7 หลักการสำคัญของการท่องเที่ยว อย่างรับผิดชอบ มีอะไรบ้าง

7 หลักการสำคัญของการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ชอบท่องเที่ยวกลางแจ้ง หรือ Outdoor เช่น แคมปิ้ง เดินป่า ปีนเขา และดำน้ำ คุณคงเคยได้ยินแนวโน้มเรื่อง ท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ มาบ้าง โดยเฉพาะในช่วงสองถึงสามปีที่ผ่านมา

ในต่างประเทศ การท่องเที่ยวกล้างแจ้งที่เน้นเรื่องความรับผิดชอบมักใช้วลีว่า “Leave No Trace” หรือการท่องเที่ยวที่ไม่ทิ้งร่องรอยนอกจากรอยเท้า และถูกกำหนดให้เป็นจริยธรรมการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวต้องถือปฏิบัติตาม แม้ว่าแนวคิดเรื่อง “Leave No Trace” จะถูกริเริ่มในพื้นที่ทุรกันดาร แต่ภายหลังก็ได้รับการประยุกต์ใช้ในพื้นที่ต่างๆ ตั้งแต่สวนสาธารณะในเมืองไปจนถึงอุทยานแห่งชาติ ท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ

สำหรับในประเทศไทย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า ในปี 2562 ก่อนการระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศเดินทางเข้าอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ จำนวน 20,819,396 คน สร้างรายได้กว่าสองพันล้านบาท แต่สิ่งที่ตามมาคือ ผลกระทบต่อส่งแวดล้อม วิถีชีวิตของชุมชนโดยรอบอุทยานฯ และจำนวนนักท่องเที่ยวในบางแห่งเกินขีดความสามารถการรองรับของพื้นที่

ท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ
ภาพความแออัดของนักท่องเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม / ภาพถ่าย Nick Randle

หลังจากนั้น สื่อต่างๆ ก็ได้นำเสนอความเสื่อมโทรมของพื้นที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติกันมากขึ้น จนประชาชนเริ่มตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และเริ่มหันมาสนใจการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ และการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนกันมากขึ้น

หลักการทั้งเจ็ดข้อเกี่ยวกับ Leave No Trace เป็นหลักการที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางในต่างประเทศ แต่ก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่า หลักการดังกล่าวเป็นปัจจุบัน และมีความเหมาะสมกับภูมิสังคมของพื้นที่ที่แตกต่างกัน

เหล่านี้คือหลักการ 7 ประการ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำหรับการท่องเที่ยวในสถานที่กลางแจ้ง “อย่างรับผิดชอบ

ท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ
ภาพถ่าย Glenn Carstens

1. วางแผนและเตรียมตัวล่วงหน้า

เมื่อคุณจะออกเดินทางไปท่องเที่ยวในสถานที่ทางธรรมชาติ หากไม่มีข้อมูลหรือการเตรียมตัวไม่ดี อาจทำให้คุณประสบกับปัญหาบางอย่าง เช่น พื้นที่กางเต็นท์บางแห่งจำเป็นต้องจองก่อน หรือเส้นทางเดินป่าอยู่ในช่วงปิดเส้นทางประจำปี เป็นต้น และอาจทำให้คุณต้องหาสถานที่แห่งใหม่ที่คุณไม่ได้อยากไปมากนัก การเตรียมตัวล่วงหน้าประกอบด้วย การหาข้อมูลเกี่ยวกับจุดหมายปลายทางที่คุณกำลังจะไป และเตรียมอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ให้เหมาะสม ข้อมูลที่ควรทราบล่วงหน้า เช่น

  • กฎ ระเบียบ และข้อบังคับ ของสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ
  • สภาพที่อาจนำไปสู่เหตุกาณณ์อันตรายระหว่างการท่องเที่ยว เช่น น้ำป่าในช่วงฤดูฝน ลมมรสุมในทะเล และสัตว์ป่า เป็นต้น
  • วางแผนเรื่องเวลาการเดินทาง เพื่อหลีกเลี่ยงความแออัดในสถานที่ท่องเที่ยว
  • เตรียมอาหารและเครื่องดื่ม โดยใช้บรรจุภัณฑ์ที่จะกลายเป็นขยะให้น้อยที่สุด
การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน, ท่องเที่ยวอย่าางรับผิดชอบ, การท่ิงเที่ยวแห่งประเทศไทย, การเดินทาง, แคมปิ้ง
ภาพถ่าย Laura Pluth

2. เดินทางและตั้งแคมป์บนพื้นที่ที่จัดไว้

สำรวจพื้นที่รอบจุดกางเต็นท์ว่า พื้นผิวบริเวณนั้นมีความคงทนมากน้อยเพียงใด เช่น เป็นกรวดหิน ดิน หญ้าแห้ง หรือพื้นหินแข็ง ตั้งแคมป์ห่างจากพื้นที่ริมฝั่ง ริมทะเลสาบ หรือริมตลิ่ง ประมาณ 6-7 เมตร ที่สำคัญนักท่องเที่ยวควรกางเตนท์ในจุดที่จัดไว้ให้เท่านั้น ไม่ควรพยายามลักลอบไปกางเต็นท์ในจุดอื่นๆ หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมบนพื้นที่ที่มีพืชพรรณขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ และหากคุณเลือกกิจกรรมเดินป่า ควรเดินบนเส้นทางที่จัดไว้ แม้ว่าจะเป็นฤดูกาลที่เส้นทางเปียกแฉะ และเต็มไปด้วยโคลน

ภาพถ่าย Ethan Kuzina

3. กำจัดขยะอย่างเหมาะสม

ประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับประเทศไทย เนื่องจากขยะในสถานที่ท่องเที่ยวส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งในเรื่องการบริหารจัดการ และผลกระทบต่อระบบนิเวศ ดังนั้น สำนึกในเรื่องการจัดการขยะจึงเป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องใส่ใจ หลักการง่ายๆ ในเรื่องการกำจัดขยะอย่างเหมาะสมคือ “คุณนำอะไรเข้าไป คุณก็ต้องนำกลับออกมาด้วย” ทั้งกระดาษชำระ บรรจุภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับอาหาร และภาชนะบรรจุเครื่องดื่มทั้งหมด

นอกจากนี้ หากจำเป็นต้องทิ้งเศษอาหารต้องขุดหลุมลึกประมาณ 6 – 8 นิ้ว ห่างจากแหล่งน้ำประมาณ 6 เมตร เพื่อป้องกันสัตว์มาขุดคุ้ย และไม่เทน้ำเสียจากการล้างภาชนะลงแหล่งน้ำ รวมไปถึงไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ชำระร่างกายในแหล่งน้ำธรรมชาติ แต่ควรนำภาชนะบรรจุน้ำขึ้นมาชำระร่างกายห่างจากแหล่งน้ำอย่างน้อย 7 เมตร

การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน, การท่องเที่ยวอย่าางรับผิดชอบ, การท่ิงเที่ยวแห่งประเทศไทย, การเดินทาง, แคมปิ้ง
ภาพถ่าย Toa Heftiba

4. ก่อไฟให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด

กิจกรรมก่อกองไฟขณะแคมปิ้งเป็นกิจกรรมที่ไม่เคยตกยุค แต่ก็อาจเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ทำลายล้างได้มากที่สุดเช่นกัน ในปัจจุบัน อุปกรณ์แคมปิ้งต่างๆ ออกแบบมาให้ทันสมัยและพกพาสะดวกมากขึ้น สามารถใช้แทนการก่อไฟได้ เช่น เตาขนาดเล็กสำหรับทำอาหาร โดยที่นักท่องเที่ยวไม่ต้องก่อไฟบนพื้นดิน ข้อปฏิบัติที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรกคือ ก่อไฟในจุดที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น หลังจากใช้ความร้อนจากการก่อไฟแล้ว ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า เราดับไฟและถ่านทุกครั้ง รวมไปถึงขี้เถ้าที่เกิดความร้อนจากการก่อไฟ ควรทำให้เย็นลงด้วยการผสมกับดิน

การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน, การท่องเที่ยวอย่าางรับผิดชอบ, การท่ิงเที่ยวแห่งประเทศไทย, การเดินทาง, แคมปิ้ง
ภาพถ่าย Florida Guidebook

5. ไม่เก็บสิ่งที่อยู่ตามธรรมชาติติดตัวออกไป

ในอุทยานฯ บางแห่งติดป้ายว่า “เราจะไม่ทิ้งอะไรไว้นอกจากรอยเท้า เราจะไม่เก็บอะไรออกไปนอกจากภาพถ่าย” ประโยคนี้สะท้อนหลักการท่องเที่ยวอย่างอย่างรับผิดชอบได้เป็นอย่างดี แต่ด้วยสัญชาติญาณความกระหายใคร่รู้ของมนุษย์ ก็ทำให้เราเผลอหยิบโน่นจับนี่ไปโดยไม่รู้ตัว

เจ้าหน้าที่อุทยานฯ แนะนำว่า หากเราสนใจวัตถุที่อยู่ในธรรมชาติ ทั้งพืชและสัตว์ตัวเล็กๆ เราสามารถใช้เวลาสังเกตสิ่งนั้นได้อย่างเต็มที่ในป่า ไม่จำเป็นต้องเก็บติดตัวกลับไปสังเกตที่บ้าน หรือถ้าอยากเก็บความสวยงามของช่วงเวลานั้นก็กดบันทึกภาพถ่ายไว้ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการสลักเสลาชื่อของตัวเองลงบนเปลือกไม้และก้อนหิน

การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน, ท่องเที่ยวอย่าางรับผิดชอบ, การท่ิงเที่ยวแห่งประเทศไทย, การเดินทาง, แคมปิ้ง
ภาพถ่าย Matt Lavasseur

6. เคารพพื้นที่ของสัตว์ป่า

หากพบสัตว์ป่าระหว่างท่องเที่ยวทั้งเดินป่า และดำน้ำ สิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติคือการสัมผัสตัวสัตว์ และไม่ควรพยายามไล่ตาม หรือหลอกล่อให้สัตว์เข้าใกล้ด้วยอาหารของมนุษย์

ในอุทยานฯ บางแห่งได้จัดพื้นที่ส่องสัตว์ไว้ให้ และบางแห่งเตรียมกล้องส่องทางไกลไว้ วิธีเหล่านี้เป็นการเคารพวิถีชีวิตตามธรรมชาติสัว์ป่ามากกว่า เพราะพื้นที่ในป่าคือบ้านของพวกเขา ไม่ใช่ของมนุษย์ที่เพียงผ่านมาและกลับออกไป นอกจากนี้ การสัมผัสตัวสัตว์อาจทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเชื้อก่อโรคระหว่างมนุษย์และสัตว์ป่า

การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน, ท่องเที่ยวอย่าางรับผิดชอบ, การท่ิงเที่ยวแห่งประเทศไทย, การเดินทาง, แคมปิ้ง
ภาพถ่าย Scott Goodwill

7. เคารพเพื่อนร่วมทาง

หลักการข้อนี้มีวิธีคิดที่ง่ายมากคือ “จงปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่คุณอยากให้ผู้อื่นปฏิบัติกับคุณ” ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดของการใช้พื้นที่สาธารณะ

เคารพนักท่องเที่ยวท่านอื่นๆ ที่ใช้พื้นที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ไม่กางเต็นต์ใกล้กับนักท่องเที่ยวท่านอื่นมากเกินไป เว้นระยะให้มีความเป็นส่วนตัว ไม่ประกอบอาหารที่มีกลิ่นแรง และไม่สร้างเสียงดังรบกวนผู้อื่นขณะแคมปิ้ง คงไม่มีใครอยากเข้าป่าเพื่อไปฟังเสียงเอ็ดตะโรของมนุษย์

การเดินทางท่องเที่ยวในสถานที่ทางธรรมชาติเป็นการพักผ่อนหย่อนใจ แต่หลายครั้งการเดินทางก็อาจมีเรื่องไม่ประทับใจเกิดขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากกิจกรรมของมนุษย์ ดังนั้น หากเราใส่ใจและตระหนักเรื่องการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบมากขึ้น ทั้งธรรมชาติและนักท่องเที่ยวเองก็สามารถมีประสบการณ์ที่ดีระหว่างเดินทางได้ และสถานที่ทางธรรมชาติก็จะยังเป็นสถานที่ที่เรารู้สึกผ่อนคลายอย่างแท้จริง

เรื่อง ณภัทรดนัย

สนับสนุนโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ท่องเที่ยวเพื่อ “อาบป่า” – ธรรมชาติบำบัดเพื่อการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจในกาญจนบุรี

เรื่องแนะนำ

เยลโลว์สโตน: ผืนป่าแห่งการพิทักษ์

เยลโลว์สโตน สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ ทั้งสัตว์ดุร้าย หุบผาชันลึก น้ำตกที่ส่งเสียงครืนครั่น และน้ำร้อนจัด ซึ่งล้วนแล้วแต่สวยงามเมื่อเที่ยวชม แต่ก็ชวนให้หวาดหวั่นเมื่อเข้าไปสัมผัส

เทคโนโลยีใหม่ “เต็นท์” ที่ช่วยให้การตั้งแคมป์ใต้น้ำเป็นไปได้

“เต็นท์” ใต้น้ำใหม่นี้ช่วยให้นักดำน้ำสามารถงีบหลับ กิน อีกทั้งยังช่วยลดความดันอากาศใต้คลื่น ตั้งแต่รุ่งอรุณแห่งยุค SCUBA สมัยใหม่ นำโดย Jacques Cousteau ในต้นปี 1940 นักสำรวจมหาสมุทรได้แสวงหาวิธีการใหม่ในการอยู่ใต้ทะเลได้นานขึ้น เพราะเดิมทีถังออกซิเจนสามารถบรรจุก๊าซได้ในปริมาณที่จำกัด อีกทั้งในเรื่องของสรีรวิทยาของมนุษย์ภายใต้แรงดันน้ำในทะเลลึก ทำให้นักประดาน้ำจำเป็นต้องว่ายน้ำขึ้นมาหายใจบนผืนน้ำอยู่เป็นระยะ นักสำรวจของทาง National Geographic อย่าง Michael Lombardi และศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก Winslow Burleson ได้ทำการออกแบบและจดสิทธิบัตร “Ocean Space Habitant” หรือเต็นท์ใต้น้ำไว้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเอาไว้สนับสนุนและช่วยให้นักดำน้ำสามารถอยู่ในทะเลได้นานกว่าปกติ เมื่อความลึกไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไป การใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจใต้น้ำแบบธรรมดา (SCUBA) นั้นมีข้อจำกัดหลายประการ ประการแรกถือเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ที่จะสูดออกซิเจนเข้าไปในปริมาณที่มากกว่าปกติเวลาอยู่ใต้ทะเลลึก เพราะฉะนั้นการดำน้ำลึกแทบจะเป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้น้อยมาก ประการที่สองอาจเป็นกรณีที่ต้องพบกับปัญหา “โรคน้ำหนีบ” (The Bends) ซึ่งหากถึงตอนนั้นการรักษาอาจจะเป็นเรื่องยากและมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง “โรคน้ำหนีบ ถือเป็นอันตรายอย่างมากในความลึกของน้ำระดับนี้ นั่นหมายความว่าการเข้าถึงหน่วยฉุกเฉินใต้น้ำแทบจะกลายเป็นศูนย์เลย” เจนนิเฟอร์เฮย์ส ช่างภาพใต้น้ำกล่าว ในขณะที่สิ่งอำนวยความสะดวกใต้น้ำไม่เอื้ออำนวยเธอและคู่หูของเธอ ปลอดภัยไว้ก่อน จุดประสงค์ของ Ocean Space Habitat เพื่อแก้ปัญหาที่กล่าวไว้ข้างต้น ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์การดำน้ำ […]

เมื่อวันหนึ่ง… ฉันออกไป เดินป่าที่ออสเตรเลีย

Time Flies… คำ ๆ นี้จริงเสียยิ่งกว่าจริง ตุลาคม 2563 แล้วนี่คือเรื่องจริงใช่มั้ยทำไมเร็วจัง ปีแห่งเทศกาลเก็บตัว ปีแห่งมหกรรมเก็บตุน บันทึกการ เดินป่าที่ออสเตรเลีย สถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ดึงเวลาของเราให้ผ่านไปไวเหมือนโกหก เร็วจนต้องหันกลับมาถามตัวเองว่า ปีนี้เราเติมความสุขให้ตัวเองแล้วหรือยัง? คำถามนี้ติดตรึงอยู่ในสมองของ “สตางค์” เด็กไทยในต่างแดนใต้ผืนฟ้านครซิดนีย์ (ออสเตรเลีย) เธอคืออีกหนึ่งคนที่เชื่อ ว่า “ความสุขหาได้ไม่ยาก หากเรากล้าที่จะก้าวเข้าไปหามัน” แม้มีเวลาเพียงเล็กน้อย เธอก็พร้อมที่จะกระโดดใส่อย่างไม่ เกรงกลัว มันจะยากอะไร วันนี้ว่างนี่คะ เธอจึงไม่รอช้า “One Day Trip” ก็ไป อะไรก็ได้ อย่าไปคิดเยอะ หันหน้าเข้าป่า เดินออกกำลังกาย สลายเซลลูไลท์ สูดอากาศบริสุทธิ์ท่าจะดี แนวร่วมนั้นมีไม่มาก เพราะสถานที่ที่เธอและเพื่อนได้เสิร์ชหา ชื่อเสียงอาจดูไม่หวือหวามากสำหรับคนที่ใช้ชีวิตอยู่ที่ออสเตรเลีย นั่นคือ “Blue Mountains” โดยมีจุดท่องเที่ยวสำคัญที่คนส่วนใหญ่รู้จักคือ Three Sisters แต่วันนี้การนัดหมายกับเพื่อน ๆ ของสตางค์และทางกลุ่ม พวกเขากลับขอมุ่งหน้าไปยังอีกจุดหมายหนึ่งที่น่าสนใจกว่า โดยมีชื่อเรียกว่า “Hanging Rock” จุดเริ่มต้นกิจรรม เดินป่าที่ออสเตรเลีย จึงเริ่มขึ้น ผู้ร่วมเดินครั้งนี้มีทั้งหมด 5 ชีวิต คือ สตางค์ (เธอขอเรียกตัวเองว่าตังค์) กับเพื่อน 2 คน และเพื่อนใหม่ผู้รักการกดชัตเตอร์ อีก […]

เขาหลัก ตะกั่วป่า พังงา ในมุมมองที่ไม่เคยเห็น

หลังจากเป็นพื้นที่ยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมายาวนาน ในวันนี้ ทั้ง เขาหลัก และตะกั่วป่าพร้อมแล้วที่จะเป็นจุดหมายในใจของคนไทย เมื่อนึกถึงจุดหมายปลายทางฝั่งอันดามันในเมืองไทย หลายคนอาจนึกถึงจังหวัดภูเก็ต คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เป็นเช่นนั้น เพราะความมีเชื่อเสียงของบรรยากาศทะเลน้ำใส ชายหาดสวย เป็นตัวดึงดูดนักท่องเที่ยวจากหลากหลายประเทศให้เข้ามาเยือน จนเป็นจุดหมายปลายทางแรกๆ ที่หลายคนนึกถึงเมื่อเดินทางมาเยือนพื้นที่ทะเลอันดามันของไทย แต่สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยว การแสวงหาจุดหมายปลายทางใหม่ย่อมเป็นเรื่องท้าทาย จากพื้นที่จังหวัดของภูเก็ต หากข้ามสะพานสารสินซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อแผ่นดินใหญ่ก็จะเข้าสู่เขตจังหวัดพังงา ที่คนไทยหลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงจังหวัดทางผ่านของภูเก็ตเท่านั้น แต่สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ พังงามีพื้นที่ซึ่งเปรียบเหมือนอัญมณีสำหรับผู้ที่รักการท่องเที่ยวทะเลนั่นคือทะเลเขาหลัก ซึ่งอยู่ในพื้นที่อำเภอตะกั่วป่า ทะเลในพื้นที่นี้ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามและหาดทรายที่ขาวสะอาด อย่างไรก็ตาม นอกจากทะเลสวย พื้นที่ตะกั่วป่ายังมีสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่หลากหลาย รวมไปถึงแหล่งประวัติศาสตร์ที่มีความเกี่ยวข้องกับการทำเหมืองแร่ ชาวจีนอพยพ และอาหารเลิศรสให้ผู้ที่รักการเดินทางได้เข้ารับประสบการณ์ใหม่ในพื้นที่แห่งนี้ สถานที่ท่องเที่ยวในตัวอำเภอตะกั่วป่า – เมืองเก่าตะกั่วป่า บริเวณถนนศรีตะกั่วป่า ช่วงต้นยุครัตนโกสินทร์ เมืองตะกั่วป่า คือพื้นที่ที่มีความสำคัญด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ นั่นคือแร่ดีบุก ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) หลังมีการทำสนธิสัญญาเบอร์นีย์ สยามได้เริ่มเปิดการค้ากับต่างประเทศ และหวังให้แร่ดีบุกจากตะกั่วป่าเป็นสินค้าสำคัญ จึงได้มีการทำสัญญากับจักรพรรดิจีน เพื่อจ้างแรงงานจากมณฑลฝูเจี้ยน หรือมณฑลฮกเกี้ยน ให้มาเป็นแรงงานเหมืองแร่ดีบุก จนตะกั่วป่ากลายเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจอย่างมากในยุคนั้น ปัจจุบัน แม้ไม่มีการทำเหมืองแร่เช่นนั้นแล้ว แต่ยังคงหลงเหลือมรดกทางประวัติศาสตร์เป็นพื้นที่เมืองเก่าตะกั่วป่า ในถนนศรีตะกั่วป่า ซึ่งเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมรูปแบบชิโน-ยูโรเปียน ซึ่งหลายส่วนยังคงมีการอนุรักษ์ไว้ ให้บรรยากาศราวกับได้ย้อนกาลเวลาไปในยามที่ตะกั่วป่ายังเป็นเมืองเหมืองแร่อันรุ่งโรจน์ […]