ธงมนต์ สัญลักษณ์ทางความเชื่อแห่งดินแดนหิมาลัย ที่โบกสะบัดผ่านกาลเวลา

ธงมนต์ จิตวิญญาณแห่งดินแดนหิมาลัย

ในดินแดนอันกว้างใหญ่และสงบบนเทือกเขาหิมาลัยที่ครอบคลุมหลายประเทศ เราพบจุดร่วมทางสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่มีร่วมกัน แม้แต่ละประเทศในภูมิภาคนี้มีความเชื่อทางศาสนาแตกต่างกัน ทั้งฮินดู ซิกข์ พุทธ สัญลักษณ์นั้นคือ ธงมนต์ ที่โบกสะบัดในทุกที่เพื่อแสดงออกถึงความอ่อนน้อมต่อธรรมชาติ ความเคารพในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และประกาศความศรัทธาให้ขยายออกไป

ครั้งแรกที่ไปเยือนดินแดนแถบเทือกเขาหิมาลัยนั่นคือเมืองเลห์ แคว้นลาดัก ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย ที่นี่ถูกขนานนามว่าทิเบตน้อย ธงมนต์ ถูกผูกตรึงอยู่ในหลายที่ พบได้ทั้งศาสนสถาน พื้นที่เปลี่ยวร้างบนภูเขาสูง เหนือแม่น้ำ บนต้นไม้ใหญ่ และบนสะพาน ธงมนต์สะบัดไหวไม่เคยหยุดนิ่งยกเว้นในช่วงฤดูกาลหนาวที่หิมะปกคลุม ช่วงนั้นผืนผ้าแห่งธงมนต์จะผูกนิ่งแต่ยังคงสีสันตัดกับหิมะสีขาวเฝ้ารอฤดูกาลใหม่ที่จะได้สะบัดปลิวอีกครั้ง

เมื่อได้เห็นธงมนต์ในหลายสถานที่ก็อดไม่ได้ที่จะสอบถามคนท้องถิ่นถึงความเป็นมา และได้คำตอบว่านั่นคือธงมนต์ ธงมนตรา หรือธงมนตราธวัช ตัวแทนความศรัทธา ความหวัง และคำขอพรจากผู้ที่นำผ้าหลากสีไปผูกไว้ ทุกครั้งที่ธงมนต์สะบัดปลิว ผู้คนบนเทือกเขาหิมาลัยเชื่อว่า นั่นคือบทสวดมนต์ที่พวกเขาได้เขียนไว้บนผืนผ้า กำลังเปล่งบทสวดดังตามแรงปลิวของสายลมแห่งเทือกเขาหิมาลัย

ธงมนต์, ศาสนาพุทธ, หิมาลัย, เลห์, ลาดัก

ในสมัยก่อนพุทธกาล ประวัติของธงมนต์ได้กำเนิดขึ้นแถบเทือกเขาหิมาลัยในทิเบต ในยุคนั้น ชาวบ้านใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ไม่มีการสัญจรและการเข้าถึงสาธารณูปโภคอื่นใด เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจได้ถูกกำหนดขึ้นโดยนักบวชในลัทธิบอน ที่ยังคงบูชาภูติผีวิญญาณ ธงมนต์ในยุคแรกถูกย้อมสีด้วยสีธรรมชาติกำหนดขึ้นจากธาตุทั้งห้า นั่นคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศธาตุ เพื่อใช้เป็นเครื่องปัดเป่ายามเจ็บไข้ได้ป่วย ขอพรยามมีความสุข และเป็นสัญลักษณ์ของความเคารพต่อธรรมชาติ เพื่อให้ภูติผีวิญญาณคุ้มครอง

ต่อมาในช่วงพุทธศตวรรษที่สิบสอง สมัยกษัตริย์ซงซัน กัมโปแห่งทิเบต ได้รับอิทธิพลศาสนาพุทธนิกายมหายาน จึงมีการผสมผสานระหว่างความเชื่อดั้งเดิมและศาสนาพุทธในยุคนั้น มีการส่งพระนักบวชไปศึกษาที่ประเทศอินเดียและเริ่มเรียนภาษาสันสกฤตซึ่งเป็นภาษาที่อยู่ในคัมภีร์ศาสนาพุทธ เมื่อพระนักบวชกลับมาจึงเริ่มเขียนบทสวดเป็นภาษาสันสกฤตลงบนธงมนต์ และมีการเขียนบทสวดสืบทอดกันต่อมา ถึงแม้ในปัจจุบัน ศาสนาพุทธนิกายมหายานเปลี่ยนเป็นนิกายวัชรยานแล้ว แต่ธงมนต์ยังคงสานต่อเรื่องความศรัทธาต่อมาไม่ต่างจากอดีต

ธงมนต์, ศาสนาพุทธ, หิมาลัย, เลห์, ลาดัก

ดั้งเดิม ธงมนต์มีอยู่ 5 สีที่มีนัยยะถึงธาตุทั้ง 5 นั่นคือสีขาวที่มีความหมายถึงธาตุลม สีแดงที่หมายถึงธาตุไฟ สีฟ้าหรือสีน้ำเงินคืออากาศธาตุ สีเขียวหมายถึงธาตุน้ำ และสีเหลืองหมายถึงธาตุดิน แม้นัยยะบางตำราอาจนิยามต่างออกไป แต่ก็ยังยึดธาตุทั้ง 5 เป็นพื้นฐาน ขึ้นอยู่กับตำราหรือความหมายที่มีผู้แปลเขียนขึ้นมา นอกจากนี้ยังมีคำบอกเล่าจากรุ่นสู่รุ่นของผู้คนแถบเทือกเขาหิมาลัย

ธาตุทั้ง 5 มีความหมายไม่เฉพาะแต่กับผู้คนในแถบนี้ แต่ยังมีความหมายกับชาวเอเชียเป็นวงกว้าง นั่นเพราะธาตุทั้ง 5 ประกอบรวมขึ้นหมายรวมถึงธรรมชาติ ร่างกายมนุษย์เองก็ประกอบด้วยธาตุทั้ง 5 การเคารพต่อธรรมชาติเป็นวิถีของชาวเอเชียไม่ว่าผู้คนจะมีความเชื่อในรูปแบบใด โดยเฉพาะผู้คนแถบเทือกเขาหิมาลัยที่ได้รับอิทธิพลของศาสนาพุทธ ซึ่งปัจจุบันนับถือนิกายวัชรยานที่ยังมีวิถีชีวิตเรียบง่าย ไม่ปรุงแต่ง และนอบน้อมต่อธรรมชาติ

เดิมทีความเชื่อในการเขียนคาถาไว้ในธงมนต์มีความแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด ในทิเบตเชื่อว่าการเขียนคาถาบทสวดไว้ในธงมนต์ ทุกครั้งที่สายลมพัดสะบัดปลิวคาถาในธงมนต์จะพร่ำสวดเพื่อขอพรจากสวรรค์ เมื่อผู้คนเห็นธงมนต์หมายถึงสัญลักษณ์แห่งการปลอบประโลมให้กำลังใจเหมือนได้รับพรจากสวรรค์ ส่วนความเชื่อในแคว้นลาดัก ประเทศอินเดีย หรือชาวเนปาลเชื่อว่า เมื่อสายลมพัดให้ธงสะบัดปลิว บทสวดขอพรจะนำพรไปสู่ผู้คน เปรียบเหมือนสายลมนำความสุข สุขภาพ และอำนวยพรให้แก่ผู้คน

เมื่อเวลาผ่านไปธงมนต์ได้ถูกตีความเพิ่มขึ้นในเรื่องความโชคดี ร่ำรวย ชัยชนะ แม้กระทั่งช่วยให้สุขภาพดี หายขาดจากโรคภัยทั้งปวง อ้างจากหลักฐานพบว่า การวาดรูปสัญลักษณ์ประดับในธงมนต์ เรียกว่าธงลังตา มีความหมายให้เกิดความโชคดี ร่ำรวย สัญลักษณ์ธงลังตาจะมีม้าลมที่บรรทุกอัญมณีมากมายอยู่บนหลังวาดไว้กลางผืนธง มุมทั้ง 4 ด้านของผืนธงมีรูปครุฑ มังกร เสือ และสิงโตหิมะ ในช่วงที่ทิเบตมีปัญหาเรื่องการสู้รบทั้งระหว่างชนเผ่าและการสู้รบกับจีน ได้มีการสร้างธงแห่งชัยชนะขึ้นมาเพื่ออำนวยพร สร้างขวัญและกำลังใจให้ประชาชนและนักรบ ธงชนิดนี้ยังใช้เป็นธงนำทัพอีกด้วย ส่วนความหมายที่เพิ่มมาอีกคือเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพ การขอให้อายุยืนยาว ซึ่งธงกลุ่มนี้จะมีคาถาที่เขียนกำกับเป็นภาษาสันสกฤตไว้

ในเรื่องของบทสวดที่เขียนกำกับไว้ที่ธงมนต์มักมีเพียงไม่กี่บทสวด ทั้งหมดเป็นการระลึกถึงพระพุทธเจ้าเพื่อขอความสว่างทางปัญญาให้ตัวเอง ชำระล้างความมัวหมองของจิตใจ การเขียนบทสวดมนต์กำกับในธงมนต์ครั้งแรกเริ่มจากพระเขียนกำกับไว้บนธงทีละผืน ซึ่งก็เหมือนกับการเขียนคาถาซ้ำๆ ให้สมาธิตั้งมั่นอยู่กับบทสวดซ้ำๆ ต่อมามีการใช้แกะแม่พิมพ์บนวัสดุไม้เพื่อให้พิมพ์บทสวดบนธงมนต์ได้มากขึ้น ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็นแม่พิมพ์โลหะตามกาลเวลา

ธงมนต์ 5 สีไม่เพียงแต่ผ่านกาลเวลามายาวนานเท่านั้น ยังผ่านสงครามและการถูกทำลายมาหลายครั้ง ทั้งจากสงครามที่จีนเข้ายึดทิเบต รัสเซียเข้ายึดพื้นที่ในไซบีเรีย ร่องรอยบางบทของธงมนต์หล่นหายไปตามนั้น แต่ร่องรอยที่เหลือยังถักทอเหนียวแน่นมาจนปัจจุบัน ทุกวันขึ้นปีใหม่ ธงมนต์ผืนใหม่ที่ได้เขียนบทสวดบนผืนธงทั้ง 5 สีจะถูกผูกไว้ในที่ลมพัดผ่านทั้งในศาสนสถาน สะพาน ภูเขา แม่น้ำ หรือในสถานที่ชุมชนโดยไม่นำธงผืนเก่าออก ทุกปี ธง 5 สีจะถูกผูกซ้ำๆ จนบางสถานที่เต็มไปด้วยธงผืนเก่าขาดวิ่น หรือสีจืดจาง มีนัยยะให้ระลึกว่าทุกอย่างในโลกนี้ย่อมเสื่อมสลายไปกับกาลเวลา ร่างกายของคนเราก็เช่นกัน เมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็ให้ตั้งอยู่ในความศรัทธา เคารพต่อธรรมชาติให้มาก และยอมรับในเรื่องที่ว่าร่างกายเราจะเสื่อมไปในที่สุด

ใช่ว่าธงมนต์แถบเทือกเขาหิมาลัยจะหมายถึงเรื่องเล่าเมื่อวันวานเท่านั้น ในปัจจุบัน ธงมนต์เหล่านี้ยังได้ผสานเข้ากับสภาพแวดล้อมของผู้คนในแถบเทือกเขาหิมาลัยทั้งในตลาด สถานีขนส่ง หรือแม้กระทั่งหน้าบ้านเรือน ความศรัทธายังได้ขยายออกไปจากการผสมผสานวัฒนธรรมทั้งจากการแต่งงาน หรือแม้จากการรวมอาณานิคม ดังที่เราอาจได้เห็นธงมนต์สะบัดปลิวในพื้นที่อื่น เช่น แคว้นไซบีเรีย ในประเทศรัสเซีย หรือแม้แต่ความเชื่อมโยงของศาสนาพุทธต่างนิกายที่มีธงมนต์ประดับในเขตศาสนสถาน

เรื่องและภาพถ่าย : แก้ว การะบุหนิง


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ท่องเที่ยวไปยังโลกพระจันทร์ในลาดัก

ลาดักห์ เที่ยวอินเดีย เลห์ ลาดัก
ธงมนตร์ถูกแขวนต้อนรับนักเรียนของโรงเรียน Lamdon เมืองเลห์ เมืองที่ใหญ่ที่สุดของลาดักห์

เรื่องแนะนำ

ภาพเขียนผนังถ้ำ บันทึกประวัติศาสตร์แห่งรากกำเนิดมนุษยชาติ

สุนัข ที่มีความคล่องแคล่วว่องไวกำลังไล่ล่าแอนทิโลปซึ่งปรากฏใน ภาพเขียนผนังถ้ำ ในเทือกเขา Akakus ประเทศลิเบีย ซึ่งมีอายุราว 12,000 ปี ภาพเขียนผนังถ้ำ เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์อันล้ำค่าที่ช่วยให้มนุษย์ยุคปัจจุบันสามารถสัมผัสชีวิตในยุคก่อนประวัติศาสตร์ได้ ใครเป็นผู้สร้าง และสร้างขึ้นด้วยเหตุผลอะไร และศิลปะพนังถ้ำบอกเล่าอะไรมายังมนุษย์รุ่นหลัง การเรียกร้องของเครือข่ายประชาชนปกป้องยะลาที่ออกมาประท้วงกรณีกรมศิลปากรประกาศเพิกถอนพื้นที่เขตโบราณสถานภาพเขียนสีเขายะลา อำเภอเมือง จังหวัดยะลาในบางส่วน เพื่อการทำเหมืองหินอุตสาหกรรมในพื้นที่ ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อวันวันที่ 5 มีนาคม 2563 สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง โดยกลุ่มผู้เรียกร้องให้เหตุผลว่า ศิลปะผนังถ้ำแห่งนี้คือพื้นที่อันมีความสำคัญยิ่งของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและในระดับชาติ เนื่องจากมีความเก่าแก่มากถึง 3,000 ปี และยังมีสภาพที่สมบูรณ์มาก การประกาศดังกล่าวไม่มีการรับฟังความเห็นชาวบ้านในพื้นที่มาก่อน ยิ่งไปกว่านั้น การก่อสร้างเหมืองหินที่กำลังดำเนินอยู่ก็ทำให้ภาพเขียนสีบางส่วนเสียหายเนื่องจากการระเบิดหิน นอกจากภาพเขียนผนังถ้ำ ในบริเวณนี้ยังมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญชนิดอื่นๆ เช่น ชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์และสัตว์ เศษภาชนะดินเผา เครื่องมือหินกะเทาะ โกลนขวานหินขัด และข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ อยู่ตามถ้ำและเพิงผาบนเขายะลาหลายแห่ง ดังนั้น ถ้าการเพิกถอนนี้ยังดำเนินไป อาจสร้างความเสียหายให้กับการศึกษาด้านประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยาในไทยเป็นอย่างยิ่ง สำหรับการศึกษาประวัติศาสตร์ระดับโลก ประวัติศาสตร์ของภาพเขียนสีในผนังถ้ำเชื่อว่าเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 65,000 ปีมาแล้วในยุคมนุษย์โบราณนีแอนเดอร์ทัล และจากการกำหนดอายุโดยการหาไอโซโทปของคาร์บอน (Radiocarbon dating) และวิธีการอื่นๆ เผยให้เห็นว่างานศิลปะผนังถ้ำที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่บนโลกมีอายุราว 40,000 ปีมาแล้ว […]

ทำความรู้จักกับอิกทิโอซอรัส

ทำความรู้จักกับ อิกทิโอซอรัส ในโลกดึกดำบรรพ์ทั่วแผ่นดินถูกไดโนเสาร์ยึดครอง ในขณะที่ท้องฟ้าก็เป็นของเทอโรซอร์ แล้วผืนน้ำล่ะ? ใครกันที่เป็นเจ้าของ มันคือ “อิกทิโอซอรัส” สัตว์เลื้อยคลานในยุคไดโนเสาร์ ซึ่งอันที่จริงมันดำรงอยู่มาก่อนไดโนเสาร์เสียอีก อิกทิโอซอรัสเริ่มปรากฏขึ้นบนโลกเมื่อราว 251 ล้านปีก่อน ในช่วงต้นของยุคไทรแอสซิก หรือราว 20 ล้านปีก่อนที่โลกจะมีไดโนเสาร์ ชื่ออันน่าจดจำของมันมาจากภาษากรีก โดยคำว่า อิกทิโอ แปลว่าปลา ส่วนคำว่าซอรัส หมายถึงกิ้งก่า ย้อนกลับไปดูบนเส้นทางวิวัฒนาการของมันจะเห็นว่าร่างกายของอิกทิโอซอรัสนั้นคล้ายกับกิ้งก่ามาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป 100 ล้านปี รูปร่างของมันก็คล้ายปลามากขึ้นเรื่อยๆ พวกมันมีกะโหลกศีรษะยาว และดวงตาขนาดใหญ่ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการมองเห็น ช่วยให้มันสามารถล่าเหยื่อในโลกใต้ทะเลที่มีแสงสว่างไม่มากนัก นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีดวงตาขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีมา ด้วยเส้นผ่านศูนย์กลางดวงตา 10 นิ้ว (วาฬสีน้ำเงินสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในปัจจุบันมีเส้นผ่านศูนย์กลางดวงตา 6 นิ้ว) ในขณะเดียวกันอิกทิโอซอรัสก็เป็นสัตว์ที่มีความหลากหลายมาก พวกมันมีขนาดตัวตั้งแต่ 2 ฟุต ไปจนถึง 85 ฟุต หรือราว 26 เมตร และด้วยวิวัฒนาการหลายล้านปีที่ปรับเปลี่ยนมันให้กลายมาเป็นนักล่าอันน่าหวาดหวั่นแห่งท้องทะเลโดยเฉพาะ พวกมันทำความเร็วได้ถึง 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นั่นทำให้พวกมันอยู่ ณ […]

เกาหลีใต้ ภาพถ่ายชีวิตและการสร้างตัวหลัง สงครามเกาหลี

มารี อาน ฮาน ยู ในวัยสาวที่ยังรู้สึกเชื่อมโยง ได้ถ่ายภาพสีสันสดใสของประเทศที่กำลังสร้างตัวใหม่หลัง สงครามเกาหลี ในปี 2013 ขณะที่ มารี อาน ฮาน ยู กำลังย้ายบ้านของเธอที่เมมฟิส (รัฐเทนเนสซี สหรัฐฯ) เธอพบกับกระเป๋าเดินทางเก่าๆ ในตู้เสื้อผ้าที่ไม่ได้แตะต้องมานานหลายสิบปี “มันเป็นกระเป๋าเดินทางจากเกาหลี” สเตฟานี ฮาน ลูกสาวของยู กล่าว “และเต็มไปด้วยฟิล์มสไลด์ค่ะ” ฟิล์มสไลด์เหล่านั้นบันทึกภาพวิถีชีวิตของชาวเกาหลีใต้ในช่วงก่อร่างสร้างตัวเองหลัง สงครามเกาหลี ซึ่งกินเวลานานสามปีและคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 5 ล้านคน มากกว่าครึ่งเป็นพลเรือน บรรดาผู้คนในภาพล้วนเป็นคนธรรมดาในชีวิตประจำวันในช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของประเทศ ยู ซึ่งในขณะนี้อายุ 85 ปี ถ่ายภาพเหล่านี้ในช่วงปี 1956-1957 ระหว่างการเดินทางเยือนกรุงโซล ช่วงที่เธออายุ 20 ปี แม่ของเธอซึ่งสนิทกับอี ซึง-มัน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ในขณะนั้นได้รับงานเป็นผู้อำนวยการด้านงานประสัมพันธ์ให้กับโรงแรมที่มีชื่อเสียงซึ่งให้บริการนักการเมืองและชนชั้นนำมากมายในกรุงโซล ยูซึ่งเกิดที่ฮาวายในครอบครัวชาวสวนที่เป็นผู้อพยพชาวเกาหลีรุ่นแรกๆ ที่ไปสหรัฐอเมริกาเดินทางตามแม่ของเธอมาและเข้าทำงานที่ฐานทัพอเมริกาในกรุงโซล มีโอกาสได้ซื้อกล้องถ่ายภาพที่บันทึกเรื่องราวการเดินทางครั้งนี้ของเธอ “ฉันอยากจะบันทึกภาพในช่วงเวลานั้น” ยูกล่าวในการสัมภาษณ์ “ทุกอย่างถือเป็นเรื่องประหลาดสำหรับฉันค่ะ” ภาพถ่ายของยูมีทั้งบรรยากาศจอแจของตลาดนัมแดนุนในกรุงโซล รวมไปถึงวิถีชีวิตนอกเมืองริมแม่น้ำฮัน นอกจากนี้ ครอบครัวยูมีความใกล้ชิดกับผู้นำรัฐบาลเกาหลีใต้ในยุคนั้น […]

15 ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร

หลังจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคต สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ทรงเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลกที่ยังทรงชนม์ชีพอยู่ ชมภาพถ่ายประวัติศาสตร์แห่งการครองราชย์ยาวนาน 66 ปีของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร