ไอ้ไข่ ตำนานสิ่งศักดิ์สิทธิ์แดนใต้ กลายเป็นปรากฏการณ์การท่องเที่ยวได้อย่างไร

ไอ้ไข่ ตำนานสิ่งศักดิ์สิทธิ์แดนใต้ กลายเป็นปรากฏการณ์การท่องเที่ยวได้อย่างไร

ผู้มาเยี่ยมชมวัดเจดีย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ทางภาคใต้ของประเทศไทย บริจาครูปปั้นไก่จำนวนนับไม่ถ้วน เพื่อเป็นเกียรติแก่ “ไอ้ไข่” ตำนานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอลวิญญาณของเด็กชาย ที่เชื่อกันว่าจะนำพาความโชคดีมาให้

ภาพถ่ายโดย AMANDA MUSTARD, NATIONAL GEOGRAPHIC


ผู้คนนับหมื่นแห่เดินทางไปยังวัดเจดีย์ ที่ตั้งรูปปั้น ไอ้ไข่ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อแสวงหาความหวังและโชคลาภในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

เมื่อการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัสส่งผลให้ต้องปิดพรมแดนระหว่างประเทศ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวขนาดใหญ่ของไทยต้องหยุดชะงัก คิดเป็นสัดส่วนมูลค่ามากกว่าร้อยละ 20 ของ GDP

ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน คำบอกเล่าแพร่กระจายออกไปว่าวิญญาณของรูปปั้นสมัยศตวรรษที่ 18 ในภาคใต้ของประเทศไทย ที่เรียกว่า “ไอ้ไข่” ได้ให้โชคแก่หญิงคนหนึ่งที่มาสักการะจนเธอถูกรางวัลลอตเตอรี หลังจากนั้นหญิงคนดังกล่าวกลายเป็นที่รู้จัก เธอจึงเปิดเผยถึงความมั่งคั่งและความสำเร็จที่เธอได้รับมาจากการสักการะไอ้ไข่

ในไม่ช้าวัดเจดีย์ ที่มีรูปปั้นไอ้ไข่ ก็กลายเป็นสถานที่ในการแสวงหาสิ่งที่ปรารถนาและโชคลาภของคนไทย

สำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อย วิญญาณถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันและยังถูกมองว่าเป็นประตูสู่ความมั่งคั่งหรือการปกปักรักษาอีกด้วย

“ถ้าคุณพิจารณาแนวความคิดทางศาสนาที่เป็นที่นิยมของไทย ความเชื่อเรื่องผีและวิญญาณนั้นมีปฏิสัมพันธ์กับคุณในชีวิตประจำวัน” ดร.ประกีรติ สัตสุต อาจารย์ประจำคณะมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าว

“เมื่อคุณไปตลาดคุณจะเห็นศาลเจ้าที่ตั้งไว้ประจำอาณาเขต หรือในร้านค้าที่มีนางกวักไว้นำโชค คุณสามารถใช้วัตถุเหล่านี้เพื่อเก็บเกี่ยวโชคลาภ ความมั่งคั่ง หรือบรรลุเป้าหมายของคุณในโลกนี้ ซึ่งหมายความว่า จะต้องมีการสื่อสารและความสัมพันธ์กันบางอย่าง”

ประเทศไทยยังคงความเข้มงวดและการตรวจตรารักษาชายแดนไว้ในสถานการณ์โควิด เศรษฐกิจจึงสูญเสียรายได้สำคัญจากการท่องเที่ยว ไอ้ไข่จึงมีความเจริญรุ่งเรืองสามารถดึงดูดคนไทยหลายพันคนต่อวัน ให้มาทำบุญที่วัดด้วยความหวังว่าจะได้รับโชคลาภในช่วงเวลาแห่งความกังวลทางการเงิน ภาพถ่ายโดย AMANDA MUSTARD, NATIONAL GEOGRAPHIC

เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาทำให้เกิดสภาวะกดดันทางสังคมและการเงินอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ความสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณนี้จึงกลายเป็นแหล่งยึดเหนี่ยวสำหรับคนไทยจำนวนมาก จนทำให้ไอ้ไข่ ซึ่งเคยเป็นที่รู้จักแค่กับคนในท้องถิ่น แต่ตอนนี้กลายเป็นสถานที่ซึ่งยินดีต้อนรับผู้เลื่อมใสหลายพันคนต่อวัน

กระแสนิยมไอ้ไข่

ประมาณ 250 ปีก่อน เด็กชายคนหนึ่งได้ร่วมเดินทางไปกับพระภิกษุสงฆ์ และทั้งคู่ค้างคืนที่วัดเจดีย์ ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคใต้ของ จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยพระมองว่าในอนาคตวัดแห่งนี้จะกลายเป็นสถานที่สำคัญ จึงสั่งเด็กชายให้อาศัยอยู่ที่วัดแห่งนี้และรับใช้คนในท้องถิ่น

เด็กชายจึงสาบานตนปฏิบัติตามคำพระกล่าว เด็กชายคนนั้นมีชื่อเรียกว่า “ไอ้ไข่”

นอกเหนือจากการช่วยเหลือพระและดูแลรักษาวัดแล้ว ไอ้ไข่ยังก่อวีรกรรมตามประสาเด็กผู้ชาย เขาได้สร้างความรำคาญให้กับชาวบ้านในหมู่บ้านด้วยการยิงหนังสติ๊ก จุดประทัดเจื้อยแจ้ว และเล่นเป็นทหาร ไม่กี่ปีต่อมาพระที่ไอ้ไข่ติดตามนั้น จะเดินทางกลับไปที่หมู่บ้านเดิมที่จากมา

แม้จะอยากกลับบ้านเกิด แต่มันจะเป็นการผิดคำสาบานของเขาที่จะคอยอยู่รับใช้วัดแห่งนี้ ไอ้ไข่จึงไม่ได้ร่วมเดินทางในครั้งนั้น อย่างไรก็ตาม ไม่นานหลังจากนั้น เขากลับจมน้ำตายในสระน้ำ

เด็กชาย “ไอ้ไข่” จึงไม่เคยได้ออกจากวัดเจดีย์จริง ๆ ด้วยความทุกข์ระทมจากโศกนาฏกรรมดังกล่าวและความระลึกถึงการปรนนิบัติรับใช้ของเด็กชาย ทางวัดได้สร้างรูปปั้นไอ้ไข่ขึ้นไว้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยววิญญาณของเขา ในช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมา ไอ้ไข่ถูกพบเห็นหลายครั้ง

แม้ว่ารูปปั้นหลักของไอ้ไข่จะตั้งอยู่ในห้องโถงที่มีหลังคาคลุม แต่ก็มีรูปปั้นไอ้ไข่รุ่นอื่น ๆ ตั้งอยู่รอบบริเวณให้ผู้เข้าชมได้สักการะ กราบไหว้ และปิดทองคำเปลว ภาพถ่ายโดย AMANDA MUSTARD, NATIONAL GEOGRAPHIC

ศุภชัย โจมฤทธิ์ กรรมการผู้จัดการวัดเจดีย์เล่าว่า ครั้งหนึ่งไอ้ไข่เคยก่อความเสียหายให้กับทหารที่มาตั้งแคมป์ในวัดช่วงยุคคอมมิวนิสต์ นอกจากนี้ชาวบ้านยังกล่าวถึงวิญญาณของไอ้ไข่ เพื่อขอให้เขาช่วยค้นหาสิ่งของที่สูญหายและขอให้พบกับความมั่งคั่ง

ในปี 2020 “Egg Boy Fever” ศัพท์คำนี้ใช้เวลาไม่นานก็แพร่กระแสไปทั่วประเทศ (แม้แต่คนไทยเองก็ใช้คำภาษาอังกฤษดังกล่าวในการอธิบายปรากฏการณ์นี้)

ศุภชัย กล่าวว่า “หลังการกักตัวถูกยกเลิกไป ในช่วงวันหยุดยาวปลายปีที่ผ่านมา มีผู้มาเยี่ยมชมวัดเจดีย์ประมาณ 70,000 ถึง 80,000 คน” ตัวเลขเหล่านี้เป็นตัวเลขที่น่าทึ่ง สำหรับสิ่งที่เมื่อก่อนเคยเป็นเพียงสถานที่สักการะบูชาซึ่งเป็นที่รู้จักแค่คนท้องถิ่นในจังหวัดหนึ่งของไทย แม้ปัจจุบันวัดเจดีย์จะมีชื่อเสียงและมีผู้คนมาเยี่ยมชมจำนวนมาก แต่วัดยังคงมีพระสงฆ์เพียง 10 รูปเท่านั้น

พระสงฆ์นามว่า ปอ อายุ 21 พรรษา เขาเติบโตในหมู่บ้านที่อยู่ติดกับวัดได้ให้สัมภาษณ์ว่า “ภูมิใจมากที่วัดของเรามีชื่อเสียงและมีคนมาที่นี่จากทุกสารทิศ และไม่รู้สึกรำคาญฝูงชนแต่อย่างใด”

พระพุทธศาสนาเถรวาทแบบไทย ผสมผสานองค์ประกอบของศาสนาฮินดู ศาสนาจีน และการบูชาวิญญาณ สำหรับคนไทยนั้นผีและวิญญาณถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ภาพถ่ายโดย AMANDA MUSTARD, NATIONAL GEOGRAPHIC

แต่ก็ยากที่จะจินตนาการได้ว่าพระปอและเพื่อนพระรูปอื่น ๆ ต้องรับมือกับผู้มาเยี่ยมชมโดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่าประมาณ 8,000 คนต่อวัน ลานจอดรถของวัดสามารถรองรับรถได้มากถึง 6,000 คัน และการขยายพื้นที่ของวัดอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้บริเวณส่วนใหญ่รอบวัดเจดีย์ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นสถานที่ก่อสร้างขนาดใหญ่

แม้จะให้ความรู้สึกของเมืองใหญ่ แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ จังหวัดนครศรีธรรมราชกลายเป็นที่สนใจทางจิตวิญญาณของประเทศไทย เชื่อกันว่าศาสนาฮินดูเข้ามาถึงบริเวณนี้ในช่วงต้นศตวรรษที่ 5 และต่อมาในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 13 จังหวัดนครศรีธรรมราช กลายเป็นศูนย์กลางสำคัญในการเผยแพร่พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทไปยังส่วนที่เหลือของประเทศไทย

ในอดีตเมื่อปี 2550 วัดอีกแห่งในจังหวัดนี้เคยกลายเป็นศูนย์กลางของความนิยมในพระเครื่องที่เรียกว่า “จตุคามรามเทพ” เช่นเดียวกับความคลั่งไคล้ในพระเครื่องซึ่งเกิดขึ้นหลังจากวิกฤตการเงินในเอเชีย กระแสนิยมไอ้ไข่เองก็เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไม่มั่นคงในประเทศไทย และตอนนี้จังหวัดนครศรีธรรมราชกำลังได้รับประโยชน์จากกระแสนิยมไอ้ไข่

พิชญ์สินี ทัศน์นิยม ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า “ไอ้ไข่เป็นเหมือนแม่เหล็ก ดึงดูดผู้คนที่เครียดหรือทุกข์จากภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันมาที่นี่”

อีกทั้งกล่าวเพิ่มเติมว่า “ตั้งแต่สิ้นสุดการกักตัวในประเทศไทย เที่ยวบินต่อวันมายังนครศรีธรรมราชเพิ่มขึ้น 2 เท่า อัตราการเข้าพักของโรงแรมเพิ่มขึ้น ยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ และรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ยี่สิบหกเปอร์เซ็นต์ ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับตัวเลขติดลบสีแดงที่เห็นได้ชัดในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ”

ภาพซ้าย: ในปัจจุบันนี้เป็นเรื่องยากที่จะมอบไก่ตัวผู้ให้กับวัด แต่รูปปั้นสัตว์ที่เป็นไก่นั้นเป็นของแก้บนที่ผู้มาเยี่ยมชมให้ความนิยม ภาพขวา: พระสงฆ์วัดเจดีย์กำลังฉันเพลร่วมกันในบริเวณวัด แม้จะมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามามากมาย แต่วัดแห่งนี้ก็เป็นสถานที่จำวัดของพระสงฆ์เพียง 10 รูปเท่านั้น ภาพถ่ายโดย AMANDA MUSTARD, NATIONAL GEOGRAPHIC

ตามมาด้วยไก่

ก่อนที่ผู้คนจะเดินทางมาถึงวัดเจดีย์ พวกเขาจะได้เห็นความคึกคักตลอดเส้นทางบนถนนชนบทยาว 6 กิโลเมตร ที่เรียงรายไปด้วยร้านค้าซึ่งขายรูปปั้นปูนซีเมนต์สีสันสดใส ไม่ว่าจะเป็นรูปปั้นทหารที่เหมือนตัวการ์ตูน ดอกไม้ที่น่าดึงดูด และหมุดปักที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Google Maps

ตามความเชื่อของไทยหากผู้ใดร้องขอบางสิ่งจากวิญญาณหรือวัด และได้รับผลสมตามความปรารถนานั้นจะต้องกลับไปที่วัดและถวายของกำนัล โดยที่วัดเจดีย์ เพื่อดึงดูดให้เข้ากับตำนานเด็กชายอย่างไอ้ไข่ ของขวัญเหล่านี้จึงอยู่ในรูปของประทัด ของเล่นและขนม โดยของขวัญที่ได้รับความนิยมที่สุดคือรูปปั้นไก่

ธารารัตน์ ทองใบ เจ้าของโรงงานปูนปั้นกล่าวว่า “สมัยก่อนผู้คนจะนำไก่จริงมาถวายที่วัด แต่ปัจจุบันนี้ไม่สะดวกสำหรับพระ ผู้คนจึงเริ่มนำรูปปั้นไก่มาถวายแทน”

ดวงเด่น อุดนอก ชายวัย 40 ปี ทำงานเป็นช่างปั้นที่ร้านรูปปั้นไก่ใกล้วัดเจดีย์ ภาพถ่ายโดย AMANDA MUSTARD, NATIONAL GEOGRAPHIC

ธารารัตน์ และครอบครัวของเธอปั้นรูปปั้นไก่สูงถึง 3 เมตร และปิดด้วยกระจกบานเล็ก ๆ ซึ่งมีราคาสูงสุดอยู่ที่ 120,000 บาท และเนื่องมาจากการระบาดครั้งใหญ่ ธุรกิจของเธอจึงดำเนินการส่วนใหญ่ทางออนไลน์ โดยมีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมและจะจัดส่งสิ่งของไปยังวัดเจดีย์ในนามของผู้ร่วมทำบุญ

“ที่วัดเจดีย์มีสุสานรูปปั้นไก่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไว้เป็นสถานที่ซึ่งวัดรับไก่ไว้หลังจากบริจาคแล้ว” เธอกล่าว

เดินจากวัดเจดีย์ไปไม่ไกลนัก ปรากฏฝูงรูปปั้นไก่โต้งนับแสนตัวที่เรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ ในพื้นที่ขนาดเท่าสนามฟุตบอล บนพื้นมีชิ้นส่วนรูปปั้นไก่ที่หักพังจำนวนมากกองเกลื่อน เมื่อฉันไปเยี่ยมชมรูปปั้นส่วนใหญ่ยังคงดูสดใสและใหม่อยู่ แต่ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่าสุสานไก่แห่งนี้จะมีหน้าตาเป็นอย่างไรในอีกสองทศวรรษข้างหน้า ขณะที่สีลอกออกและรูปปั้นก็ผุพังลง

สถานที่ซึ่งจิตวิญญาณมาบรรจบกับการค้า

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เติบโตมาพร้อมกับพุทธศาสนาเถรวาทแบบไทย ซึ่งเป็นความเชื่อที่เชื่อมโยงองค์ประกอบของศาสนาฮินดู ศาสนาจีน และการบูชาวิญญาณ เมื่อคุณได้สัมผัสบรรยากาศในวัดเถรวาทนี้ แม้แต่วัดไทยเรียบง่ายก็ให้ความรู้สึกดูคล้ายกับงานเทศกาลบางอย่าง

ในมุมหนึ่งของวัด แขกผู้มาเยือนถูแป้งเด็กลงบนท่อนไม้เนื้อแข็งขนาดใหญ่ โดยคาดหวังว่าเลขลอตเตอรี่ที่ถูกรางวัลจะปรากฏขึ้น และที่ประตูถัดไปคุณจะได้ยินเสียงเพลงลูกทุ่งของไทย มาจากวงดนตรีที่มีคนจ้างมาเพื่อแก้บน อีกทั้งในทุก ๆ สองชั่วโมงกล่องประทัดจะถูกขนย้ายออกไปโดยรถบรรทุก ซึ่งที่ท้ายรถบรรทุกจะเห็นเป็นเหมือนกองภูเขาที่เต็มไปด้วยเถ้าถ่านและกระดาษที่ไหม้เกรียม จากนั้นรถบรรทุกก็จะนำไปทิ้งและจุดไฟเผา ส่งผลให้เกิดควันและเสียงดังคล้ายภูเขาไฟพ่นออกมา

เจ้าหน้าที่จัดการจราจรบริเวณทางเข้าวัดเจดีย์ ภาพถ่ายโดย AMANDA MUSTARD, NATIONAL GEOGRAPHIC

เสียงอึกทึกที่วัดเจดีย์ให้ความรู้สึกเชิงพาณิชย์อย่างชัดเจน บริเวณวัดประกอบด้วยพ่อค้าแม่ค้าที่ขายลอตเตอรี่ ตู้เอทีเอ็ม และศูนย์อาหารที่กว้างขวาง บริเวณทางเข้าวัดเจดีย์มีที่ตั้งบูธที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาเช่าพระเครื่องอย่างเป็นทางการ (แม้ว่าพวกเขาจะซื้อจริง แต่คนไทยใช้คำนี้เพื่อปกปิดความหมาย ที่จะเป็นปัญหาในการครอบครองวัตถุมงคล)

ศุภชัย อธิบายว่า “คนที่มาที่นี่มีความปรารถนาที่แตกต่างกัน ผมเคยสัมภาษณ์ผู้เยี่ยมชมร้อยคน ในจำนวนนี้ หกสิบคนต้องการถูกรางวัลลอตเตอรี่ ยี่สิบคนต้องการความช่วยเหลือในหน้าที่การงาน และอีกยี่สิบคนต้องการอย่างอื่นผสมกันไป”

ภาพซ้าย: กาบมะพร้าว พบมากในภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่จัดหามะพร้าวจำนวนมากในประเทศ และยังนำไปใช้ในการทำรูปปั้นไก่ ภาพขวา: ประทัดถูกซื้อและนำมาถวายเพื่อเป็นเกียรติแก่ไอ้ไข่ โดยภายในกล่องประทัดแต่ละกล่องมีริบบิ้นซึ่งมีตัวเลขที่สามารถนำไปใช้ในการเลือกซื้อลอตเตอรี่ ภาพถ่ายโดย AMANDA MUSTARD, NATIONAL GEOGRAPHIC

ฉันเดินไปรอบ ๆ บริเวณวัด เพื่อเรียนรู้สิ่งที่ผู้คนขอจากไอ้ไข่

ผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ นัน ขับรถจากในเมืองมา 3 ชั่วโมง พร้อมสามีและลูกของเธอกล่าวว่า “เรามาที่นี่เมื่อสามหรือสี่ปีที่แล้วและถูกรางวัลลอตเตอรี่ คราวนี้เรามาที่นี่เพื่อขอให้ได้รถใหม่”

ผู้หญิงอีกคนที่เดินผ่านมาชื่อ ดิว กล่าวว่า “ญาติของฉันมาที่นี่ก่อนหน้านี้และถูกรางวัลลอตเตอรี่ ถึงแม้จะไม่ค่อยเชื่อเรื่องนี้ แต่ฉันคิดว่าจะลองดู”

ชายหนุ่มชื่อ บูม บินมาจากกรุงเทพฯ ในวันนี้ โดยนี่เป็นการเดินทางมาที่วัดเจดีย์ครั้งที่ 2 เขาและเพื่อน ๆ แสดงพระเครื่องและสร้อยข้อมือให้ฉันดู

การท่องเที่ยววัดเจดีย์ยังส่งผลดีต่อพื้นที่อื่น ๆ ใน อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช จากภาพผู้มาเยี่ยมสักการะไอ้ไข่ กำลังเพลิดเพลินกับจุดชมวิวทะเลยอดนิยม ภาพถ่ายโดย AMANDA MUSTARD, NATIONAL GEOGRAPHIC

นอกจากนี้ บูมยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “ผมเป็นส่วนหนึ่งของ Generation Y เราสนใจพระเครื่อง แต่สำหรับเราไม่ใช่แค่เรื่องความเชื่อเท่านั้น แต่มีองค์ประกอบของแฟชั่นและสถานะ อีกทั้งยังเป็นการลงทุนอีกด้วย”

หลังจากนั้นฉันจึงไปดูไอ้ไข่ด้วยตัวเอง ฉันเดินตามขั้นบันไดหินอ่อนไปยังห้องโถง เมื่อเทียบกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นข้างนอกแล้ว ในโถงแห่งนี้เงียบสงบและว่างเปล่า จำนวนผู้คนไม่ถึงโหลกำลังคุกเข่าต่อหน้ารูปปั้นที่เชื่อว่าเป็นที่อยู่ของวิญญาณไอ้ไข่ มีควันลอยไปทั่ว

รูปปั้นไอ้ไข่ปกคลุมไปด้วยแผ่นทองคำเปลว เหมือนเด็กชายตัวเท่าคนจริง แต่งตัวแบบยุค 80 สวมเสื้อยืดสีขาวที่มีชื่อวัดเจดีย์ติดอยู่ กางเกงยีนส์สีน้ำเงินขลิบสีสดใส หมวกเบสบอล Ferrari สีแดง และแว่นกันแดด

จากทั้งหมดที่ได้พบเจอทั้งสุสานรูปปั้นไก่ ภูเขาประทัด การแสดงของเหล่าวงดนตรี ศูนย์อาหาร ฝูงชนจำนวนมาก และเสียงประกาศอึกทึกที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ดูเหมือนการเชื่อมต่อทางจิตวิญญาณของรูปปั้นไอ้ไข่ขนาดเล็กนี้ ถูกกลืนไปในบรรยากาศแห่งความวุ่นวาย

เนื้อเรื่องโดย  AUSTIN BUSH

ภาพถ่ายโดย AMANDA MUSTARD

แปลและเรียบเรียงโดย ปาณิสรา สันติมิตร

(โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย)

เรื่องแนะนำ

เมื่อรักไร้พรมแดน

หากย้อนเวลากลับไปสักห้าศตวรรษก่อน การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันของคนต่างเชื้อชาติและวัฒนธรรมทั้งห้าคู่นี้ไม่อาจเป็นไปได้

จากปรัชญาสู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง

จากปรัชญาสู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง ภาพถ่าย  เริงฤทธิ์ คงเมือง เรื่อง  ศิริพร พรศิริธิเวช บนเนื้อที่ 17 ไร่ภายในสวนสมรม (หรือสมลม — ภาษาถิ่นภาคใต้หมายถึง สวนขนาดเล็กที่ปลูกพืชผลผสมผสาน) ของสมบูรณ์ ศรีสุบัติ หรือลุงนิล ในวันนี้ พลุกพล่านไปด้วยผู้คนจากทั่วสารทิศที่แวะเวียนมาทัศนศึกษาและดูงานในศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ตำบลช่องไม้แก้ว อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ทุเรียนต้นใหญ่มีเถาพริกไทยเลื้อยขึ้นไปเกาะออกลูกสีเขียวสดเป็นพวง ขณะที่พื้นใต้ร่มทุเรียนเต็มไปด้วยพืชผลนานาชนิด เช่น กล้วย มังคุด และมะนาวขึ้นเบียดเสียดดูราวป่าดิบชื้น แต่กว่าจะมาเป็นสวนที่สร้างรายได้ไม่ขาดมือ และยังเหลือเผื่อจุนเจือผู้คนในวันนี้ เจ้าของสวนร่างสูงโปร่ง ผิวสีเข้ม และน้ำเสียงถิ่นใต้เป็นเอกลักษณ์ต้องผ่านมรสุมชีวิตมาอย่างโชกโชน “โธ่…ใครจะไปรู้ ตอนนั้นทุเรียนมันราคาดี” ลุงนิล เท้าความหลัง เมื่อครั้งที่ต้องนั่งกุมขมับกับความล้มเหลวของสวนทุเรียนกว่า 700 ต้นที่เฝ้าทะนุถนอมมาแรมปี แต่จากการขาดความรู้และประสบการณ์ทำให้ประสบกับภาวะขาดทุนจนมีหนี้สินท่วมตัว ด้วยความคิดว่าต้องปลูกทุเรียนอย่างเดียว เพราะทุเรียนราคาดี และเพื่อให้ได้ผลผลิตมากที่สุด ลุงนิลจึงระดมใส่ปุ๋ย อัดฉีดสารเคมีสารพัด ยี่ห้อไหนใครว่าดี ลุงนิลไม่รอช้า หามาประเคนใส่ “ช่วงหลังไม่มีเงินมาลงทุนทำระบบน้ำ ก็เลยตัดสินใจให้นายทุนมาทำสัญญาเหมาสวนทำทุเรียนนอกฤดู ด้วยความหวังว่าอีกไม่นานเกินรอทุเรียนจะให้ผลผลิต เดี๋ยวก็ได้เงินคืน” ลุงนิลเล่า แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นดังหวัง เพราะเมื่อหมดสัญญาราคาขายทุเรียนปีนั้นดิ่งลงเหว ซ้ำร้ายเจ้าทุเรียนพระเอกในท้องเรื่องยังมาชิงตายตอนจบ ด้วยการทยอยยืนต้นตายหลายร้อยต้น เพราะพิษสงของสารเคมีที่ระดมใส่หวังจะให้ได้ผลดี ยิ่งไปกว่านั้น ผืนดินที่เคยอุดมสมบูรณ์และแบ่งบานไปด้วยความฝันของชายวัยกลางคน กลับเปลี่ยนเป็นเนื้อดินแห้งแข็งที่ไม่สามารถปลูกต้นไม้ให้งอกงามดังเดิม ท้ายที่สุด ของแถมจากเหตุการณ์ทั้งมวลนี้ก็คือหนี้สินก้อนโตสองล้านกว่าบาทที่ดูเหมือนจะกองเกลื่อนอยู่ทุกแห่งหนที่ลุงนิลก้าวไป “หมดปัญญา ไม่อยากอยู่แล้ว” เสียงลุงนิลเริ่มสั่นเครือ “ตอนนั้นหยิบปืนขึ้นมาแล้ว แต่ดีที่ลูกชายเดินเข้ามา ก็เลยเก็บปืนไว้ก่อน” ขณะที่ความสิ้นหวังกำลังกัดกินใจดั่งฝูงตั๊กแตนปาทังก้ารุมทึ้งต้นข้าวโพดบนผืนดินแห้งผากอยู่นั้นปาฏิหาริย์ก็บังเกิด กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 ที่กำลังเผยแพร่ผ่านทางโทรทัศน์ขณะนั้นดังเข้าหูชายผู้สิ้นหวัง สมบูรณ์ ศรีสุบัติ เล่าว่า ”เป็นดั่งหยาดน้ำฝนชโลมใจ” ชายผู้เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ท่องพระราชดำรัสนั้นได้อย่างขึ้นใจว่า …การจะเป็นเสือนั้น ไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง…  …ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนไป ทำให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง ไม่ต้องทั้งหมด แม้แค่ครึ่งก็ไม่ต้อง อาจจะสักเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็จะสามารถอยู่ได้ การแก้ไขอาจจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ง่ายๆ โดยมากคนก็ใจร้อน เพราะเดือดร้อน แต่ว่าถ้าทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ก็สามารถที่จะแก้ไขได้… ไม่น่าเชื่อว่าพระราชดำรัสไม่กี่ประโยคนั้นจะสามารถหยุดความคิดอันโง่เขลา และกระทั่งให้ชีวิตใหม่แก่สมบูรณ์ ศรีสุบัติ ในห้วงเวลาอันเลวร้ายที่สุดของชีวิต… ย้อนหลังกลับไป 36 ปี หรือเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ความตอนหนึ่งว่า …การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป… นั่นอาจถือเป็นการพระราชทานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นครั้งแรก ก่อนที่ปรัชญาดังกล่าวจะมีการนำมาพูดถึงอย่างกว้างขวางในอีกกว่า 20 ปีต่อมา ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ ”ต้มยำกุ้ง” อันหนักหนาสาหัส รัฐบาลในขณะนั้นต้องการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพ เพื่อยืนหยัดพึ่งพาตนเองพร้อมไปกับการดำเนินนโยบายสำคัญๆในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาแข็งแกร่งดังเดิมได้อีกครั้ง ไม่น่าเชื่อว่าแนวคิดที่พระองค์ทรงวางไว้เมื่อหลายสิบปีนั้น จะยังคงใช้ได้ดีและนำสมัยอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งฉันมีโอกาสได้พูดคุยกับ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร อดีตผู้อำนวยการกองประเมินผลและข้อมูล สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ซึ่งปัจจุบันลาออกมาเป็นชาวนาและเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และยังดำรงตำแหน่งประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย ดร.วิวัฒน์ให้ทรรศนะว่า ”พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงวางแผนคราวละไม่ต่ำกว่า 50 ปีเสมอ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงพระอัจฉริยภาพและสายพระเนตรอันยาวไกล ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ ”ต้มยำกุ้ง” เมื่อสิบกว่าปีก่อน (และตอกย้ำอีกครั้งด้วยวิกฤติเศรษฐกิจ ”แฮมเบอร์เกอร์” ในปัจจุบัน) ได้เกิดปรากฏการณ์ที่คนไทยและหลายประเทศทั่วโลกหันมาสนใจ และนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้อย่างแพร่หลายทั้งในการดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจ ในส่วนของประเทศไทย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้รับการบรรจุในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ในส่วนที่ 3 แนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 78 (1) ความว่า ”บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินการตามปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ” ขณะที่องค์การสหประชาชาติยกย่องว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นมีคุณูปการทั้งต่อประเทศไทยและนานาประเทศโดยนายโคฟี อันนัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติในขณะนั้น ได้ทูลเกล้าฯถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ในเช้าที่อากาศร้อนอบอ้าวของเดือนมีนาคมที่ผ่านมาราว 500 กิโลเมตรจากอำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร อันเป็นที่ตั้งของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนและสวนสมรมของลุงนิล ฉันเข้ามายืนเก้ๆ กังๆ พร้อมกับเหงื่อเม็ดเป้งที่ผุดขึ้นตามใบหน้าเมื่อแรกก้าวลงจากรถแท็กซี่และค่อยๆหายไปพร้อมสายลมเย็นที่พัดโชยอยู่ตรงหน้าป้อมกองวัง ประตูพระยมอยู่คุ้น ทางเข้าเขตพระราชฐานที่จะเข้าสู่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา หากจะว่าไปแล้ว สถานที่แห่งนี้คือประจักษ์พยานที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุดแห่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ทรงใช้ทดลองและบ่มเพาะแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงใจกลางกรุงเทพมหานคร คุณศศิภา ตันสิทธิ หญิงสาวตาคม พูดจาฉะฉานเป็นเจ้าหน้าที่งานประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ทำหน้าที่นำฉันเยี่ยมชมส่วนต่างๆ ของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เธอพาฉันผ่านไปตามถนนลาดยางสายเล็กที่ร่มรื่นด้วยแมกไม้ นกหลายชนิดแข่งขันกันส่งเสียงร้อง ขณะที่กระรอกตัวอ้วนพีสองตัววิ่งไล่กันไปตามกิ่งไม้ โดยไม่สนใจผู้คน ห่างออกไปตรงพื้นที่โล่งมีเจ้าหน้าที่ของกรมการข้าวราวสิบคนในชุดเสื้อสีน้ำเงินกำลังสาละวนกับการถอนหญ้าและคัดน้ำเข้าแปลงนาข้าวทดลองที่กำลังปลูกต้นถั่วซึ่งชูยอดเขียวขจี คุณศศิภาเล่าว่า แปลงนาผืนเล็กนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทดลองขับ ”ควายเหล็ก” หรือรถไถแบบสี่ล้อคันแรกของประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2504 ด้วยพระองค์เอง เพื่อเตรียมแปลงปลูกข้าว โดยข้าวพันธุ์แรกที่ปลูกคือ ข้าวพันธุ์หอมนางนวล ต่อมาในวันที่ 27 ตุลาคม ปีเดียวกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิธีทำขวัญข้าวหรือขวัญแม่โพสพขึ้น และเมื่อรวงข้าวสุกได้ที่ก็เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเกี่ยวข้าวด้วยพระองค์เอง โดยผลผลิตข้าวที่ได้ทรงให้นำไปเก็บรักษาพันธุ์ไว้ที่กรมการข้าวเพื่อใช้ในการเพาะปลูกในปีถัดไป อีกส่วนหนึ่งนำไปใช้ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หากมองอย่างผิวเผิน บรรยากาศโดยรอบของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ดูไม่ต่างไปจากแปลงไร่นาของเกษตรกรไทยทั่วไปนัก แต่ในบริเวณอื่นๆ จะเป็นอาคารทดลองและโรงงาน ที่นี่มีกิจกรรมการศึกษาและการทดลองมากกว่า 35 โครงการ โดยแบ่งเป็นโครงการที่ไม่ใช่ธุรกิจ อาทิ โครงการป่าไม้สาธิต และโครงการนาข้าวทดลอง กับโครงการกึ่งธุรกิจ อาทิ โครงการโรงโคนมสวนจิตรลดา และโครงการเกี่ยวกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร  เป็นต้น นอกเหนือจากกิจกรรมทางการเกษตรและการแปรรูปผลผลิตแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงให้ความสำคัญกับการทดลองและการพัฒนาพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และไบโอดีเซล เป็นต้น โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ริเริ่มโครงการพัฒนาพลังงานทดแทนด้วยการศึกษาแนวทางการนำน้ำมันปาล์มมาใช้งานแทนน้ำมันดีเซล นอกจากนั้นยังได้พระราชทานเงินทุนวิจัยเบื้องต้นเพื่อใช้สร้างอาคารและซื้ออุปกรณ์ในการทดลองผลิตเชื้อเพลิงแอลกอฮอล์จากอ้อยที่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2528 ด้วยทรงเล็งเห็นว่าจะเกิดวิกฤติน้ำมันขึ้นในอนาคต และทรงเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตอ้อยสูง อ้อยส่วนที่เกินจากการผลิตอาหารควรนำมาใช้ประโยชน์ด้านอื่น ซึ่งก็คือผลิตแอลกอฮอล์ ทั้งนี้ยังสามารถรองรับในกรณีที่อ้อยราคาตกต่ำได้อีกด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เข้าเยี่ยมชมโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา และต้องตื่นเต้นปนฉงนกับเจ้าโคเนื้อสีน้ำตาลแดง และกระบือสีดำตัวย่อมๆที่กำลังยืนเคี้ยวเอื้องทำหน้าตากรุ้มกริ่มอยู่ข้างๆ […]