เรียนรู้ประวัติศาสตร์และอนาคตของ ราชวงศ์ญี่ปุ่น - National Geographic Thailand

เรียนรู้ประวัติศาสตร์และอนาคตของราชวงศ์ญี่ปุ่น

ในภาพอย่างเป็นทางการของ ราชวงศ์ญี่ปุ่น สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ (กลางซ้าย) สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ (กลางขวา) พระองค์อื่นๆ จากด้านซ้าย – เจ้าหญิงมาซาโกะ มกุฎราชกุมารนารุฮิโตะ เจ้าหญิงมาโกะ ด้านหลังสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ – เจ้าหญิงไอโกะ เจ้าหญิงคาโกะ เจ้าชายฟุมิฮิโตะ เจ้าชายฮิซาฮิโตะ และเจ้าหญิงคิโกะ ภาพภ่ายโดย KURITA KAKU, GAMMA-RAPHO/GETTY


หลังจากสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะได้สละราชสมบัติของบัลลังก์ดอกเบญจมาศไปแล้ว อนาคตของตำแหน่ง จักรพรรดิญี่ปุ่น ก็ยังคงคลุมเครือ

เป็นระยะเวลากว่า 2,600 ปีมาแล้วที่มีราชวงศ์เพียงหนึ่งเดียวเป็นผู้ครองบัลลังก์จักรพรรดิของญี่ปุ่น ราชวงศ์ที่สืบเชื้อสายมายาวนานที่สุดในโลกนี้แสดงความเชื่อมโยงกับเทพเจ้าในศาสนาชินโต ราชวงศ์ญี่ปุ่นเริ่มปรากฏขึ้นตั้งแต่ 660 ปีก่อนคริสตกาล และมีหลักฐานของราชวงศ์ที่ปรากฏชัดเจนเมื่อราวปีคริสต์ศตวรรษที่ 300 ปัจจุบัน ราชวงศ์ญี่ปุ่นมีบทบาทเชิงสัญลักษณ์ แต่ไม่ได้มีอำนาจในการบริหารบ้านเมืองญี่ปุ่นแต่อย่างใด แม้ว่าจะมีบทบาทที่สำคัญในเชิงประเพณีของประเทศก็ตาม

ราชวงศ์ของญี่ปุ่นเริ่มต้นจากจักรพรรดิจิมมุ สันนิษฐานว่าพระองค์ได้ครองบัลลังก์เมื่อ 660 ปีก่อนคริสตกาลหลังจากรบชนะเหนือหัวหน้าเผ่าท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม จักรพรรดิจิมมุถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ในตำนานของราชวงศ์ญี่ปุ่นเท่านั้น โดยนักวิชาการคาดเดากันว่าจักรพรรดิจิมมุ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นทายาทของเทพเจ้าอามาเทราสึ ผู้เป็นสุริยะเทวีผู้ปกครองญี่ปุ่นนั้นเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมในยุคสมัยยาโยอิของญี่ปุ่น (300 ปีก่อนคริสต์กาล – คริสต์ศักราชที่ 300 ) ซึ่งเป็นยุคเริ่มต้นการเพาะปลูก โดยจักรพรรดิจิมมุขึ้นครองบัลลังก์เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ซึ่งชาวญี่ปุ่นถือวันนี้เป็นวันชาติ

ราชวงศ์ญี่ปุ่น
พระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตะกับจักรพรรดินีนะงะโกะ หลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐอเมริกาบังคับให้สมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตะสละสถานะของการเป็นสมมติเทพของพระองค์ ภาพถ่ายโดย BETTMANN, GETTY

บรรดาทายาทของจักรพรรดิจิมมุได้ครองราชย์สืบต่อมาในอาณาจักรที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยตลอดช่วงเวลาหลายศตวรรษ ลักษณะและที่มาของอำนาจของจักรพรรดินั้นแตกต่างกันไป ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่หก จักรพรรดิมีหน้าที่ในการติดต่อกับเทพเจ้า ซึ่งหน้าที่นี้ไม่ได้มีนัยยะในเชิงการเมือง ในบางยุคสมัยของประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น จักรพรรดิถูกมองว่าเป็นตัวแทนของเทพเจ้า แต่ไม่ได้ถูกนับถือว่าเป็นเทพเจ้าแต่อย่างใด

ในช่วงที่การปกครองในระบบชนชั้นซามูไร (นักรบ) เติบโตในญี่ปุ่นตั้งแต่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่สิบ เป็นต้นมา อิทธิพลของสถาบันพระจักรพรรดิก็เริ่มไม่ชัดเจน เนื่องจากพระจักรพรรดิถูกจำกัดอำนาจในการปกครองประชาชนจากพระราชวังหลวงในเมืองเกียวโต (เมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น) โดยอำนาจในการปกครองตกอยู่ในมือของรัฐบาลโชกุน หรือรัฐบาลทหารที่เป็นผู้ปกครองเหล่าซามูไรทั่วญี่ปุ่น โดยระบบการปกครองของรัฐบาลโชกุนได้ปกครองประชาชนในนามของพระจักรพรรดิจนกระทั่งถึงช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19

ระบบโชกุนได้สิ้นสุดลงในปี 1868 และเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติเมจิในยุคสมัยของสมเด็จพระจักรพรรดิเมจิของญี่ปุ่น โดยในยุคนี้มีการเปลี่ยนแปลงให้สมเด็จพระจักรพรรดิมาพำนักที่กรุงโตเกียว และเป็นผู้นำในการปกครองประชาชนชาวญี่ปุ่น จักรพรรดิญี่ปุ่นจึงเปลี่ยนจากการเป็นเพียงสัญลักษณ์ของชาติมาถืออำนาจในการปกครองโดยตรง

หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุด มีการเปลี่ยนบทบาทของพระจักรพรรดิอีกครั้ง โดยสหรัฐอเมริกา ผู้มีชัยเหนือญี่ปุ่นในสงครามได้บังคับให้สมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตะ ซึ่งถือว่าพระองค์เป็นผู้นำญี่ปุ่นในการทำสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร ให้สละสถานะของการเป็นสมมติเทพของพระองค์เสีย และสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตะเป็นผู้ให้ความชอบธรรมในรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่น ฉบับปี 1947 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ทำลายระบอบอภิชนาธิปไตย (Aristocracy – การปกครองโดยกลุ่มบุคคลซึ่งเป็นชนชั้นนำของสังคม) ส่งผลให้จักรพรรดิกลายเป็น “สัญลักษณ์” ของประเทศญี่ปุ่นตามกฎหมาย มาจนถึงทุกวันนี้

ราชวงศ์ญี่ปุ่น
เจ้าหญิงมิชิโกะ (พระยศในขณะนั้น) เสด็จพระราชดำเนินกับเจ้าชายฮิโระ (ปัจจุบันคือเจ้าฟ้าชายนารุฮิโตะ มกุฏราชกุมารแห่งญี่ปุ่น) และเจ้าชายอายะ (พระยศในขณะนั้น) โดยเจ้าชายอายะในปัจจุบันคือเจ้าชายฟุมิฮิโตะ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 1968 ภาพถ่ายโดย EVERETT COLLECTION HISTORICAL, ALAMY

ปัจจุบัน ราชวงศ์ญี่ปุ่นสมาชิกเพียงแค่ 18 พระองค์เท่านั้น และราชวงศ์กำลังถูกทุกคามโดยกฎการสืบสันตติวงศ์ที่ห้ามมิให้ผู้หญิงขึ้นครองบัลลังก์ แม้ว่าตามประเพณีแล้วจักรพรรดิญี่ปุ่นจะต้องครองบัลลังก์จนสวรรคต จักรพรรดิอากิฮิโตะ ผู้เป็นพระโอรสในสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตะได้สละราชสมบัติในวันที่ 30 เมษายน 2019 เนื่องจากเหตุผลทางสุขภาพ ด้วยเหตุนี้ บัลลังก์ขององค์มกุฎราชกุมารนารุฮิโตะจะเหลือผู้สืบสันตติวงศ์เพียงแค่ 3 พระองค์เท่านั้น

นอกจากนี้ ได้มีจำนวนสมาชิกที่เป็นผู้หญิงของราชวงศ์ญี่ปุ่นส่วนหนึ่งได้สละฐานันดรศักดิ์เพื่อไปเสกสมรสกับสามัญชน แม้ว่าในอดีตประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นจะเคยมีจักรพรรดินีปกครอง กฎผู้ที่ครองบัลลังก์จักรพรรดิต้องเป็นผู้ชายเท่านั้นก็ยังคงอยู่ และนี่จะเป็นบททดสอบของรัฐบาลญี่ปุ่นที่จะต้องหาทางออกให้กับวิกฤตการณ์นี้ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าญี่ปุ่นจะยอมแหวกม่านประเพณีที่สืบทอดมานานหรือไม่

เรื่องโดย ERIN BLAKEMORE

แปลและเรียบเรียงโดยกองบรรณาธิการออนไลน์/ดิจิตอล นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย


อ่านเพิ่มเติม ภูมิศาสตร์เมืองญี่ปุ่น 

เรื่องแนะนำ

เยือนดินแดนซึ่งคนตายไม่เคยหลับใหลบนเกาะ ซิซิลี

เยือนดินแดนซึ่งคนตายไม่เคยหลับใหลบนเกาะ ซิซิลี ซิซิลี – ณ วัดของบาทหลวงคณะกาปูชินในเมืองปาแลร์โม เมืองหลวงของแคว้น ซิซิลี ซึ่งตั้งอยู่ ณ จัตุรัสอันเงียบสงัดใกล้กับสุสาน หากเดินลงบันไดผ่านรูปสลักไม้ของแม่พระมหาทุกข์ เราจะพบประตูที่นำไปสู่ห้องเก็บศพใต้ดิน ห้องนี้มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร พร้อมเพดานโค้งและทางเดินที่ทอดยาวไปทางมุมด้านขวา อากาศภายในห้องเย็นเยียบ อับชื้น และเหม็นเปรี้ยวจากกลิ่นฝุ่นและเสื้อผ้าที่เปื่อยยุ่ย ตามหิ้งบนผนังมีศพร่วม 2,000 ศพตั้งเรียงรายอยู่ในหีบที่ผุพัง พวกเขาแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยเสื้อผ้าที่ดีที่สุดหรือเครื่องแบบชุดเก่งราวกับจะแต่งตัวไปอวดใคร เรื่อง        เอ. เอ. กิลล์ ภาพถ่าย วินเซนต์ เจ. มูซี ในยุโรป การผึ่งศพให้แห้งและการรักษาสภาพศพเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอันเป็นเอกลักษณ์ของซิซิลี แม้จะพบในพื้นที่อื่นๆของอิตาลีบ้างก็ตาม แต่ส่วนใหญ่อยู่ในซิซิลีที่ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างคนเป็นกับคนตายเหนียวแน่นเป็นพิเศษ ปรากฏการณ์นี้ก่อให้เกิดคำถามว่า พวกเขาทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร และเพราะเหตุใดจึงนำซากศพเหล่านี้มาจัดแสดง ร่างไร้วิญญาณเหล่านี้อยู่ในอากัปกิริยาต่างๆที่บ่งบอกถึงบุคลิกและอุปนิสัยใจคอของแต่ละคน ขากรรไกรของพวกเขาอ้าค้างราวกับกำลังกรีดร้องแต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา ฟันที่ผุกร่อนแสยะยิ้มคุกคาม เบ้าตาจ้องมองออกมาอย่างสิ้นหวัง ผิวหนังหยาบกร้านหุ้มกระดูกแก้มที่แห้งตอบและข้อนิ้วที่หลุดลุ่ย ซากศพเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นของคนร่างเล็ก แขนทั้งสองข้างอยู่ในท่ากอดอก ขณะที่ลำตัวถูกรั้งให้ตั้งตรงด้วยลวดและตะปู ศีรษะตกพับอยู่บนไหล่ ร่างกายค่อยๆเสื่อมสภาพลงพร้อมๆกับท่วงท่าฝืนสังขารลอกเลียนคนเป็น คูหาเก็บศพเหล่านี้แบ่งแยกชัดเจนระหว่างนักบวชกับฆราวาส ด้านหนึ่งเราจึงพบบรรดาแพทย์ ทนาย และตำรวจในเครื่องแบบ แล้วยังมีคูหาสำหรับสตรีที่มัคคุเทศก์บอกว่า เราสามารถชื่นชมแฟชั่นของวันวานได้ แต่ซากศพเหล่านั้นสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ขะมุกขะมอม […]

งานซ่อมแซมกำแพงเมืองจีนอันตรายกว่าที่คิด

เมื่อคนยุคปัจจุบันต้องซ่อมกำแพงเมืองจีน สิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งยุคประวัติศาสตร์ กำแพงเมืองจีนเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก และการบูรณะสิ่งมหัศจรรย์ที่เสียหายมานานนับศตวรรษไม่ใช่เรื่องเล็ก  การซ่อมแซมกำแพงเมืองจีนบริเวณนี้ทำมาตั้งแต่ พ.ศ. 2548 คนงานต้องโรยตัวลงมาจากที่สูงลิบด้วยเชือกเพียงเส้นเดียวเพื่อทำงาน ซึ่งต้องอาศัยความกล้าและใช้แรงกายอย่างหนักหน่วง  ที่จริงลำพังการเดินบนกำแพงก็ทำให้หมดแรงแล้ว แต่ไซต์งานบางแห่งอยู่ห่างไกลและสูงชัน ต้องอาศัยลา ม้า และสายเคเบิลเหล็กขนส่งวัสดุสิ่งของต่างๆ ด้วย  นอกจากนี้ การวางอิฐใหม่แทนที่อันเก่าต้องทำด้วยความแม่นยำเพื่อรักษาโครงสร้างดั้งเดิมเอาไว้ด้วย   อ่านเพิ่มเติม : ภาพถ่ายตระการตาของแหล่งมรดกโลกแดนมังกร, เลียบหัวเมืองชายทะเลจีน

กองขยะอายุ 1,500 ปี เผยข้อมูลน่าทึ่งเกี่ยวกับการล่มสลายของเมือง

นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า เมืองเอลูซา อันเป็นศูนย์กลางการค้าไวน์อันโด่งดังยุคโรมันล่มสลายลงเนื่องจากอิทธิพลของอิสลาม แต่กองขยะจำนวนมหาศาลที่พบกลับเผยเหตุผลที่แตกต่างออกไป