ความรักหรือฆ่าเพื่อบูชาทวยเทพ? ค้นพบซากมัมมี่สัตว์เลี้ยงนับล้านตัวที่อียิปต์

ความรักหรือฆ่าเพื่อบูชาทวยเทพ? นัคดีค้นพบซาก มัมมี่สัตว์ เลี้ยงนับล้านตัวที่อียิปต์

นักวิทยาศาสตร์ตรวจสอบซากสัตว์อายุ 2,500 ปี  ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ มัมมี่สัตว์ ราวแปดล้านตัวที่พบกระจัดกระจายอยู่ตามอุโมงค์ใต้ดินภายในสุสานสุนัข (Dog Catacomb) ของอียิปต์ยุคโบราณ นี่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการขุดค้นอย่างสมบูรณ์ครั้งแรก

มัมมี่สัตว์เหล่านี้ซึ่งน่าจะมาจากฟาร์มเพาะเลี้ยงยุคโบราณส่วนใหญ่เป็นสุนัข และจำนวนมากเพิ่งลืมตาดูโลกได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ถูกนำมาทำมัมมี่ นี่เป็นการค้นพบจากงานวิจัยชิ้นใหม่ที่อ้างอิงการขุดค้นในฤดูร้อนของปี 2010

สุสานสุนัข (Dog Catacomb) ซึ่งทอดตัวคดเคี้ยวใต้ทะเลทรายในสุสานหลวงที่ซักการา ถูกค้นพบเมื่อกว่าหนึ่งร้อยปีก่อน แต่เพิ่งเมื่อไม่นานมานี้เองที่งานวิจัยได้ช่วยสร้างความกระจ่างเกี่ยวกับมัมมี่สัตว์จำนวนมหาศาลที่พบภายในเครือข่ายอุโมงค์และคูหาใต้ดินที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายแด่อนูบิส เทพเจ้าผู้มีเศียรเป็นหมาป่าแจ็กคัล (jackal) ผู้เป็นใหญ่แห่งปรโลก

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ซากสัตว์ซึ่งผ่านการทำมัมมี่อย่างตามมีตามเกิดและกองพะเนินสูง เน่าเปื่อยผุพังมาช้านานจนกลายเป็นกองอินทรียวัตถุที่แทบบอกไม่ได้ว่าเป็นอะไร

พอล นิโคลสัน จากมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ในสหราชอาณาจักร อธิบายว่า “ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะระบุมัมมี่เป็นรายตัวไม่ว่าจะอยู่ในอุโมงค์หรือจากภาพถ่าย เรามีมีกองซากมัมมี่เฉลี่ยสูงกว่าหนึ่งเมตรที่กองพะเนินอยู่ในอุโมงค์รอบข้าง และแม้ว่ามัมมี่เหล่านี้จะอยู่ในสภาพย่ำแย่และไร้การตกแต่งเหมือนตัวอย่างที่เราพบเห็นตามพิพิธภัณฑ์ แต่พวกมันก็ให้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์แก่เราได้มากมาย”

มัมมี่เหล่านี้เริ่มนำเข้ามาในสุสานระหว่างปลายศตวรรษที่หกก่อนคริสต์ศักราชถึงปลายศตวรรษที่หนึ่งก่อนคริสต์ศักราช นิโคลสัน เสริม

(ภาพถ่ายเอื้อเฟื้อโดย P.T. Nicholson)

 

ซากมัมมี่กองพะเนิน

มัมมี่สัตว์

อุโมงค์แห่งหนึ่งภายในสุสานสุนัขมีเศษซากมัมมี่สัตว์ที่เน่าเปื่อยผุพังกองพะเนินอยู่ภายใน นี่เป็นหลักฐานที่บ่งชี้ว่า ผู้จาริกแสวงบุญในอียิปต์ยุคโบราณปรารถนาอย่างยิ่งที่จะ “สื่อสาร” กับเทพเจ้าผู้มีเศียรเป็นสุนัขนามว่า “อนูบิส” (Anubis)

ซาลิมา อิกราม นักโบราณคดี อธิบายว่า ทุกวันนี้  “ในศาสนสถานต่างๆ ผู้คนพากันจุดธูปเทียนเพื่อสวดวิงวอน  คำอธิษฐานต่างๆ ล่องลอยไปกับควันไฟเพื่อไปถึงพระผู้เป็นเจ้า ในทำนองเดียวกัน วิญญาณมัมมี่สุนัขจะนำพาคำอธิษฐานของศรัทธาชนไปสู่ปรโลก” อิกรามเป็นผู้ก่อตั้งโครงการมัมมี่สัตว์ที่พิพิธภัณฑ์อียิปต์ในกรุงไคโร

“และเนื่องจากสุนัขเป็นสัตว์ชนิดเดียวกันกับเทพเจ้าจึงน่าจะเข้าถึง ‘พระเนตรพระกรรณ’ ของอนูบิสได้ดีเป็นพิเศษ ดังนั้น ผู้ถวายมัมมี่สุนัขจึงเหมือนกับได้ ‘ต่อสายตรง’ ถึงเทพเจ้านั่นเอง” อิกรามเสริม

(ภาพถ่ายเอื้อเฟื้อโดย P.T. Nicholson)

 

หลักฐานเกลื่อนกล่น

มัมมี่สัตว์

มัมมี่สุนัขเช่นที่เห็นในภาพไม่ใช่สัตว์เพียงชนิดเดียวที่พบในสุสานสุนัข

นิโคลสันจากมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์บอกว่า  “เรายังพบหมาป่าแจ็กคัล สุนัขจิ้งจอก และพังพอน แต่สัตว์ส่วนใหญ่ที่พบในนี้คือสุนัข เราจึงเชื่อว่า สถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อลัทธิบูชาอนูบิสเท่านั้น”

นิโคลสันซึ่งได้รับทุนสนับสนุนในการขุดค้นและสำรวจส่วนหนึ่งจากสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เสริมว่า สถานที่แห่งอื่นๆ ใน “ป่าช้าใหญ่แห่งสัตว์ศักดิ์สิทธิ์” ในซักการา ยังมีลัทธิบูชาและมัมมี่สัตว์ชนิดอื่นๆ ด้วย เช่น ลิงบาบูน แม่วัว และวัวกระทิง เป็นต้น

(ภาพถ่ายเอื้อเฟื้อโดย P.T. Nicholson)

 

งานสุดหิน

มัมมี่สัตว์

ซาลิมา อิกราม นักโบราณคดีจากพิพิธภัณฑ์อียิปต์กล่าวว่า สุสานสุนัขที่วกวนราวเขาวงกตมีสุนัข “ทุกขนาดและรูปร่าง  ทุกช่วงอายุ ตั้งแต่ตัวอ่อนไปจนถึงโตเต็มวัย”

เธอเสริมว่า “บางตัวเป็นพวกขาสั้นคล้ายสุนัขพันธุ์ดัชชุน บางตัวมีขายาวคล้ายสุนัขอย่างพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ ฉันคิดว่า พวกเขาคงทำมัมมี่สุนัขทุกประเภทที่หาได้ในยุคนั้น และเท่าที่ผู้จาริกแสวงบุญจะควักกระเป๋าจ่ายได้”

ขณะที่นิโคลสันอธิบายว่า ฟาร์มเพาะเลี้ยงสมัยโบราณน่าจะเปิดให้บริการอยู่ในพื้นที่เพื่อตอบสนองความต้องการสุนัขจำนวนมากมายขนาดนี้ และจำนวนไม่น้อยถูกทำมัมมี่ตั้งแต่แรกเกิดด้วยซ้ำ

“บางทีในทุกสัปดาห์  บรรดานักบวชแห่งวิหารอนูบิสอาจมารับสัตว์จำนวนหนึ่งไปทำมัมมี่ให้ผู้จาริกแสวงบุญก็เป็นได้”

(ภาพถ่ายเอื้อเฟื้อโดย P.T. Nicholson)

 

จ้องมองสู่อดีต

มัมมี่สัตว์

ซาลิมา อิกราม นักโบราณคดี ขณะเพ่งพินิจมัมมี่สุนัขตัวหนึ่งในคูหาพิเศษแห่งหนึ่งของสุสานสุนัขซึ่งอาจสอดรับกับบทบาทอันสูงส่งในชีวิตจริงก็เป็นได้

สุนัขเพศผู้สูงวัยจำนวนหนึ่งซึ่งอาจอาศัยอยู่ที่วิหารอนูบิสในละแวกใกล้เคียงได้รับการทำมัมมี่อย่างประณีตและพิถีพิถันมากกว่าสุนัขที่เหลือ อิกรามสันนิษฐาน

“เราคิดว่าพวกมันอาจเป็นสุนัขศักดิ์สิทธิ์ตัวจริงที่เปรียบเหมือนตัวแทนของอนูบิสบนโลกค่ะ” อิกรามเสริม

น่าแปลกที่เราพบมัมมี่แมวจำนวนหนึ่งในสุสานสุนัขด้วย อิกรามสันนิษฐานว่า แมวเหล่านี้อาจเข้ามาอาศัยอยู่ในวิหารอนูบิสและพลอยได้รับสถานะศักดิ์สิทธิ์ไปด้วย

หรือบางทีแมวพวกนี้อาจเป็นของกำมะลอ “อาจมีบางช่วงที่มีสุนัขไม่เพียงพอต่อความต้องการ พวกเขาจึงตัดสินใจห่อร่างแมวให้ดูเหมือนสุนัข” อิกรามบอก

(ภาพถ่ายเอื้อเฟื้อโดย P.T. Nicholson)

 

ประตูสู่ปรโลก

มัมมี่สัตว์

คนงานกำลังเคลียร์ทางเข้าสู่สุสานสุนัข (Dog Catacomb) นักโบราณคดียังคงขุดค้นและร่อนผืนทรายที่นี่โดยได้รับอนุญาตจากกระทรวงโบราณคดี (Ministry of Antiquities) ของอียิปต์และได้รับความร่วมมือจากสมาคมการสำรวจแห่งอียิปต์ (Egyptian Exploration Society)

นิโคลสันจากมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์กล่าวว่า “เป็นครั้งแรกที่แหล่งขุดค้นแห่งนี้ที่เราสามารถศึกษาตัวอย่างมัมมี่สุนัขจำนวนมาก และพยายามหาคำตอบว่า พวกมันมีอายุเท่าไร เป็นเพศอะไร และถ้าเป็นไปได้ก็อยากรู้ว่าพวกมันเป็นชนิดหรือสายพันธุ์อะไร และตายอย่างไร”

ในบรรดาเรื่องชวนฉงนอื่นๆ ยังมีมัมมี่นกปริศนา “พวกมันได้รับการห่อหุ้มจนดูเหมือนเหยี่ยว” อิกรามบอก “แต่จนกว่าเราจะสามารถนำมันมาเข้าเครื่องเอกซเรย์ คงไม่สามารถบอกได้ว่า มันเป็นอะไรกันแน่”

(ภาพถ่ายเอื้อเฟื้อโดย P.T. Nicholson)

 

อ่านเพิ่มเติม

มัมมี่จากอารยธรรมอียิปต์มีรอยสัก

เรื่องแนะนำ

ภาพสะท้อนอดีตกาล ยุคโรมัน

โครงกระดูกในโลงหินบางโลงยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับใช้ศึกษา นักวิทยาศาสตร์ อาศัยการวิเคราะห์กระดูกเพื่อระบุว่า บุคคลใน ยุคโรมัน เหล่านี้ใช้ชีวิตอย่างไร รวมทั้งเสียชีวิตอย่างไรในบางกรณี ที่สุสานชาวคริสต์ ยุคโรมัน ยุคแรกๆ นักโบราณคดีกำลังทำงานเพื่อไขปริศนาว่าด้วยตัวตนของสตรีนางหนึ่ง และเหตุใดคนจำนวนมากที่เสียชีวิตตามหลังเธอไปจึงปรารถนาจะอยู่ใกล้เธอในชีวิตหลังความตาย เมื่อโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่เริ่มขึ้นในย่านกลางเมืองของกรุงลูบลิยานา บรรดานักโบราณคดีชาวสโลวีเนีย ในเมืองเก่าแก่โบราณแห่งนี้ย่อมคาดหมายการค้นพบน่าสนใจ แต่พวกเขาคาดไม่ถึงว่าจะได้เห็นอดีตอันไม่ธรรมดาใน ชุมชนชาวคริสต์ ยุคโรมัน แรกเริ่ม และสตรีคนสำคัญที่ยังเป็นปริศนา ผู้เป็นศูนย์กลางของสาวกที่ปรารถนาจะติดตามเธอไปสู่ ชีวิตนิรันดร์ เมืองหลวงของประเทศขนาดเล็กในยุโรปกลางแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อราว 2,000 ปีก่อนในฐานะชุมชนเอโมนา ของจักรวรรดิโรมัน ประชากรคือชาวอาณานิคมหลายพันคนที่ถูกขับออกจากภาคเหนือของอิตาลีเพราะปัญหาขาดแคลน ที่ดินทำกิน และต้องหลีกทางให้ทหารผ่านศึกจากสงครามที่ช่วยก่อกำเนิดจักรวรรดิโรมัน ชุมชนชาวคริสต์ในท้องถิ่น เฟื่องฟูขึ้นหลังสิ้นสุดการกวาดล้างสังหารชาวคริสต์ครั้งใหญ่ภายใต้การปกครองของจักรพรรดิโรมันในช่วงต้นศตวรรษที่สี่ จากนั้นก็เสื่อมถอยลงพร้อมกับการรุกรานทำลายเมืองเอโมนาโดยชาวฮัน (หรือชาวฮวน) ในศตวรรษที่ห้า จากการขุดสำรวจก่อนหน้านี้ในบริเวณเดียวกัน นักโบราณคดีรู้ว่าส่วนหนึ่งของสุสานโรมันทอดตัวอยู่ใต้ถนน โกสโปสเวตสกา และจะต้องมีการขุดพบหลุมศพโบราณเพิ่มขึ้นอีก การขุดค้นครั้งหลังสุดเริ่มขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2017 ซึ่งเผยให้เห็นสุสานยุคโรมันตอนปลายที่มีหลุมฝังศพมากกว่า 350 หลุม ทั้งหมดตั้งล้อมรอบสุสานใหญ่โอ่อ่าของสตรี ที่น่าจะเป็นผู้ทรงอิทธิพลระดับสูง ตามการวิเคราะห์ของอันเดรย์ กัสปารี นักโบราณคดีชาวสโลวีเนีย “การศึกษาหลุมศพเป็นงานภาคสนามทางโบราณคดีที่จัดว่าหินที่สุดงานหนึ่งครับ” มาร์ติน ฮอร์วัต นักโบราณคดี ผู้นำการขุดค้น […]

นอเทรอดาม รำลึกอาสนวิหารอันเป็นที่รักของชาวปารีส

หลังเปลวเพลิงที่เผาผลาญอาสนวิหารนอเทรอดามอายุ 850 ปี ซึ่งเปรียบได้กับศูนย์รวมจิตใจของปารีสสงบลง ประธานาธิบดี เอมมานูเอล มาครง ออกมาประกาศให้ความเชื่อมั่นแก่ชาวปารีสว่า "เราจะสร้างอาสนวิหารแห่งนี้ขึ้นใหม่ร่วมกัน เพราะประวัติศาสตร์ของเราคู่ควรกับสิ่งนี้" เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ถ่ายภาพอาสนวิหารนอเทรอดามมาตั้งแต่ปี 1915 และต่อไปนี้คือภาพถ่ายแห่งความทรงจำบางส่วน

ชินชอร์โร มัมมี่ ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

กลางทะเลทรายในชิลี ซากศพมนุษย์ที่ได้รับการรักษาสภาพไว้อย่างพิถีพิถันเป็นสัญลักษณ์ของความภาคภูมิใจของคนท้องถิ่น แต่ภูมิอากาศที่กำลังเปลี่ยนแปลงกำลังคุกคาม มัมมี่ เหล่านี้ เมื่อปี 1917 ขณะที่นักโบราณคดีชาวเยอรมัน แม็กซ์ อูห์เลอ กำลังสำรวจชายฝั่งอันร้อนระอุของทะเลทรายแห้งแล้งที่สุดในโลกอยู่นั้น เขาบังเอิญพบกับกลุ่มซากศพมนุษย์ที่ดูแปลกประหลาด ใต้ดินสีกากีที่ขุดลึกลงไป เขาพบซากศพที่ทำให้ผิดรูปผิดร่างด้วยกิ่งไม้และต้นกก ส่วนหัวของศพตกแต่งด้วยวิกอย่างประณีตและหน้ากากดินเหนียวสีดำแดงแปลกตา “หลายศพมีร่องรอยของบาดแผลหลังการตาย เช่นการเอาหัวปลอมมาใส่แทนที่ รอยแตกบนศีรษะที่มีการซ่อมแซมและใส่แขนขาทำจากฟางแทนแขนขาจริง” แม็กซ์ อูห์เลอเขียนไว้ เหล่ามนุษย์โบราณที่ค้นพบในทะเลทรายอาตากามาของชิลี ใกล้กับเมืองอาริกานี้ กลายเป็นที่รู้จักในนาม “มัมมี่ชินชอร์โร” ศพของคนเก็บของป่าล่าสัตว์เหล่านี้มาจากกลุ่มประชากรที่เคยเร่ร่อนอยู่ตามชายฝั่งทะเลของชิลีตอนเหนือและเปรูตอนใต้ตั้งแต่ราว 7,000 ถึง 1,500 ปีก่อนคริสตกาล จนเมื่อศพได้รับการขุดค้นขึ้นมาเพื่อทำการบันทึก แต่แล้วกลับถูกหลงลืมไปเป็นเวลากว่า 50 ปี ชนพื้นเมืองผู้เสียชีวิตมาช้านานแล้วเหล่านี้กำลังเป็นจุดสนใจเมื่อยูเนสโกประกาศให้ทั้ง มัมมี่ และถิ่นฐานชินชอร์โรในประเทศชิลีปัจจุบันเป็นมรดกโลกตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2021 พิพิธภัณฑ์ล้ำสมัยกำลังเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเพื่ออนุรักษ์และจัดแสดง มัมมี่ เหล่านี้ในเมืองอาริกา ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่งเล็กๆที่ขึ้นชื่อเรื่องแหล่งโต้คลื่น ท่ามกลางภัยคุกคามจากกการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การได้รับสถานะมรดกโลกและการอนุรักษ์ อีกทั้งการท่องเที่ยวที่เป็นผลตามมาอาจช่วยกู้วิกฤติให้ มัมมี่ เหล่านี้ได้อย่างทันเวลา ทำไมมัมมี่เก่าแก่ที่สุดในโลกถึงอยู่ในชิลี แม้วัฒนธรรมการเก็บรักษาศพจะพบแพร่หลายตั้งแต่แถบแอฟริกาจนถึงเอเชีย แต่มัมมี่ชินชอร์โรซึ่งถือเป็นมัมมีเก่าแก่ที่สุดที่จงใจสร้างขึ้นนั้นนับว่าเก่าแก่ยิ่งกว่าธรรมเนียมการห่อพระศพฟาโรห์ในอียิปต์ไม่ต่ำกว่า 2,000 ปี อย่างไรก็ตาม มัมมี่เหล่านี้ไม่เป็นที่รู้จักเพราะไม่ได้ถูกฝังอยู่ในพีระมิดขนาดมหึมา หรือไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่สร้างจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่และมีความทะเยอทะยานอันสูงส่ง […]

ศิลปะผนังถ้ำเล่าวิถีชีวิตมนุษย์ยุคน้ำแข็ง

ศิลปะผนังถ้ำเล่าวิถีชีวิตมนุษย์ยุคน้ำแข็ง พวกเราสามารถศึกษาประวัติศาสตร์โลกยุคน้ำแข็งและสัตว์ในโลกยุคน้ำแข็งอย่างแมมมอธ หรือสัตว์เลื้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ประเภทอื่นๆ ได้ในถ้ำที่ประเทศฝรั่งเศส และประเทศสเปนซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานโดยตามผนังมีภาพวาดที่เขียนเป็นสีและรูปลงบนพื้นหิน ที่สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนยุคน้ำแข็ง และสัตว์ประเภทต่างๆ ที่คนยุคน้ำแข็งล่า เช่นแมมมอธ ม้า สิงโต และกวาง รวมถึงสัญลักษณ์ต่างๆ ที่คนยุคน้ำแข็งใช้สื่อสารกัน ภาพวาดตามผนังถ้ำของผู้คนยุคน้ำแข็งเหล่านี้จะแสดงให้พวกเราเห็นถึงวิถีชีวิตของคนยุคก่อนประวัติศาสตร์ได้อย่างชัดเจนและเข้าใจมากยิ่งขึ้น   อ่านเพิ่มเติมที่ มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ล่าสลอธยักษ์เป็นอาหาร