อาร์กติก จะกลายเป็นสมรภูมิสงครามเย็นครั้งใหม่จริงหรือ - National Geographic Thailand

อาร์กติก จะกลายเป็นสมรภูมิสงครามเย็นครั้งใหม่จริงหรือ

อาร์กติก จะกลายเป็นสมรภูมิสงครามเย็นครั้งใหม่จริงหรือ

เกือบตลอดประวัติศาสตร์มนุษยชาติ โลกที่อยู่เหนือละติจูด 66 องศา หรือเส้นอาร์กติกเซอร์เคิลขึ้นไป ส่วนใหญ่เป็นเขตที่กิจกรรมเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ยังไม่อาจเข้าถึงได้ ทั้งนักสำรวจ นักเก็งกำไร และนักวิทยาศาสตร์เชื่อกันมานานแล้วว่า มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์และเส้นทางเดินเรือซ่อนอยู่ใต้น้ำแข็งและหิมะของ อาร์กติก แต่หลักฐานที่จะยืนยันว่า ความมั่งคั่งเหล่านี้มีอยู่จริง ถูกบดบังด้วยความหนาวเย็นสุดขั้ว ความมืดมิด และความห่างไกล ทั้งหมดคือปราการขวางกั้นการเข้าไปใช้ประโยชน์จากดินแดนแห่งนี้

ปัจจุบัน ภูมิทัศน์ อาร์กติก เขียวขึ้นชนิดที่คุณอาจนึกไม่ถึง กวางแคริบูและกวางเรนเดียร์มีจำนวนน้อยลง แต่ยุงชุมขึ้น และฤดูร้อนอุณหภูมิสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดและน่ากังวลที่สุดเกิดขึ้นในภาคพื้นทะเล ที่ซึ่งน้ำแข็งทะเลในฤดูร้อนกำลังหดหายไปในอัตราที่เร็วอย่างน่าตกใจ

แม้น้ำแข็งที่ว่านี้จะหดเล็กลงเป็นปกติเสมอมาในระหว่างเดือนที่อากาศอบอุ่น และขยายใหญ่ขึ้นอีกครั้งเมื่อความหนาวเย็นหวนกลับมา แต่การสูญเสียน้ำแข็งอยู่ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นอกจากนี้ นักวิจัยบางคนยังเชื่อว่า น้ำแข็งกำลังหายไปในอัตราที่เร็วขึ้นด้วย นักวิทยาศาสตร์ขององค์การนาซาประเมินว่า โดยเฉลี่ยแล้วภูมิภาค อาร์กติก สูญเสียน้ำแข็งราว 54,000 ตารางกิโลเมตรในแต่ละปี และผู้เชี่ยวชาญที่ยังทำนายว่า มหาสมุทรอาร์กติกจะปราศจากน้ำแข็งในฤดูร้อนก่อนถึงปี 2050

การแข่งขันในพรมแดนใหม่นี้จะไม่เกี่ยวข้องกับการอ้างสิทธิ์เหนือดินแดน นอกเหนือจากพื้นที่ไม่กี่แห่งที่มีข้อพิพาทค้างคาอยู่ พรมแดนต่างๆในภูมิภาคอาร์กติกถูกขีดแบ่งไว้ชัดเจนอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันชาติและบรรษัทต่างๆ กำลังช่วงชิงส่วนแบ่งในแร่ธาตุมูลค่านับล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เช่น ทอง คำ เพชร และกลุ่มธาตุโลหะหายาก รวมทั้งปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ ปลา ตลอดจนการเข้าถึงเส้นทางเดินเรือใหม่ๆที่อาจช่วยให้ลดต้นทุนลงได้

ในบางพื้นที่ น้ำแข็งที่ถอยร่นนำไปสู่การลงทุนขนาดใหญ่ รัสเซียและนอร์เวย์เป็นสองชาติในกลุ่มประเทศอาร์กติกที่กระตือรือร้นที่สุด โดยในช่วงสิบปีที่ผ่านมาได้ทุ่มงบไปแล้วหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน การสร้างท่าเรือน้ำลึก และเรือที่สามารถแล่นฝ่าผืนน้ำที่ยังเต็มไปด้วยน้ำแข็งของมหาสมุทรอาร์กติกได้ ขณะที่จีนซึ่งเป็นชาติที่ตั้งอยู่ใต้ขั้วโลกเหนือไกลออกไปกว่า 4,000 กิโลเมตรก็พยายามปักธงในภูมิภาคนี้เช่นกันโดยให้การสนับสนุนโครงการผลิตก๊าซของรัสเซีย และเสนอเงินกู้เพื่อการพัฒนาให้ชาติอาร์กติกอื่นๆ นอกจากนี้ จีนกำลังสร้างกองเรือตัดน้ำแข็งของตัวเองด้วย

ในทางกลับกัน ที่ผ่านมาชาติตะวันตกส่วนใหญ่ รวมทั้งแคนาดาและสหรัฐฯ ซึ่งรวมกันแล้วเป็นผู้ควบคุมแนวชายฝั่งอาร์กติกอยู่เกือบครึ่งหนึ่ง ดูแทบไม่ไยดีอะไรกับดินแดนทางเหนือนี้ สหรัฐฯมีเรือตัดน้ำแข็งที่ใช้การได้เพียงห้าลำ (เทียบกับ 51 ลำของรัสเซีย) และไม่มีท่าเรือน้ำลึกอยู่เหนือเส้นอาร์กติกเซอร์เคิลขึ้นไปแม้แต่แห่งเดียว เรื่องราวของเขตแดนใหม่ดำเนินควบคู่มากับความขัดแย้งที่อาจปะทุขึ้นได้ในไม่ช้า หรืออาจกระทั่งส่งผลให้เกิดสงครามเย็นครั้งใหม่ได้

อาร์กติก
ทหารสหรัฐฯราว 400 นายซ้อมกระโดดร่มใกล้ๆกับฟอร์ตกรีลีในอะแลสกา การซ้อมรบร่วมของหลายชาติซึ่งมีแคนาดารวมอยู่ด้วยนี้เป็นการตระเตรียมทหารให้พร้อมรับมือกับความหฤโหดของปฏิบัติการร่วมขนาดใหญ่ในสภาพแวดล้อมหนาวเย็นสุดขั้ว
อาร์กติก
ทหารแคนาดาปีนขึ้นไปบนซากเครื่องบินทางใต้ของขั้วโลกเหนือราว 1,600 กิโลเมตร เพื่อสอดส่องพื้นที่ระหว่างการฝึกเอาชีวิตรอดในอาร์กติกบนเกาะคอร์นวอลลิส  ขณะที่อาร์กติกอบอุ่นขึ้น เช่นเดียวกับอุณหภูมิความตึงเครียดเรื่องอนาคตของภูมิภาคนี้  กองทัพแคนาดาและสหรัฐฯ ต่างเพิ่มปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่มากขึ้น

นักวิทยาศาสตร์ขององค์การนาซาประเมินว่า โดยเฉลี่ยแล้วภูมิภาคอาร์กติกสูญเสียน้ำแข็งราว 54,000 ตารางกิโลเมตรในแต่ละปี และผู้เชี่ยวชาญที่ยังทำนายว่า มหาสมุทรอาร์กติกจะปราศจากน้ำแข็งในฤดูร้อนก่อนถึงปี 2050

ปัจจุบัน รัสเซียคือมหาอำนาจเกือบทุกด้านในภูมิภาคอาร์กติก โดยมีกองเรือตัดน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และกำกับดูแลฐานทัพทหารหลายสิบแห่ง ขณะที่สหรัฐฯ มีฐานทัพหนึ่งแห่งในเขตอาร์กติก และสนามบินหนึ่งแห่งในพื้นที่ยืมใช้ทางเหนือของกรีนแลนด์

รัสเซียส่งกองทหารใหม่ๆไปประจำการอยู่ทางเหนือมาโดยตลอด นอกจากนี้ยังเพิ่มกิจกรรมของเรือดำน้ำและส่งเครื่องบินรบหวนคืนสู่น่านฟ้าอาร์กติก แต่ผู้สันทัดกรณีชี้ว่า กิจกรรมต่างๆ ของรัสเซียในภูมิภาคอาร์กติกสะท้อนถึงแผนการภายในประเทศ มากกว่าจะส่อถึงความทะเยอทะยานในระดับโลก

ดินแดนอาร์กติกในครอบครองของรัสเซียมีประชากรรัสเซียอาศัยอยู่สองล้านคน และมีเมืองขนาดใหญ่ตั้งอยู่หลายเมือง รวมถึงเมือง มูร์มันสค์และเมืองนอริลสค์ ประชากรแคนาดากับสหรัฐฯ ที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคอาร์กติก รวมกันแล้วยังไม่ถึงหนึ่งในสี่ของตัวเลขทางรัสเซีย

อาร์กติก
นักบินสหรัฐฯ ฝึกใช้พลุสัญญาณในกรณีเครื่องบินตกหรือต้องลงจอดฉุกเฉิน เนื่องจากเป็นภูมิทัศน์อันรกร้างว่างเปล่าและไม่เอื้อต่อการดำรงชีวิต แผ่กว้างนับล้านตารางกิโลเมตร ดินแดนอาร์กติกจึงเป็นความท้าทายใหญ่หลวงของภารกิจส่งกำลังบำรุงสำหรับปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย
อาร์กติก
นักบินชาวแคนาดา ซีโมน ชอง นอนเหยียดในสนามเพลาะที่เขาลงมือขุดโดยการตัดน้ำแข็งเป็นก้อนสี่เหลี่ยมออกมาทีละก้อน สนามเพลาะเหล่านี้สามารถใช้เป็นที่พักแบบง่ายๆ ส่วนก้อนน้ำแข็งสี่เหลี่ยมก็นำไปใช้สร้างกระท่อมน้ำแข็งได้ด้วย

ขณะที่การแผ่อำนาจของจีนเข้าสู่ภูมิภาคอาร์กติกเป็นไปตามกลยุทธ์มุ่งเก็บเกี่ยวทรัพยากรคล้ายคลึงกับทางรัสเซีย ไม่ใช่เพื่อขยายดินแดน นอกเหนือจากการลงทุนในโครงการน้ำมันและก๊าซของรัสเซียแล้ว จีนยังมีความสนใจโดยเฉพาะกับการได้สิทธิ์เข้าถึงเส้นทางเดินเรือใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยย่นระยะเวลาการเดินทางจากท่าเรือในเอเชียสู่ตลาดในยุโรปได้มากขึ้นถึงสองสัปดาห์

เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา รัฐบาลจีนเผยแพร่เอกสารปกขาวฉบับหนึ่ง เพื่อชี้แจงจุดประสงค์ของการเข้าไปมีส่วนร่วมในดินแดนทางเหนือ ในเอกสารดังกล่าว จีนเรียกตัวเองว่า “รัฐใกล้ภูมิภาคอาร์กติก” ซึ่งหวังจะได้ร่วมมือกับชาติอื่นๆ เพื่อสร้าง “เส้นทางสายไหมขั้วโลกเหนือ” ที่อุทิศให้กับการพาณิชย์และการวิจัย

ไม่มีเจ้าหน้าที่จากกลุ่มประเทศนาโตคนใดที่ผมคุยด้วยเชื่อว่า รัสเซียจะก่อสงครามในดินแดนอาร์กติก แต่หลายคนมีความเห็นว่า ความขัดแย้งอาจปะทุขึ้นที่ไหนสักแห่งทางใต้ และจะค่อยๆแผ่ขึ้นไปถึงดินแดนอาร์กติกในที่สุด บางคนอ้างอิงถึงการยึดครองไครเมียด้วยความรุนแรงของรัสเซีย และท่าทีแข็งกร้าวของจีนในกรณีทะเลจีนใต้

อาร์กติก
เรือดำน้ำจู่โจม ยู.เอส.เอส. คอนเนตทิคัต  โผล่ขึ้นมาเหนือแพน้ำแข็งในทะเลโบฟอร์ต กองทัพเรือสหรัฐฯ กับรัสเซียช่วงชิงความได้เปรียบในภูมิภาคอาร์กติกมาหลายสิบปีแล้ว ปัจจุบัน จีนพร้อมจะกระโดดลงสนามด้วย โดยทุ่มงบสร้างเรือตัดน้ำแข็งและเทคโนโลยีอื่นๆ ขณะที่การละลายของน้ำแข็งอาจทำให้พบเส้นทางเดินเรือใหม่ๆ ที่จะสร้างกำไรได้มหาศาล

แต่คนนอกกองทัพจำนวนมากเชื่อว่า ยังมีความหวังสำหรับอาร์กติกที่เปลี่ยนโฉมไป เป็นความหวังที่มองอาร์กติกไม่เหมือนสมรภูมิสงครามเย็น แต่เหมือนทวีปแอนตาร์กติกาหรืออวกาศมากกว่า ในภูมิภาคเหล่านั้น ซึ่งทั้งสองแห่งถือเป็นพรมแดนใหม่ ข้อตกลงระหว่างประเทศและความห่างไกล ช่วยลดผลกระทบจากความตึงเครียดทางการเมืองลงได้

“ประเทศต่างๆที่มีปัญหากันในภูมิภาคอื่น พบว่าตนจำเป็นต้องหันมาร่วมมือกันในภูมิภาคที่หนาวเย็น มืดมัว อันตราย และมีค่าใช้จ่ายสูง” ไมเคิล ไบเยอร์ส ศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย กล่าวและเสริมว่า “ความจำเป็นต้องร่วมมือกันนี้นำไปสู่การทำงานร่วมกันครับ”

เรื่อง นีล เช

ภาพถ่าย ลูอี ปาลู

*อ่านสารคดีฉบับเต็มได้ในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนกันยายน 2562


สารคดีแนะนำ 

สัตว์มหัศจรรย์แห่งทะเลใต้ผืนน้ำแข็งอาร์กติก

เรื่องแนะนำ

เหตุใด งูน้ำในโตนเลสาบ จึงมีจำนวนลดลง

งูน้ำในโตนเลสาบ กำลังลดจำนวนลงจนน่าใจหาย ประชากรของ งูน้ำในโตนเลสาบ รวมถึงสัตว์น้ำเศรษฐกิจหลายชนิด ถูกคุกคามอย่างหนักจากธุรกิจการทำประมงน้ำจืดในทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โตนเลสาบ เป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ในประเทศกัมพูชา และมีความหลากหลายทางชีวภาพของชนิดพันธุ์สัตว์น้ำมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เซบ โฮแกน นักชีววิทยาและนักสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก กำลังศึกษาผลกระทบจากการทำประมงในโตนเลสาบต่อชนิดพันธุ์สัตว์น้ำ ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาจำนวนปลาในทะเลสาบลดลงอย่างน่าใจหาย กิจกรรมประมงเพื่อการค้าในทะเลสาบ มีการควบคุมโดยตรงจากรัฐบาล แต่ก็ยังไม่สัมฤทธิ์ผล มีชาวประมงกว่าร้อยคนที่เป็นผู้ค้ารายใหญ่คอยจัดการธุรกิจประมงในทะเลาสาบ สัตว์น้ำที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างปลาบึกถูกคุกคามอย่างหนักจากการประมงเกินขนาดจนกลายเป็นสัตว์หายาก ชาวประมงจึงหันไปจับปลาที่มีขนาดตัวเล็กลง (อ่านเพิ่มเติม: Rare Giant Catfish Signals Hope for Species) จากการสำรวจเมื่อปี 2000 พบว่า งูน้ำในโตนเลสาบ กว่าเจ็ดล้านตัวถูกจับเพราะการประมงในทะเลสาบทุกๆ ปี จำนวนประชากรของงูน้ำ ซึ่งบางชนิดเป็นชนิดพันธุ์ที่เกือบอยู่ในข่ายใกล้การสูญพันธุ์ ลดจำนวนลงเรื่อยมาตั้งแต่ปี 1990 งูน้ำที่ไม่มีพิษจะถูกนำไปปรุงเป็นอาหาร หรือใช้หนังเพื่อทำเป็นสินค้า รวมถึงใช้ทำยารักษาโรค งูน้ำเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศในทะเลสาบ พวกมันเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อาหาร คอยกินปลาและกบ และเป็นอาหารของนก การศึกษาผลกระทบจากการลดจำนวนลงของจำนวนประชากรงูน้ำและสัตว์น้ำอื่นๆ ยังไม่มีรายงานที่ชัดเจน   อ่านสารคดีไทยเกี่ยวกับ โตนเลสาบ เพิ่มได้ที่ โตนเลสาบ ชีวิตลอยน้ำที่กำลังสูญสิ้น

พิทักษ์อัญมณีใต้ท้องทะเล

ด้วยชายฝั่งที่ยาวกว่า 4,000 กิโลเมตร ชิลีจึงรุ่มรวยด้วยถิ่นอาศัยทางทะเล แต่ส่วนใหญ่มีการทำประมงมากเกินควร บรรดานักอนุรักษ์ ประชาคมประมงและภาครัฐจึงผสานพลังกันเพื่อปกป้องอัญมณีที่หลงเหลืออยู่

ภาพถ่ายทางอากาศเผยให้เห็นแดนอัศจรรย์ทางธรรมชาติของอาร์กติก

เรื่อง ซาราห์ พอลเจอร์ ภาพถ่าย โฟลรียอง เลอดู ภูมิภาคอาร์กติกที่มีความเป็นธรรมชาติและสวยงาม จับใจช่างภาพ โฟลรียอง เลอดู ตั้งแต่เขาอายุสิบขวบ “ขนาดของภูมิทัศน์และชนิดพันธุ์อันเหลือเชื่อซึ่งอาศัยอยู่ที่นั่นดึงดูดผมมายังอาร์กติก ผมรู้สึกประทับใจอย่างลึกซึ้งตอนที่ออกเดินทางครั้งแรกไปยังภูมิภาคเหนือเส้นอาร์กติกเซอร์เคิล และความรู้สึกนั้นรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อผมสำรวจไปไกลขึ้นครับ” เลอดูบอก ทุกวันนี้ เลอดูเดินทางผ่านไอซ์แลนด์ กรีนแลนด์ แคนาดา และไกลออกไป เขาให้ความสนใจกับการถ่ายภาพฟุตเทจของภูมิทัศน์และสัตว์ป่า ขณะทำงานเป็นช่างภาพข่าวในกองทัพเรือของฝรั่งเศส เลอดูฝึกฝนทักษะในโครงการถ่ายภาพส่วนตัวซึ่งเขาถ่ายภาพวัฒนธรรมอินูอิตของกรีนแลนด์และความสัมพันธ์ของผู้คนเหล่านั้นกับผืนดิน เลอดูส่งภาพถ่ายหลายภาพเข้าร่วมในโครงการประกวด National Geographic Nature Photographer of the Year ประจำปี 2017 ในปี 2017 เลอดูออกเรือเพื่อตามหาหมีขั้วโลกใกล้กับเทรมเบลย์ซาวด์ของแคนาดา หลังจากค่ำคืนที่ไม่ประสบความสำเร็จ ในวันรุ่งขึ้นเลอดูและทีมของเขาพบกับชิ้นส่วนน้ำแข็งขนาดใหญ่ซึ่งทำให้มีความหวัง เพราะน้ำแข็งนั้นเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับให้หมีขั้วโลกออกล่าเหยื่อ เมื่อเข้าไปใกล้บริเวณนั้น พวกเขาพบว่าพวกเขากำลังตามหาหมีขั้วโลกสี่ตัวที่กระโดดจากพืดน้ำแข็งแผ่นหนึ่งไปยังอีกแผ่นหนึ่งเพื่อมองหาแมวน้ำ เพื่อหามุมมองใหม่ๆของภาพ เลอดูจึงถ่ายภาพหมีท่องไปตามน้ำแข็งจากข้างบนโดยใช้โดรน เลอดูเข้าใกล้ถิ่นอาศัยทุกแห่งด้วยความระมัดระวัง เขาทำวิจัยเรื่องพฤติกรรมของสัตว์และใช้เวลาเรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์ป่าก่อนที่จะออกภาคสนาม เขามุ่งถ่ายภาพเรื่องราวที่ใหญ่ขึ้นของภูมิภาคอาร์กติกและสรรพสัตว์ซึ่งอาศัยอยู่ที่นั่นแม้ว่าจะเป็นไปได้ยาก แล้วโครงการต่อไปของเขาคืออะไร เลอดูวางแผนจะทำโครงการถ่ายภาพอาร์กติกในระยะยาว โดยการถ่ายฟุตเทจทางอากาศในช่วงเวลาที่แตกต่างกันของปี ในขณะเดียวกัน เขากับเพื่อนร่วมงานจะนำเที่ยวอาร์กติกเพื่อช่วยให้ความรู้แก่ผู้มาเยือนและแบ่งปันความหลงใหลในการถ่ายภาพของเขา   อ่านเพิ่มเติม : มหัศจรรย์แห่งชีวิตใต้ทะเล, ชมสุดยอดภาพถ่ายสัตว์แห่งปีที่คุณต้องหันมาสนใจ

นี่เห็ดหรือไข่เอเลี่ยนฟักเป็นตัวกันแน่

“เห็ดนิ้วมือปีศาจ”  (Devil’s Fingers Fungus) จะตามหลอกหลอนคุณ…เพราะนี่คือเห็ดหน้าตาพิลึกพิลั่นที่สุดเท่าที่รู้จักกัน ใครจะไปรู้ว่า บางทีสัตว์ประหลาดหน้าตาขยะแขยงที่เห็นในภาพยนตร์สยองขวัญอาจได้แรงบันดาลใจมาจากโลกธรรมชาตินี่เอง ลองนึกภาพว่า คุณกำลังมะงุมมะงาหราคลำทางอยู่กลางป่ามืดๆ แล้วจู่ๆก็พบก้อนอะไรสักอย่างโผล่ขึ้นมาจากพื้นป่าบ้างมีหนวดคล้ายหมึกยักษ์โผล่ออกมาพร้อมกลิ่นเหม็นๆ และเมือกลื่นๆ นี่คือเห็ดที่มีชื่อคล้ายหมึกยักษ์ว่า Octopus Stinkhorn หรืออีกชื่อหนึ่งคือ นิ้วมือปีศาจ (devil’s fingers) แคที ฮอดจ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเห็ดราจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ อธิบายว่า “เห็ดเหล่านี้จะแทงหนวดสีแดงสดปกคลุมด้วยเมือกสีเขียวอมดำเป็นหย่อมๆ ออกมาเปลือกบางๆ ของฐานรูปทรงคล้ายไข่ พวกมันน่าดูมาก” เห็ดเหล่านี้ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ใต้ดิน อาศัยกินเศษไม้ เมื่อถึงเวลาขยายพันธุ์ พวกมันจะเติบโตขึ้นจนมีลักษณะคล้ายนิ้วมือ หรือหนวดหมึกยักษ์ พร้อมกับเริ่มปล่อยเมือกเหนียวๆ ที่มีกลิ่นคล้ายปลาเน่าออกมา เมือกนี้เต็มไปด้วยสปอร์ของเห็ด ฮอดจ์บอกว่า “พวกมันไม่ได้ตั้งใจหรือพยายามจะมีหน้าตาเหมือนนิ้วมือเราหรอกค่ะ พวกมันหวังให้มีแมลงวันบินผ่านมาและถ้าให้ดีก็มาเกาะบนเมือกเหล่านี้ ก่อนบินจากไปพร้อมสปอร์” ถ้าลูกๆของพวกมันโชคดีพอ แมลงวันเหล่านั้นอาจจะไป เกาะบนไม้สักท่อนซึ่งจะกลายเป็นอาหารให้เห็ดหน้าตาประหลาดรุ่นต่อไป   อ่านเพิ่มเติม : ดื่มด่ำไปกับการผลิบานของหมู่มวลดอกไม้ ผ่านวิดีโอไทม์แลปส์, หลบหนีความวุ่นวายไปกับภาพความมหัศจรรย์แห่งแอนตาร์กติกา