ชาวยุโรป : สืบเสาะย้อนรอยต้นกำเนิดบรรพบุรุษ  - National Geographic Thailand

ชาวยุโรป : สืบเสาะย้อนรอยต้นกำเนิดบรรพบุรุษ 

ชาวยุโรป : สืบเสาะย้อนรอยต้นกำเนิดบรรพบุรุษ 

แนวคิดที่ว่า ครั้งหนึ่งเคยมีบรรพบุรุษ ชาวยุโรป ผู้มี “สายเลือดบริสุทธิ์” ซึ่งมีชีวิตอยู่ตั้งแต่ยุคแมมมอทขนยาวยังเดินอยู่บนโลก ก่อให้เกิดคตินิยมตั้งแต่ก่อนยุคนาซี แนวคิดนี้หล่อเลี้ยงการเหยียดเชื้อชาติของคนผิวขาว และเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้โหมกระพือให้ผู้คนหวาดกลัวผลกระทบจากผู้อพยพ ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์กำลังเผยคำตอบใหม่ๆ ของคำถามที่ว่า แท้จริงแล้ว ชาวยุโรป เป็นใครและมาจากไหนกันแน่ การค้นพบของพวกเขาระบุว่า ทวีปนี้เป็นเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมมาตั้งแต่สมัยน้ำแข็ง ชาวยุโรปในปัจจุบันไม่ว่าจะอยู่ในประเทศไหน ล้วนแล้วแต่เป็นลูกผสมของสายเลือดโบราณจากแอฟริกา ตะวันออกกลาง และทุ่งหญ้าสเตปป์ในรัสเซีย โดยมีหลักฐานจากโบราณวัตถุ ผลการวิเคราะห์ฟันกับกระดูกโบราณ และภาษาศาสตร์ แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือหลักฐานที่ได้จากพันธุศาสตร์บรรพกาล

ย้อนหลังไป 32 ปีก่อน ผลการศึกษาดีเอ็นเอของมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ช่วยวางรากฐานให้แนวคิดที่ว่า ผู้คนนอกทวีปแอฟริกาทั้งหมดสืบเชื้อสายจากบรรพบุรุษที่เดินทางออกจากกาฬทวีปเมื่อกว่า 60,000 ปีก่อน และเมื่อราว 45,000 ปีก่อน มนุษย์ยุคใหม่ก็เริ่มเดินทางไปยังยุโรปผ่านตะวันออกกลาง

ยุโรปในยุคนั้นเป็นสถานที่ต้องห้าม พืดน้ำแข็งหนาหลายกิโลเมตรปกคลุมบางส่วนของทวีป ในบริเวณที่อากาศอบอุ่นเพียงพอก็จะมีสัตว์ป่า และยังมีมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล ซึ่งบรรพบุรุษเดินทางออกจากแอฟริกาในช่วงหลายแสนปีก่อนหน้าเรา และปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศอันหนาวเหน็บและทารุณได้ก่อนเราแล้ว

ชาวยุโรป ยุคใหม่กลุ่มแรกดำรงชีพด้วยการเก็บของป่าล่าสัตว์ โดยอาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ และเดินทางเร่ร่อนไปทั่ว พวกเขาเดินลัดเลาะไปตามลำน้ำ เลียบแม่น้ำดานูบลึกเข้าไปในใจกลางยุโรปตะวันตกและตอนกลาง เป็นเวลาหลายพันปีที่พวกเขาไม่ได้สร้างผลกระทบใดๆต่อโลก ดีเอ็นเอของชาวยุโรปกลุ่มแรกนี้ระบุว่า พวกเขาจับคู่กับมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล ซึ่งต่อมาสูญพันธุ์ไปภายใน 5,000 ปีหลังจากนั้น ปัจจุบัน มีชาวยุโรป ราวร้อยละสองที่จีโนมมีดีเอ็นเอของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลอยู่ด้วย

ชาวยุโรป
ในสวีเดน การสลักหินโบราณ (ทำให้เห็นชัดขึ้นด้วยสีแดงสมัยใหม่) สะท้อนให้เห็นความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่ผู้อพยพนำมาด้วย เริ่มจากคนเก็บของป่าล่าสัตว์ที่เดินทางจากแอฟริกาในสมัยน้ำแข็ง และติดตามธารน้ำแข็งที่ถอยร่นขึ้นไปทางเหนือ ดีเอ็นเอของพวกเขายังคงพบได้ทั่วไป โดยเฉพาะในประเทศแถบตอนใต้ของทะเลบอลติก
ชาวยุโรป
ดีเอ็นเอจากฟันและกระดูกโบราณช่วยให้นักวิจัยเข้าใจการเคลื่อนที่ของประชากรในช่วงเวลาที่ผ่านมา เนื่องจากการหาลำดับดีเอ็นเอมีราคาถูกลง นักวิทยาศาสตร์ที่ห้องปฏิบัติการ เช่น ในเมืองเยนา ประเทศเยอรมนี จึงไขปริศนารูปแบบการอพยพของมนุษย์ในอดีตได้

ขณะที่ยุโรปอยู่ในสมัยน้ำแข็ง มนุษย์สมัยใหม่ก็ตั้งรกรากอยู่ทางใต้ที่ไร้น้ำแข็ง และปรับตัวเข้ากับภูมิอากาศ หนาวเย็นได้ ราว 27,000 ปีก่อน มีประชากรมนุษย์กลุ่มนี้อยู่เพียงประมาณหนึ่งพันคน ซึ่งยังชีพด้วยการล่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ ในถ้ำที่พวกเขาอาศัยอยู่ มนุษย์กลุ่มนั้นวาดและสลักภาพสัตว์ที่ตนล่ามาได้ไว้อย่างน่าดูชม

ราว 14,500 ปีก่อน ขณะที่ยุโรปเริ่มอบอุ่นขึ้น มนุษย์ก็ติดตามธารน้ำแข็งที่ถอยร่นขึ้นไปทางเหนือ ในช่วงหลายพันปีต่อจากนั้น พวกเขาพัฒนาเครื่องมือหินที่ซับซ้อนมากขึ้น และเริ่มตั้งถิ่นฐานในหมู่บ้านเล็กๆ นักโบราณคดีเรียกยุคนี้ว่า เมโสลิทิก (Mesolithic) หรือยุคหินกลาง (Middle Stone Age)

ในทศวรรษ 1960 นักโบราณคดีชาวเซอร์เบียค้นพบหมู่บ้านประมงยุคหินกลางตรงคุ้งของแม่น้ำดานูบ แหล่งโบราณคดีที่เรียกว่า เลเพนสกีเวียร์ (Lepenski Vir) นี้เป็นชุมชนที่มีความซับซ้อนและเป็นบ้านของประชากรมากถึงหนึ่งร้อยคน ก่อตั้งขึ้นเมื่อราว 9,000 ปีก่อน

กระดูกซึ่งพบที่เลเพนสกีเวียร์ระบุว่า ผู้คนที่นั่นยังชีพด้วยปลา “อาหารของพวกเขาร้อยละ 70 เป็นปลา” วลาดีมีร์ นอยโควิช ผู้อำนวยการแหล่งโบราณคดี บอกและเสริมว่า “พวกเขาอยู่ที่นี่เกือบ 2,000 ปีเห็นจะได้ จนกระทั่งถูกชาวไร่ชาวนาเข้ามาไล่ที่ครับ”

ชาวยุโรป
ผู้หญิงเกี่ยวข้าวสาลีด้วยมือใกล้เมืองคอนยา ประเทศตุรกี ชาวนาจากอานาโตเลียนำเกษตรกรรมมาสู่ยุโรปเมื่อเกือบ9,000 ปีก่อน ภายในไม่กี่พันปีต่อมา ชาวนาและคนเลี้ยงปศุสัตว์กลายเป็นประชากรหลักของทวีป
ชาวยุโรป
ผู้อพยพสามระลอกแรกตั้งรกรากในยุโรปยุคก่อนประวัติศาสตร์ กลุ่มสุดท้ายเมื่อราว 5,000 ปีก่อน คือชาวยัมนายา หรือคนขี่ม้าเลี้ยงปศุสัตว์จากรัสเซีย ผู้สร้างหลุมศพเป็นเนินดินขนาดมหึมา เช่น หลุมนี้ใกล้เมืองจาบัลจ์ในเซอร์เบีย

ที่ราบคอนยาในอานาโตเลียตอนกลางเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของตุรกีสมัยใหม่ ดักลาส เบร์ด นักโบราณคดี บอกว่า ที่นั่นเป็นบ้านของชาวไร่ชาวนามาตั้งแต่วันแรกๆ ที่เกษตรกรรมถือกำเนิดขึ้น เบร์ดขุดสำรวจหมู่บ้านยุคก่อนประวัติศาสตร์ชื่อบอนชูกลู (Boncuklu) สถานที่ที่ผู้คนเริ่มปลูกข้าวสาลีโบราณสองพันธุ์ ใกล้อรุณรุ่งของยุคหินใหม่เมื่อราว 10,300 ปีก่อน

ภายในหนึ่งพันปี สิ่งที่เรียกว่าการปฏิวัติยุคหินใหม่ แผ่ขยายจากอานาโตเลียขึ้นไปถึงทางตะวันออกเฉียงใต้ของยุโรป พอถึงราว 6,000 ปีก่อน ก็มีชาวนาและคนเลี้ยงปศุสัตว์กระจายอยู่ทั่วยุโรป

เป็นที่ชัดเจนมานานแล้วว่า ชาวยุโรปเรียนรู้วิธีเพาะปลูกจากชาวตุรกีหรือชาวเลแวนต์ แต่พวกชาวไร่ชาวนามาจากพื้นที่เหล่านั้นด้วยหรือไม่ เป็นเวลาหลายสิบปีที่นักโบราณคดีคิดกันว่า นวัตกรรมใหม่ที่มาเป็นชุดเข้าสู่ทวีปยุโรปผ่านการค้าขายแลกเปลี่ยนและการบอกปากต่อปาก ไม่ใช่ผ่านทางผู้อพยพ

ทว่าหลักฐานทางดีเอ็นเอจากบอนชูกลูช่วยให้เห็นว่า การอพยพย้ายถิ่นมีส่วนมากกว่าที่คิด ชาวไร่ชาวนาในบอนชูกลูเก็บศพผู้วายชนม์ไว้ใกล้ตัว โดยฝังในท่านอนคุดคู้เหมือนทารกไว้ใต้พื้นบ้าน นับจากต้นปี 2014 เบร์ดทยอยส่งตัวอย่างดีเอ็นเอที่สกัดได้จากชิ้นส่วนกะโหลกและฟันจากร่างกว่าสิบร่างไปยังห้องปฏิบัติการดีเอ็นเอหลายแห่ง

ดีเอ็นเอที่สกัดได้จากร่างที่ขุดพบตรงกับชาวไร่ที่มีชีวิตอยู่และเสียชีวิตลงเมื่อหลายร้อยปีให้หลัง และอาศัยอยู่ห่างไปหลายร้อยกิโลเมตรทางตะวันตกเฉียงเหนือ นั่นหมายความว่า ชาวนาอานาโตเลียอพยพและแพร่กระจายยีนของพวกเขา เช่นเดียวกับที่เผยแพร่วิถีชีวิต

ชาวยุโรป
ทักษะการขี่ม้าที่ชาวยัมนายานำมาสู่ยุโรปสืบทอดมาถึงปัจจุบันในภูมิภาคต้นกำเนิดของพวกเขา คนขี่ม้าที่พิพิธภัณฑ์ชาวคอสแซกซาโปริจเจียบนเกาะคอร์ติตเซียของยูเครน แสดงให้เห็นทักษะห้อยโหนบนหลังม้า ซึ่งทำให้ชาวคอสแซกกลายเป็นนักรบที่น่าเกรงขามนับจากศตวรรษที่สิบห้าเป็นต้นมา

เมื่อราว 5,400 ปีก่อน ทั่วทั้งยุโรป กลุ่มชุมชนยุคหินใหม่ที่เคยเฟื่องฟูเริ่มหดตัวลงหรือไม่ก็สูญหายไปพร้อมๆกัน การถดถอยนี้ทำให้นักโบราณคดีงุนงงอยู่หลายทศวรรษ

หลังช่องว่างนาน 500 ปี ประชากรก็เริ่มฟื้นตัวและเพิ่มขึ้นอีกครั้ง แต่บางอย่างแตกต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัด  ในแถบตะวันออกเฉียงใต้ของยุโรป หมู่บ้านและสุสานที่ฝังทุกคนรวมกันตามแบบยุคหินใหม่ ถูกแทนที่ด้วยเนินหลุมศพขนาดใหญ่โตของชายฉกรรจ์หนึ่งเนินต่อหนึ่งคน ไกลขึ้นไปทางเหนือ จากรัสเซียถึงแม่น้ำไรน์ วัฒนธรรมใหม่ปรากฏขึ้น เรียกว่า วัฒนธรรมเครื่องปั้นดินเผาลายเชือกทาบ (Corded Ware)

พิพิธภัณฑ์รัฐยุคก่อนประวัติศาสตร์ในเมืองฮัลเลอ ประเทศเยอรมนี มีหลุมศพที่ตกแต่งด้วยเครื่องปั้นดินเผาลายเชือกทาบอยู่หลายสิบแห่ง โดยมีหลายแห่งที่นักโบราณคดีรีบเก็บกู้ศิลปวัตถุขึ้นมาก่อนคนงานจะเริ่มลงมือก่อสร้าง

หลุมศพของกลุ่มชนที่คิดค้นเครื่องปั้นดินเผาลายเชือกทาบมีเอกลักษณ์ชัดเจนเสียจนนักโบราณคดีแทบจะไม่ต้องใช้การหาอายุจากคาร์บอนกัมมันตรังสี ตามปกติแล้ว ผู้ชายจะถูกฝังในท่านอนตะแคงขวา ส่วนผู้หญิงนอนตะแคงซ้าย ขาทั้งสองข้างงอเข่าขึ้นถึงอก ใบหน้าหันไปทางทิศใต้

นักวิจัยคาดว่า กลุ่มชนที่คิดค้นเครื่องปั้นดินเผาลายเชือกทาบน่าจะมีเชื้อสายใกล้ชิดกับชาวนายุคหินใหม่ ทว่าดีเอ็นเอของคนเหล่านี้กลับมียีนที่แตกต่างและเป็นของใหม่สำหรับยุโรปในยุคนั้น แต่ยังคงตรวจพบได้ในปัจจุบันในกลุ่มประชากรยุคใหม่ของยุโรป

ชาวยุโรป
คนสวมหน้ากากในงานคาร์นิวัลประจำปีที่ออตตานา หมู่บ้านบนเกาะซาร์ดิเนียในอิตาลี เป็นตัวแทนความฉลาดของมนุษย์เหนือสัตว์ อันเป็นแนวคิดจากยุคที่มนุษย์เริ่มนำสัตว์ป่ามาเลี้ยงยุคแรกๆ ดีเอ็นเอชาวนากลุ่มแรกของยุโรปยังคงควบคุมยีนของชาวซาร์ดิเนียสมัยใหม่
ชาวยุโรป
บริเตนเป็นที่อยู่อาศัยของชาวนายุคหินใหม่เมื่อการสร้างสโตนเฮนจ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อราว 3000 ปีก่อนคริสตกาล หนึ่งพันปีต่อมาเมื่อสร้างแล้วเสร็จ ประชากรยุคหินใหม่ก็ถูกลูกหลานชาวยัมนายาเข้ามาแทนที่ อาจเป็นเพราะกลุ่มหลังเป็นพาหะนำกาฬโรคที่พวกเขามีภูมิต้านทานเข้ามา

ใกล้เมืองจาบัลจ์ในเซอร์เบีย ปีออตร์ โวดาร์ชัก นักโบราณคดีชาวโปแลนด์ และเพื่อนร่วมงาน ขับรถกระบะไปยังเนินดินที่ก่อขึ้นเมื่อ 4,700 ปีก่อน บนที่ราบขนาบแม่น้ำดานูบ เนินดินลักษณะเดียวกับเนินแห่งนี้ซึ่งสูงสามเมตรและกว้าง 30 เมตร เป็นภูมิลักษณ์หนึ่งเดียวในบริเวณนั้น

เมื่อยืนอยู่บนเนิน เขายกผ้าใบออก เผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ด้านล่าง นั่นคือคูหาสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีโครงกระดูกของหัวหน้าเผ่านอนหงายหลังและงอเข่า

“พิธีฝังศพเปลี่ยนไปในช่วงราว 2800 ปีก่อนคริสตกาลครับ” โวดาร์ชักบอกขณะคุกเข่าอยู่เหนือโครงกระดูก “ผู้คนก่อเนินดินเหล่านี้ให้มีขนาดใหญ่เพื่อตอกย้ำเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล ขับเน้นบทบาทของผู้ชายและอาวุธ นั่นเป็นเรื่องใหม่ในยุโรปครับ”

อย่างไรก็ตาม ธรรมเนียมนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในพื้นที่ที่ห่างออกไป 1,300 กิโลเมตรทางตะวันออก พื้นที่ที่ปัจจุบันเป็นทุ่งหญ้าสเตปป์ทางตอนใต้ของรัสเซียและทางตะวันออกของยูเครน กลุ่มชนเร่ร่อนชื่อยัมนายา ซึ่งเป็นชนกลุ่มแรกๆของโลกที่เริ่มขี่ม้า คิดค้นล้อขึ้น พวกเขาสร้างชุมชนถาวรขึ้นน้อยแห่ง แต่ฝังบรรดาชายผู้มีตำแหน่งสำคัญๆพร้อมเครื่องประดับตกแต่งสำริดและเงินไว้ในหลุมศพขนาดใหญ่ที่ยังพบได้ทั่วทุ่งหญ้าสเตปป์

การขุดค้นทางโบราณคดีเผยว่า พอถึงช่วง 2800 ปีก่อนคริสตกาล ชนเผ่ายัมนายาเริ่มมุ่งหน้าไปทางตะวันตก  เนินดินของโวดาร์ชักใกล้จาบัลจ์เป็นหลุมศพของชนเผ่ายัมนายาที่อยู่ออกไปทางตะวันตกมากที่สุดเท่าที่ค้นพบจนถึงทุกวันนี้ แต่นักพันธุศาสตร์บรรพกาลบอกว่า หลักฐานทางพันธุกรรมแสดงว่า ประชากรจากกลุ่มชนที่คิดค้นเครื่องปั้นดินเผาลายเชือกทาบหลายคนเป็นลูกหลานของชนเผ่ายัมนายา

อาจพูดได้ว่า ชาวยุโรปทั้งหมดในทุกวันนี้เป็นเชื้อชาติผสม สูตรปรุงพันธุกรรมสำหรับชาวยุโรปทั่วๆไปคนหนึ่ง มีชาวไร่ยัมนายาและชาวไร่อานาโตเลียส่วนหนึ่ง กับส่วนเล็กๆจากชนเผ่าเก็บของป่าล่าสัตว์จากแอฟริกาอีกส่วนหนึ่ง

เรื่อง แอนดรูว์  เคอร์รี

ภาพถ่าย เรมี เบนาลี

***อ่านสารคดีฉบับเต็มได้ในนิตยสาร เนชั่นแนล จี่โอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนสิงหาคม 2562


สารคดีแนะนำ

การค้นพบทางโบราณคดีล่าสุดเผยว่ามนุษย์สูบกัญชามากว่า 2,500 ปี แล้ว

เรื่องแนะนำ

9 ต้นไม้ในตำนานแห่งความทรงจำทั่วโลก

ต้นไม้ ทุกต้นบอกเล่าเรื่องราว แม้บางเรื่องอาจสะเทือนอารมณ์เกินพรรณนา ทั้งยังเก็บรักษาความทรงจำ โอบอุ้มความเชื่อ และเป็นอนุสรณ์ความเศร้า ต้นไม้ สร้างแรงบันดาลใจที่โด่งดังที่สุดเห็นจะไม่พ้นต้นแอ๊ปเปิ้ลในสวนผลไม้ที่มณฑลลิงคอล์นเชียร์ ประเทศอังกฤษ ซึ่งเล่าขานกันว่า ในปี 1666 แอ๊ปเปิ้ลผลหนึ่งร่วงหล่นจากต้น และกระตุ้นให้ชายหนุ่มนามไอแซก นิวตัน สงสัยว่า ทำไมแอ๊ปเปิ้ลถึงร่วงในแนวดิ่งลงสู่พื้นดินเสมอ ต้นฉบับลายมือสมัยศตวรรษที่สิบแปดบอกเล่าเรื่องราวของต้นไม้ต้นนี้ว่า นิวตันซึ่งเดินทางกลับบ้านจากเคมบริดจ์ (หลังกาฬโรคระบาดทำให้ต้องปิดมหาวิทยาลัย) เดินเข้าไปในสวนและครุ่นคิดใคร่ครวญ วิลเลียม สตูกลีย์ เพื่อนและนักเขียนชีวประวัติของเขา บรรยายไว้ว่า “ความคิดเรื่องแรงโน้มถ่วงผ่านเข้ามาในหัว…จากการร่วงสู่พื้นของผลแอ๊ปเปิ้ล ขณะที่เขานั่งนึกตรึกตรองอยู่” นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาแห่งการหยั่งรู้ครั้งแรกที่เกี่ยวพันกับต้นไม้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ขณะประทับใต้ต้นโพธิ์มิใช่หรือ ต้นไม้เป็นที่เก็บความทรงจำของธรรมชาติ กระทั่งในระดับโมเลกุล เบนจามิน สเวตต์ ผู้เขียนหนังสือ นิวยอร์ก นครแห่งแมกไม้ (New York City of Trees) กล่าวในการสัมภาษณ์ทางวิทยุว่า “เนื้อไม้ในแต่ละชั้นของวงปีประกอบด้วยอากาศบางส่วนของปีนั้นๆ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นคาร์บอน และนั่นเองที่ทำให้ต้นไม้บันทึกเรื่องราวปีแล้วปีเล่าของเมืองเอาไว้ในเชิงกายภาพ” ทว่าความทรงจำบางอย่างกลับทำให้หัวใจรานร้าว เฉกเช่นที่ถ่ายทอดผ่านต้นเชสต์นัตซึ่งยืนต้นอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่งในกรุงอัมสเตอร์ดัม ที่ซึ่งเด็กหญิงนามอันเนอ ฟรังค์ (หรือแอนน์ แฟรงค์) และครอบครัวหลบซ่อนตัวจากพวกนาซี จากหน้าต่างห้องใต้หลังคาเพียงบานเดียวที่ไม่ถูกปิดตาย อันเนอมองเห็นต้นไม้ซึ่งช่วยบ่งบอกฤดูกาลที่ผันผ่าน […]

ลารุงการ์ เมืองมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ใหญ่สุดในโลก

เมื่อช่างภาพบันทึกภาพ ลารุงการ์ เมืองมหาวิทยาลัยสงฆ์ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก่อนทางการจีนสั่งรื้อทำลายบางส่วน และปิดไม่ให้“คนนอก” เข้าไปเยือนอีกต่อไป จนถึงวันนี้ ลารุงการ์ และยาร์เชนการ์ ยังคงเป็นเมืองลับแล เราไม่เคยได้ยินว่า มีใครรู้เรื่องราวของเมืองทั้งสองอย่างถ่องแท้ แทบไม่มีข่าวเล็ดลอดจาก “ลารุงการ์” และ “ยาร์เชนการ์” ชนิดที่ทำ ให้เราเข้าใจได้ว่า เมืองทั้งสองนี้ ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจชนิดใด นอกจากเงินบริจาคและ ร้านค้าไม่กี่ร้าน บริหารจัดการอย่างไร นอกเหนือจาก คณะกรรมการสถาบันสงฆ์ซึ่งเป็นพระ และมีกฎหมายเช่นไร นอกเหนือจากพระวินัยของภิกษุและภิกษุณี ทั้ง สองเมืองอยู่ในเขตปกครองตนเองการ์เซ มณฑลเสฉวน แต่สำหรับคนทิเบต ที่นี่เคยรู้จักกันในนามแคว้นคาม แต่ไม่ว่าเราจะเรียกแบบไหน “ทิเบต” หรือ “เขตปกครองตนเอง” พรมแดนในความรู้สึกนึกคิด ก็มักพร่าเลือน เราไม่รู้ว่าส่วนที่เป็นหรือเคยเป็นประเทศทิเบตนั้น กินเนื้อที่ เท่าใด ยิ่งพุทธศาสนาแบบวัชรยานของทิเบต ยิ่งมีหลายสิ่ง ที่พ้นไปจากความเข้าใจของเรา ภาพบ้านไม้ทาสีแดงหลังเล็กๆเรียงรายกันจนดูเหมือน ผืนพรมขนาดใหญ่ห่มคลุมหุบเขา เป็นภาพคุ้นตาที่เสิร์ช หาได้ในกูเกิ้ล และเป็นพื้นผิวของเมืองที่เราไม่อาจเข้าใจถึง ความตื้นลึกหนาบางได้ คัมภีร์ ผาติเสนะ พูดถึงลารุงการ์และยาร์เชนการ์ ครั้งที่เขาเดินทางไปถ่ายภาพสองครั้งสองครา […]

กล้วยกินได้ทั้งเปลือกจะช่วยโลกได้ไหม?

คนญี่ปุ่นชื่นชอบการกินผลไม้เอามาก และล่าสุดตลาดผลไม้ราคาแพงในญี่ปุ่นก็มีสมาชิกเพิ่มนั่นคือกล้วยกินได้ทั้งเปลือก! ว่าแต่มันมีประโยชน์อันใดกันถึงเพาะพันธุ์เปลือกกล้วยกินได้ขึ้นมา?