Routes ทางไปต่อที่ยั่งยืนของศิลปะร่วมสมัยในไทย ต้องเกิดจากใครบ้าง?

วงสนทนาของหลากหลายบุคคลในแวดวงศิลปะร่วมสมัย ต่อการสร้างความยั่งยืนของศิลปะร่วมสมัยในไทย ที่ Bangkok Art Biennale Symposium ครั้งล่าสุด การเกิดขึ้นของศิลปะร่วมสมัย  ศิลปะร่วมสมัย คือศิลปะในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 หรือยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีความหลากหลายของแนวคิด ตัวชิ้นงานและวิธีการสร้างสรรค์ ทำให้เกิดการตั้งคำถามต่อขอบเขตของงานศิลปะแบบดั้งเดิม ความหลากหลายเหล่านี้ ทำให้การสร้างนิยามและจัดแบ่งศิลปะร่วมสมัยออกเป็นหมวดหมู่ต่าง ๆ ทำได้ไม่ง่ายนัก ที่คุ้นหูจากการแบ่งโดยผู้เชี่ยวชาญศิลปะบางสำนัก มีตั้งแต่ Abstract Art ไปจนถึง Media Art และ Mixed Media เป็นต้น แม้ยากจะนิยาม แต่ความพ้องกันอย่างเด่นชัดของศิลปะร่วมสมัย คือความเป็น ‘ปัจจุบัน’ ในการสร้างสรรค์ที่สอดประสานไปกับบริบททางสังคม วัฒนธรรมและเทคโนโลยี อธิบายให้เห็นภาพคือการนำแนวคิดของศิลปะในอดีต มาประยุกต์และเปลี่ยนแปลงให้ทันสมัย เข้ากับเหตุการณ์และโลกในปัจจุบันมากขึ้น แนวคิดของศิลปะร่วมสมัย ผลักดันให้เกิดการตั้งคำถามต่อจารีตและกรอบคิดที่มีต่อมายาคติด้านความงามของงานศิลปะ รวมถึงวิพากษ์ประเด็นต่าง ๆ ในสังคมอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำของชนชั้น ความเท่าเทียมทางเพศ ไปจนถึงหายนะของสิ่งแวดล้อมโลก การเลือกใช้วัสดุในการสร้างชิ้นงานศิลปะร่วมสมัยแต่ละชิ้น เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ขับเน้นแนวคิดในการขับเคลื่อนการขบคิดตั้งคำถามให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือชิ้นงานของ ไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์ […]

นอเทรอดาม รำลึกอาสนวิหารอันเป็นที่รักของชาวปารีส

หลังเปลวเพลิงที่เผาผลาญอาสนวิหารนอเทรอดามอายุ 850 ปี ซึ่งเปรียบได้กับศูนย์รวมจิตใจของปารีสสงบลง ประธานาธิบดี เอมมานูเอล มาครง ออกมาประกาศให้ความเชื่อมั่นแก่ชาวปารีสว่า "เราจะสร้างอาสนวิหารแห่งนี้ขึ้นใหม่ร่วมกัน เพราะประวัติศาสตร์ของเราคู่ควรกับสิ่งนี้" เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ถ่ายภาพอาสนวิหารนอเทรอดามมาตั้งแต่ปี 1915 และต่อไปนี้คือภาพถ่ายแห่งความทรงจำบางส่วน

ชีวิตของชนเผ่าแอฟริกาในอินเดีย

ชีวิตของชนเผ่าแอฟริกาในอินเดีย น่าประหลาดใจที่ได้รับทราบว่ามีชนเผ่าจากแอฟริกาอาศัยอยู่ในประเทศอินเดียด้วย พวกเขาถูกเรียกว่า Siddi บรรพบุรุษของพวกเขาเป็นทาสจากแอฟริกาตะวันออกที่ถูกส่งมาขายยังอินเดียและภูมิภาคอาหรับเมื่อหลายร้อยปีก่อน พวกเขาหลบหนีเข้าป่าและยังคงใช้ชีวิตเช่นนั้นอย่างเรียบง่ายมาจนถึงรุ่นลูกหลาน แค่ในรัฐกรนาฏกะเพียงรัฐเดียวมีจำนวนของชาว Siddi อาศัยอยู่ราว 35,000 คน และยังสามารถพบได้ในรัฐอื่นๆ อีกเช่น ในรัฐคุชราต, มหาราษฏระ, กัว และในเมืองไฮเดอราบัด แม้ชีวิตของชาว Siddi นั้นจะเรียบง่ายและยังคงเอกลักษณ์ขนบธรรมเนียมของทวีปบ้านเกิดไว้ แต่ในสังคมอินเดียพวกเขาต้องเผชิญกับความรังเกียจเนื่องจากเชื้อชาติที่แตกต่าง ชาวอินเดียมองว่าพวกเขามีวรรณะที่ต่ำที่สุดและไม่มีใครอยากจะคบค้าสมาคมด้วย ตลอดจนแม้แต่การแตะต้องสัมผัสตัว สารคดีที่จัดทำขึ้นโดย Asha Stuart จะพาคุณผู้อ่านไปสัมผัสกับวิถีชีวิตของชาว Siddi ในอินเดีย เมื่อพวกเขากลายเป็นชนกลุ่มน้อยที่ถูกเลือกปฏิบัติเฉกเช่นพลเมืองชั้นสอง   อ่านเพิ่มเติม ปราการมองไม่เห็นที่แบ่งเขาแบ่งเรา