รวมแผนที่เก่าของคาบสมุทรเกาหลี

รวมแผนที่เก่าของ”คาบสมุทรเกาหลี”

เกาหลีมีประวัติศาสตร์การเขียนแผนที่มาอย่างยาวนานและน่าสนใจ หนึ่งในแผนที่ของเอเชียตะวันออกที่เก่าแก่ที่สุดในโลกนั้นสร้างขึ้นในเกาหลีเมื่อปี ค.ศ. 1402 แผนที่ดังกล่าวมีชื่อว่า “Kangnido” แม้จะได้รับความเสียหายไปบ้าง แต่ปัจจุบันแผนที่ฉบับนี้มีสำเนารวมสามฉบับ (ซึ่งได้รับการแก้ไขปรับปรุงบางอย่าง) นอกจากนี้ยังมีแผนที่ คาบสมุทรเกาหลี จากศตวรรษที่ 15 ศตวรรษที่ 16 และอื่นๆ อีกมากมาย

ตัวอย่างเช่น แผนที่จากปี ค.ศ. 1560 (ภาพด้านล่าง) ที่พรรณาภาพของคาบสมุทรเกาหลีให้มีขนาดใหญ่โตเกินความเป็นจริง หรือเรียกได้ว่ามีขนาดเทียบเท่ากับแอฟริกาที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเลยทีเดียว ลองชมตัวอย่างจากแผนที่เก่าแก่เหล่านี้ดู ซึ่งในหลายศตวรรษต่อมาบรรดานักเขียนแผนที่ต่างพรรณาถึงคาบสมุทรแห่งนี้ในรูปทรงที่แตกต่างกันออกไป แต่เห็นจะเหมือนกันตรงที่ว่าขนาดซึ่งใหญ่โตกว่าความเป็นจริง

เรื่อง Betsy Mason

แผนที่เก่าเกาหลี
แผนที่จากศตวรรษที่ 19 แสดงภาพของคาบสมุทรเกาหลี ตัวแผนที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์โชซ็อน แสดงภาพหัวเมืองใหญ่ทั้งแปด โดยมีอักษรจีนกำกับในวงกลมสีแดง
แผนที่เก่า
แผนที่โลกที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์โชซ็อนเช่นกัน ลักษณะดั้งเดิมของการสร้างแผนที่โลกที่เรียกว่า chonhado ซึ่งเป็นลักษณะของแผนที่ที่นักทำแผนที่นิยมในช่วงศตวรรษที่ 16 – 19 แสดงให้เห็นโลกซึ่งอยู่ศูนย์กลางล้อมรอบด้วยน้ำ และดินแดนอื่น
แผนที่เก่าคาบสมุทรเกาหลี
แผนที่คาบสมุทรเกาหลีที่ถูกสร้างโดยนักทำแผนที่ชาวญี่ปุ่น ในสมัยศตวรรษที่ 19 โดยเป็นการทำสำเนาจากแผนที่ดั้งเดิมที่สร้างในปี 1785 แสดงจังหวัดในเกาหลีแตกต่างกันไปตามสี ชื่อของจังหวัดถูกเขียนในกล่องสีขาว ส่วนกรุงโซล เมืองหลวงอยู่ในกรอบสีดำเข้ม แสดงถึงกำแพงที่เป็นปราการล้อมเมือง
แผนที่เก่า
แผนที่จากศตวรรษที่ 19 แสดงลักษณะภูมิประเทศ แม่น้ำและเทือกเขาถูกวาดลงบนแผนที่ เมืองต่างๆ ถูกแทนด้วยสัญลักษณ์วงกลมสีแดง กรุงโซลแทนด้วยสีแดงเข้ม ส่วนสี่เหลี่ยมสีแดงคือสัญลักษณ์ทางการทหาร

  แผนที่คาบสมุทรเกาหลีเพิ่มเติม 

 

เรื่องแนะนำ

ศิลปะผนังถ้ำเล่าวิถีชีวิตมนุษย์ยุคน้ำแข็ง

ศิลปะผนังถ้ำเล่าวิถีชีวิตมนุษย์ยุคน้ำแข็ง พวกเราสามารถศึกษาประวัติศาสตร์โลกยุคน้ำแข็งและสัตว์ในโลกยุคน้ำแข็งอย่างแมมมอธ หรือสัตว์เลื้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ประเภทอื่นๆ ได้ในถ้ำที่ประเทศฝรั่งเศส และประเทศสเปนซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานโดยตามผนังมีภาพวาดที่เขียนเป็นสีและรูปลงบนพื้นหิน ที่สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนยุคน้ำแข็ง และสัตว์ประเภทต่างๆ ที่คนยุคน้ำแข็งล่า เช่นแมมมอธ ม้า สิงโต และกวาง รวมถึงสัญลักษณ์ต่างๆ ที่คนยุคน้ำแข็งใช้สื่อสารกัน ภาพวาดตามผนังถ้ำของผู้คนยุคน้ำแข็งเหล่านี้จะแสดงให้พวกเราเห็นถึงวิถีชีวิตของคนยุคก่อนประวัติศาสตร์ได้อย่างชัดเจนและเข้าใจมากยิ่งขึ้น   อ่านเพิ่มเติมที่ มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ล่าสลอธยักษ์เป็นอาหาร

ลับแล … ปิดตำนานเมืองเร้นลับ

ลับแล … ปิดตำนานเมืองเร้นลับ เปิดประตูเมืองท่องเที่ยวเลิศล้ำ สายหมอกบางเบา…ขาวขุ่น ค่อยๆโปรยตัวเองลงจากแผ่นนภา คลี่ห่มคลุมครอบไปทั่วทั้งหุบเขาตั้งแต่เมื่อดื่นดึก…เมืองทั้งเมือง อยู่ในความสลัวลาง แลเหน็บหนาว ราวกับภาพวาดอันวิจิตรจากปลายพู่กันของจิตรกร มากฝีมือ ถึงเวลาตีนฟ้าเปิด ดวงตะวันสาดแสงทอง สายหมอกก็ยังมิเจือจาง  เสมือนอยากจะโอบกอดเมืองนี้ไว้อย่างทะนุถนอม ด้วยความรักอันเลอค่าดุจนิรันดร์ สายหมอกยัง โลมไล้อยู่บนยอดรวงข้าวสีทองอย่างอ้อยอิ่ง ชีวิตเรียบง่ายในอ้อมกอดของหุบเขาอันพิสุทธิ์ เริ่มต้นวันใหม่ ตามครรลองของสารบาญแห่งชีวิตและจิตวิญญาณ จนละอองหมอกค่อยๆ เลือนสลาย เมื่อสายแดดใสสกาว ซุ้มประตูเมืองค่อยๆปรากฏ ตัวอักษรเริ่มกระจ่างชัด ในสายตา ทำให้ทุกคนได้รู้ว่าที่นี่คือ  “เมืองลับแล” ……………………. ดินแดนแห่งนี้คือแผ่นดินอันสงบเงียบ ที่ถูกโอบกอดด้วยธรรมชาติบริสุทธิ์ หมดจดงดงาม วิถีชีวิตชาวบ้านเรียบง่าย  ชุมชนที่มีประเพณี วัฒนธรรมมั่นคงยืนยงยาวนาน วัดวาอารามเก่ากาลตระการตามากมี พรั่งพร้อมด้วยตำรับอาหารโอชารส ผลหมากรากไม้อุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี  ผู้เฒ่าผู้แก่ใจอารี ยิ้มแย้มแจ่มใส ลูกหลานรักถิ่นฐานบ้านเกิด ในหัวใจเปี่ยมล้นพุทธศรัทธา ตระหนักในคุณค่าแห่งภูมิปัญญาที่บรรพชนถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ลับแล เป็นที่รู้จักมาเนิ่นนานหลายร้อยปี แต่น้อยคน จะได้มาสัมผัสถึงแก่นแท้แห่งจิตวิญญาณของแผ่นดิน ตำนานเล่าขานเกี่ยวกับเมืองลับแล ปรากฏมากมายหลากหลายเรื่องราว…ทั้งลี้ลับ ลึกเร้น อัศจรรย์ ถ่ายทอดกันมาแบบปากต่อปาก  แต่วันนี้ “ลับแล”หาเป็นเช่นนั้นอีกต่อไปแล้ว […]

ธงมนต์ จิตวิญญาณแห่งดินแดนหิมาลัย

ในดินแดนอันกว้างใหญ่และสงบบนเทือกเขาหิมาลัยที่ครอบคลุมหลายประเทศ เราพบจุดร่วมทางสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่มีร่วมกัน แม้แต่ละประเทศในภูมิภาคนี้มีความเชื่อทางศาสนาแตกต่างกัน ทั้งฮินดู ซิกข์ พุทธ สัญลักษณ์นั้นคือ ธงมนต์ ที่โบกสะบัดในทุกที่เพื่อแสดงออกถึงความอ่อนน้อมต่อธรรมชาติ ความเคารพในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และประกาศความศรัทธาให้ขยายออกไป ครั้งแรกที่ไปเยือนดินแดนแถบเทือกเขาหิมาลัยนั่นคือเมืองเลห์ แคว้นลาดัก ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย ที่นี่ถูกขนานนามว่าทิเบตน้อย ธงมนต์ ถูกผูกตรึงอยู่ในหลายที่ พบได้ทั้งศาสนสถาน พื้นที่เปลี่ยวร้างบนภูเขาสูง เหนือแม่น้ำ บนต้นไม้ใหญ่ และบนสะพาน ธงมนต์สะบัดไหวไม่เคยหยุดนิ่งยกเว้นในช่วงฤดูกาลหนาวที่หิมะปกคลุม ช่วงนั้นผืนผ้าแห่งธงมนต์จะผูกนิ่งแต่ยังคงสีสันตัดกับหิมะสีขาวเฝ้ารอฤดูกาลใหม่ที่จะได้สะบัดปลิวอีกครั้ง เมื่อได้เห็นธงมนต์ในหลายสถานที่ก็อดไม่ได้ที่จะสอบถามคนท้องถิ่นถึงความเป็นมา และได้คำตอบว่านั่นคือธงมนต์ ธงมนตรา หรือธงมนตราธวัช ตัวแทนความศรัทธา ความหวัง และคำขอพรจากผู้ที่นำผ้าหลากสีไปผูกไว้ ทุกครั้งที่ธงมนต์สะบัดปลิว ผู้คนบนเทือกเขาหิมาลัยเชื่อว่า นั่นคือบทสวดมนต์ที่พวกเขาได้เขียนไว้บนผืนผ้า กำลังเปล่งบทสวดดังตามแรงปลิวของสายลมแห่งเทือกเขาหิมาลัย ในสมัยก่อนพุทธกาล ประวัติของธงมนต์ได้กำเนิดขึ้นแถบเทือกเขาหิมาลัยในทิเบต ในยุคนั้น ชาวบ้านใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ไม่มีการสัญจรและการเข้าถึงสาธารณูปโภคอื่นใด เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจได้ถูกกำหนดขึ้นโดยนักบวชในลัทธิบอน ที่ยังคงบูชาภูติผีวิญญาณ ธงมนต์ในยุคแรกถูกย้อมสีด้วยสีธรรมชาติกำหนดขึ้นจากธาตุทั้งห้า นั่นคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศธาตุ เพื่อใช้เป็นเครื่องปัดเป่ายามเจ็บไข้ได้ป่วย ขอพรยามมีความสุข และเป็นสัญลักษณ์ของความเคารพต่อธรรมชาติ เพื่อให้ภูติผีวิญญาณคุ้มครอง ต่อมาในช่วงพุทธศตวรรษที่สิบสอง สมัยกษัตริย์ซงซัน […]