รอยเท้าเก่าแก่ 85,000 ปี ในซาอุดิอาระเบีย แสดงให้เห็นถึงร่องรอยการอพยพมนุษย์

รอยเท้าเก่าแก่ 85,000 ปี ร่องรอยการอพยพมนุษย์

รอยเท้าเก่าแก่ 85,000 ปี ร่องรอยการอพยพมนุษย์

ในตอนแรกนักโบราณคดีพบเพียงแค่ฟอสซิลกระดูกนิ้ว และตอนนี้พวกเขากำลังทำงานอย่างหนักเพื่อมองหาชิ้นส่วนที่เหลือ ซึ่งจะบ่งชี้ถึงร่องรอยการอพยพออกจากแอฟริกาในอดีต

ล่าสุดมีรายงานค้นพบรอยเท้าเก่าแก่ของมนุษย์ในภูมิภาคทางตะวันตกเฉียงเหนือของซาอุดิอาระเบีย ใกล้กับเมือง Tabuk รายงานจากการแถลงข่าวโดยกระทรวงวัฒนธรรมและข้อมูลพบว่ารอยเท้าที่เพิ่งถูกค้นพบนี้กระจัดกระจายไปตามทิศต่างๆ บนสถานที่ที่เชื่อกันว่าเคยเป็นทะเลสาบโบราณ

(อ่านเกี่ยวกับฟอสซิลนิ้วที่ถูกค้นพบก่อนหน้า ที่นี่)

การค้นพบครั้งนี้ถูกประกาศโดยเจ้าชาย Sultan bin Salman ประธานคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและมรดกแห่งชาติซาอุดิอาระเบียในระหว่างการเยือนพิพิธภัณฑ์แห่งชาติโตเกียว ซึ่งขณะนี้ทางพิพิธภัณฑ์ญี่ปุ่นเองกำลังจัดแสดงนิทรรศการโบราณคดีที่พบในซาอุดิอาระเบีย

ในการประกาศข่าว เจ้าชายระบุว่ากลุ่มรอยเท้าที่เพิ่งค้นพบใหม่นี้มีอายุเก่าแก่ถึง 85,000 ปี การขุดค้นดำเนินงานโดย Huw Groucutt นักโบราณคดีที่กำลังทำงานในภูมิภาคดังกล่าว และขณะนี้กำลังวิเคราะห์รอยเท้าเพื่อเผยแพร่รายละเอียดของการค้นพบที่ได้ในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้

ทั้งนี้นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่การค้นพบรอยเท้าให้เงื่อนงำใหม่ๆ แก่นักโบราณคดีเกี่ยวกับการอพยพของมนุษย์ ในปี 2006 มีรายงานการค้นพบรอยเท้าเก่าแก่ทั้งหมด 700 รอยเท้า อายุ 20,000 ปี ในออสเตรเลีย และล่าสุดในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีรายงานการค้นพบรอยเท้าตามชายฝั่งตะวันตกของแคนาดา ย้อนอายุกลับไปได้ถึง 13,000 ปี

หากนักวิทยาศาสตร์ค้นพบรอยเท้าที่เก่าแก่มากกว่า 80,000 ปี มันจะเป็นเงื่อนงำสำคัญเพราะเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ฟอสซิลกระดูกนิ้วมนุษย์ถูกพบในทะเลสาบโบราณของซาอุดิอาระเบียที่มีชื่อเรียกว่า แหล่งโบราณคดี Al Wusta ซึ่งจากรายงานการค้นพบในครั้งนั้นระบุว่าฟอสซิลนิ้วดังกล่าวเป็นของมนุษย์ที่เคยมีชีวิตอยู่ในภูมิภาคนั้นเมื่อ 88,000 ปีก่อน ซึ่งในช่วงเวลานั้นทะเลสาบยังคงมีน้ำหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตรอบๆ

กลุ่มรอยเท้าที่เพิ่งถูกค้นพบล่าสุดนี้ยังให้หลักฐานสำคัญว่าในอดีต บริเวณคาบสมุทรอาระเบียเป็นสถานที่สำคัญสำหรับมนุษย์ยุคหินที่อพยพออกมาจากแอฟริกา จากหลักฐานที่มีตอนนี้มนุษย์ปรากฏขึ้นในทวีปแอฟริกาเมื่อราว 200,000 ปีก่อน แต่ร่องรอยการอพยพกลับย้อนไปได้เก่าแก่ที่สุดเพียงแค่ 60,000 ปีเท่านั้น และการค้นพบเมื่อเร็วๆ นี้ได้เปลี่ยนทฤษฎีที่มีต่อการอพยพออกจากแอฟริกาไป เมื่อมีรายงานการค้นพบฟอสซิลขากรรไกรอายุ 180,000 ปี ในอิสราเอล นั่นแปลว่าแท้จริงแล้วการอพยพของมนุษย์เกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดกันไว้มาก

(อ่านเกี่ยวกับฟอสซิลในอิสราเอลได้ ที่นี่)

ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่ามีมนุษย์อพยพมายังคาบสมุทรอาระเบียมากน้อยแค่ไหน ย้อนกลับไปเมื่อ 80,000 ปีก่อน ภูมิภาคที่แห้งแล้งมีแต่ทะเลทรายเคยเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี และมีทะเลสาบมากมาย สรวงสวรรค์แห่งนี้เป็นบ้านของสัตว์นานาชนิดเช่น ฮิปโปโปเตมัส เป็นต้น

ในจำนวนทะเลสาบโบราณ 200 แห่ง 80% ถูกนักโบราณคดีสำรวจแล้ว และรายงานจาก Michael Petraglia จากสถาบันมักซ์ พลังค์ในเยอรมนี ทะเลสาบโบราณบางแห่งยังคงมีเครื่องมือหินปรากฏให้เห็น

นักโบราณคดีคาดหวังว่าซาอุดิอาระเบียจะเป็นแหล่งโบราณคดีแหล่งสำคัญในการศึกษาการอพยพของมนุษย์ ซึ่งขณะนี้ทางรัฐบาลเองอนุญาตให้เฉพาะนักวิทยาศาสตร์จากต่างชาติเท่านั้น ที่สามารถเดินทางเข้าไปสำรวจยังแหล่งโบราณคดีได้ ด้าน Petraglia เองระบุว่า นอกเหนือจากการสำรวจทะเลสาบแล้ว ทีมของเขาจะขยายการสำรวจไปยังถ้ำในบริเวณข้างเคียงอีกด้วย

เรื่อง ซาร่าห์ กิบเบ็นส์

 

อ่านเพิ่มเติม

พบรอยเท้ามนุษย์อายุ 13,000 ปี เก่าแก่ที่สุดในอเมริกาเหนือ

เรื่องแนะนำ

ยลโฉมฟอสซิลลูกงูที่พบในอำพัน

ยลโฉมฟอสซิลลูกงูที่พบในอำพัน เหมืองบริเวณหุบเขาโอคานากัน ในรัฐคะฉิ่น ทางตอนเหนือของเมียนมา นอกจากจะเป็นแหล่งผลิตแร่สำคัญแล้ว ช่วงหลายปีมานี้สถานที่ดังกล่าวยังมีความสำคัญในฐานะแหล่งข้อมูลใหม่ทางบรรพชีวินวิทยาอีกด้วย มีฟอสซิลสัตว์โบราณมากมายที่ถูกค้นพบและเก็บรักษาไว้อย่างดีในก้อนอำพัน ไม่ว่าจะเป็นหมัด, แมลง, กบ ไปจนถึงหางไดโนเสาร์ และฟอสซิลของลูกงูโบราณตัวนี้คือหนึ่งในฟอสซิลชิ้นล่าสุด นับเป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบฟอสซิลลูกงูในก้อนอำพัน จากการตรวจสอบลูกงูตัวนี้มีชีวิตอยู่เมื่อ 99 ล้านปีก่อน มันมีความยาวเพียงแค่ 2 นิ้วเท่านั้น มีกระดูกสันหลังรวม 97 ข้อ นักบรรพชีวินวิทยาสันนิษฐานว่ามันเป็นลูกงูที่เพิ่งฟักไม่นาน และในบริเวณไม่ไกลกันนัก ทีมนักวิทยาศาสตร์ยังพบเกล็ดและผิวหนังของงูที่ถูกฝังอยู่ในอำพัน ซึ่งเชื่อกันว่าน่าจะเป็นของงูสายพันธุ์นี้ที่โตเต็มวัยแล้ว ต้องรอดูกันต่อไปว่าจะมีการค้นพบอะไรใหม่ๆ จากเหมืองมหัศจรรย์นี้อีก…   อ่านเพิ่มเติม ฟอสซิลทวดกบโบราณในอำพัน

ทำความรู้จักกับ มาชูปิกชู โบราณสถานของชนเผ่าอินคา

มาชูปิกชู ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองกุสโกในเปรู ในยุครุ่งเรืองถึงขีดสุด จักรวรรดิอินคาแผ่แสนยานุภาพกว้างใหญ่ไพศาลเป็นระยะทาง 4,023 กิโลเมตรตามแนวชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกของอเมริกาใต้ จากดินแดนที่ในปัจจุบันคือประเทศเอกวาดอร์เรื่อยลงไปถึงชิลี ความยาวไกลอันไพศาลนี้เทียบได้กับความกว้างของดินแดนภาคพื้นทวีปของสหรัฐอเมริกาทั้งประเทศ มาชูปิกชูตั้งอยู่ ณ ใจกลางของจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ และเป็นหนึ่งในมรดกอารยธรรมอินคาเพียงไม่กี่แห่งที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์อย่างน่าทึ่ง มาชูปิกชูสร้างขึ้นราวกลางศตวรรษที่ 15 เป็นประจักษ์พยานของภูมิปัญญาทางวิศวกรรมของชาวอินคา พวกเขาสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ ของมาชูปิกชู ตั้งแต่ ปราสาทราชวัง ป้อมปราการ ลานจัตุรัส เรื่อยไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ จากหิน โดยปราศจากเครื่องทุ่นแรงอย่าง ล้อเลื่อน และเครื่องมือที่ทำจากเหล็กหรือเหล็กกล้า จุดเด่นประการหนึ่งของงานก่อสร้างแบบอินคา คือการไม่พึ่งพาปูนซึ่งมักใช้เป็นตัวยึดหินเข้าด้วยกัน อย่างไรก็ตาม หินทุกก้อนที่มาชูปิกชูได้รับการตัดแต่งอย่างประณีตและแม่นยำจนเรียงซ้อนกันได้อย่างสนิท ความที่ตั้งอยู่บนแนวรอยเลื่อนสองแนว มาชูปิกชูจึงมักเผชิญภัยจากแผ่นดินไหว แต่เนื่องจากหินได้รับการตัดแต่งอย่างแม่นยำจนน่าทึ่ง เมื่อเกิดแรงสั่นสะเทือนจึงดูราวกับสามารถกระโดดหรือเต้นรำได้ และกลับเข้าที่ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย อัศจรรย์ทางวิศวกรรมนี้ช่วยรักษาสภาพของมาชูปิกชูได้ดีอย่างน่าทึ่งมากว่า 500 ปี ปริศนาข้อใหญ่ที่สุดข้อหนึ่งของมาชูปิกชูคือ สร้างขึ้นเพื่ออะไร? ข้อสันนิษฐานของนักโบราณคดีมีตั้งแต่ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรม ที่มั่นทางทหาร ไปจนถึงสถานที่พักผ่อนของชนชั้นสูง ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และแผนผังของมาชูปิกชูอาจมีสำคัญในอีกแง่หนึ่ง ภูมิทัศน์ทางธรรมชาติและโครงสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้นหลายอย่างดูจะสอดคล้องกับปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ แต่พอถึงศตวรรษที่ 16 หรือหลังจากสร้างได้เพียงร้อยปี มาชูปิกชูกลับถูกทิ้งร้าง และเนื่องจากอารยธรรมอินคาไม่มีภาษาเขียน เราจึงไม่มีหลักฐานใดหลงเหลือที่อธิบายถึงวัตถุประสงค์การก่อสร้าง แม้ชุมชนในท้องถิ่นจะรู้ถึงการมีอยู่ของมาชูปิกชูมานานแล้ว แต่ก็ไม่เป็นที่รับรู้ของโลกภายนอกมาหลายร้อยปี แม้แต่ชาวสเปนผู้ชิตอินคาก็ไม่เคยค้นพบมาชูปิกชู กระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงต้นศตวรรษที่ […]

ชมนวัตกรรมอุโมงค์ส่งน้ำโบราณในอิหร่าน ที่ยังคงถูกใช้งานในปัจจุบัน

เรื่อง เรเชล บราวน์ มองจากด้านบนพื้นผิวทะเลทรายอันแห้งแล้งล้วนไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่หารู้ไม่ว่าลึกลงไปใต้ผืนดินอีก 100 ฟุต มี อุโมงค์ส่งน้ำโบราณ ที่นำพาความชุ่มชื้น และหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้านในอิหร่านไว้ ระบบชลประทานใต้ดินนี้มีชื่อเรียกว่า “คานัต” (Qanats) นับเป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมที่น่าอัศจรรย์ในยุคโบราณ ซึ่งถึงจะมีอายุเก่าแก่กว่า 3,000 ปี แต่คานัตยังคงถูกใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน อุโมงค์น้ำเหล่านี้จะทอดยาวจากแหล่งต้นน้ำในหุบเขา หรือแม้แต่ทะเลสาบในถ้ำลึก ด้วยพื้นผิวที่ลาดเอียงในองศาที่พอเหมาะ เพื่อให้น้ำสามารถไหลลงไปยังสถานที่ที่ต้องการในปลายอุโมงค์ได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องระมัดระวังไม่ให้องศาของความลาดเอียงนั้นมากเกินไป มิฉะนั้นสายน้ำที่หล่อเลี้ยงอาจไหลบ่าแรงเกินไปจนทำลายอุโมงค์ได้ ตลอดเส้นทางของอุโมงค์ บนพื้นดินจะมีหลุมตั้งอยู่เป็นระยะๆ หลุมเหล่านี้ช่วยให้อากาศภายในถ่ายเทแก่บรรดาคนงานที่ทำหน้าที่ขุดอุโมงค์ด้วยมือในอดีต นอกจากนั้นในตอนที่อุโมงค์ถูกขุดเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลุมเหล่านี้ยังทำหน้าที่เป็นบ่อน้ำให้แก่ชาวบ้านอีกด้วย กระบวนการสร้างอุโมงค์คานัตนี้เป็นงานที่หนักหนาเอาการ อย่างไรก็ตามผลตอบแทนที่ได้รับนั้นคุ้มค่า เทคโนโลยีโบราณนี้ช่วยหล่อเลี้ยงต้นไม้ในทะเลทรายที่แห้งผากให้เบ่งบานมาแล้ว รวมทั้งยังเป็นที่นิยมอย่างมากในภูมิภาคตั้งแต่เส้นทางสายไหม ยาวไปจนถึงหลายประเทศในตะวันออกกลาง หรือแม้กระทั่งในสเปน และโมร็อกโกก็มีการค้นพบคานัตเช่นเดียวกัน Gholamreza Nabipour ชายชาวอิหร่านวัย 102 ปี เป็นหนึ่งในคนขุดอุโมงค์ไม่กี่คนที่ยังคงมีชีวิตอยู่ หรือที่เรียกกันว่า “มิรับ” (Mirab) ตัวเขาพยายามถ่ายทอดภูมิปัญญานี้ไปยังชาวอิหร่านรุ่นใหม่ ซึ่งในจำนวนนั้นก็รวมถึงลูกชายของเขาเองด้วย ผู้ใช้คานัตในการลำเลียงน้ำมายังฟาร์มถั่วพิสตาชิโอของเขา ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกสมัยใหม่ ในช่วงค.ศ. 1960 – 1970 การจัดสรรปันส่วนที่ดินส่งผลให้คานัตหลายแห่งถูกทิ้งร้าง […]

กลับไปเยือนฟุกุชิมะ

กลับไปเยือน ฟุกุชิมะ หลายปีผ่านไปหลังเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัตินิวเคลียร์ในจังหวัด ฟุกุชิมะ ระดับของกัมมันตรังสียังคงสูงและอันตรายเกินกว่าที่มนุษย์จะอาศัยอยู่ได้ ขณะนี้บริเวณรอบๆ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เกิดภัยพิบัติกลายสภาพมาเป็นเมืองร้าง ร่วมเดินทางกลับไปยังเมือง Futaba ที่ตั้งอยู่ห่างจากโรงไฟฟ้าราว 2.5 ไมล์ พร้อมกับชายผู้เคยอาศัยอยู่ที่นี่ ออกสำรวจเมืองอันเงียบเหงาและบ้านของเขาที่ร่องรอยของการมีชีวิตอยู่ยังคงปรากฏให้เห็น พร้อมรับฟังว่าภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นได้เปลี่ยนแปลงชีวิตเขาไปอย่างไรบ้าง ด้านรัฐบาลญี่ปุ่นใช้เงินจำนวนหลายพันล้านดอลล่าร์ในการทำความสะอาดพื้นที่รอบๆ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ ซึ่งทำให้ช่วงหลายปีที่ผ่านมาปริมาณรังสีที่ตกค้างลดลงอย่างมาก อย่างไรก็ตามคาดกันว่าบริเวณที่ใกล้กับศูนย์กลางภัยพิบัตินั้นอาจไม่สามารถพัฒนาพื้นที่ให้กลับมาอยู่อาศัยได้อีก   อ่านเพิ่มเติม นี่คือสิ่งที่อาวุธนิวเคลียร์ทิ้งเอาไว้