'หลักคำสอนแห่งการค้นพบ' หลักคำสอนคริสตจักรที่ทำให้เกิดยุค ล่าอาณานิคม

‘หลักคำสอนแห่งการค้นพบ’ หลักคำสอนคริสตจักรที่ทำให้เกิดยุค ล่าอาณานิคม

หลักคำสอนอายุกว่า 500 ปีของคริสต์คาทอลิกนั้นส่งเสริมการ ล่าอาณานิคม  สมเด็จพระสันตะปาปาจะยกเลิกมันหรือไม่ ?

หลักคำสอนแห่งการค้นพบ (Doctrine of Discovery) ซึ่งกำหนดโดยพระสันตะปาปาคือสิ่งที่ทำให้การยึดครองดินแดนด้วยศาสนาคริสต์ ล่าอาณานิคม เป็นเรื่องชอบธรรม ในที่สุด แนวคิดนี้ได้ฝังรากลึกลงในกฎหมายของสหรัฐอเมริกา ไปจนถึงกฎหมายระหว่างประเทศ

หลุยส์ ลาร์จกรีดร้องและดิ้นรนเพื่อต่อสู้กับแม่ชีชุดดำที่จับตัวเธอไว้แน่น เธอได้ยินเสียงพูดในภาษาที่เธอไม่เข้าใจและได้แต่มองตามหลังคุณยายของเธอที่เดินไกลออกไปเรื่อย ๆ จนในที่สุด เธอก็ได้เข้าใจว่าเธอถูกนำมาทิ้งไว้ที่บลูควิลล์ (The Blue Quill) โรงเรียนประจำสำหรับเด็กๆ ชาวพื้นเมืองในอัลเบอร์ตา ประเทศแคนาดา หลังจากนั้น ในปี ค.ศ. 2011 ลาร์จได้กล่าวคำให้การต่อคณะกรรมการค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งแคนาดา (Truth and Reconciliation Commission of Canada) ว่า “ฉันได้แต่กรีดร้องซ้ำๆ อยู่อย่างนั้นเป็นเวลาหลายชั่วโมง”

ในไม่ช้า ลาร์จตระหนักได้ว่าเธอต้องปฏิบัติตามตารางเวลาอันเข้มงวดในโรงเรียนที่ผูกกับศาสนาคริสต์ เธอเล่าว่าเด็กๆ สวดมนต์และภาวนากันเป็นเวลานานอีกทั้งยังพูดอย่างเสียดสีว่ามันคือ “โรงเรียนคุกเข่า” ที่เปลี่ยนผิวตามข้อต่อให้กลายเป็นหนังแข็งเสียงดังเอี๊ยดจากการบังคับให้สวดมนต์

ล่าอาณานิคม
ภาพของเหล่านักเรียนที่บลูควิลล์ โรงเรียนประจำสำหรับเด็กพื้นเมืองที่อัลเบอร์ตา ประเทศแคนาดา ผู้ก่อตั้งคือมิชชันนารีของคาทอลิกหรือที่รู้จักในฐานะผู้เผยแพร่ศาสนาคริสต์ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 บลูควิลล์คือหนึ่งในโรงเรียนอีกหลายแห่งที่สร้างขึ้นเพื่อเปลี่ยนเด็กพื้นเมืองให้นับถือศาสนาคริสต์และบังคับให้พวกเขาหลอมรวมทางวัฒนธรรม – ได้รับการอนุเคราะห์ภาพถ่ายจากห้องสมุดและคลังข้อมูลของแคนาดา

ลาร์จใช้ชีวิตอยู่กับมรดกจากการล่าอาณานิคมของแคนาดาซึ่งเป็นประเทศที่รัฐบาลบังคับให้เด็กพื้นเมืองกว่า 100,000 คนเข้าโรงเรียนประจำที่จะฉีกตัวตน อัตลักษณ์และวัฒนธรรมเดิมของพวกเขาก่อนเปลี่ยนให้เป็นชาวคริสเตียน

ในศตวรรษที่ 20 คณะกรรมการค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งแคนาดาได้เปิดเผยประวัติศาสตร์ของโรงเรียนเหล่านี้รวมถึงผลกระทบที่มีต่อชาวพื้นเมืองแคนาดา ในขณะเดียวกันก็มีเอกสารบันทึกถึงหลักคำสอนโบราณทางศาสนาดังกล่าวว่ามีส่วนและเป็นรากฐานของโรงเรียนที่สร้างความเจ็บปวดเหล่านี้อย่างไรบ้าง

ก่อนที่จะถึงการเดินทางหนึ่งสัปดาห์สู่แคนาดาของพระสันตะปาปาฟรานซิสซึ่งจะเริ่มในวันที่ 24 กรกฎาคม 2022 นักเคลื่อนไหวและองค์กรทางศาสนาหลายแห่งเรียกร้องให้ผู้นำคาทอลิกยกเลิก “หลักคำสอนแห่งการค้นพบ” นี้เสีย ซึ่งหลักการทางศาสนานี้เป็นข้อกำหนดอย่างเป็นทางการจากสมเด็จพระสันตะปาปาตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 และเป็นแนวคิดที่สร้างความชอบธรรมให้กับการยึดครองดินแดน การล่าโลกใหม่ จนถึงการทำลายอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของชาวพื้นเมืองโดยใช้อำนาจของศาสนาคริสต์

ล่าอาณานิคม
ในปีค.ศ. 1970 นักเคลื่อนไหวของชาวพื้นเมืองเข้ามารับช่วงต่อการดำเนินการของโรงเรียนบลูควิลล์จากรัฐบาลแคนาดาและได้กลายเป็นมหาวิทยาลัยบลูควิลล์ในปัจจุบัน อาคารอิฐสีแดงแบบดั้งเดิมยังคงตั้งตระหง่านจนถึงทุกวันนี้ในฐานะของโรงเรียนที่ชาวพื้นเมืองหรือที่เรียกว่าชาติแรก (First Nations) ได้เป็นเจ้าของและดำเนินกิจการด้วยตนเอง – ภาพถ่ายโดย AMBER BRACKEN

ต้นกำเนิดของหลักคำสอนแห่งการค้นพบ

หลักคำสอนนี้มีรากฐานมาจากช่วงแรกของยุคแห่งการสำรวจโดยคริสตจักรนิกายโรมันคาธอลิกที่ได้สนับสนุนความทะเยอทะยานของประเทศยุโรปคาทอลิกในการสำรวจและตั้งอาณานิคมในภูมิภาคอื่นๆ ในช่วงศตวรรษที่ 15 มีข้อกำหนดที่บัญญัติโดยสมเด็จพระสันตะปาปาซึ่งเห็นชอบและให้สิทธิ์ประเทศเหล่านั้นในการล่าดินแดนโดยใช้วิธีควบคุมชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ก่อนโดยการเปลี่ยนพวกเขาให้นับถือศาสนาคริสต์

กฤษฎีกา (decree) ที่มีอิทธิพลมากที่สุดคือ “อินเตอร์ กาเอเตร่า (Inter Caetera)” ในปี ค.ศ. 1493 ซึ่งเป็นข้อกำหนดอย่างเป็นทางการที่ออกโดยสมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 ในช่วงหนึ่งปีก่อนหน้านั้น นักสำรวจ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ได้มาถึงแผ่นดินของทวีปอเมริกา การสำรวจของเขานั้นได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากสถาบันพระมหากษัตริย์ของสเปน แม้ว่าจุดประสงค์ของการเดินทางคือการหาเส้นทางการค้าจากตะวันตกสู่ศูนย์การค้าหลักที่เอเชีย แต่การสำรวจครั้งนี้ก็เป็นโอกาสของสเปนที่จะขยายอาณาจักรและเผยแพร่ศาสนาคริสต์ด้วยเช่นกัน

สมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 เป็นชาวสเปนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสถาบันกษัตริย์ การปกครองโดยพระสันตะปาปาของท่านเต็มไปด้วยเรื่องอื้อฉาวอันเนื่องมาจากความโลภ การทุจริต และการเลือกถือพรรคพวกหรือเครือญาตินิยม (nepotism) เมื่อโปรตุเกสเรียกร้องว่าโคลัมบัสและสเปนได้แทรกแซงประเทศของตนในการค้นพบโลกใหม่ (New World) สมเด็จพระสันตะปาปาก็ได้ออกเอกสารเพื่อยืนยันว่าสเปนนั้นคือผู้มีสิทธิในดินแดนทางตะวันตกของหมู่เกาะอะโซร์สและหมู่เกาะเคปเวิร์ดในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนกลางแต่เพียงผู้เดียว

สารจากสมเด็จพระสันตะปาปาไม่เพียงแต่เอื้อให้สเปนยึดครองโลกใหม่เท่านั้น แต่ยังผูกการสำรวจเข้ากับการตั้งอาณานิคมโดยการหลอมรวมทางวัฒนธรรมด้วยการใช้ศาสนาคริสต์ พระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ได้สั่งเอาไว้ว่า “เราจะต้องทำให้ความเชื่อของคาทอลิกและคริสต์ศาสนาต้องได้รับการยกย่องจนเพิ่มขึ้นในทุกแห่งของมุมโลกเพื่อให้มั่นใจว่าจิตวิญญาณของมนุษย์ทุกคนจะได้รับการดูแล ส่วนชาติอันป่าเถื่อนอื่นนั้น จะต้องถูกลบล้างไปตามโชคชะตาที่มันควรจะเป็น”

ภาพของสมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 ประสูติที่โรดริโก เด บอร์เกีย และปกครองคริสตจักรคาทอลิกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1492 จนถึงปี ค.ศ. 1503 ในช่วงต้นของการปกครอง ท่านได้ประกาศกฤษฎีกาอันน่าอับอายที่สนับสนุนให้ชาติยุโรปตั้งอาณานิคมในดินแดนต่างประเทศและบังคับผู้คนให้นับถือศาสนาคริสต์ – ภาพถ่ายจาก THE PRINT COLLECTOR, PRINT COLLECTOR/GETTY IMAGES

หลักคำสอนแห่งการค้นพบนี้กลายเป็นกฎหมายได้อย่างไร

เมื่อนักสำรวจเข้าสู่โลกใหม่ ข้อกำหนดจากสมเด็จพระสันตะปาปาและแนวคิดเรื่องดินแดนไร้ผู้ครอบครอง (terra nullius) ได้หลอมรวมเป็นหลักการทางกฎหมายที่เรียกว่า “หลักคำสอนแห่งการค้นพบ” ซึ่งเป็นแนวคิดที่เติบโตและขยายอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ศตวรรษที่ 15-19 ควบคู่ไปกับความปรารถนาและความทะเยอทะยานของสเปนและชาติยุโรปอื่นๆ จนในที่สุด นักประวัติศาสตร์ทางกฎหมายอย่าง โรเบิร์ธ เจ มิลเลอร์ (Robert J. Miller) ก็ได้จัดหลักคำสอนนี้ไว้ว่าเป็นข้อปฏิบัติในระดับสากล

หลักคำสอนแห่งการค้นพบถูกใช้เพื่ออ้างความเป็นธรรมให้กับทุกสิ่งตั้งแต่การยึดครองโลกตะวันตกของชาวยุโรปจนไปถึงกลวิธีที่บีบบังคับผู้คนโดยใช้มิชชันนารีหรือผู้เผยแพร่ศาสนา แม้ว่าในปี ค.ศ. 1537 สมเด็จพระสันตะปาปาพอลที่สามจะห้ามไม่ให้ยึดทรัพย์สินของชาวพื้นเมืองหรือทำให้พวกเขากลายเป็นทาสแต่กฤษฎีกาของพระองค์ก็มักถูกละเลย

นอกจากนั้น หลักคำสอนนี้ยังผสมผสานแนวคิดของการเห็นว่าศาสนาคริสต์เป็นพลังแห่ง “อารยธรรม” ร่วมกับการมองว่าชนพื้นเมืองบนพื้นที่นั้นๆ แค่ “อยู่อาศัย แต่ไม่ได้ครอบครองที่ดิน” แม้แต่ประเทศที่ไม่ใช่คาทอลิกอย่างประเทศอังกฤษก็เห็นถึงความชอบธรรมในหลักคำสอนนี้ดังที่คณะกรรมการค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งแคนาดาได้เขียนไว้ในรายงานฉบับสุดท้ายเมื่อปี ค.ศ. 2015 โดยมีการระบุเพิ่มเติมอีกว่าประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส รวมถึงฮอลแลนด์ได้เข้าร่วมกับสเปนและโปรตุเกสเพื่อยึดครองโลกใหม่โดยใช้ศาสนาคริสต์อีกด้วย

เป็นเวลานับหลายปีที่หลักคำสอนแห่งการค้นพบนี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาทางกฎหมายชาติอเมริกา ในคำตัดสิน Johnson v. M’Intosh ซึ่งเป็นคำตัดสินของศาลฎีกาในปีค.ศ. 1823 เกี่ยวกับข้อพิพาทในที่ดินของชนเผ่าเปียนเกะชอว์ (Piankeshaw) ซึ่งคือรัฐอิลลินอยส์ในปัจจุบัน ศาลได้พิพากษาว่าชนพื้นเมืองอเมริกันไม่มีสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวโดยใช้หลักคำสอนแห่งการค้นพบเป็นข้อสนับสนุนดังที่หัวหน้าผู้พิพากษาจอหน์ มาร์แชล (John Marshall) เขียนเอาไว้ว่า ศาสนาและตัวตนของชาวพื้นเมืองอเมริกานั้นล้าหลังและด้อยกว่า “อัจฉริยภาพที่สูงส่ง” ของชาวยุโรป

ล่าอาณานิคม
คุณพ่อเจมส์ มาร์แกตต์ (Jacques Marquette) มิชชันนารีชาวฝรั่งเศสช่วงศตวรรษที่ 17 ล่องลำน้ำมิสซิสซิปปีด้วยเรือแคนูเพื่อทำการสำรวจดินแดนตามหลักคำสอนแห่งการค้นพบจากสมเด็จพระสันตปาปาแห่งคริสตจักรที่ผลักดันให้ชาติยุโรปเข้ายึดครองทวีปอเมริกาเพื่อเผยแพร่ศาสนาคริสต์อันศักดิ์สิทธิ์ – ภาพโดย NAWROCKI, CLASSICSTOCK/GETTY IMAGES

เมื่อได้รับการสนับสนุนจากทั้งหลักคำสอนและการรับรองทางกฎหมาย เจ้าหน้าที่ของทางการจึงเดินหน้าเพื่อดูดกลืนวัฒนธรรมของชาวพื้นเมืองโดยการบังคับให้พวกเขากลายเป็นชาวคริสเตียน ในศตวรรษที่ 19-20 เด็กๆ จากชนพื้นเมืองกว่า 150,000 คนในประเทศแคนาดาถูกพรากจากครอบครัวและถูกบังคับให้เข้าในโรงเรียนประจำที่มีอยู่กว่า 130 แห่งทั่วประเทศ ประมาณช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง สหรัฐอเมริกาก็บังคับเด็กอเมริกันพื้นเมืองหลายแสนคนให้เข้าเรียนในโรงเรียนลักษณะเดียวกันซึ่งมีอยู่กว่า 367 แห่ง โรงเรียนเหล่านี้จะฉีกกระชากตัวตน ภาษา วัฒนธรรมของเด็กๆ ชาวพื้นเมืองด้วยความโหดเหี้ยมและมักอันตรายถึงชีวิต

มรดกจากหลักคำสอนแห่งการค้นพบในยุคปัจจุบัน

ในปัจจุบัน มีการเติบโตและพัฒนาแนวคิดทางกฎหมายที่ทำให้เกิดการต่อต้านหลักคำสอนแห่งการค้นพบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ มีนักเคลื่อนไหวชนพื้นเมืองที่เป็นหัวหอกในการเสนอการกำจัดหลักคำสอนนี้จนกระตุ้นให้เกิดการฟ้องร้องและการประท้วง แม้กระทั่งการประชุมสหประชาชาติในปี ค.ศ.2013 ก็ได้ประณามหลักคำสอนดังกล่าวว่าเป็นรากเหง้าที่ “น่าละอาย” ในการปลูกฝังความตกต่ำให้ชนพื้นเมืองทั่วโลก

ในกลุ่มขององค์กรศาสนาอย่างคริสตจักรก็ได้เข้าร่วมการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของชาวพื้นเมืองนี้เช่นกัน เช่นนิกายอย่าง The United Church of Christ, The Episcopal Church, The Mennonite Church, the United Methodist Church และ the Anglican Church of Canada ล้วนปฏิเสธหลักคำสอนแห่งการค้นพบ

ล่าอาณานิคม
คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส คุกเข่าพร้อมกับธงและดาบในมือเมื่อมาถึงเกาะอันเป็นหมุดหมายของการเดินทางอันยาวนานโดยเขาได้เปลี่ยนชื่อเกาะแห่งนี้เป็นซานซัลวาดอร์ (San Salvador) ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1492 ยุคนี้ถือเป็นช่วงสมัยแห่งการสำรวจอันได้รับการสนับสนุนจากหลักคำสอนของศาสนาที่พรรณนาถึงศาสนาคริสต์ว่าเป็นพลังแห่ง “อารยธรรม” – ได้รับการอนุเคราะห์ภาพถ่ายจากหอสมุดรัฐสภา

ทว่าสารจากสมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 ที่ได้กลายเป็นหลักคำสอนนับหลายศตวรรษนี้ไม่เคยถูกเพิกถอนอย่างเป็นทางการอีกทั้งยังต้องมีการดำเนินการทางสัญลักษณ์ที่ซับซ้อนซึ่งมีเพียงพระสันตะปาปาคาทอลิกเท่านั้นที่ทำได้เพื่อยกเลิกกฤษฎีกานี้อย่างถูกต้อง

ยิ่งไปกว่านั้น การเพิกถอนอย่างเป็นทางการก็ไม่สามารถหักล้างผลกระทบที่เกิดขึ้นจากหลักคำสอนดังกล่าวลงได้ มีการวิเคราะห์ครั้งหนึ่งในปี ค.ศ. 2011 ว่าจำนวนของชนพื้นเมืองอเมริกันนั้นลดลงกว่าครึ่งภายในเวลาไม่กี่ปีหลังจากการมาถึงของโคลัมบัสและหลักคำสอนของสมเด็จพระ-สันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่หก การเลือกปฏิบัติกับชาวพื้นเมืองเยี่ยงผู้ต่ำต้อยนับศตวรรษนั้นได้จุดชนวนแห่งความเหลื่อมล้ำอันนับไม่ถ้วนสำหรับชนพื้นเมืองทั่วโลก

“แนวคิดทางศาสนานี้ได้กลายเป็นรากฐานของการแบ่งแยกที่เรากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นลัทธิคนขาวสูงส่ง (White Supremacy) หรือลัทธิโองการของพระเจ้า (Manifest Destiny)” กล่าวโดย ฟิลิป อาร์โนลด์ (Philip Arnold) ศาสตราจารย์ด้านศาสนาจากมหาวิทยาลัยซีราคิวส์แห่งสหรัฐอเมริกา

ยุคแห่งการสำรวจสิ้นสุดลงแล้ว สมเด็จพระสันตะปาปาเองก็หันหลังให้กับหลักคำสอนดังกล่าวที่ปลุกระดมการล่าอาณานิคมนับหลายศตวรรษ แต่มรดกจากความเกลียดชัง ความรุนแรง ความเสียหายและผลกระทบของหลักคำสอนนั้นก็ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน

เรื่อง  ERIN BLAKEMORE

แปล พิชามญชุ์ สุวรรณธวัช
โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย


อ่านเพิ่มเติม ศตวรรษแห่งความบอบช้ำของเด็ก ชาวอเมริกันพื้นเมือง ในโรงเรียนประจำสหรัฐฯ

เรื่องแนะนำ

วันที่ฟ้าถล่ม: เหตุการณ์ระเบิดปรมาณูแห่งฮิโรชิมะ

กว่าเจ็ดทศวรรษหลังประสบหายนะ ฮิโรชิมะ ทิ้งอดีตไว้เบื้องหลัง แต่สำหรับผู้รอดชีวิตที่ยังหลงเหลืออยู่ ความน่ากลัวของการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์และบทเรียนจากสงครามยังคงแจ่มชัด เก้าวันหลังระเบิดปรมาณูถูกทิ้งถล่มเมือง ฮิโรชิมะ หลังแม่กับน้องชายวัยหนึ่งขวบเสียชีวิต บ้านถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน มาซากิ ทานาเบะ วัยเจ็ดขวบเฝ้ามองพ่อสิ้นลม ในฐานะศัตรูของอเมริกาจนลมหายใจสุดท้าย พ่อของ ทานาเบะตายพร้อมดาบที่วางอยู่ข้างกาย ปู่ของทานาเบะอยากเก็บดาบของลูกชายไว้ แต่กองกำลังผู้ยึดครองเข้ามายื้อแย่งจากมือเขาไป “พวกป่าเถื่อน” เด็กชายทานาเบะคิด เขาตั้งปณิธานจะแก้แค้นอเมริกาให้ได้ เป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะเขาไม่เหลืออะไร และแทบไม่เหลือใคร บ้านของเขาเคยอยู่ติดกับศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมประจำจังหวัด ฮิโรชิมะ ซึ่งปัจจุบันเป็นอาคารที่โดดเด่นด้วยโดมเหลือแต่โครงและถูกเก็บรักษาไว้ในสภาพเดิม เพื่อสื่อถึงการเรียกร้องให้ยุติการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ปัจจุบัน ในวัยแปดสิบต้นๆ ทานาเบะผู้ยึดถือประเพณีเคร่งครัด สวมชุดเสื้อคลุม จินเบ สีเทาแขนกว้าง เขายังเป็นคนช่างค้นคิดและปรับตัวเก่ง เขากลายเป็นนักสร้างภาพยนตร์และร่ำเรียนวิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก เพื่อจะก่อร่างสร้างเมืองที่ถูกระเบิดอันตรธานไปขึ้นมาใหม่ในภาคไซเบอร์ ผลลัพธ์ที่ได้คือภาพยนตร์เรื่อง Message From Hiroshima (สารจากฮิโรชิมะ) ซึ่งรวมการสัมภาษณ์ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ทิ้งระเบิดเมื่อวัน 6 สิงหาคม ปี 1945 และหากนับการทิ้งระเบิดปรมาณูอีกลูกที่เมืองนางาซากิในอีกสามวันถัดมาด้วยแล้ว ทั้งสองเหตุการณ์คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 200,000 คน และบีบให้ญี่ปุ่นต้องประกาศยอมจำนนในสงครามโลกครั้งที่สอง เท่ากับเป็นการยุติแผนบุกยึดครองญี่ปุ่นโดยฝ่ายพันธมิตรที่อาจส่งผลให้ผู้คนล้มตายหลายล้านคน แต่ทานาเบะไม่อาจคาดเดาถึงการเปลี่ยนแปลงอันเจ็บปวดที่จะเกิดกับเขาและประเทศญี่ปุ่น ลูกสาวของเขาแต่งงานกับคนอเมริกัน แล้วไปลงหลักปักฐานในสหรัฐอเมริกา […]

ความรุ่งเรืองและล่มสลายของ ชาวเคลต์

ชาวเคลต์ เผ่าต่าง ๆ ปกครองเยอรมนีตอนใต้และพื้นที่ส่วนใหญ่ของยุโรปตอนกลางอยู่นานเจ็ดศตวรรษ ก่อนที่จะยอมศิโรราบแก่ชาวโรมัน ชนชาวเคลต์เป็นใครกัน และอะไรเป็นสาเหตุของความล่มสลายอันลึกลับของพวกเขา กลิ่นเหม็นลอยคลุ้งอยู่เหนือเลอมอร์มองต์จากหลุมเปิดหลายหลุม ผู้ตายถูกตัดศีรษะ ส่วนม้า วัวควาย และแกะ ถูกบูชายัญ ซากศพเหล่านี้ถูกโยนลงไปทางปล่องหรือถูกฝังโดยเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม อย่างน้อยนั่นก็เป็นสิ่งที่ นักโบราณคดี กิลเบิร์ต คาเอเนล กับลีโอเนล เปียเน เชื่อว่าเคยเกิดขึ้นบนเนินเขาแห่งนี้ ตรงจุดที่ดูเหมือนจะเป็น ที่หลบภัยของ ชาวเคลต์ (Celt หรือเซลต์ ตามการเรียกขานในอดีต) ใกล้ทะเลสาบเจนีวา ในสวิตเซอร์แลนด์ คาเอเนลรั้งตำแหน่งผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์โบราณคดีแห่งภูมิภาคโว กระทั่งหมดวาระเมื่อไม่นานมานี้ เขาเป็นหัวหน้าด้านการอนุรักษ์และบูรณะในการขุดค้นที่เนินมอร์มองต์ เปียเนรับช่วงต่อจากเขา ตอนที่นักโบราณคดีเริ่มสำรวจภูเขาลูกนี้เมื่อปี 2006 ก่อนการทำเหมืองปูนขาวตามกำหนดในบริเวณนี้ พวกเขาลงเอยด้วยการค้นพบหลุม 250 หลุม หลุมอื่นๆขุดลงไปถึงชั้นหินปูนซึ่งอยู่ลึกลงไปอีก หลุมเหล่านี้เกลื่อนกล่นไปด้วยชิ้นส่วนจอกสำหรับดื่มที่ทำจากดินเผาเคลือบและสำริดนับไม่ถ้วน รวมทั้งเครื่องมือของช่างตีเหล็ก ขวานของช่างไม้หกเล่ม และหินโม่ซึ่งแทบไม่ผ่านการใช้งานหรือไม่เคยใช้เลยกว่า 150 ก้อน นักวิจัยพบร่องรอยของอาวุธน้อยมาก แต่ในหลุมมีกระดูก หลายชิ้นเป็นของม้ามูลค่าสูงหลายตัวที่นำเข้าจากอิตาลี และถือเป็นเครื่องบ่งบอกสถานะในหมู่ชาวเคลต์ ทั้งยังพบกระดูกมนุษย์ด้วย พบร่างราว 50 ร่าง บ้างถูกจัดให้อยู่ในท่านอนหงาย […]

สำรวจด้านมืดจิตใจมนุษย์ ผ่านภาพวาดที่สยดสยองที่สุดในประวัติศาสตร์ศิลปะ

ภาพวาดชุด The Black Paintings ของฟรันซิสโก โกยา (Francisco Goya) จากผนังบ้านพักสุดท้ายในชีวิตของศิลปินคนสำคัญชาวสเปนของยุคจินตนิยม ยังคงเป็นหนึ่งในผลงานงานศิลปะที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่เคยมีมา ภาพของยักษ์ไททันโครนัสจากเรื่องปกรณัมกรีกที่กำลังเขมือบลูกชายของตนเอง เป็นหนึ่งใน 14 ผลงานภาพวาดชุด The Black Paintings (ในภาษาสเปนเรียกว่า Pinturas negras) ถูกวาดขึ้นในช่วงเวลาสุดท้ายในชีวิตของ Francisco Goya ศิลปินคนสำคัญแห่งยุคจินตนิยม ภาพเหล่านี้สะท้อนความกลัวที่จะเสียสติของโกยา และความหวาดหวั่นในชะตากรรมของมนุษยชาติที่กำลังเผชิญหน้ากับความโหดร้ายของสงครามและการฆ่ากันเองของมนุษย์ ภาพวาดชุดนี้ถูกวาดขึ้นในสถานที่พำนักสุดท้ายของเขาในช่วงสงคราม ซึ่งตัวโกยาเองไม่เคยมีจุดประสงค์ในการเผยแพร่ภาพวาดเหล่านี้สู่สาธารณชน “บางคนไม่สามารถทนมองดูภาพเหล่านี้ได้เลย” เทเรซา เวกา (Teresa Vega) นักประวัติศาสตร์ศิลปะผู้นำทัวร์ของพิพิธภัณฑ์ปราโดในกรุงมาดริด ประเทศสเปน กล่าว เธอเป็นคนสุดท้ายที่ออกจากห้องพิพิธภัณฑ์ “มีลูกค้าของฉันจำนวนมากที่ไม่ชอบภาพวาดพวกนี้เลย แต่เมื่อพวกเขาเดินเข้ามาในห้อง พวกเขาจะแปลกใจอยู่เสมอ ฉันไม่คิดว่าฉันเคยเจอคนที่สีหน้าไม่เปลี่ยนเมื่อเห็นภาพ แม้แต่วัยรุ่นที่กำลังหาวก็ตื่นเต็มที่เมื่อเห็นภาพเหล่านี้” สิ่งที่คุณกำลังเห็นอยู่นี้คือภาพวาดของยักษ์ไททัน “โครนัส” หรือเรียกในภาษาโรมันว่าแซตเทิร์น จากปรกรณัมกรีกผ่านสายตาของจิตรกรชาวสเปนผู้โด่งดัง ตามปรกรณัมกรีกแล้ว หลังจากที่ไททันโครนัสแย่งชิงอำนาจมาจากบิดาของเขาได้สำเร็จ เขาได้รับคำทำนายว่า หนึ่งในลูกชายของโครนัสจะทำเช่นเดียวกับที่เขาทำกับบิดา และแย่งชิงอำนาจมาจากโครนัสในที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้คำทำนายเป็นจริง ทุกครั้งที่เทพีเรอาผู้เป็นชายาของโครนัสคลอดลูก โครนัสจะกินพวกเขาทั้งเป็น แต่โชคร้ายสำหรับโครนัส […]

๘๙ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ราชาแห่งราชัน

รอบนักษัตรที่ ๗ (พ.ศ. ๒๕๔๒ – ๒๕๕๔) ตลอดระยะเวลา ๖๕ ปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัตินับแต่พระชนมายุ ๑๙ พรรษา เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๙ จนถึงปัจจุบัน ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๗ รอบ ๘๔ พรรษา ในวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ นั้น พระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประเทศชาติและปวงชนชาวไทยอย่างมิทรงเหน็ดเหนื่อย และเสด็จพระราชดำเนินไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อเยี่ยมเยียนราษฎรของพระองค์ด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่า พระราชกรณียกิจตลอดจนโครงการทั้งหลายทั้งปวงที่มีพระราชดำริให้จัดทำขึ้น และมีผู้นำไปสานต่อจนสัมฤทธิผลเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนนั้น มีมากมายสุดจะพรรณนาได้หมดในที่นี้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเหล่านี้ หากจะจำแนกหมวดหมู่ออกเป็นสาขาใหญ่ ๆ ก็จะได้ดังนี้     พระราชกรณียกิจบำบัดทุกข์บำรุงสุขราษฎร     พระราชกรณียกิจด้านเกษตรกรรมและการพัฒนาชนบท     พระราชกรณียกิจด้านการสาธารณสุข     พระราชกรณียกิจด้านการพระศาสนาและศิลปวัฒนธรรม     พระราชกรณียกิจด้านเทคโนโลยีและสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นนวัตกรรม     พระราชกรณียกิจด้านการต่างประเทศ      นอกจากโครงการต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริอันเป็นหลักปรัชญาสำคัญที่เรียกว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหลักการดำรงชีวิตที่มีคุณค่ายิ่ง โดยเฉพาะในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกปัจจุบัน จึงมีผู้นำหลายชาติให้ความสนใจ และพิจารณานำไปเผยแพร่เพื่อให้ประชาชนในชาติของตนประพฤติปฏิบัติตามหลักปรัชญาหรือทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแนวพระราชดำริในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนี้ เริ่มต้นจากแนวทางพออยู่พอกินก่อน ซึ่งปรากฏครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๗ ดังปรากฏในพระราชดำรัสพระราชทานเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๗ ความตอนหนึ่งว่า “คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน มีความสงบ และทำงานตั้งอธิษฐาน ตั้งปณิธานในทางนี้ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกินมีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้…” หลังจากนั้นก็เริ่มมีการพูดกันถึงแนวความคิด ”พออยู่พอกิน” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกันอย่างกว้างขวาง แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าใจอย่างแท้จริงว่า แนวปรัชญาพออยู่พอกินของพระองค์ท่านนั้นลึกซึ้งเพียงไร นักปรัชญาและผู้รู้ต่างก็ตีความไปต่าง ๆ กัน จนเกิดความสับสนขึ้น ในปีรุ่งขึ้นและปีต่อ ๆ มา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสถึงแนวพระราชดำริพอมีพอกินหรือเศรษฐกิจพอเพียงนี้ในอีกหลายโอกาส ทรงอธิบายจนเป็นที่เข้าใจกันได้ คำว่าพอเพียงมีความหมายอีกอย่างหนึ่ง มีความหมายกว้างออกไปอีก ไม่ได้หมายถึงการมีพอสำหรับใช้ของเท่านั้น แต่มีความหมายว่าพอมีพอกิน… “พอมีพอกิน” นี้ก็แปลว่า ”เศรษฐกิจพอเพียง” นั่นเอง พอเพียงนี้ก็หมายความว่า มีกินมีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหรา ก็ได้ แต่ว่าพอแม้บางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ถ้าทำให้มีความสุข ถ้าทำได้ก็สมควรที่จะทำ สมควรที่จะปฏิบัติ –พระราชดำรัสพระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๑   เมื่อปี ๒๕๑๗ วันนั้นได้พูดถึงว่า เราควรปฏิบัติให้พอมีพอกินนี้ ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนมีพอมีพอกินก็ใช้ได้  ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี และประเทศไทยเวลานั้นก็เริ่มจะเป็นไม่พอมีพอกิน บางคนก็มีมาก บางคนก็ไม่มีเลย –พระราชดำรัสพระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๑   เศรษฐกิจพอเพียงนั้นเขาว่าเป็นเศรษฐกิจชุมชน หมายความว่าให้พอเพียงในหมู่บ้านหรือในท้องถิ่น… ถ้าพอมีพอกินคือพอมีพอกินของตัวเองนั้น ไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียง เป็นเศรษฐกิจสมัยหิน สมัยหินนั้นเป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน แต่ว่าค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมา –พระราชดำรัสพระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ […]