ดาวินชี : 500 ปี มรณกาลอัจฉริยะก้องโลก - National Geographic Thailand

ดาวินชี : 500 ปี มรณกาลอัจฉริยะก้องโลก

ดาวินชี : 500 ปี มรณกาลอัจฉริยะก้องโลก

ชั่วขณะหนึ่ง อดีตอันยาวนานหลายร้อยปีได้มาบรรจบกับปัจจุบัน ฉันมาที่พระราชวังวินด์เซอร์เพื่อชมชุดภาพวาดเส้นของเลโอนาร์โด ดาวินชี อันเป็นของสะสมส่วนพระองค์ในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบทที่สอง

นอกกำแพงหินสูงตระหง่านของพระราชวัง นักท่องเที่ยวถ่ายภาพเซลฟีและเลือกซื้อของที่ระลึก ด้านใน หลังซุ้มประตูโค้งประดับปนาลี เลโอนาร์โดก็พาฉันย้อนเวลากลับไปยังสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาอีกครั้ง

ฉันแทบจะได้ยินเสียงกระซิบของศิลปินเอกผู้นี้ ขณะจ้องมองอัลบั้มปกหนังจากปลายศตวรรษที่สิบหกในห้องเก็บภาพพิมพ์ของพระราชวัง สันหนังสือหนา 6.5 เซนติเมตรตกแต่งด้วยลวดลายพิมพ์ทอง หน้าปกมีรอยเปื้อนและเก่าคร่ำคร่าจากรอยนิ้วมือที่มองไม่เห็นของคนรุ่นแล้วรุ่นเล่า มีตัวหนังสือเขียนว่า ดีเซญญี ดี เลโอนาร์โด ดา วินชี เรสเตาราตี ดา ปอมเปโอ เลโอนี (ภาพวาดเส้นของเลโอนาร์โด ดาวินชี อนุรักษ์โดยปอมเปโอ เลโอนี)

เลโอนีผู้เป็นประติมากรชาวอิตาลี ได้รับภาพวาดเส้นของเลโอนาร์โดจากลูกชายศิษย์เอกของเลโอนาร์โด นั่นคือ ฟรันเชสโก เมลซี และรวบรวมไว้ด้วยกันอย่างน้อยสองเล่ม พอถึงปี 1690 หนังสือที่รู้จักกันในชื่อ หนังสือเย็บเล่มเลโอนีก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของชุดสะสมส่วนพระองค์ ภายในอัดแน่นไปด้วยกระดาษแผ่นใหญ่ 234 แผ่นและบันทึกการเดินทางด้านสติปัญญาของเลโอนาร์โด

มาร์ติน เคลย์ตัน หัวหน้าแผนกภาพพิมพ์และภาพวาดเส้นของกองทุนชุดสะสมส่วนพระองค์ (Royal Collection Trust) จัดวางหน้าหนังสือที่คัดเลือกมาแล้ว ซึ่งทำให้เห็นความสนใจด้านต่างๆของเลโอนาร์โดได้อย่างชัดเจนขึ้น มีทั้งพฤกษศาสตร์ ภูมิศาสตร์ สถาปัตยกรรม วิศวกรรมการทหาร เรขาคณิต การทำแผนที่ และกายวิภาคศาสตร์  เขาร่างภาพเพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่ยังไม่รู้ให้ดีขึ้น โดยมุ่งหาคำตอบให้กับปริศนาต่างๆ

“สิ่งที่เราเรียนรู้มากที่สุดจากภาพวาดเส้นของเลโอนาร์โดบนกระดาษบางแผ่น คือการกระโดดจากหัวข้อหนึ่งไปอีกหัวข้อหนึ่งอย่างเสรี” เคลย์ตันบอกและเสริมว่า “การได้เห็นวิธีทำงานของความคิดที่เปิดกว้างเช่นนี้น่าตื่นเต้นมากครับ”

เลโอนาร์โดค้นหาคำตอบให้กับคำถามยาวเป็นหางว่าว ไม่ว่าจะเป็นทำไมเราถึงมองเห็นดาวในตอนกลางคืน แต่มองไม่เห็นในตอนกลางวัน อะไรแยกน้ำออกจากอากาศ วิญญาณอยู่ที่ไหน การจาม การหาว ความหิว ความกระหาย และตัณหาคืออะไร

ดาวินชี
หลังการบูรณะนานห้าปี ภาพ “การนมัสการของโหราจารย์” ของเลโอนาร์โด ดาวินชี ก็เผยให้เห็นฝีแปรง สีสัน และภาพที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้ฝุ่นเขรอะและน้ำน้ำมันขัดเงาที่ทำให้ภาพหมองลง งานจิตรกรรมซึ่งยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดีชิ้นนี้ที่เลโอนาร์โดได้รับว่าจ้างให้วาดขึ้นเมื่อปี 1481 ยังเผยให้เห็นกระบวนการทางความคิดของศิลปินเอก รวมถึงการปรับเปลี่ยนต่างๆ ระหว่างการทำงาน
ดาวินชี
งานวิศวกรรมสร้างลูกทรงกลมทองแดงหุ้มทองที่สำเร็จลงระหว่าง เลโอนาร์โด ดา วินชี เป็นลูกมือฝึกหัดของศิลปินนาม อันเดรอา เดล แวร์รอกกีโอ ในเมืองฟลอเรนซ์ ฝากรอยประทับอันยืนยงในใจของดา วินชี ในภาพนี้ ซันโดร สกีเอเวนิน ที่กำลังตรวจดูความเสียหายจากฟ้าผ่า โผล่หน้าจากลูกทรงกลมบนยอดมหาวิหารซานตามาเรียเดลฟีโอเร

ในวาระครบรอบ 500 ปีแห่งมรณกาลของเลโอนาร์โดในปีนี้ สมุดบันทึกของศิลปินเอกก็ได้รับการฟื้นฟูด้วยเช่นกัน พิพิธภัณฑ์หลายแห่งจัดนิทรรศการ และนักวิชาการก็ตีพิมพ์บทวิเคราะห์ใหม่ๆที่เจาะลึกมากขึ้นเกี่ยวกับผลงานสร้างสรรค์ประดามีของเขา

เลโอนาร์โดทิ้งบันทึกเรื่องราวชีวิตตนเองไว้น้อยมาก แต่เรายังพอได้เห็นตัวตนของชายผู้นี้ เขาน่าจะเป็นเกย์  เป็นคนรักสัตว์และเคยซื้อนกในกรงที่ตลาดเพื่อนำมาปล่อย เป็นคนถนัดซ้าย หน้าตาหล่อเหลา ร้องเพลงได้ไพเราะ  และเข้าสังคมเก่ง

ตลอดระยะเวลา 46 ปีที่เป็นศิลปิน ซึ่งใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในฟลอเรนซ์และมิลาน เลโอนาร์โดอุทิศตนให้กับการศึกษาหาความรู้อย่างไม่ลดละ เขาเรียนภาษาละติน สะสมบทกวี และอ่านยูคลิดกับอาร์คิมีดีส เขาพินิจพิเคราะห์รายละเอียดเล็กๆน้อยๆ เช่น มุมเรขาคณิต การขยายของรูม่านตา โดยกระโดดจากสาขาวิชาหนึ่งไปยังอีกสาขาวิชาหนึ่ง  เขาร่างภาพดอกไม้ ออกแบบเครื่องจักรกลสงครามสำหรับผู้อุปถัมภ์ และออกแบบเชิงวิศวกรรมเพื่อผันน้ำจากแม่น้ำอาร์โน

เลโอนาร์โดบันทึกทุกสิ่งทุกอย่างไว้ด้วยรายละเอียดถี่ยิบบนด้านหลังและมุมของกระดาษ โดยเขียนเป็นตัวหนังสือกลับด้านจากขวาไปซ้ายอย่างเป็นระเบียบ ปัจจุบัน บันทึกบางหน้าไม่ได้อยู่รวมกับเอกสารอื่นๆ บางหน้ามัดรวมไว้กับฉบับที่ตอนนี้รู้จักกันในชื่อสมุดบันทึกหรือโคเดกซ์ (codex) ไม่มีการจัดลำดับบันทึกอย่างชัดเจน แม้แต่บนหน้ากระดาษเดี่ยวๆ หนึ่งหน้า และหัวข้อที่คล้ายคลึงกันก็มักอยู่บนเอกสารคนละแผ่นห่างกันหลายปี เปาโล กัลลุซซี ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์มูเซโอกาลิเลโอในฟลอเรนซ์ บอกว่า ทุกครั้งที่เลโอนาร์โดตั้งข้อสังเกต จะมีคำถามใหม่เกิดขึ้นในใจทุกครั้ง ซึ่งจะนำไปสู่คำถามใหม่อีกข้อ “ความคิดของเขากระโดดไปกระโดดมาครับ”

ในโคเดกซ์เลสเตอร์ (Codex Leicester) เลโอนาร์โดตรวจสอบว่า น้ำขึ้นไปถึงยอดเขาได้อย่างไร โดยปฏิเสธความเชื่อแต่เดิมของตนที่ว่า  ความร้อนดึงให้น้ำไหลย้อนขึ้นไป เขาตระหนักว่า น้ำมีกระบวนการไหลเวียนผ่านการระเหย เมฆ และฝน “สิ่งที่สำคัญกว่าการค้นพบว่าธารน้ำบนภูเขาทำงานอย่างไร คือการค้นพบวิธีการค้นหาคำตอบต่างหากล่ะครับ” วอลเตอร์ ไอแซกสัน นักเขียนชีวประวัติ บอก “เขาช่วยคิดค้นระเบียบวิธีแบบวิทยาศาสตร์ครับ”

ดาวินชี
เชื่อกันว่า ภาพ “โมนาลิซา” ของเลโอนาร์โด น่าจะเป็นภาพเหมือนของลีซา เกราร์ดีนี ภรรยาของฟรันเชสโก เดล โจกอนโด พ่อค้าผ้าไหมชาวฟลอเรนซ์ ทุกปีจะมีนักท่องเที่ยวหลายล้านคนมาเบียดเสียดกันเพื่อชมภาพวาดภาพนี้ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ในกรุงปารีส งานจิตรกรรมที่มีกระจกหนาคุ้มกันและต้องทำความสะอาดเป็นประจำชิ้นนี้ไม่เคยได้รับการบูรณะเลย
ดาวินชี
แม้จะเป็นแบบร่างพื้นฐาน แต่การออกแบบอุปกรณ์ใต้น้ำของเลโอนาร์โดก็อาจทำนายถึงอุปกรณ์ที่กองทัพใช้ ในปัจจุบัน ที่เมืองท่าเมสซีนา กองกำลังพิเศษของกองทัพเรืออิตาลีฝึกฝนการใช้ชุดดำน้ำควบคุมความดันบรรยากาศ ซึ่งสามารถดำน้ำได้ลึกถึง 300 เมตร

ไม่มีที่ใดจะเห็นได้ชัดเท่ากับงานศึกษากายวิภาคศาสตร์ของเขาอีกแล้ว เลโอนาร์โดผ่าศพมนุษย์ แหวกดูระบบกล้ามเนื้อในร่างกาย ศิลปินร่วมสมัยของเขา รวมทั้งมีเกลันเจโล ซึ่งเป็นคู่แข่ง ศึกษากล้ามเนื้อและกระดูกเพื่อพัฒนาการใช้ศิลปะถ่ายทอดร่างกายมนุษย์ ออกมาให้ดียิ่งขึ้น “แต่เลโอนาร์โดทำมากกว่านั้น” โดเมนีโก เลาเรนซา นักประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ที่ทำงานในกรุงโรม บอกและเสริมว่า “แนวทางการศึกษากายวิภาคศาสตร์ของเขาไม่ต่างจากนักกายวิภาคศาสตร์ตัวจริงเลยละครับ”

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เลโอนาร์โดรวบรวมไว้ในสมุดบันทึกสะท้อนให้เห็นในทุกฝีแปรงของเขา การศึกษาเชิงกายวิภาคศาสตร์ของเขาเจาะลึกไปถึงชีววิทยาของการแสดงสีหน้า เส้นประสาทไหนทำให้เกิด “การขมวดคิ้ว” หรือ “การยื่นริมฝีปากล่าง การยิ้ม หรือการแสดงความประหลาดใจ” เขาตั้งคำถามไว้ในสมุด เขาเลิกใช้วิธีร่างภาพด้วยเค้าโครงตามขนบ แต่ทำให้ขอบของรูปร่างและวัตถุดูนุ่มนวลด้วยเทคนิคที่เรียกว่า ภาพสีม่านหมอก (sfumato) การสังเกตอย่างเฉียบคมทำให้เขาแสดงภาพอารมณ์ของผู้คนออกมาได้อย่างลุ่มลึก ซึ่งมองแล้วจะรับรู้ความรู้สึกของคนในภาพได้ แทนที่จะดูแข็งทื่อ

ยิ่งเลโอนาร์โดได้ความรู้ใหม่ๆมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งยากขึ้นเท่านั้นที่จะเห็นเส้นชัยในงานศิลปะของเขา การวิเคราะห์ผลงานของเลโอนาร์โดด้วยรังสีเอกซ์เผยให้เห็นการแก้ไขงานซ้ำแล้วซ้ำอีก หรือที่เรียกกันว่า การแก้จิตรกรรม (pentimenti) ความไม่มีที่สิ้นสุดกลายเป็นแนวคิดที่ทำได้จริง นั่นคือยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกเสมอ

ดาวินชี
ในฟลอเรนซ์ เลโอนาร์โดกลายเป็นที่รู้จักเพราะพรสวรรค์ล้ำเลิศและได้รับการว่าจ้างงานครั้งแรก เปาโล กัลลุซซี นักวิชาการบอกว่า เขาเป็น “เครื่องประดับและสัญลักษณ์แห่งอำนาจ” ในภาพนี้ วัลแตร์ กอนตี ศิลปินข้างถนนชาวอิตาลี ผู้แต่งกายเป็นเลโอนาร์โด กำลังเดินไปยังหอศิลป์อุฟฟีซีเพื่อโพสท่าถ่ายภาพกับนักท่องเที่ยว

นี่อาจช่วยอธิบายได้ว่า ทำไมเลโอนาร์โดถึงไม่เคยตีพิมพ์สมุดบันทึกของตนเองเลย เขาตั้งใจเขียนศาสตรนิพนธ์เกี่ยวกับหลายหัวข้อให้จบ แต่แบบร่างและต้นฉบับของเขาถูกทิ้งไว้กับคู่ชีวิตผู้ซื่อสัตย์นาม เมลซี เพื่อให้รวบรวมและจัดเก็บ หลายสิบปีหลังมรณกรรมของเลโอนาร์โด ต้นฉบับดั้งเดิมราวสองในสามถึงสามในสี่น่าจะถูกขโมยหรือสูญหายไป เวลาล่วงเลยมาถึงปลายศตวรรษที่สิบแปด หรือกว่า 200 ปีหลังเขาเสียชีวิตไปแล้ว ต้นฉบับที่เหลือส่วนใหญ่จึงเริ่มได้รับการตีพิมพ์ เลาเรนซาบอกว่า ด้วยเหตุนี้ “เราจึงมีความรู้เกี่ยวกับมรดกทางความคิดของเลโอนาร์โดในฐานะนักวิทยาศาสตร์น้อยมาก”

คำถาม การตั้งสมมุติฐาน และการค้นพบของเลโอนาร์โด จึงตกเป็นหน้าที่ของคนรุ่นหลัง ทว่าหลายร้อยปีผ่านไป เราก็ยังตามไม่ทันเขาอยู่ดี

เรื่อง คลอเดีย คัลบ์

ภาพถ่าย เปาโล วูดส์ และกาบรีเอล กาลิมเบอร์ตี

 

อ่านสารคดีฉบับเต็มได้ใน นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนพฤษภาคม 2562


อ่านเพิ่มเติม

ค้นพบภาพวาดทางวิทยาศาสตร์อันงดงามที่หายสาบสูญไปกว่า 190 ปี

 

เรื่องแนะนำ

อยู่บนโลกอย่างไรให้มีความสุข? พบกับหญิงสาวผู้ตกหลุมรักทุกสิ่งที่เป็นสตรอว์เบอร์รี่

สตรอว์เบอร์รี่สามารถช่วยโลกได้! พบกับ ยูโกะ อูโกมุระ หญิงชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่กับสามีในเมืองบลูมมิงตัน รัฐอินเดียนา ของสหรัฐอเมริกา เธอตกหลุมรักสตรอว์เบอร์รี่เข้าอย่างจัง เพราะข้าวของทุกอย่างในบ้านของเธอนั้นเต็มไปด้วยสตอรว์เบอร์รี่ “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะว่าทำไมถึงชอบสะสมข้าวของที่มีลวดลายเหมือนสตรอว์เบอร์รี่” ยูโกะกล่าว “เมื่อ 3 ปีก่อน ฉันได้พบกับกลุ่มคนที่มีความชอบเหมือนฉันบนโลกออนไลน์ พวกเราตื่นเต้นกับทุกสิ่งที่เป็นสตอรว์เบอร์รี่เหมือนกัน และฉันรู้สึกว่าสตรอว์เบอร์รี่มอบพลังในการใช้ชีวิตให้แก่ฉัน” ด้านสามีของเธอ โชฮากุ นั้นไม่เคยว่ากล่าวหรือแสดงความไม่พอใจที่บ้านของพวกเขากลายเป็นดินแดนสตรอว์เบอร์รี่ ตรงกันข้ามยูโกะเองกล่าวว่า ดูเหมือนสามีเธอจะสนุกสนานไปกับเธอด้วยซ้ำ ในภาษาญี่ปุ่น คำว่าสตอรอว์เบอร์รี่อ่านว่า “อิจิโกะ” อิจิคำเดียวแปลว่า เลขหนึ่ง ส่วนโกะคำเดียวแปลว่า เลขห้า ดังนั้นเมื่อรวมกันคำว่าอิจิโกะ จึงหมายถึงเลข 15 ด้วย ซึ่งยูโกะเล่าเรื่องประหลาดให้ฟังว่า ตั้งแต่เธอหลงรักสตรอว์เบอร์รี่ไม่ว่าเธอจะทำอะไรหรือไปที่ไหนก็จะบังเอิญ พบกับเลข 15 เสมอ ตั้งแต่การเปิดโทรศัพท์เพื่อเช็คเวลา เธอมักจะเจอกับเวลา 11:15 หรือ 01:15 โดยบังเอิญ หรือในขณะขับรถก็มักเจอกับรถยนต์ป้ายทะเบียนที่มีเลข 15 หรือป้ายบอกทางที่มีเลข 15 เช่นกัน ความคลั่งไคล้สตรอว์เบอร์รี่ของยูโกะ เป็นแรงบันดาลใจให้เธออยากสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับสตรอว์เบอร์รี่ขึ้นมา “เรื่องราวจะเกิดในตะวันตก ในยุคของพระเจ้าหลุยส์ จนมาถึงในปัจจุบัน ผู้คนจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่มีสตรอว์เบอร์รี่ […]

ฝาแฝดคู่นี้บอกว่าการเหยียดผิวเลวร้ายแค่ไหน

ฝาแฝดคู่นี้บอกว่าการเหยียดผิวเลวร้ายแค่ไหน Marcia วัย 11 ขวบ มีผิวขาวและผมสีน้ำตาล ส่วน Millie วัย 11 ขวบมีผิวสีน้ำตาลและผมสีดำ คุณผู้อ่านคงประหลาดใจที่รับรู้ว่าเธอทั้งคู่เป็นฝาแฝดกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเธอต้องพร่ำบอกผู้อื่น ด้วยความที่ทั้งสองมีสีผิวต่างกันโดยสิ้นเชิง ทำให้ใครหลายคนคิดว่าทั้งคู่เป็นเพื่อนกันมากกว่า “การเหยียดสีผิวเป็นอะไรที่ผู้คนใช้ตัดสินคุณ แทนที่จะตัดสินจากตัวตนที่คุณเป็นจริงๆ” Millie ฝาแฝดผู้มีผิวสีเข้มกล่าว “หนูว่าการแบ่งแยกสีผิวเป็นอะไรที่แย่มาก” Marcia กล่าวเสริม “เพราะมันทำร้ายความรู้สึกของผู้คนค่ะ” นี่คือคำตอบของเด็กน้อยที่มีต่อการแบ่งแยกสีผิวในสังคมปัจจุบัน และเมื่อถามว่าเราควรจะรับมืออย่างไร? ฝาแฝดทั้งสองได้ให้ความเห็นที่มีประโยชน์นั่นคือ ทำเพิกเฉยสิ คิดเสียว่าคุณไม่ได้ยินประโยคเหล่านั้น และสนับสนุนให้ทุกคนเป็นตัวของตนเอง เพราะไม่ว่าคุณจะมีสีผิวอะไรนั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ *ติดตามเรื่องราวของคู่แฝดต่อได้ที่นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนเมษายน   อ่านเพิ่มเติม บรรพบุรุษชาวอังกฤษมีผิวดำ, ผมหยิก และตาสีฟ้า

การเดินทางแสนทรมานของคุณแม่ผู้ลี้ภัย

เรื่อง เมโลดี ราวเวลล์ ภาพถ่าย เมอร์โต ปาปาโดปูลอส เมื่อคุณได้ยินเรื่อง “วิกฤติการณ์ผู้ลี้ภัย” คุณอาจนึกถึงภาพถ่ายเรือลำน้อยล่องลอยอยู่บนน่านน้ำมืดมิดและแออัดไปด้วยผู้คนที่สวมเสื้อชูชีพสีส้มสะท้อนแสง คุณอาจคิดถึงภาพมือที่ยื่นออกมาหาบุคคลอันเป็นที่รัก ภาพชายแดนที่มีผู้ชายถือปืนกลเฝ้ารักษาการณ์ หรือภาพเต็นท์ชั่วคราวในค่ายผู้ลี้ภัยที่ครอบครัวคนไร้บ้านอยู่กันอย่างเบียดเสียดยัดเยียด ภาพที่เรานึกถึงเหล่านี้มีพลัง วุ่นวายสับสน และเปี่ยมชีวิตชีวา ภาพถ่ายของช่างภาพข่าวชาวกรีก เมอร์โต ปาปาโดปูลอส กลับต่างออกไป ภาพถ่ายเหล่านี้ดูเงียบงัน นิ่งสงบ และลึกซึ้ง ผู้หญิงเหล่านี้แต่ละคนเป็นแม่ บางคนกำลังตั้งครรภ์ บางคนกำลังอุ้มลูก ปาปาโดปูลอสบันทึกภาพวิกฤติการณ์ผู้ลี้ภัยมาตั้งแต่ปี 2010 ตอนที่ใช้เวลาอยู่ที่ค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศกรีซ เธอสังเกตเห็นว่า พวกผู้หญิงมักจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังพร้อมกับลูกๆ ขณะที่สามีของพวกเธอออกไปค้นหาชีวิตใหม่ในยุโรป “ฉันรู้สึกว่าพวกผู้หญิงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และเป็นคนที่ทนทุกข์ทรมานอย่างแท้จริงค่ะ” ปาปาโดปูลอสบอก “และในทางกลับกัน ฉันรู้สึกว่าพวกเธอทำให้ผู้คนเหล่านี้ยังคงมุ่งหน้าต่อไป พวกเธอและลูกๆคือเหตุผลที่ทำให้การเดินทางยังดำเนินต่อไปค่ะ” และสำหรับผู้หญิงเหล่านี้ การเดินทางเป็นเรื่องยากลำบากอย่างเหลือเชื่อ บางคนคลอดบุตรระหว่างการเดินทาง ปาปาโดปูลอสเล่าว่า เธอเห็นพวกผู้หญิงกำลังเดินเท้าขณะอุ้มลูกที่เพิ่งเกิดได้แค่สิบวัน แม่บางคนแท้งลูกเองเนื่องจากสภาพธรรมชาติที่ทารุณ บางคนต้องทำแท้ง และอีกหลายคนต้องทนทุกข์จากความตายของลูกน้อย มีองค์กรพัฒนาเอกชนในค่ายผู้ลี้ภัยบางแห่งที่ช่วยพยาบาลทั้งก่อนและหลังคลอด และจัดการคุมกำเนิดแบบต่างๆเมื่อทำได้ แต่โดยรวมแล้ว การตั้งครรภ์หรือการเป็นแม่ที่มีลูกเยาว์วัยทำให้ความยากลำบากที่ผู้ลี้ภัยทุกคนต้องเผชิญเพิ่มมากขึ้น เธอขอให้ผู้หญิงเหล่านี้แต่ละคนแบ่งปันประสบการณ์ของตนเอง เรื่องราวของพวกเธอ  มาพร้อมกับภาพถ่ายบุคคลด้านล่าง ปาปาโดปูลอสบอกว่า ยิ่งสถานการณ์ยากลำบากเท่าไร แม่หลายคนก็มองลูกๆของตนเป็นดังแรงจูงใจสำคัญมากเท่านั้น […]

เล่าเรื่องเหล้า กับวัฒนธรรมเมรัย

“หวาก” หรือนํ้าตาลเมาเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พื้นบ้านของภาคใต้ ใช้เปลือกไม้ต้นเคี่ยมแต่งรส ดื่มกันทั่วไปแถบคาบสมุทรสทิงพระ ซึ่งเป็นแหล่งต้นตาลโตนดมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถือกำเนิดพร้อมอารยธรรมมนุษย์ เป็นทั้งวิทยาศาสตร์ ของมึนเมา และของขวัญจากพระเจ้า เรื่อง ราชศักดิ์ นิลศิริ ภาพถ่าย บัณฑิต โชติสุวรรณ “ความยิ่งใหญ่จากสิ่งเล็กๆ” ผมรำพึงขณะจรดปลายลวดโลหะบนผิวจานเพาะเชื้ออย่างแผ่วเบา ก่อนใช้ “ลูป” หรือปลายลวดกลม เขี่ยจุดขาวครีมคล้ายขี้ฟันเล็กๆขึ้นมาจุดหนึ่ง จากนั้นบรรจงปาดปลายลวดลงบนจานเพาะเชื้ออีกใบที่รองพื้นด้วยวุ้นเรียบใส ซึ่งประกอบขึ้นจากเจลาติน นํ้าจากมันฝรั่งต้ม สารอาหารและวิตามินอีกหลายชนิด ถ้าไม่ผิดพลาดอะไร อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า กลุ่มจุดสีขาวขุ่นนี้จะขยายเผ่าพันธุ์บนดินแดนใหม่ ดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายและสมถะ ผมกำลังเรียนและฝึกเพาะขยายพันธุ์ยีสต์ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และไม่มีทางใดที่ประสาทสัมผัสของมนุษย์จะรับรู้ถึงการมีอยู่ของมัน ยีสต์ที่ผมกำลังขยายพันธุ์คือ Saccharomyces cerevisiae หรือยีสต์ที่ใช้ในการหมักซึ่งดำรงชีวิตด้วยการกินนํ้าตาลเป็นแหล่งพลังงาน ทว่าพวกมันคงไม่รู้ตัวว่า การดำรงชีวิตของมันได้สร้างผลิตผลอันยิ่งใหญ่ อันเป็นส่วนประกอบของเครื่องดื่มที่แพร่หลายไปทั่วทุกมุมโลก นั่นคือแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นอารยธรรมเก่าแก่พอๆ กับกสิกรรมและการเพาะปลูก สุราเป็นผลผลิตจากกระบวนการหมัก (fermentation) นํ้าตาลหรือแป้งซึ่งพบในธัญพืชหรือผลไม้ โดยใช้ยีสต์หรือราแปรสภาพนํ้าตาลหรือแป้งเป็นเอทานอลรวมทั้งสารเคมีอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ ความแตกต่างทางภูมิศาสตร์ วัตถุดิบ รวมทั้งเชื้อยีสต์หรือราในท้องถิ่น จึงส่งผลให้สุราในแต่ละภูมิภาคแตกต่างกัน “อาจเป็นเพราะสภาพภูมิอากาศเหมาะสมกับยีสต์ชนิดนี้ครับ ถ้าภูมิภาคเหนือขึ้นไปกลับไม่ค่อยเปรี้ยว สาเกของญี่ปุ่นจึงนุ่ม และรสชาติเปรี้ยวน้อยกว่า” ผศ.ดร. เจริญ เจริญชัย […]