ดาวินชี : 500 ปี มรณกาลอัจฉริยะก้องโลก - National Geographic Thailand

ดาวินชี : 500 ปี มรณกาลอัจฉริยะก้องโลก

ดาวินชี : 500 ปี มรณกาลอัจฉริยะก้องโลก

ชั่วขณะหนึ่ง อดีตอันยาวนานหลายร้อยปีได้มาบรรจบกับปัจจุบัน ฉันมาที่พระราชวังวินด์เซอร์เพื่อชมชุดภาพวาดเส้นของเลโอนาร์โด ดาวินชี อันเป็นของสะสมส่วนพระองค์ในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบทที่สอง

นอกกำแพงหินสูงตระหง่านของพระราชวัง นักท่องเที่ยวถ่ายภาพเซลฟีและเลือกซื้อของที่ระลึก ด้านใน หลังซุ้มประตูโค้งประดับปนาลี เลโอนาร์โดก็พาฉันย้อนเวลากลับไปยังสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาอีกครั้ง

ฉันแทบจะได้ยินเสียงกระซิบของศิลปินเอกผู้นี้ ขณะจ้องมองอัลบั้มปกหนังจากปลายศตวรรษที่สิบหกในห้องเก็บภาพพิมพ์ของพระราชวัง สันหนังสือหนา 6.5 เซนติเมตรตกแต่งด้วยลวดลายพิมพ์ทอง หน้าปกมีรอยเปื้อนและเก่าคร่ำคร่าจากรอยนิ้วมือที่มองไม่เห็นของคนรุ่นแล้วรุ่นเล่า มีตัวหนังสือเขียนว่า ดีเซญญี ดี เลโอนาร์โด ดา วินชี เรสเตาราตี ดา ปอมเปโอ เลโอนี (ภาพวาดเส้นของเลโอนาร์โด ดาวินชี อนุรักษ์โดยปอมเปโอ เลโอนี)

เลโอนีผู้เป็นประติมากรชาวอิตาลี ได้รับภาพวาดเส้นของเลโอนาร์โดจากลูกชายศิษย์เอกของเลโอนาร์โด นั่นคือ ฟรันเชสโก เมลซี และรวบรวมไว้ด้วยกันอย่างน้อยสองเล่ม พอถึงปี 1690 หนังสือที่รู้จักกันในชื่อ หนังสือเย็บเล่มเลโอนีก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของชุดสะสมส่วนพระองค์ ภายในอัดแน่นไปด้วยกระดาษแผ่นใหญ่ 234 แผ่นและบันทึกการเดินทางด้านสติปัญญาของเลโอนาร์โด

มาร์ติน เคลย์ตัน หัวหน้าแผนกภาพพิมพ์และภาพวาดเส้นของกองทุนชุดสะสมส่วนพระองค์ (Royal Collection Trust) จัดวางหน้าหนังสือที่คัดเลือกมาแล้ว ซึ่งทำให้เห็นความสนใจด้านต่างๆของเลโอนาร์โดได้อย่างชัดเจนขึ้น มีทั้งพฤกษศาสตร์ ภูมิศาสตร์ สถาปัตยกรรม วิศวกรรมการทหาร เรขาคณิต การทำแผนที่ และกายวิภาคศาสตร์  เขาร่างภาพเพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่ยังไม่รู้ให้ดีขึ้น โดยมุ่งหาคำตอบให้กับปริศนาต่างๆ

“สิ่งที่เราเรียนรู้มากที่สุดจากภาพวาดเส้นของเลโอนาร์โดบนกระดาษบางแผ่น คือการกระโดดจากหัวข้อหนึ่งไปอีกหัวข้อหนึ่งอย่างเสรี” เคลย์ตันบอกและเสริมว่า “การได้เห็นวิธีทำงานของความคิดที่เปิดกว้างเช่นนี้น่าตื่นเต้นมากครับ”

เลโอนาร์โดค้นหาคำตอบให้กับคำถามยาวเป็นหางว่าว ไม่ว่าจะเป็นทำไมเราถึงมองเห็นดาวในตอนกลางคืน แต่มองไม่เห็นในตอนกลางวัน อะไรแยกน้ำออกจากอากาศ วิญญาณอยู่ที่ไหน การจาม การหาว ความหิว ความกระหาย และตัณหาคืออะไร

ดาวินชี
หลังการบูรณะนานห้าปี ภาพ “การนมัสการของโหราจารย์” ของเลโอนาร์โด ดาวินชี ก็เผยให้เห็นฝีแปรง สีสัน และภาพที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้ฝุ่นเขรอะและน้ำน้ำมันขัดเงาที่ทำให้ภาพหมองลง งานจิตรกรรมซึ่งยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดีชิ้นนี้ที่เลโอนาร์โดได้รับว่าจ้างให้วาดขึ้นเมื่อปี 1481 ยังเผยให้เห็นกระบวนการทางความคิดของศิลปินเอก รวมถึงการปรับเปลี่ยนต่างๆ ระหว่างการทำงาน
ดาวินชี
งานวิศวกรรมสร้างลูกทรงกลมทองแดงหุ้มทองที่สำเร็จลงระหว่าง เลโอนาร์โด ดา วินชี เป็นลูกมือฝึกหัดของศิลปินนาม อันเดรอา เดล แวร์รอกกีโอ ในเมืองฟลอเรนซ์ ฝากรอยประทับอันยืนยงในใจของดา วินชี ในภาพนี้ ซันโดร สกีเอเวนิน ที่กำลังตรวจดูความเสียหายจากฟ้าผ่า โผล่หน้าจากลูกทรงกลมบนยอดมหาวิหารซานตามาเรียเดลฟีโอเร

ในวาระครบรอบ 500 ปีแห่งมรณกาลของเลโอนาร์โดในปีนี้ สมุดบันทึกของศิลปินเอกก็ได้รับการฟื้นฟูด้วยเช่นกัน พิพิธภัณฑ์หลายแห่งจัดนิทรรศการ และนักวิชาการก็ตีพิมพ์บทวิเคราะห์ใหม่ๆที่เจาะลึกมากขึ้นเกี่ยวกับผลงานสร้างสรรค์ประดามีของเขา

เลโอนาร์โดทิ้งบันทึกเรื่องราวชีวิตตนเองไว้น้อยมาก แต่เรายังพอได้เห็นตัวตนของชายผู้นี้ เขาน่าจะเป็นเกย์  เป็นคนรักสัตว์และเคยซื้อนกในกรงที่ตลาดเพื่อนำมาปล่อย เป็นคนถนัดซ้าย หน้าตาหล่อเหลา ร้องเพลงได้ไพเราะ  และเข้าสังคมเก่ง

ตลอดระยะเวลา 46 ปีที่เป็นศิลปิน ซึ่งใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในฟลอเรนซ์และมิลาน เลโอนาร์โดอุทิศตนให้กับการศึกษาหาความรู้อย่างไม่ลดละ เขาเรียนภาษาละติน สะสมบทกวี และอ่านยูคลิดกับอาร์คิมีดีส เขาพินิจพิเคราะห์รายละเอียดเล็กๆน้อยๆ เช่น มุมเรขาคณิต การขยายของรูม่านตา โดยกระโดดจากสาขาวิชาหนึ่งไปยังอีกสาขาวิชาหนึ่ง  เขาร่างภาพดอกไม้ ออกแบบเครื่องจักรกลสงครามสำหรับผู้อุปถัมภ์ และออกแบบเชิงวิศวกรรมเพื่อผันน้ำจากแม่น้ำอาร์โน

เลโอนาร์โดบันทึกทุกสิ่งทุกอย่างไว้ด้วยรายละเอียดถี่ยิบบนด้านหลังและมุมของกระดาษ โดยเขียนเป็นตัวหนังสือกลับด้านจากขวาไปซ้ายอย่างเป็นระเบียบ ปัจจุบัน บันทึกบางหน้าไม่ได้อยู่รวมกับเอกสารอื่นๆ บางหน้ามัดรวมไว้กับฉบับที่ตอนนี้รู้จักกันในชื่อสมุดบันทึกหรือโคเดกซ์ (codex) ไม่มีการจัดลำดับบันทึกอย่างชัดเจน แม้แต่บนหน้ากระดาษเดี่ยวๆ หนึ่งหน้า และหัวข้อที่คล้ายคลึงกันก็มักอยู่บนเอกสารคนละแผ่นห่างกันหลายปี เปาโล กัลลุซซี ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์มูเซโอกาลิเลโอในฟลอเรนซ์ บอกว่า ทุกครั้งที่เลโอนาร์โดตั้งข้อสังเกต จะมีคำถามใหม่เกิดขึ้นในใจทุกครั้ง ซึ่งจะนำไปสู่คำถามใหม่อีกข้อ “ความคิดของเขากระโดดไปกระโดดมาครับ”

ในโคเดกซ์เลสเตอร์ (Codex Leicester) เลโอนาร์โดตรวจสอบว่า น้ำขึ้นไปถึงยอดเขาได้อย่างไร โดยปฏิเสธความเชื่อแต่เดิมของตนที่ว่า  ความร้อนดึงให้น้ำไหลย้อนขึ้นไป เขาตระหนักว่า น้ำมีกระบวนการไหลเวียนผ่านการระเหย เมฆ และฝน “สิ่งที่สำคัญกว่าการค้นพบว่าธารน้ำบนภูเขาทำงานอย่างไร คือการค้นพบวิธีการค้นหาคำตอบต่างหากล่ะครับ” วอลเตอร์ ไอแซกสัน นักเขียนชีวประวัติ บอก “เขาช่วยคิดค้นระเบียบวิธีแบบวิทยาศาสตร์ครับ”

ดาวินชี
เชื่อกันว่า ภาพ “โมนาลิซา” ของเลโอนาร์โด น่าจะเป็นภาพเหมือนของลีซา เกราร์ดีนี ภรรยาของฟรันเชสโก เดล โจกอนโด พ่อค้าผ้าไหมชาวฟลอเรนซ์ ทุกปีจะมีนักท่องเที่ยวหลายล้านคนมาเบียดเสียดกันเพื่อชมภาพวาดภาพนี้ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ในกรุงปารีส งานจิตรกรรมที่มีกระจกหนาคุ้มกันและต้องทำความสะอาดเป็นประจำชิ้นนี้ไม่เคยได้รับการบูรณะเลย
ดาวินชี
แม้จะเป็นแบบร่างพื้นฐาน แต่การออกแบบอุปกรณ์ใต้น้ำของเลโอนาร์โดก็อาจทำนายถึงอุปกรณ์ที่กองทัพใช้ ในปัจจุบัน ที่เมืองท่าเมสซีนา กองกำลังพิเศษของกองทัพเรืออิตาลีฝึกฝนการใช้ชุดดำน้ำควบคุมความดันบรรยากาศ ซึ่งสามารถดำน้ำได้ลึกถึง 300 เมตร

ไม่มีที่ใดจะเห็นได้ชัดเท่ากับงานศึกษากายวิภาคศาสตร์ของเขาอีกแล้ว เลโอนาร์โดผ่าศพมนุษย์ แหวกดูระบบกล้ามเนื้อในร่างกาย ศิลปินร่วมสมัยของเขา รวมทั้งมีเกลันเจโล ซึ่งเป็นคู่แข่ง ศึกษากล้ามเนื้อและกระดูกเพื่อพัฒนาการใช้ศิลปะถ่ายทอดร่างกายมนุษย์ ออกมาให้ดียิ่งขึ้น “แต่เลโอนาร์โดทำมากกว่านั้น” โดเมนีโก เลาเรนซา นักประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ที่ทำงานในกรุงโรม บอกและเสริมว่า “แนวทางการศึกษากายวิภาคศาสตร์ของเขาไม่ต่างจากนักกายวิภาคศาสตร์ตัวจริงเลยละครับ”

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เลโอนาร์โดรวบรวมไว้ในสมุดบันทึกสะท้อนให้เห็นในทุกฝีแปรงของเขา การศึกษาเชิงกายวิภาคศาสตร์ของเขาเจาะลึกไปถึงชีววิทยาของการแสดงสีหน้า เส้นประสาทไหนทำให้เกิด “การขมวดคิ้ว” หรือ “การยื่นริมฝีปากล่าง การยิ้ม หรือการแสดงความประหลาดใจ” เขาตั้งคำถามไว้ในสมุด เขาเลิกใช้วิธีร่างภาพด้วยเค้าโครงตามขนบ แต่ทำให้ขอบของรูปร่างและวัตถุดูนุ่มนวลด้วยเทคนิคที่เรียกว่า ภาพสีม่านหมอก (sfumato) การสังเกตอย่างเฉียบคมทำให้เขาแสดงภาพอารมณ์ของผู้คนออกมาได้อย่างลุ่มลึก ซึ่งมองแล้วจะรับรู้ความรู้สึกของคนในภาพได้ แทนที่จะดูแข็งทื่อ

ยิ่งเลโอนาร์โดได้ความรู้ใหม่ๆมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งยากขึ้นเท่านั้นที่จะเห็นเส้นชัยในงานศิลปะของเขา การวิเคราะห์ผลงานของเลโอนาร์โดด้วยรังสีเอกซ์เผยให้เห็นการแก้ไขงานซ้ำแล้วซ้ำอีก หรือที่เรียกกันว่า การแก้จิตรกรรม (pentimenti) ความไม่มีที่สิ้นสุดกลายเป็นแนวคิดที่ทำได้จริง นั่นคือยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกเสมอ

ดาวินชี
ในฟลอเรนซ์ เลโอนาร์โดกลายเป็นที่รู้จักเพราะพรสวรรค์ล้ำเลิศและได้รับการว่าจ้างงานครั้งแรก เปาโล กัลลุซซี นักวิชาการบอกว่า เขาเป็น “เครื่องประดับและสัญลักษณ์แห่งอำนาจ” ในภาพนี้ วัลแตร์ กอนตี ศิลปินข้างถนนชาวอิตาลี ผู้แต่งกายเป็นเลโอนาร์โด กำลังเดินไปยังหอศิลป์อุฟฟีซีเพื่อโพสท่าถ่ายภาพกับนักท่องเที่ยว

นี่อาจช่วยอธิบายได้ว่า ทำไมเลโอนาร์โดถึงไม่เคยตีพิมพ์สมุดบันทึกของตนเองเลย เขาตั้งใจเขียนศาสตรนิพนธ์เกี่ยวกับหลายหัวข้อให้จบ แต่แบบร่างและต้นฉบับของเขาถูกทิ้งไว้กับคู่ชีวิตผู้ซื่อสัตย์นาม เมลซี เพื่อให้รวบรวมและจัดเก็บ หลายสิบปีหลังมรณกรรมของเลโอนาร์โด ต้นฉบับดั้งเดิมราวสองในสามถึงสามในสี่น่าจะถูกขโมยหรือสูญหายไป เวลาล่วงเลยมาถึงปลายศตวรรษที่สิบแปด หรือกว่า 200 ปีหลังเขาเสียชีวิตไปแล้ว ต้นฉบับที่เหลือส่วนใหญ่จึงเริ่มได้รับการตีพิมพ์ เลาเรนซาบอกว่า ด้วยเหตุนี้ “เราจึงมีความรู้เกี่ยวกับมรดกทางความคิดของเลโอนาร์โดในฐานะนักวิทยาศาสตร์น้อยมาก”

คำถาม การตั้งสมมุติฐาน และการค้นพบของเลโอนาร์โด จึงตกเป็นหน้าที่ของคนรุ่นหลัง ทว่าหลายร้อยปีผ่านไป เราก็ยังตามไม่ทันเขาอยู่ดี

เรื่อง คลอเดีย คัลบ์

ภาพถ่าย เปาโล วูดส์ และกาบรีเอล กาลิมเบอร์ตี

 

อ่านสารคดีฉบับเต็มได้ใน นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนพฤษภาคม 2562


อ่านเพิ่มเติม

ค้นพบภาพวาดทางวิทยาศาสตร์อันงดงามที่หายสาบสูญไปกว่า 190 ปี

 

เรื่องแนะนำ

บรรยากาศวันเด็ก ก่อนอำลาเขาดิน

บรรยากาศวันเด็ก ก่อนอำลา”เขาดิน” เมื่อ 63 ปีที่แล้ว นายวี.เอ็ม. กุลกานี ผู้แทนองค์การสหพันธ์เพื่อสวัสดิภาพเด็กระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ เชิญชวนให้ประเทศต่างๆ เห็นความสำคัญและความต้องการของเด็กและกระตุ้นให้เด็กตระหนักถึงบทบาทของตนด้วย  รัฐบาลในยุคนั้นจึงจัดให้มีคณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และเอกชน กำหนดให้มีการเฉลิมฉลองวันเด็กแห่งชาติทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค  ในยุคนั้นงานวันเด็กแห่งชาติจัดในวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม  แต่พอถึง พ.ศ. 2508 ก็เปลี่ยนมาเป็นวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคม เพื่อความสะดวกของผู้ปกครองและเป็นช่วงที่อากาศดีกว่าช่วงฤดูฝนอย่างเดือนตุลาคม เขาดินหรือสวนสัตว์ดุสิตเป็นหน่วยงานราชการที่จัดงาน วันเด็ก ซึ่งได้รับความนิยมจากเด็กและพ่อแม่ผู้ปกครองตลอดมา  แต่รู้กันหรือไม่ว่า เขาดินที่เปิดทุกวันและเนืองแน่นโดยเฉพาะวันเด็กนี้ มีความเป็นมาอย่างไรประวัติคร่าวๆ ของ เขาดินหรือสวนสัตว์ดุสิตแห่งนี้ย้อนไปถึงสมัยรัชกาลที่ 5 โดยมีจุดเริ่มต้นจากความต้องการสร้างสวนพฤกษชาติในเขตพระราชวังสวนดุสิต ต่อมาในรัชสมัยของรัชกาลที่ 7 มีพระราชดำริที่จะทำนุบำรุงสวนพฤกษชาติแห่งนี้ให้กว้างขวาง และดีกว่าที่เป็นอยู่รวมถึงเปิดให้ประชาชนมาเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจด้วย เขาดินในตอนแรกจึงมีสถานะเป็นสวนสาธารณะไม่ใช่สวนสัตว์ดังปัจจุบัน จนกระทั่งต่อมาทางเทศบาลกรุงเทพฯ ริเริ่มย้ายเอาสัตว์บางชนิดจากสวนอื่นๆ มาอาศัยที่นี่ รวมถึงขอให้ทางสำนักพระราชวังส่งช้างหลวงเพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสชม สวนสัตว์ดุสิตจึงได้ฤกษ์เปิดตัวในฐานะสวนสัตว์แรกของไทยเมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2481 (ชมภาพเก่าที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของเขาดินได้ ที่นี่ ) เอ่ยถึง เขาดินแล้ว ต้องเอ่ยถึงตำนานคู่เขาดินอย่าง ฮิปโปโปเตมัสที่ชื่อ แม่มะลิขวัญใจที่ใครๆ มาเขาดินก็ต้องมาชม […]

คริสต์มาส กับวิวัฒนาการเทศกาลข้ามศตวรรษ

คริสต์มาส เทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองที่ทั้งสุขสันต์และสดใส แล้วเหตุใดกันที่ทำให้คริสต์มาสได้รับความนิยมทั่วโลกมากมายขนาดนี้? คำสอนของคริสต์ไม่ได้กล่าวถึงวันประสูติของพระเยซู หากเพียงแต่บอกเล่าเรื่องราวการปฏิสนธินิรมลและทรงประสูติอย่างสมถะ นักประวัติศาสตร์ไม่เห็นด้วยกับที่ว่า วันที่ 25 ธันวาคม มีความเกี่ยวข้องกับคริสต์มาส อย่างไรก็ตาม ในปี ค.ศ.336 คริสตจักรในกรุงโรมได้ทำการเฉลิมฉลองคริสต์มาสในวันนั้น ซึ่งประจวบเหมาะกับเทศกาลเหมายัน (วันที่กลางคืนในซีกโลกเหนือยาวนานกว่ากลางวัน) เลี้ยงฉลองพระเสาร์ของโรมัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า บางคนก็ฉลองคริสต์มาสในเดือนมกราคม เทศกาลฤดูหนาวจัดขึ้นทั่วโลกตั้งแต่ครั้งโบราณ จนในที่สุดประเพณีเหล่านั้นก็เชื่อมโยงกันกับคริสต์มาส ยกตัวอย่างเทศกาลเหมายันดั้งเดิมของเยอรมันที่เต็มไปด้วยช่อดอกไม้และการเฉลิมฉลอง หรือดรูอิด (ผู้นำศาสนา) ของชาวเคลท์ที่จัดเทศกาลครีษมายันยาวนานตลอดสองวันไปพร้อมกับการจุดเทียนและตกแต่งบ้านด้วยต้นฮอลลี่หรือแขวนมิสเซิลโท เมื่อเวลาผ่านไป คริสต์มาสได้รับความนิยม และกลายเป็นประเพณีใหม่ ในยุคกลางของอังกฤษ คริสต์มาสกินระยะเวลายาว 12 วัน ซึ่งเกี่ยวพันกับความสนุกสนานรื่นเริงในทุกรูปแบบ ตั้งแต่การเล่นละครไปจนถึงการประกวดเพื่อฉลองการประสูติของพระเยซู เช่นนั้นแล้วดนตรี การให้ของขวัญ และของประดับตกแต่งจึงกลายมาเป็นวิถีปฏิบัติประจำเทศกาล   ชาวอเมริกันหล่อหลอมประเพณีในวันคริสต์มาสด้วยการแลกของขวัญ ในศตวรรษที่ 20 กระดาษห่อของขวัญเข้ามาแทนที่การห่อของขวัญด้วยกระดาษสีน้ำตาล เมื่อ Rollie B. Hall ผู้ซึ่งน้องชายของเขาเป็นผู้ก่อตั้ง Hallmark Cards ได้ใช้กระดาษหุ้มซองจดหมายสไตล์ฝรั่งเศสมาห่อของแทนกระดาษในร้านที่หมดไป เช่นเดียวกันกับที่ Hallmark ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์การ์ดคริสต์มาสสมัยใหม่ แทนที่กระดาษการ์ดใบเล็กจากช่วงปลายศตวรรษที่ 19 […]

เหตุใดชาวอะบอริจิน ออสเตรเลีย จึงเลือก เผาป่า เพื่อรักษาแผ่นดินและบ้านเกิด

ชาวอะบอริจินในออสเตรเลียรื้อฟื้นแนวปฏิบัติโบราณของการชิง เผาป่า เพื่อสงวนรักษาและฟื้นฟูดินแดนบ้านเกิด และช่วยค้ำจุนชุมชนของตน แสงแรกของวันต้นเดือนพฤศจิกายน ใกล้บริเวณที่เรียกว่า โกรกธารเดฟแอดเดอร์ บนชายขอบด้านตะวันตกของพื้นที่คุ้มครองชนพื้นเมืองวอร์เดเคน ความร้อนอบอ้าวแบบเขตศูนย์สูตรของออสเตรเลียเหนือ พุ่งปะทะอารีเจย์ นาบาร์ลัมบาร์ล ขณะเขากระโดดลงจากเฮลิคอปเตอร์ แล้วสาวเท้าไปทางกองไฟ เปลวเพลิงเตี้ยๆ ทอดคดเคี้ยวแผดเผาพื้นที่ชุ่มน้ำแห้งผาก เหลือไว้แต่ผืนดินไหม้เกรียมกับต้นเสม็ดขาวที่เต็มไปด้วยแผลไหม้ดำเป็นปื้น ชายหนุ่มวัย 25 ปี เดินเรียงแถวตามหลังเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าอีกสองนาย เสียงกระหึ่มของเครื่องเป่าใบไม้ดังกลบเสียงปะทุของไฟที่ เผาป่า ทั้งสามเดินเลาะแนวขอบไฟอย่างเป็นแบบแผน พลางเป่าเศษใบไม้ตามขอบให้ปลิวกลับเข้าไปในกองไฟ เพื่อกันไม่ให้ไหม้ลามออกมา พวกเขาเป็นหนึ่งในทีมเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าชนพื้นเมืองสามทีมในพื้นที่ห่างไกลแถบนี้ของภูมิภาค อาร์เนมแลนด์ ห่างจากเมืองดาร์วินไปทางตะวันออกราว 260 กิโลเมตร และกำลังสู้กับไฟป่าปลายฤดูที่เกิดจากฟ้าผ่า แล้วแตกเป็นนิ้วไฟลามออกไปหลายทิศทาง นาบาร์ลัมบาร์ลหยุดพักครู่หนึ่งเพื่อประเมินสถานการณ์ไฟในพื้นที่รับผิดชอบ เขาเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าตั้งแต่เรียนจบมัธยมปลาย งานนี้เปิดโอกาสให้เขาย้ายจากเมืองที่ไปเรียนหนังสือ กลับมาอยู่ดินแดนของบรรพบุรุษ ในช่วงแปดปีนับจากนั้น เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับไฟป่าจากผู้เฒ่าผู้แก่ เป็นเรื่องราวทอดข้ามเวลาหลายหมื่นปีที่ชนเผ่าของเขาอาศัยอยู่ในดินแดนนี้ เขาเตะเปลือกไม้คุไฟแผ่นหนึ่งให้หลุดจากโคนไม้ เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟเกาะติดอยู่ “ดูดีอยู่ครับ เพราะมีการชิงเผากันก่อนแล้ว และมีลำห้วยอยู่ใกล้ๆ ด้วยสายหนึ่ง” เขาอธิบาย นาบาร์ลัมบาร์ล ปาดเหงื่อที่คิ้ว เพ่งมองฝ่าควันไฟออกไป ดินแดนนี้เป็นบ้านของชนิดพันธุ์เฉพาะถิ่นและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์จำนวนมาก ซึ่งรวมถึงวอลลารูสีดำ ควอลล์ถิ่นเหนือ และนกกระจิบหญ้าคอขาว และยังหลากล้นด้วยน้ำตกตระการตา หมวดหินต่างๆ […]

กล้ากินหมึกตัวเป็นๆ ไหม?

กล้ากินหมึกตัวเป็นๆ ไหม? มันมีหัวขนาดใหญ่ ผิวเป็นเมือกลื่น พร้อมหนวดทั้ง 8 ที่ขยับไปมาอย่างน่าสยอง ใช่แล้วมันคือหมึกนั่นเอง หมึกที่บางคนขนานนามมันว่าพวกมันคือสัตว์ที่น่าเกลียดน่ากลัว แต่ที่เกาหลีใต้หมึกคืออาหารมื้อเย็นอันโอชะ และคนเกาหลีไม่ปรุงหมึกหรือฆ่ามัน เพราะพวกเขากินมันทั้งๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่! ด้วยหนวดทั้ง 8 และปุ่มดูดนับพันปุ่ม การรับประทานหมึกแบบคนเกาหลีอาจอันตรายถึงชีวิตได้ พ่อค้าขายหมึกคนหนึ่งเล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า มีครั้งหนึ่งที่เขากินหมึกเป็นๆ และหนวดข้างหนึ่งของหมึกติดอยู่ในซอกฟันเขา เขาไม่สามารถกลืนหมึกที่เหลือลงไปได้และนั่นทำให้เขาสำลักออกมา ถ้าเช่นนั้นทำไมยังมีคนนิยมทานอาหารเมนูอันตรายนี้? คนเกาหลีมีความเชื่อว่าการรับประทานหมึกนั้นจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้แก่ร่างกาย นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมนักกีฬาเคนโด้ในเกาหลีจึงนิยมกินหมึกตัวเป็นๆ เพื่อบำรุงร่างกาย สำหรับวิธีการรับประทานพวกเขาจะนำหมึกที่ยังคงมีชีวิตมาพันรอบตะเกียบให้เป็นก้อนกลม จิ้มหมึกลงไปในซอสปรุงรส จากนั้นก็นำใส่ปากทันที….ไหนในนี้มีใครสนใจอยากชิมเมนูแปลกแบบคนเกาหลีนี้บ้าง? (ชมวิดีโอ กล้ากินหมึกตัวเป็นๆ ไหม? จาก เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ได้ที่นี่) อ่านเพิ่มเติม โลมาปากขวดดับอนาถ หมึกติดคอ