ประวัติของ พระเจ้าอโศก กษัตริย์อินเดียผู้น้อมรับพุทธศาสนาและปกครองผู้คนอย่างเป็นธรรม

พระเจ้าอโศก เป็นใคร

พระเจ้าอโศกได้รับการยกย่องในฐานะผู้น้อมรับพุทธศาสนา และเปลี่ยนแปลงราชวงศ์เมารยะจากเครื่องจักรสงครามไปเป็นสังคมแห่งความอดกลั้นและสันติ ภาพวาดจาก PRIVATE COLLECTION/DINODIA/BRIDGEMAN IMAGES


พระเจ้าอโศก แห่งอินเดีย ทรงโศกเศร้าจากการพิชิตดินแดนต่างๆ ซึ่งส่งผลให้ชีวิตเรือนแสนต้องจบลง สิ่งนี้ทำให้พระองค์น้อมรับพุทธศาสนาและปฏิบัติต่อราษฎรอย่างเป็นธรรม

พระเจ้าอโศก ผู้เป็นหลานชายของพระเจ้าจันทรคุปต์ เมารยะ (Chandragupta Maurya) มีชีวิตอยู่ในช่วงประมาณ 304 ถึง 233 ปีก่อนคริสตกาล พระองค์ทรงนำจักรวรรดิเมารยะ (Mauryan) ไปสู่ยุคที่มีอาณาเขตกว้างขวางและเรืองอำนาจมากที่สุด กระนั้น การเปลี่ยนแปลงราชอาณาจักรของพระองค์มิได้มาจากการใช้ความรุนแรงอันดุเดือดเหมือนเมื่อครั้งต้นรัชสมัย ตรงกันข้าม มันเป็นผลจากการน้อมรับพุทธศาสนา และสารแห่งขันติธรรมและสันติวิธีที่พระองค์เผยแผ่ไปทั่วทั้งจักรวรรดิอันกว้างขวาง

แปดปีหลังการยึดอำนาจในช่วง 270 ปีก่อนคริสตกาล พระเจ้าอโศกได้นำกองทัพเข้าพิชิตราชอาณาจักรกลิงคะ (Kalinga) ในบริเวณชายฝั่งในภาคตะวันออก-กลางของอินเดีย และยังส่งผลให้พระองค์สามารถขยายอาณาจักรให้กว้างใหญ่กว่ากษัตริย์องค์ก่อนหน้าทุกองค์ มีการบันทึกไว้ว่า ผู้คนกว่า 100,000 ถึง 300,000 คนเสียชีวิตระหว่างการศึกครั้งนี้

ความสูญเสียดังกล่าวส่งผลต่อสภาพจิตใจของพระเจ้าอโศกอย่างรุนแรง พระองค์ได้บันทึกไว้ว่า “การฆ่าฟัน ความตาย และการเนรเทศที่เกิดขึ้นเมื่อดินแดนที่ไม่เคยถูกพิชิตกลับถูกพิชิตลง ได้ยังความเจ็บปวดอย่างหนักหนา [ต่อตัวเรา]” หลังจากนั้น พระเจ้าอโศกทรงละทิ้งทั้งการใช้กำลังทหารพิชิตผู้อื่น และความรุนแรงในรูปแบบอื่น รวมถึงการทารุณสัตว์ พระองค์กลายเป็นผู้อุปถัมภ์พุทธศาสนา ซึ่งสิ่งนี้ได้ส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองของศาสนาดังกล่าวในทั่วทั้งอินเดีย มีการร่ำลือว่าพระองค์ส่งคณะทูตไปยังดินแดนหลายแห่ง รวมถึงซีเรียและกรีก และยังส่งลูกหลานของพระองค์เองไปยังศรีลังกาในฐานะผู้เผยแผ่ศาสนา

พระเจ้าอโศกได้เผยแผ่มุมมองใหม่ที่พระองค์มีต่อชีวิต ผ่านราชกฤษฎีกาที่สลักลงบนก้อนหินและเสาหินตามแหล่งแสวงบุญ และตามเส้นทางการค้าที่คึกคัก ราชกฤษฎีกาเหล่านี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในตัวอย่างยุคแรกๆ ของระบบการเขียนในประวัติศาสตร์อินเดีย โดยภาษาที่ใช้จารึกพวกมันมิใช่สันสกฤต อันเป็นภาษาประจำชาติของอินเดีย แต่กลับเป็นภาษาท้องถิ่น เพื่อให้ผู้คนเข้าใจสารเหล่านั้นได้โดยง่าย ตัวอย่างที่เห็นได้คือราชกฤษฎีกาที่จารึกอยู่ในบริเวณใกล้กับกันดาฮาร์ (Kandaher) ซึ่งปัจจุบันอยู่ในอัฟกานิสถาน อันเป็นบริเวณที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชปกครองเป็นเวลายาวนาน โดยราชกฤษฎีกาเหล่านั้นจารึกด้วยภาษากรีกและอาราเมอิก (Aramaic)

เช่นเดียวกับพระเจ้าไซรัส (Cyrus) ในเปอร์เซีย พระเจ้าอโศกทรงมีนโยบายแห่งความเคารพและขันติธรรมต่อผู้นับถือศรัทธาอื่น มีราชกฤษฎีกาซึ่งประกาศว่า “มนุษย์ทุกคนคือลูกหลานของเรา และเหมือนดั่งที่เราประสงค์ให้ลูกหลานมีสวัสดิภาพและความสุขทุกสิ่งอย่างของทั้งภพนี้และภพหน้า เราประสงค์ให้มนุษย์ถ้วนทุกตัวตนได้รับสิ่งนั้นเช่นกัน”

พระราชกฤษฎีกาอื่นๆ สนับสนุนให้ประชาชนมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความใจบุญ และเมตตาธรรม ในบางโอกาส พระเจ้าอโศกและข้าราชบริพารระดับสูงเดินทางไปทั่วราชอาณาจักรเพื่อตรวจเยี่ยมสวัสดิภาพของผู้คน และดูว่าราชกฤษฎีกาได้ถูกปฏิบัติตามหรือไม่ เสาหินต้นหนึ่งบันทึกไว้ว่าเหล่าข้าราชบริพารได้แจกจ่ายยาและสร้างโรงพยาบาลให้กับทั้งผู้คนและสัตว์

พระเจ้าอโศก สร้างวัดในภาพเมื่อสามร้อยปีก่อนคริสตกาล ในเมืองสาญจี (Sanchi) รัฐมัธยะประเทศ (Madhya Pradesh) ภาพถ่ายโดย ROBERT HARDING PICTURE LIBRARY, NAT GEO IMAGE COLLECTION
พระเจ้าอโศกสร้างวัดในภาพเมื่อสามร้อยปีก่อนคริสตกาล ในเมืองสาญจี (Sanchi) รัฐมัธยะประเทศ (Madhya Pradesh) ภาพถ่ายโดย ROBERT HARDING PICTURE LIBRARY, NAT GEO IMAGE COLLECTION

ปกครองบ้านเมือง

นอกจากราชกฤษฎีกาแล้ว พระเจ้าอโศกยังสร้างสถูป วิหาร และสิ่งก่อสร้างทางศาสนาอื่นๆ ในสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนาเช่นสารนาถ (Sarnath) อีกด้วย อย่างไรก็ตาม พระองค์ไม่ใช่ผู้ปกครองที่ละทิ้งทางโลกเสียทีเดียว พระองค์ทรงบริหารรัฐบาลรวมศูนย์ (Centralized Government) จากเมืองปาฏลีบุตร (Pataliputra) อันเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบราชการขนาดใหญ่เก็บภาษี ผู้ตรวจการรายงานกลับไปยังพระองค์ การชลประทานช่วยขยายเกษตรกรรม มีการสร้างถนนสภาพยอดเยี่ยมเพื่อเชื่อมต่อศูนย์กลางการค้าและการเมืองที่เป็นกุญแจสำคัญ อันเป็นลักษณะสำคัญที่พบเห็นได้บ่อยในจักรวรรดิยุคโบราณ โดยพระองค์ได้มีพระราชบัญชาให้ถนนแต่ละสายมีทั้งต้นไม้เพื่อสร้างร่มเงา บ่อน้ำ และที่พัก

หลังพระเจ้าอโศกสิ้นพระชนม์ การปกครองด้วยเมตตาธรรมได้สิ้นสุดลงพร้อมกับจักวรรดิเมารยะ รัชสมัยของพระองค์กลับกลายเป็นตำนาน กระทั่งนักโบราณคดีแปลราชกฤษฎีกาของพระองค์ได้ในอีกสองพันปีต่อมา ในครั้งนั้น ราชกฤษฎีกาเหล่านี้ได้ช่วยรวบรวมจักรวรรดิอันกว้างใหญ่ให้เป็นปึกแผ่นผ่านสารแห่งคุณธรรม และพวกมันยังช่วยเร่งการเผยแผ่พุทธศาสนาไปทั่วทั้งอินเดีย

สารนาถ เสาหินแห่งศรัทธา

เสาหินที่โด่งดังที่สุดของพระเจ้าอโศกถูกสร้างขึ้นที่เมืองสารนาถ ในรัฐอุตตรประเทศ (Uttar Pradesh) ในตอนเหนือของอินเดีย สถานที่แห่งนี้เป็นที่สักการะของผู้แสวงบุญชาวพุทธ เนื่องจากเป็นที่ที่พระพุทธเจ้าทั้งทรงแสดงคำสอนเป็นครั้งแรก และตรัสถึงอริยสัจสี่

เสาหินความสูงกว่าสองเมตร มีหัวเสาที่ถูกสลักอย่างประณีตและแบ่งเป็นสามช่วง ฐานเป็นรูปดอกบัว อันเป็นสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนา แป้นหัวเสารูปทรงกระบอกมีการสลักรูปม้า สิงโต วัวกระทิง และช้าง ซึ่งหันหน้าไปทางทิศหลักทั้งสี่ โดยมีธรรมจักรคั่นระหว่างสัตว์แต่ละตัว บนยอดเสามีรูปสลักราชสีห์อันทรงอำนาจสี่ตัวซึ่งหันหน้าไปยังสี่ทิศ ซึ่งเชื่อกันว่าพวกมันคือสัญลักษณ์ของอำนาจอันแผ่ไปทั่วดินแดนของพระเจ้าอโศก หัวเสาดังกล่าวถูกนำมาใช้ในฐานะสัญลักษณ์แห่งชาติของอินเดียในปี 1950 และปรากฏบนเหรียญและธนบัตรต่างๆ


อ่านเพิ่มเติม: ขงจื๊อคือใคร

เรื่องแนะนำ

ศตวรรษแห่งความบอบช้ำของเด็ก ชาวอเมริกันพื้นเมือง ในโรงเรียนประจำสหรัฐฯ

โรงเรียนที่ได้รับทุนจากรัฐบาลกลางใช้กลยุทธ์กดขี่ข่มเหงเพื่อลบล้างวัฒนธรรมดั้งเดิมของเด็กๆ ชาวอเมริกันพื้นเมือง อีกทั้งยังก่อให้เกิดโครงการที่คล้ายกันในแคนาดา นี่คือความคิดริเริ่มใหม่ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อคำนึงถึงอดีตอันโหดร้ายในครั้งนั้น ซิตคาลา-ชาช (Zitkála-Šá) มีอายุได้เพียง 8 ปีเมื่อเหล่ามิชชันนารีมาถึง เธอถูกล่อลวงจากจากเขตสงวนชาวอินเดียนแดงแยงก์ตันที่เซาท์ดาโคตา (Yankton Indian Reservation) ด้วยคำสัญญาที่จะพาไปพบกับการผจญภัย ความสะดวกสบาย และการศึกษา ในปี ค.ศ. 1884 เด็กสาว ชาวอเมริกันพื้นเมือง คนนี้เต็มใจที่จะเดินทางไปสู่เมืองวอแบช รัฐอินดีแอนา เพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนประจำที่ดูแลโดยกลุ่มเควกเกอร์ (Quakers) ซึ่งอุทิศให้กับการฝึกอบรมเด็กชาวอเมริกันพื้นเมือง จากนั้น เธอได้รู้ว่าครูที่นำเสื้อผ้าแบบดั้งเดิมของเธอออกไปเมื่อมาถึงต้องการตัดผมของเธอด้วย ซิตคาลา-ชาช ภาคภูมิใจในผมยาวสีดำของเธอ นอกจากนั้น เธอถูกเลี้ยงดูมาโดยความคิดว่าผมสั้นคือความอับอายของนักรบที่ถูกจับ เธอหลบหนีจากเด็กคนอื่นๆ แต่พวกผู้ใหญ่ก็พบที่ซ่อนของเธอ พวกเขาลากเธอเข้าไปในอีกห้องหนึ่ง และจับเธอมัดกับเก้าอี้ “ฉันกรีดร้องดังลั่น และสะบัดหัวของฉันอยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่งฉันสัมผัสถึงคมกรรไกรที่เย็นเฉียบบนคอของฉัน และได้ยินมันกัดผมเปียหนาตัวหนึ่งของฉัน” เธอเขียนลงในไดอารี่ที่ชื่อว่า เรื่องราวของอเมริกันอินเดียน (American Indian Stories) ในปี 1921 “จากนั้นจิตวิญญาณของฉันได้สูญสิ้น” เธอถูกเปลี่ยนชื่อโดยเหล่ามิชชันนารีว่า Gertrude ต่อมา ซิตคาลา-ชาช ใช้ชีวิตในวัยเด็กที่เหลืออยู่ที่โรงเรียนประจำสำหรับนักเรียนชาวพื้นเมือง   เธอเป็นหนึ่งในนักเรียนหลายแสนคนที่เข้าเรียนในโรงเรียนดังกล่าวในสหรัฐอเมริกาช่วงศตวรรษที่ […]

สำรวจรุ่นของเครื่องบิน กับบันทึก 5 อันดับ อุบัติเหตุทางเครื่องบิน ที่ร้ายแรงที่สุดในโลก

อุบัติเหตุทางเครื่องบิน แม้เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้ง แต่ก็ทำให้ผู้คนกังวลและตั้งคำถามถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะรุ่นของเครื่องบินที่ใช้ในอุบัติเหตุแต่ละครั้งว่าจะมีโอกาสขัดข้องอีกหรือไม่ จากเหตุการณ์เที่ยวบิน MU5735 ของสายการบิน ไชนา อีสเทิร์น แอร์ไลน์ส ผู้โดยสาร 132 คนเสียชีวิต เมื่อวันที่ 21 มีนาคม ที่ผ่านมา ทำให้เราหวนคิดถึงอุบัติเหตุเครื่องบินตกครั้งใหญ่ๆ ของโลก อุบัติเหตุที่เกิดกับเครื่องบินรุ่นต่าง ๆ แม้ว่า อุบัติเหตุทางเครื่องบิน อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ารุ่นของเครื่องบินที่เกิดอุบัติเหตุในแต่ละครั้งถูกตั้งคำถามถึงคุณภาพความปลอดภัย เพราะสาเหตุส่วนใหญ่ของอุบัติเหตุทางอากาศเหล่านี้มักมาจากการขัดข้องของเครื่องยนต์ หรือขาดระบบและอุปกรณ์ที่ทำให้การบินในแต่ละครั้งมีความปลอดภัย จึงทำให้มีการตั้งคำถามไปในขั้นตอนในสายการผลิตเครื่องบิน หรืออาจเป็นที่มาของการพัฒนาเครื่องบินรุ่นใหม่ ๆ ที่มีระบบความปลอดภัยดีขึ้นกว่าเดิม นี่คือรายละเอียดของ อุบัติเหตุทางเครื่องบิน ที่ร้ายแรงที่สุด 5 ลำดับ พร้อมรุ่นของเครื่องบินที่เกิดอุบัติเหตุ อันดับ 1 ภัยพิบัติแห่งสนามบิน Tenerife สายการบิน: KLM Royal Dutch Airlines และ Pan American World Airways วันเกิดอุบัติเหตุ: 27 มีนาคม 1977 […]

สนธิสัญญาแวร์ซายจบสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่สองได้อย่างไร

วูดโรว์ วิลสัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกากำลังยิ้มในขณะที่เดินนำขบวนของบรรดาผู้นำยุโรปที่เข้าร่วมเซ็น สนธิสัญญาแวร์ซาย แม้ว่าอดีตประธานาธิบดีวิลสัน จะเป็นผู้เจรจาสนธิสัญญานี้ด้วยตัวเอง แต่ในท้ายที่สุด สภาคองเกรสไม่ให้สัตยาบันในสนธิสัญญานี้ ภาพถ่ายโดย BETTMANN, GETTY ประเทศต่างๆ ในยุโรปพากันลงโทษเยอรมนีจากสิ่งที่ได้ทำไปในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อันเป็นการลงโทษที่ย้อนกลับมาหลอกหลอนชาวโลกในภายหลัง 28 มิถุนายน 1919 นอกชานเมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส บรรดาผู้นำชาติยุโรปรวมตัวกันในพระราชวังแวร์ซายเพื่อเซ็น สนธิสัญญาแวร์ซาย ซึ่งรู้จักกันในฐานะหนึ่งในสนธิสัญญาที่มีเนื้อหาอันจงเกลียดจงชังมากที่สุดในประวัติศาสตร์ การเซ็นสนธิสัญญาครั้งนี้คือคือหมุดหมายแห่งการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งอย่างเป็นทางการ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ได้เป็นรากฐานที่ทำให้เกิดสงครามโลกในครั้งต่อมา และถึงแม้ว่าจะมีการประชุมสันติภาพในหนึ่งปีก่อนหน้านี้ แต่ไม่มีประเทศใดที่ต้องลงชื่อในสนธิสัญญาฉบับนี้พึงพอใจกับมันเลย มีคนกว่า 65 ล้านคนที่ต้องเข้าร่วมต่อสู้ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทหารมากกว่า 8.5 ล้านนาย และพลเรือนกว่า 6.6 ล้านคนต้องเสียชีวิตไป สงครามได้ทำลายพื้นที่ฟาร์ม เมือง และสนามรบรอบๆ ยุโรป และเยอรมนีถูกกล่าวโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้น แม้นักประวัติศาสตร์ร่วมสมัยยังคงถกเถียงกันอยู่ว่าใครคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบในสงครามครั้งที่หนึ่ง สนธิสัญญาฉบับนี้ก็ได้ลงโทษเยอรมนีไปก่อนเสียแล้ว จากหลักการแห่งอุดมคติสู่สนธิสัญญาแห่งการลงทัณฑ์ ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน แห่งสหรัฐอเมริกาได้เสนอ หลักการ 14 ข้อ ซึ่งเป็นแผนแม่แบบสันติภาพของโลก อันมีใจความรวมไปถึงการตั้งองค์กรความร่วมมือจากหลายประเทศ (ซึ่งต่อมาคือองค์กรสันนิบาตชาติ) เพื่อรับประกันความมีเสถียรภาพแห่งทวีปยุโรปและป้องกันไม่ให้บรรดาประเทศต่างๆ […]