Giethoorn หมู่บ้านไร้ถนน ฉายา "เวนิสแห่งดัตช์" ประเทศเนเธอร์เเลนด์

เยี่ยมชมหมู่บ้านชาวดัตช์ที่มีเสน่ห์ชวนหลงใหลไร้ถนน

Giethoorn หมู่บ้านไร้ถนน ที่งดงามราวกับภาพวาดซึ่งได้รับฉายาว่า “เวนิซแห่งดัตช์”

ในหมู่บ้านเล็กๆ ของชาวดัตช์ Giethoorn ถือเป็นความเงียบสงบที่เปรียบเสมือนฝัน หากคุณสงสัยว่าทำไมเมืองนี้ถึงเงียบสงบ – เนื่องจากที่นี่ไม่มีรถยนต์ อันที่จริงเรียกว่าไม่มีทางใดที่รถยนต์จะสามารถสัญจรผ่านไปมาได้เพราะไร้ซึ่งถนนหนทาง ชาวบ้านและผู้มาเยือน Giethoorn ต่างเดินทางโดยการปั่นจักรยาน นั่งเรือหรือเดิน ในหมู่บ้านขนาดเล็กแห่งนี้ – มีหมู่เกาะถ่านหินเลนเล็กๆ สะพานเชื่อมต่อถึงกัน – ที่นี่ไม่มีอะไรให้ทำมากมายนอกเสียจากอยู่ลำพังท่ามกลางบ้านสวนหลังคามุงจากที่อยู่อีกฟากหนึ่งของคลองโดยใช้สะพานเดินเชื่อมถึงกัน

giethoorn, เรือ, ดัตช์, เวนิส, เนเธอร์แลนด์

ชื่อหมู่บ้านนั้นมีมาตั้งแต่ศตวรรษที่สิบสาม (ยุคที่ดูเหมือนกำลังตั้งรกราก) เรื่องราวดังกล่าวทำให้ชาวนาผู้ตั้งถิ่นฐานเดิมค้นพบซากเขาแพะป่าที่คาดว่าตายในเหตุการณ์อุทกภัยปี 1170 “เขาแพะ” หรือ “เกย์เธนฮอร์น” จนกลายมาเป็น Giethoorn ซึ่งมีชื่อติดกัน ช่วงหลายศตวรรษหลังน้ำท่วมยังคงเป็นตัวจำกัดประวัติความเป็นมาของหมู่บ้านและภูมิประเทศ

ในบริเวณใกล้เคียงอุทยานแห่งชาติ De Weerribben-Wieden ผู้ที่ชื่นชอบสัตว์ป่า หรือเดินทางไกลในพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งกกตัวของนาก นกนางนวลสีดำ นกกาน้ำใหญ่ และนกกระยาง คุณสามารถข้ามฟากโดยใช้เรือพายหรือเรือแคนูเพื่อล่องไปตามสายน้ำ แน่นอนว่าการเดินทางยังสามารถทำได้หลายวิธีที่ปราศจากมลพิษทางเสียงรบกวนจากเครื่องยนต์ และเสียงของธรรมชาติจะขับกล่อมให้คุณรู้สึกถึงทัศนียภาพของชีวิต

giethoorn, เวนิส, ดัตช์, หมู่บ้าน

เคล็ดลับสำหรับการเดินทาง

Jan Brouwer ช่างภาพ Your Shot เมื่อไม่นานมานี้ได้ถ่ายภาพความเงียบสงบของ หมู่บ้าน Giethoorn ตามแนวคลองที่เรียกว่า Binnenpad ซึ่ง Brouwer ยกให้เป็นสถานที่สวยงามอย่างน่าอัศจรรย์ใจ รวมไปถึงสะพานและบ้านเรือน หากต้องการดื่มด่ำกับช่วงเวลาแห่งความสุข ให้ตั้งเตือนที่เวลาหกโมงเช้า และออกไปถ่ายรูปตามลำคลองก่อนที่เรือจะล่องออกไปบนผืนน้ำ หรือรอจนกระทั่งหลังหกโมงเย็น เมื่อผู้คนเริ่มซาลง นี้เป็นเพียงสิ่งเดียวสำหรับการตัดสินใจพักหนึ่งคืนในที่พักพร้อมทั้งที่นอนและอาหารเช้าท้องถิ่นที่อุดมสมบูรณ์และเลี่ยงความแออัดของวงจรทัวร์

คุณสามารถไปที่ Giethoorn โดยเลือกเดินทางได้ทั้งรถไฟและรถประจำทาง หากต้องการหลีกเลี่ยงฝูงชน ควรมาช่วงเดือนเมษายน พฤษภาคม มิถุนายนหรือกันยายน และอย่าลืมว่าการมาเที่ยวชมในวันธรรมดาอาจเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด แม้ว่า “ดัตช์แห่งเวนิส” นี้จะให้ความรู้สึกค่อนข้างห่างไกลจากเมืองหลวงของอัมสเตอร์ดัม ซึ่งอยู่ห่างออกไปราวๆ 120 กิโลเมตร แต่สำหรับการเดินทางสองชั่วโมงนั้นคุ้มค่ากับความรู้สึกที่หวนกลับไปตอนเดินทาง

***แปลและเรียบเรียงโดย ปุณยวีร์ เฉลียววงศ์เจริญ
โครงการนักศึกษาฝึกงาน กองบรรณาธิการ นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย 


อ่านเพิ่มเติม: การปั่นจักรยาน : 10 เมืองยอดนิยมที่นักปั่นน่องเหล็กไม่ควรพลาด

การปั่นจักรยาน

เรื่องแนะนำ

เที่ยวเกาะ ซิซิลี เส้นทางแสวงบุญ และตำนานมาเฟียแห่งอิตาลี

เที่ยวเกาะ ซิซิลี เส้นทางแสวงบุญของชาวคริสต์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และตำนานมาเฟียแห่งอิตาลี ในอดีตกาลนับพันปี เคยมีเส้นทางจาริกแสวงบุญ (pilgrimage) ของชาวคริสต์ซึ่งเริ่มต้นจากเมืองแคนเทอร์เบอรีในอังกฤษ ผ่านดินแดนในยุโรปมาสู่กรุงโรมจนไปถึงดินแดนทางตะวันออกเฉียงใต้ของอิตาลี เส้นทางนี้เป็นที่รู้จักในอิตาลีว่า “Via Francigena” หรือ “ถนนที่มาจากฝรั่งเศส”  ณ “แคว้นซิซิลี” (Sicily) เกาะทางตอนใต้ของอิตาลีซึ่งขึ้นชื่อเกี่ยวกับประวัติศาสตร์มาเฟียนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางแสวงบุญมาก่อน ดินแดนบนเกาะแห่งนี้ผ่านการค้าขายและการปกครองมากมาย ทั้งโดยชาวกรีก ชาวโรมัน ชาวนอร์มัน ชาวอาหรับและอื่นๆ เครือข่ายถนนทางเดินกว่า 950 กิโลเมตรบนเกาะยังทิ้งร่องรอยประวัติศาสตร์จากแต่ละยุคสมัยอยู่ รวมถึงสมบัติที่ยังอาจซ่อนอยู่ด้วย..  ชาวซิซิลีมีความหวังที่จะเห็นเส้นทางแสวงบุญพลิกฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง รัฐบาลและประชาชนให้ความร่วมมือในการจัดตั้งเส้นทาง “Magna Via Francigena” ซึ่งเป็นเส้นทางความยาวกว่า 180 กิโลเมตรผ่านเมืองชายฝั่งทางตอนเหนือของเกาะ ระหว่างทางจากเมืองเพอแลร์โมไปยังเมืองอะกริเจนโท นักเดินทางสามารถเก็บรับตราประทับจากจุดแวะพักที่ร่วมกิจกรรมได้ โดยอาสนวิหารสุดท้ายในเมืองอะกริเจนโทเป็นจุดสิ้นสุดเส้นทางที่รอเหล่านักเดินทางอยู่ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ประเทศไทย ขอเชิญชมภาพถ่ายบางส่วนจากการเดินทางบนเส้นทางจาริกแสวงบุญในตำนานบนเกาะซิซิลี ประเทศอิตาลี ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับเส้นทางได้ที่เว็บไซต์ https://www.visitsicily.info/en/the-magna-via-francigena/ เรื่องโดย SARAH BARRELL ภาพถ่ายโดย FRANCESCO LASTRUCCI อ่านเพิ่มเติม เยือนดินแดนซึ่งคนตายไม่เคยหลับใหลบนเกาะ ซิซิลี

ลุยทางลูกรัง 30 กิโลฯ ไปค้างคืนชุมชนท้ายเขื่อนศรีนครินทร์ที่สวยจนใจพองโต

ไปให้สุดกับชุมชนท้ายเขื่อน ความน่ารักของผู้คน และความงดงามของทัศนียภาพตรงหน้าจะทำให้หัวใจพองโต สถานที่ที่ได้อยู่กับตัวเองและธรรมชาติแบบเต็ม ๆ นี่แหละคือการพักผ่อนที่แท้จริง ต่อให้เจ้านายจะคอลจะไลน์ยังไงก็ตามไม่เจอ!!! . บ้านไกรเกรียง หรือ ศร.9 เป็นหมู่บ้านสุดสงบหมู่บ้านหนึ่งที่อยู่บริเวณท้ายเขื่อนศรีนครินทร์ การเดินทางครั้งนี้พวกเราเดินทางจากกรุงเทพฯ ผ่านตัวเมืองกาญจนบุรี แล้วมุ่งหน้าตรงต่อไปยังอำเภอศรีสวัสดิ์ พอถึงปากทางเข้าหมู่บ้านพวกเราลองปักหมุดใน Google Map เล่น ๆ ดูจะใช้เวลาเดินทางแค่ 30 นาทีเท่านั้น แต่ความเป็นจริงพวกเราใช้เวลาเดินทางเกือบ 2 – 3 ชั่วโมง เพราะระหว่างทางบอกได้เลยว่าน้อง ๆ พื้นดวงจันทร์ เส้นทางที่เป็นดินลูกรัง มีหลุมเล็กหลุมใหญ่สลับกันจนรถโยกเยกเหมือนเล่นรถบั๊ม ถ้าต้องการไปที่นี่แนะนำเลยว่าถ้าหากเป็นรถตู้แบบที่พวกเรานั่งมา ต้องดูสภาพของเส้นทางอีกที หากเป็นช่วงที่ฝนตกชุกรถตู้ของพวกเรา คงไม่สามารถไปได้เพราะสภาพถนนที่เป็นลูกรังจะกลายเป็นโคลนลื่น ๆ แต่ถ้าเป็นรถกระบะ หรือพวกตระกลูรถขับเคลื่อนสี่ล้อก็จะดีมาก . หลังจากเราเข้ามาตาม Google Map สัญญาณโทรศัพท์ก็เริ่มหาย สองข้างทางก็เริ่มเปลี่ยวขึ้นเรื่อย ๆ จนขับมาได้ประมาณชั่วโมงหนึ่งก็เจอกับป้าย “บ้านไกรเกรียง” โล่งใจไปหนึ่งที ถือว่ามาถูกทางและให้เลี้ยวซ้ายไปตามป้ายไปเลย หมู่บ้านไกรเกรียงนี้เป็นชุมชนเล็ก ๆ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ที่นี่ส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยงโปว์ ต้องบอกก่อนว่าการจะติดต่อที่พักที่นี่จะค่อนข้างลำบากเนื่องจากสัญญาณโทรศัพท์ไม่มี […]

ท่องเที่ยวใน เขตปลอดทหารเกาหลี เหนือ-ใต้ ในบรรยากาศแห่งสงครามพร้อมปะทุ

เขตปลอดทหารเกาหลี เหนือ-ใต้ มรดกที่ยังมีชีวิตจากยุคสงครามเย็น ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม เขตปลอดทหารเกาหลี ที่แผ่ขยายไปในความยาวราว 241 กิโลเมตรตามเส้นขนานที่ 38 นี้ก่อตั้งขึ้นในปี 1953 ในฐานะพื้นที่กันชนระหว่างประเทศเศรษฐกิจคอมมิวนิสต์ฝั่งเหนือและประเทศเศรษฐกิจทุนนิยมฝั่งใต้ ในทุกวันนี้ เขตปลอดทหารเกาหลี ได้แทรกซึมเข้าไปในวัฒนธรรมเกาหลี ในฐานะหนึ่งในเขตชายแดนที่มีการป้องกันมากที่สุดในโลก และยังเป็นมรดกที่ยังมีชีวิตจากยุคสงครามเย็น แม้จะเป็นที่รับรู้ว่าทั้งสองเกาหลีเป็นชาติที่มีความแตกต่างกัน แต่ก็เป็นเวลานับพันปีมาแล้วที่ครั้งหนึ่ง สองเกาหลีเคยเป็นแผ่นดินเดียวกัน ในปี 1945 ในช่วงบทสรุปของสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตได้แบ่งแยกคาบสมุทรแห่งนี้ที่เส้นขนานที่ 38 โดยมิได้คำนึงถึงความรู้สึกของชาวเกาหลีแต่อย่างใด การถูกแบ่งแยกตามอำเภอใจเนื่องจากอุดมคติทางการเมืองที่ขัดแย้ง การปกครองแบบล่วงละเมิด และความตึงเครียดระหว่างฝั่งเหนือและใต้ ได้ยกระดับกลายเป็นสงคราม 3 ปี อย่างสงครามเกาหลี ซึ่งส่งผลเสียหายต่อประชาชนอย่างยิ่ง ในวันที่ 27 กรกฎาคม 1953 เขตปลอดทหารได้ถูกก่อตั้งขึ้นในฐานะส่วนหนึ่งของการเจรจาหยุดยิงระหว่างองค์การสหประชาชาติและกองกำลังคอมมิวนิสต์ โดยไม่มีการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพจนทุกวันนี้ “[นักท่องเที่ยว] รับรู้ว่าชายแดนแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ของภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมซึ่งเต็มไปด้วยพื้นที่อันโดดเด่นและเป็นสถานที่ซึ่งสะท้อนถึงความทรงจำร่วมสาธารณะ” วารสารนานาชาติแห่งการวิจัยการท่องเที่ยวกล่าวและเสริมว่า “ความทรงจำดังกล่าวเน้นไปยังอดีตและสงครามที่กำลังเกิดขึ้น หรือความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนซึ่งได้สร้างเขตชายแดนนี้ขึ้นมา” การท่องเที่ยวสามารถเป็นแรงผลักดันสู่สันติภาพ: เป็นกลไกที่จะส่งเสริมความเห็นอกเห็นใจและสนับสนุนกระบวนการประนีประนอมระหว่างประเทศ นอกเหนือไปจากการฟูมฟักการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม มีงานวิจัยกล่าวว่าประเทศที่เปิดและมีอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนจะมีระดับของภาวะสันติภาพมาก มีความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ และความสามารถในการปรับตัวได้ดี เรื่อง GULNAZ KHAN ภาพ […]