ประวัติของ ขงจื๊อ นักปรัชญา นักการเมือง และอาจารย์ผู้มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์จีน

ขงจื๊อคือใคร

ขงจื๊อ เป็นนักปรัชญา นักการเมือง และอาจารย์ชาวจีน ซึ่งคำสอนเกี่ยวกับความรู้ ความกรุณา ความซื่อสัตย์ และคุณธรรม กลายเป็นปรัชญาหลักสำหรับประเทศจีนมายาวนานนับพันปี

ภาพวาดโดย BY CHRISTOPHEL FINE ART ภาพจาก GETTY


ขงจื๊อ เชื่อว่าคนทั้งหลายและสังคมที่พวกเขาอยู่ ล้วนได้รับผลประโยชน์จากการเรียนรู้และการฝึกศีลธรรมชั่วชีวิต

ตำราจีนโบราณฉบับหนึ่งบันทึกไว้ว่า ขงจื๊อ มีความสูงกว่า 289 เซนติเมตร แม้ตำราฉบับดังกล่าวอาจกล่าวเกินเลยในเรื่องนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ต้องสงสัยคือชื่อเสียงอันโด่งดังในฐานะอาจารย์และนักปรัชญา อันเห็นได้จากคติธรรมซึ่งฝังรากลึกซึ้งเป็นเนื้อเดียวกับอัตลักษณ์ประจำชาติของจีน และในอารยธรรมเอเชียตะวันออก

บุคคลผู้เป็นที่รู้จักในนาม Confucius ในโลกตะวันตก มีชื่อเดิมว่าขงชิว (Kongqiu) เขาเกิดเมื่อ 251 ปีก่อนคริสตกาลใกล้เมืองชิวฝู ในภาคตะวันออกของจีน ตระกูลของเขาอาจเคยเป็นชนชั้นสูงก่อนต้องเผชิญกับความยากลำบาก อันเป็นสิ่งที่เห็นได้จากงานชั้นต่ำที่เขาเคยทำ

ความใฝ่เรียนรู้

ขงจื๊อแสดงความใฝ่เรียนตั้งแต่ครั้งวัยเยาว์ “ข้าพเจ้าตั้งใจแน่วแน่ว่าจะเรียนหนังสือตั้งแต่อายุ 15 ปี” เขากล่าวกับเหล่าลูกศิษย์ เขาศึกษาทั้งดนตรี คณิตศาสตร์ วรรณคดีโบราณ ประวัติศาสตร์ และวิชาอีกหลากแขนง ช่วงเวลาที่เขาชื่นชอบมากที่สุดอยู่ในช่วงต้นราชวงศ์โจว (1046 ถึง 256 ปีก่อนคริสตกาล) ซึ่งเป็นช่วงเวลาอันสงบสุขและเป็นยุคทองซึ่งเขาเห็นว่าควรค่าแก่การนำมาเป็นแบบอย่าง

ขงจื๊อเชื่อว่าการศึกษาและการไตร่ตรองในตนเองนำไปสู่คุณธรรม และผู้ต้องการเป็นผู้นำจำต้องบ่มเพาะวินัยและคุณธรรมซึ่งฝึกฝนมาอย่างดี เขาต้องการเลื่อนขั้นในฐานะข้าราชการ แต่บุคลิกเฉียบขาดกลับทำให้เขาไม่เป็นที่ชื่นชอบของผู้คนเท่าใดนัก โดยเขามักใช้อำนาจในฐานะข้าราชการเทศนาผู้อื่นถึงการปกครองที่ดี ในท้ายที่สุด เขาได้รับตำแหน่งขั้นสูงในฐานะผู้ชำระคดีความในแคว้นหลู่ ก่อนสูญเสียการสนับสนุนเนื่องจากความพยายามปฏิรูปอย่างแข็งกร้าว

แม้ว่าขงจื๊อพยายามอยู่หลายปีในการกลับไปรับราชการใหม่เพื่อปรับปรุงระบบจากภายใน เขากลับประสบความสำเร็จมากที่สุดในฐานะอาจารย์ ความคิดของเขาแปลกแยกจากแนวคิดตามธรรมเนียม เนื่องจากเขาเชื่อว่าการศึกษาเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์สำหรับมนุษย์ทุกคน เขาสนับสนุนการเรียนรู้ ”เพื่อตนเอง” อันหมายความถึงการรู้จักและพัฒนาตนเอง นักปรัชญาผู้นี้มีลูกศิษย์มากมาย และเป็นที่รู้จักในนามขงฟูจื้อ (อาจารย์ขง) ซึ่งเหล่านักเรียนเป็นผู้บันทึกคำสอนด้านจริยศาสตร์ของเขาลงในคัมภีร์หลุนอวี่ (The Analects)

คัมภีร์หลุนหวี่บันทึกไว้ว่า ขงจื๊อเชื่อว่าความกลมเกลียวในสังคมเกิดจากลำดับความสัมพันธ์ที่เหมาะสมระหว่างปัจเจกบุคคล โดยมีครอบครัวเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างสังคมที่ดี แนวคิดนี้ทำให้เขาเน้นย้ำว่าการบ่มเพาะในคุณลักษณะเช่นความเมตตา ความเอื้อเฟื้อ และความกตัญญูที่บุตรมีต่อครอบครัว เป็นรากฐานอันสำคัญสำหรับผู้มีการศึกษาที่ดีและมีมโนธรรมสำนึก ซึ่งสามารถทำประโยชน์ต่อสังคมโดยการรับราชการต่อไปได้

เผยแผ่คำสอน

ในช่วงที่ขงจื๊อมีชีวิต คำสอนของเขาไม่ถูกทำตามมากนัก อย่างไรก็ตาม หลังจากเขาเสียชีวิตเมื่อ 479 ปีก่อนคริสตกาล ลูกศิษย์ราว 3,000 คนได้อุทิศตนในการสืบทอดและเผยแผ่คำสอนของอาจารย์ผู้นี้ ต่อมา ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 2 ราชวงศ์ฮั่นได้นำคำสอนของเขามาเป็นอุดมการณ์ประจำรัฐ (State Ideology) นอกจากนี้ คัมภีร์หลุนอวี่ยังถูกนำมาชี้แนะปัจเจกทั้งในระดับผู้ปกครองและประชาชนมานับพันปี และเป็นอีกสิ่งหนึ่งซึ่งช่วยสร้างและส่งอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์และอารยธรรมจีนมาอย่างยาวนาน

ชิวฝู บ้านเกิดของขงจื๊อ

ในช่วงชีวิตของเขา ขงจื๊อไม่ได้รับการยอมรับมากนักในชิวฝู บ้านเกิดของเขาในภาคตะวันออกของจีน แต่กาลเวลาได้เปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ การอุทิศตนตามคำสอนของผู้ปกครองและประชาชนชาวจีนอย่างต่อเนื่องมาหลายศตวรรษเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เมืองดังกล่าวกลายเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ของเขา

ในปัจจุบัน วัด สุสาน และบ้านประจำตระกูลของเขาเป็นมรดกโลก และพวกมันยังเป็นจุดหมายยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวและผู้แสวงบุญ วัดขงจื๊อ (Temple of Confucius) ถูกสร้างไม่นานหลังจากเขาเสียชีวิต และถูกเติมแต่งจนกลายเป็นหมู่อาคารซึ่งมีพื้นที่กว่า 202,343 ตารางเมตร สัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของวัดแห่งนี้คือหลังคาของมัน โดยหลังคากระเบื้องเคลือบสีเหลืองนี้ เป็นสัญลักษณ์สำหรับอาจารย์ซึ่งเหล่าลูกศิษย์กล่าวขานถึงด้วยความเคารพในฐานะ “กษัตริย์ผู้ไร้บัลลังก์” เนื่องจากสีดังกล่าวเป็นสีสำหรับพระจักรพรรดิเท่านั้น


อ่านเพิ่มเติม โสกราตีส คือใคร

เรื่องแนะนำ

๘๙ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ชัยชนะของการพัฒนา

รอบนักษัตรที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๓๐ – ๒๕๔๒) “การพัฒนาแหล่งน้ำนั้น ในหลักใหญ่ ก็คือการควบคุมน้ำให้ได้ดังประสงค์ทั้งปริมาณและคุณภาพ กล่าวคือ เมื่อน้ำมีปริมาณมากเกินไปก็ต้องหาทางระบายออกให้ทันการณ์ ไม่ปล่อยให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายได้ และในขณะที่เกิดภาวะขาดแคลน ก็จะต้องมีน้ำกักเก็บไว้ใช้อย่างเพียงพอ ทั้งมีคุณภาพเหมาะสมแก่การเกษตร การอุตสาหกรรม และการอุปโภคบริโภค ปัญหาอยู่ที่ว่าการพัฒนาแหล่งน้ำอาจจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมบ้าง แต่ถ้าไม่มีการควบคุมน้ำที่ดีพอแล้ว เมื่อเกิดภัยธรรมชาติขึ้นก็จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนสูญเสีย ทั้งในด้านเศรษฐกิจและในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ทั้งส่งผลกระทบกระเทือนแก่สิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง” –พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความห่วงใยในสภาพชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนปัญหาด้านต่าง ๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่พสกนิกรต้องเผชิญ ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทุ่มเทพระวรกาย พระสติปัญญา และพระอัจฉริยภาพอันเป็นที่ประจักษ์ ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่อาณาประชาราษฎร์ตลอดระยะเวลากว่า ๖๐ ปีแห่งการครองราชย์ ดังจะเห็นได้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากกว่า ๔,๐๐๐ โครงการที่ได้พระราชทาน โครงการเหล่านี้เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของหลายฝ่าย มุ่งแก้ปัญหาและบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน เพื่อประโยชน์ต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศชาติและที่สำคัญที่สุดคือความผาสุกของประชาชน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริให้จัดตั้ง “มูลนิธิชัยพัฒนา” ขึ้นโดยทรงดำรงตำแหน่งเป็นนายกกิตติมศักดิ์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์ประธาน เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือประชาชนในการดำเนินการพัฒนาต่าง ๆ ซึ่งหากทำตามระเบียบราชการอาจเกิดความไม่สะดวก ไม่ทันท่วงที ทั้งนี้มุ่งที่ผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับอย่างแท้จริง มูลนิธิชัยพัฒนาได้รับการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นมูลนิธิและมีฐานะเป็นนิติบุคคล ตั้งแต่วันที่ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๑ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่าง ๆ ที่มูลนิธิชัยพัฒนาจัดตั้งขึ้นและให้การสนับสนุนการดำเนินงานกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ โครงการสำคัญ ๆ มีอาทิ แนวคิดและทฤษฎีในการพัฒนาแหล่งน้ำและปรับปรุงดิน โครงการน้ำดีไล่น้ำเสีย โครงการฝนหลวง โครงการเครื่องดักหมอก (เป็นการพัฒนาทรัพยากรแหล่งน้ำในบรรยากาศ) การพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โครงการพัฒนาสังคมและการส่งเสริมคุณธรรม การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม  และการพัฒนาฟื้นฟูป่าไม้ เป็นต้น โครงการเส้นทางเกลือเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นที่มีปัญหาขาดแคลนสารไอโอดีน อันเนื่องมาจากพระราชดำริตามหลักสังคมวิทยาการแพทย์ (Medical Sociology) ทรงกำหนดให้ใช้พื้นที่อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้นแบบในการศึกษาแก้ไขปัญหา ค้นหาเส้นทางเกลือตั้งแต่แหล่งผลิตไปสู่ผู้บริโภค โครงการบำบัดน้ำเสียด้วยพืชน้ำ โครงการพัฒนาเพื่อพึ่งตนเองของเกษตรกร และโครงการทฤษฎีใหม่ ทฤษฎีใหม่ (New Theory) นี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแนวพระราชดำริเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบความยากลำบากในการเพาะปลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่เกษตรที่อาศัยน้ำฝน แล้วเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำเนื่องจากความแปรปรวนของสภาวะดินฟ้าอากาศ ซึ่งแม้จะมีการขุดบ่อเก็บน้ำไว้ใช้ ก็ยังไม่เพียงพอ จึงเสนอแนวทางจัดการที่ดินและน้ำเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ ที่เรียกว่า ทฤษฎีใหม่ก็เพราะมีพระราชดำริให้มีการบริหารและจัดการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเป็นสัดส่วนและยั่งยืน เช่น ขุดสระน้ำ ทำนาข้าว ปลูกไม้ผลยืนต้น และสร้างที่อยู่อาศัย เป็นแนวทางที่ไม่เคยมีผู้ใดคิดและทำมาก่อน ประการต่อมาคือมีการคำนวณโดยหลักวิชาการเกี่ยวกับปริมาณน้ำที่จะกักเก็บให้เพียงพอตลอดฤดูเพาะปลูกทั้งปี และสุดท้ายคือมีการวางแผนที่สมบูรณ์แบบสำหรับเกษตรกรรายย่อย ทั้งหมดนี้เป็นทฤษฎีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริขึ้นมาใหม่ทั้งสิ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสในโอกาสที่คณะบุคคลต่าง ๆ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ ๔ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ ความตอนหนึ่งว่า “ชัยชนะของประเทศนี้โดยงานของมูลนิธิชัยพัฒนานั้นก็คือ ความสงบ… เป็นเมืองไทยที่มีความเจริญก้าวหน้า จนเป็นชัยชนะของการพัฒนาตามที่ได้ตั้งชื่อ มูลนิธิชัยพัฒนา ชัยของการพัฒนานี้มีจุดประสงค์คือ ความสงบ ความเจริญ ความอยู่ดีกินดี”     อ่านเพิ่มเติม : ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : พระอัจฉริยภาพเกริกไกร, ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : พระบารมีแผ่ไพศาล

การปฏิวัตินีโอลิทิค คืออะไร

ผู้หญิงกำลังใช้เคียวเก็บเกี่ยวธัญพืชใน Tras os Monte ในโปรตุเกส ภาพถ่ายโดย VOLKMAR K. WENTZEL, NAT GEO IMAGE COLLECTION การปฏิวัตินีโอลิทิคซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่า การปฏิวัติเกษตรกรรม คือการเปลี่ยนจากการล่าสัตว์และหาของป่าไปสู่การทำเกษตรกรรม ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงมนุษยชาติไปตลอดกาล เชื่อกันว่า การปฏิวัตินีโอลิทิค (Neolithic) หรือ การปฏิวัติเกษตรกรรม เกิดขึ้นเมื่อราว 12,000 ปีก่อน มันเป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวระหว่างการสิ้นสุดของยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้ายกับการเริ่มต้นของสมัย (Epoch) ทางธรณีวิทยาที่ในยุคปัจจุบันคือโฮโลซีน (Holocene) การปฏิวัติในครั้งนี้เปลี่ยนแปลงการกินอยู่ และการมีปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ไปตลอดกาล และได้เบิกทางสู่อารยธรรมมนุษย์สมัยใหม่ ในยุคนีโอลิทิค นักล่าหาของป่า (Hunter-Gatheres) เร่ร่อนอยู่ตามธรรมชาติเพื่อตามล่าและหาอาหาร แต่ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น นักล่าอาหารกลายเป็นเกษตรกร และเปลี่ยนแปลงจากวิถีชีวิตนักล่าหาของป่ามาอยู่เป็นหลักเป็นแหล่งมากขึ้น สาเหตุของการตั้งรกราก แม้ว่าช่วงเวลาและสาเหตุที่แน่นอนของการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตดั้งเดิมที่เคยเป็นมาจะยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่ โดยมีการคาดเดาว่าการเพาะปลูกของมนุษย์เกิดขึ้นครั้งแรกในบริเวณพระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์ (Fertile Crescent หรือบริเวณเมโสโปเตเมีย) ในแถบตะวันออกกลาง อันเป็นบริเวณที่ผู้คนหลายกลุ่มพัฒนาการเกษตรตามแบบของตัวเอง จึงเป็นไปได้ว่า “การปฏิวัติเกษตรกรรม” เป็นการปฏิวัติที่มีการพัฒนาในตัวเองอยู่หลายครั้ง มีหลายสมมติฐานที่ให้คำตอบว่าเหตุใดมนุษย์จึงหยุดเร่ร่อนเพื่อหาอาหารและเริ่มเพาะปลูก ความกดดันทางประชากร (Population Pressure) อาจทำให้เกิดการแย่งชิงอาหารที่มากขึ้น […]

นักโบราณคดีตกตะลึงหลังค้นพบถ้ำสำหรับประกอบพิธีกรรมของชาวมายาที่ไม่เคยมีใครแตะต้องมาก่อน

การสำรวจถ้ำบาลัมกู (ถ้ำแห่งเทพเสือจากัวร์) ซึ่งมิเคยมีใครแตะต้องมาก่อนเป็นเวลานับพันปี เผยให้เห็นถึงพิธีกรรมทางศาสนาโบราณ ซึ่งอาจมีร่องรอยการถือกำเนิดและล่มสลายของจักรวรรดิมายา

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.