อาร์กติก จะกลายเป็นสมรภูมิสงครามเย็นครั้งใหม่จริงหรือ - National Geographic Thailand

อาร์กติก จะกลายเป็นสมรภูมิสงครามเย็นครั้งใหม่จริงหรือ

อาร์กติก จะกลายเป็นสมรภูมิสงครามเย็นครั้งใหม่จริงหรือ

เกือบตลอดประวัติศาสตร์มนุษยชาติ โลกที่อยู่เหนือละติจูด 66 องศา หรือเส้นอาร์กติกเซอร์เคิลขึ้นไป ส่วนใหญ่เป็นเขตที่กิจกรรมเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ยังไม่อาจเข้าถึงได้ ทั้งนักสำรวจ นักเก็งกำไร และนักวิทยาศาสตร์เชื่อกันมานานแล้วว่า มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์และเส้นทางเดินเรือซ่อนอยู่ใต้น้ำแข็งและหิมะของ อาร์กติก แต่หลักฐานที่จะยืนยันว่า ความมั่งคั่งเหล่านี้มีอยู่จริง ถูกบดบังด้วยความหนาวเย็นสุดขั้ว ความมืดมิด และความห่างไกล ทั้งหมดคือปราการขวางกั้นการเข้าไปใช้ประโยชน์จากดินแดนแห่งนี้

ปัจจุบัน ภูมิทัศน์ อาร์กติก เขียวขึ้นชนิดที่คุณอาจนึกไม่ถึง กวางแคริบูและกวางเรนเดียร์มีจำนวนน้อยลง แต่ยุงชุมขึ้น และฤดูร้อนอุณหภูมิสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดและน่ากังวลที่สุดเกิดขึ้นในภาคพื้นทะเล ที่ซึ่งน้ำแข็งทะเลในฤดูร้อนกำลังหดหายไปในอัตราที่เร็วอย่างน่าตกใจ

แม้น้ำแข็งที่ว่านี้จะหดเล็กลงเป็นปกติเสมอมาในระหว่างเดือนที่อากาศอบอุ่น และขยายใหญ่ขึ้นอีกครั้งเมื่อความหนาวเย็นหวนกลับมา แต่การสูญเสียน้ำแข็งอยู่ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นอกจากนี้ นักวิจัยบางคนยังเชื่อว่า น้ำแข็งกำลังหายไปในอัตราที่เร็วขึ้นด้วย นักวิทยาศาสตร์ขององค์การนาซาประเมินว่า โดยเฉลี่ยแล้วภูมิภาค อาร์กติก สูญเสียน้ำแข็งราว 54,000 ตารางกิโลเมตรในแต่ละปี และผู้เชี่ยวชาญที่ยังทำนายว่า มหาสมุทรอาร์กติกจะปราศจากน้ำแข็งในฤดูร้อนก่อนถึงปี 2050

การแข่งขันในพรมแดนใหม่นี้จะไม่เกี่ยวข้องกับการอ้างสิทธิ์เหนือดินแดน นอกเหนือจากพื้นที่ไม่กี่แห่งที่มีข้อพิพาทค้างคาอยู่ พรมแดนต่างๆในภูมิภาคอาร์กติกถูกขีดแบ่งไว้ชัดเจนอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันชาติและบรรษัทต่างๆ กำลังช่วงชิงส่วนแบ่งในแร่ธาตุมูลค่านับล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เช่น ทอง คำ เพชร และกลุ่มธาตุโลหะหายาก รวมทั้งปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ ปลา ตลอดจนการเข้าถึงเส้นทางเดินเรือใหม่ๆที่อาจช่วยให้ลดต้นทุนลงได้

ในบางพื้นที่ น้ำแข็งที่ถอยร่นนำไปสู่การลงทุนขนาดใหญ่ รัสเซียและนอร์เวย์เป็นสองชาติในกลุ่มประเทศอาร์กติกที่กระตือรือร้นที่สุด โดยในช่วงสิบปีที่ผ่านมาได้ทุ่มงบไปแล้วหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน การสร้างท่าเรือน้ำลึก และเรือที่สามารถแล่นฝ่าผืนน้ำที่ยังเต็มไปด้วยน้ำแข็งของมหาสมุทรอาร์กติกได้ ขณะที่จีนซึ่งเป็นชาติที่ตั้งอยู่ใต้ขั้วโลกเหนือไกลออกไปกว่า 4,000 กิโลเมตรก็พยายามปักธงในภูมิภาคนี้เช่นกันโดยให้การสนับสนุนโครงการผลิตก๊าซของรัสเซีย และเสนอเงินกู้เพื่อการพัฒนาให้ชาติอาร์กติกอื่นๆ นอกจากนี้ จีนกำลังสร้างกองเรือตัดน้ำแข็งของตัวเองด้วย

ในทางกลับกัน ที่ผ่านมาชาติตะวันตกส่วนใหญ่ รวมทั้งแคนาดาและสหรัฐฯ ซึ่งรวมกันแล้วเป็นผู้ควบคุมแนวชายฝั่งอาร์กติกอยู่เกือบครึ่งหนึ่ง ดูแทบไม่ไยดีอะไรกับดินแดนทางเหนือนี้ สหรัฐฯมีเรือตัดน้ำแข็งที่ใช้การได้เพียงห้าลำ (เทียบกับ 51 ลำของรัสเซีย) และไม่มีท่าเรือน้ำลึกอยู่เหนือเส้นอาร์กติกเซอร์เคิลขึ้นไปแม้แต่แห่งเดียว เรื่องราวของเขตแดนใหม่ดำเนินควบคู่มากับความขัดแย้งที่อาจปะทุขึ้นได้ในไม่ช้า หรืออาจกระทั่งส่งผลให้เกิดสงครามเย็นครั้งใหม่ได้

อาร์กติก
ทหารสหรัฐฯราว 400 นายซ้อมกระโดดร่มใกล้ๆกับฟอร์ตกรีลีในอะแลสกา การซ้อมรบร่วมของหลายชาติซึ่งมีแคนาดารวมอยู่ด้วยนี้เป็นการตระเตรียมทหารให้พร้อมรับมือกับความหฤโหดของปฏิบัติการร่วมขนาดใหญ่ในสภาพแวดล้อมหนาวเย็นสุดขั้ว
อาร์กติก
ทหารแคนาดาปีนขึ้นไปบนซากเครื่องบินทางใต้ของขั้วโลกเหนือราว 1,600 กิโลเมตร เพื่อสอดส่องพื้นที่ระหว่างการฝึกเอาชีวิตรอดในอาร์กติกบนเกาะคอร์นวอลลิส  ขณะที่อาร์กติกอบอุ่นขึ้น เช่นเดียวกับอุณหภูมิความตึงเครียดเรื่องอนาคตของภูมิภาคนี้  กองทัพแคนาดาและสหรัฐฯ ต่างเพิ่มปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่มากขึ้น

นักวิทยาศาสตร์ขององค์การนาซาประเมินว่า โดยเฉลี่ยแล้วภูมิภาคอาร์กติกสูญเสียน้ำแข็งราว 54,000 ตารางกิโลเมตรในแต่ละปี และผู้เชี่ยวชาญที่ยังทำนายว่า มหาสมุทรอาร์กติกจะปราศจากน้ำแข็งในฤดูร้อนก่อนถึงปี 2050

ปัจจุบัน รัสเซียคือมหาอำนาจเกือบทุกด้านในภูมิภาคอาร์กติก โดยมีกองเรือตัดน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และกำกับดูแลฐานทัพทหารหลายสิบแห่ง ขณะที่สหรัฐฯ มีฐานทัพหนึ่งแห่งในเขตอาร์กติก และสนามบินหนึ่งแห่งในพื้นที่ยืมใช้ทางเหนือของกรีนแลนด์

รัสเซียส่งกองทหารใหม่ๆไปประจำการอยู่ทางเหนือมาโดยตลอด นอกจากนี้ยังเพิ่มกิจกรรมของเรือดำน้ำและส่งเครื่องบินรบหวนคืนสู่น่านฟ้าอาร์กติก แต่ผู้สันทัดกรณีชี้ว่า กิจกรรมต่างๆ ของรัสเซียในภูมิภาคอาร์กติกสะท้อนถึงแผนการภายในประเทศ มากกว่าจะส่อถึงความทะเยอทะยานในระดับโลก

ดินแดนอาร์กติกในครอบครองของรัสเซียมีประชากรรัสเซียอาศัยอยู่สองล้านคน และมีเมืองขนาดใหญ่ตั้งอยู่หลายเมือง รวมถึงเมือง มูร์มันสค์และเมืองนอริลสค์ ประชากรแคนาดากับสหรัฐฯ ที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคอาร์กติก รวมกันแล้วยังไม่ถึงหนึ่งในสี่ของตัวเลขทางรัสเซีย

อาร์กติก
นักบินสหรัฐฯ ฝึกใช้พลุสัญญาณในกรณีเครื่องบินตกหรือต้องลงจอดฉุกเฉิน เนื่องจากเป็นภูมิทัศน์อันรกร้างว่างเปล่าและไม่เอื้อต่อการดำรงชีวิต แผ่กว้างนับล้านตารางกิโลเมตร ดินแดนอาร์กติกจึงเป็นความท้าทายใหญ่หลวงของภารกิจส่งกำลังบำรุงสำหรับปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย
อาร์กติก
นักบินชาวแคนาดา ซีโมน ชอง นอนเหยียดในสนามเพลาะที่เขาลงมือขุดโดยการตัดน้ำแข็งเป็นก้อนสี่เหลี่ยมออกมาทีละก้อน สนามเพลาะเหล่านี้สามารถใช้เป็นที่พักแบบง่ายๆ ส่วนก้อนน้ำแข็งสี่เหลี่ยมก็นำไปใช้สร้างกระท่อมน้ำแข็งได้ด้วย

ขณะที่การแผ่อำนาจของจีนเข้าสู่ภูมิภาคอาร์กติกเป็นไปตามกลยุทธ์มุ่งเก็บเกี่ยวทรัพยากรคล้ายคลึงกับทางรัสเซีย ไม่ใช่เพื่อขยายดินแดน นอกเหนือจากการลงทุนในโครงการน้ำมันและก๊าซของรัสเซียแล้ว จีนยังมีความสนใจโดยเฉพาะกับการได้สิทธิ์เข้าถึงเส้นทางเดินเรือใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยย่นระยะเวลาการเดินทางจากท่าเรือในเอเชียสู่ตลาดในยุโรปได้มากขึ้นถึงสองสัปดาห์

เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา รัฐบาลจีนเผยแพร่เอกสารปกขาวฉบับหนึ่ง เพื่อชี้แจงจุดประสงค์ของการเข้าไปมีส่วนร่วมในดินแดนทางเหนือ ในเอกสารดังกล่าว จีนเรียกตัวเองว่า “รัฐใกล้ภูมิภาคอาร์กติก” ซึ่งหวังจะได้ร่วมมือกับชาติอื่นๆ เพื่อสร้าง “เส้นทางสายไหมขั้วโลกเหนือ” ที่อุทิศให้กับการพาณิชย์และการวิจัย

ไม่มีเจ้าหน้าที่จากกลุ่มประเทศนาโตคนใดที่ผมคุยด้วยเชื่อว่า รัสเซียจะก่อสงครามในดินแดนอาร์กติก แต่หลายคนมีความเห็นว่า ความขัดแย้งอาจปะทุขึ้นที่ไหนสักแห่งทางใต้ และจะค่อยๆแผ่ขึ้นไปถึงดินแดนอาร์กติกในที่สุด บางคนอ้างอิงถึงการยึดครองไครเมียด้วยความรุนแรงของรัสเซีย และท่าทีแข็งกร้าวของจีนในกรณีทะเลจีนใต้

อาร์กติก
เรือดำน้ำจู่โจม ยู.เอส.เอส. คอนเนตทิคัต  โผล่ขึ้นมาเหนือแพน้ำแข็งในทะเลโบฟอร์ต กองทัพเรือสหรัฐฯ กับรัสเซียช่วงชิงความได้เปรียบในภูมิภาคอาร์กติกมาหลายสิบปีแล้ว ปัจจุบัน จีนพร้อมจะกระโดดลงสนามด้วย โดยทุ่มงบสร้างเรือตัดน้ำแข็งและเทคโนโลยีอื่นๆ ขณะที่การละลายของน้ำแข็งอาจทำให้พบเส้นทางเดินเรือใหม่ๆ ที่จะสร้างกำไรได้มหาศาล

แต่คนนอกกองทัพจำนวนมากเชื่อว่า ยังมีความหวังสำหรับอาร์กติกที่เปลี่ยนโฉมไป เป็นความหวังที่มองอาร์กติกไม่เหมือนสมรภูมิสงครามเย็น แต่เหมือนทวีปแอนตาร์กติกาหรืออวกาศมากกว่า ในภูมิภาคเหล่านั้น ซึ่งทั้งสองแห่งถือเป็นพรมแดนใหม่ ข้อตกลงระหว่างประเทศและความห่างไกล ช่วยลดผลกระทบจากความตึงเครียดทางการเมืองลงได้

“ประเทศต่างๆที่มีปัญหากันในภูมิภาคอื่น พบว่าตนจำเป็นต้องหันมาร่วมมือกันในภูมิภาคที่หนาวเย็น มืดมัว อันตราย และมีค่าใช้จ่ายสูง” ไมเคิล ไบเยอร์ส ศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย กล่าวและเสริมว่า “ความจำเป็นต้องร่วมมือกันนี้นำไปสู่การทำงานร่วมกันครับ”

เรื่อง นีล เช

ภาพถ่าย ลูอี ปาลู

*อ่านสารคดีฉบับเต็มได้ในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนกันยายน 2562


สารคดีแนะนำ 

สัตว์มหัศจรรย์แห่งทะเลใต้ผืนน้ำแข็งอาร์กติก

เรื่องแนะนำ

กลไกเบื้องหลัง ตั๊กแตน ระบาด

สำนักข่าวในประเทศลาวรายงานการระบาดของฝูง ตั๊กแตน เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยในเนื้อหารายงาน ความเสียของพืชผลทางการเกษตรเป็นจำนวนมาก ช่วงก่อนหน้านั้น สื่อหลายแห่งรายงานข่าวการระบาดของแมลงในประเทศอินเดียเช่นกัน หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า จากอินเดียแมลงบินข้ามพรมแดนไประบาดในประเทศลาวได้อย่างไร จากกรณีดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญพบว่า “ตั๊กแตน ที่ระบาดในประเทศลาวและอินเดียเป็นคนละชนิดพันธุ์” ศรุต สุทธิอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวและอธิบายว่า “ตั๊กแตนที่ระบาดในประเทศลาวคือตั๊กแตนไผ่ (Yellow-spined bamboo locust ชื่อวิทยาศาสตร์ Ceracris kiangsu) ส่วนที่พบระบาดในอินเดียคือ ตั๊กแตนทะเลทราย (Desert locust ชื่อวิทยาศาสตร์ Schistocerca gregaria)” สำหรับวงจรชีวิตของของตั๊กแตนไผ่จะแบ่งเป็น 4 ระยะ คือ ระยะวางไข่ใต้ผิวดินในช่วงเดือน มกราคม-เมษายน ระยะตัวอ่อน (46 – 69 วัน) ในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ระยะตัวเต็มวัย (40 วัน) ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน และระยะไข่ในช่วงเดือน ตุลาคม – ธันวาคม ซึ่งมีรายงานพบว่า ตั๊กแตนชนิดนี้วางไข่บริเวณใต้ผิวดินจำนวนมาก โดยไข่จะฟักในบริเวณที่มีแสงแดดส่องถึง […]

ต้นไม้ แห่งความทรงจำ : เรื่องราวเล่าขานจาก 9 ต้นไม้ในตำนาน

9 ต้นไม้แห่งความทรงจำ : ต้นไม้ทุกต้นบอกเล่าเรื่องราว แต่บางเรื่องอาจสะเทือนอารมณ์เกินพรรณนา ไม่ว่าจะเก็บรักษาความทรงจำ โอบอุ้มความเชื่อ ปลอบประโลมจิตใจ หรือเป็นอนุสรณ์แห่งความเศร้า

ชมคลิปวิดีโอที่ช่วยไขปริศนาว่า นาร์วาฬใช้งาของมันทำอะไร

เรื่อง    ซาราห์ กิบเบนส์ ในคลิปวิดีโอที่ถ่ายจากโดรนเหนือน่านน้ำนอกชายฝั่งดินแดนนูนาวุตของแคนาดา นาร์วาฬตัวหนึ่งใช้งาของมันฟาดปลาค้อดอาร์กติกก่อนจับกินเป็นอาหาร แรงกระแทกอาจทำให้ปลามึนงงและกลายเป็นเหยื่อที่จับได้ง่ายของนาร์วาฬ แท้จริงแล้ว งาของนาร์วาฬคือฟันที่บิดเกลียวยื่นออกมาจากส่วนหัว และสามารถยาวได้เกือบถึงสามเมตร นอกจากนั้นงาของนาร์วาฬยังปกคลุมไปด้วยปลายประสาทนับพันๆ ที่ช่วยให้พวกมันรับรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมรอบตัว นาร์วาฬอาศัยอยู่ในน่านน้ำห่างไกล และเรายังรู้จักพฤติกรรมของพวกมันน้อยมาก ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ได้แต่คาดเดาว่า นาร์วาฬใช้งาของมันทำอะไร  พฤติกรรมที่ได้รับการบันทึกไว้เป็นครั้งแรกนี้จึงช่วยไขปริศนาที่มีมาช้านานได้ แบรนดอน ลาฟอเรสต์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านชนิดพันธุ์และระบบนิเวศแถบอาร์กติกจากกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ประจำแคนาดา อธิบายว่า เพราะเหตุใดนาร์วาฬจึงเป็นชนิดพันธุ์ที่เรารู้จักน้อยมาก “พวกมันไม่กระโดดทิ้งตัวเหมือนวาฬชนิดอื่นๆ และค่อนข้างขี้อายครับ คลิปวิดีโอนี้จึงให้ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับการใช้งาของมัน” ลาฟอเรสต์บอก ที่ผ่านมา ลาฟอเรสต์ซึ่งทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลแคนาดา ใช้เวลาศึกษานาร์วาฬในถิ่นอาศัยฤดูหนาวของพวกมัน แต่ความที่ถิ่นอาศัยของพวกมันอยู่ห่างไกล การสังเกตพฤติกรรมด้วยสายตาจึงทำได้ค่อนข้างยาก มารีอาน มาร์กู นักวิจัยจากกรมประมงและมหาสมุทรของแคนาดา บอกว่า การใช้โดรนเป็นวิธีใหม่ที่ช่วยให้เราศึกษาสัตว์ผู้ลึกลับเหล่านี้ได้ เธอบอกว่า “โดรนเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมาก เราสามารถเห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน” ที่ผ่านมา การใช้เครื่องบินเล็กให้ภาพได้ไม่ชัดเจน และบ่อยครั้งทำให้สัตว์ที่เป็นเป้าหมายตื่นตกใจ ขณะที่คลิปวิดีโอนี้ช่วยยืนยันทฤษฎีหนึ่งเกี่ยวกับการใช้งาของนาร์วาฬ  พวกมันยังอาจใช้งาเพื่อการอื่นด้วย เช่น เจาะน้ำแข็ง ใช้เป็นอาวุธต่อสู่กัน ช่วยเรื่องการคัดเลือกทางเพศ (sexual selection) หรือเป็นเครื่องมือเกี่ยวข้องกับการใช้เสียงสะท้อน เพื่อนำทางหรือระบุตำแหน่ง (echolocation) คล้ายโซนาร์  […]

ส่องอนาคตของรถยนต์ไฟฟ้า มาแน่ในอีกไม่กี่ปี

ในหลายประเทศออกนโยบายอ้าแขนรับการมาถึงของรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว มาดูกันว่าในงานมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมามีรถยนต์ไฟฟ้าจากค่ายใดบ้างที่น่าสนใจ