ตำนาน คำสาปฟาโรห์ มีอยู่จริงหรือไม่ - National Geographic Thailand

ตำนาน คำสาปฟาโรห์ มีอยู่จริงหรือไม่

ตำนานเล่าขานที่มีมานับร้อยปีและสื่อบันเทิงร่วมสมัยได้เน้นภาพของความเชื่อของ คำสาปฟาโรห์ ที่ว่า การเปิดโลงศพมัมมี่อาจนำมาซึ่งความตาย

ภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับมัมมี่มักมีสิ่งที่เป็นที่รู้จักอยู่ 2 อย่าง: ความร่ำรวยฟู่ฟ่า และ คำสาปฟาโรห์ อันน่าสะพรึง ที่ทำให้นักล่าสมบัติต้องพบกับจุดจบอันเลวร้าย ทว่าในความเป็นจริง ฮอลลีวูดไม่ได้เป็นผู้สร้างแนวคิดเรื่องคำสาปนี้แต่เริ่มต้น

ความเชื่อเรื่อง “คำสาปมัมมี่” เริ่มเป็นที่พูดถึงกันไปทั่วโลก หลังจากการค้นพบสุสานตุตันคามุน ฟาโรห์ในราชวงค์ที่ 18 ของอียิปต์โบราณ ในปี 1922 ที่หุบเขากษัตริย์ (Valley of the King) นครลักซอร์ ประเทศอียิปต์

เมื่อ เฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ ได้เปิดหลุมสุสานเพื่อสอดสายตาเข้าไปยังโลงพระศพซึ่งถือเป็นสมบัติที่ถูกซุกซ่อนมานานกว่า 3,000 ปี เขาก็ได้เป็นผู้ปลดปล่อยความกระหายใคร่รู้เกี่ยวกับเรื่องราวของอียิปต์โบราณ

สมบัติที่อยู่ภายในสุสานของตุตันคามุนก่อให้เกิดข่าวใหญ่มากมาย โดยเฉพาะการเปิดห้องพระศพที่ตามมาในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 1923 และเรื่องราวการเสียชีวิตอันน่าตื่นตะลึงของ ลอร์ดคาร์นาวอน ผู้อุปถัมภ์การขุดค้น หลังจากเหตุการณ์นั้น

ในความเป็นจริง ลอร์ดคาร์นาวอนเสียชีวิตจากอาการโลหิตเป็นพิษ และมีคนที่อยู่ในเหตุการณ์เปิดโลงศพเพียง 6 คนจาก 26 คนที่เสียชีวิตไปในช่วง 10 ปีหลังจากนั้น และคาร์เตอร์ ผู้ที่ควรจะเป็นเหยื่อต้องคำสาปมากที่สุดก็ยังมีชีวิตถึงปี 1939 หรือเกือบ 20 หลังจากการเปิดโลงพระศพ

แม้จะดูเหมือนว่าคำสาปฟาโรห์นั้นไม่มีอยู่จริง แต่มันก็ไม่หมดความสามารถในการดึงดูดผู้ชมซึ่งน่าจะเป็นผู้ที่เริ่มต้นความเชื่อนี้เสียเองแต่อย่างใด

คำสาปฟาโรห์, ตุตันคามุน, อียิปต์
ร่างมัมมี่ของฟาโรห์ตุตันคามุนในภาพ ถือเป็นสิ่งที่ทำให้แนวคิดคำสาปฟาโรห์เผยแพร่ไปอย่างแพร่หลาย แต่แท้จริงแล้วที่มาของคำสาปกลับเริ่มต้นมาจากการแสดงบนเวทีในกรุงลอนดอนก่อนที่จะมีการค้นพบร่างของยุวกษัตริย์องค์นี้เมื่อปี 1922 มานับร้อยปี ภาพถ่ายโดย KENNETH GARRETT

การกำเนิดตำนานคำสาปฟาโรห์

โดมินิก มอนต์เซอร์แร็ต ผู้เชี่ยวชาญด้านอียิปต์ศึกษา ได้ค้นหาที่มาของตำนานคำสาปและได้ข้อสรุปว่ามาจากโชว์เต้นระบำเปลื้องผ้า (striptease) ในกรุงลอนดอนช่วงศตวรรษที่ 19 “’งานค้นคว้าของผมแสดงให้เห็นค่อนข้างชัดเจนว่าแนวคิดเรื่องคำสาปมัมมี่มีมาก่อนการค้นพบสุสานตุตันคามุนและการตายของเขาเป็นเวลานับร้อยปี” มอนต์เซอร์แร็ต ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Independent ของอังกฤษ ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต

มอนต์เซอร์แร็ตเชื่อว่า การแสดงโชว์ดังกล่าวที่มีเรื่องของการแกะห่อผ้ามัมมี่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้นักเขียนมากมายในยุคนั้นเล่าเรื่องเกี่ยวกับการแก้แค้นของมัมมี่ รวมไปถึง ลุยซา เมย์ อัลคอตต์ ผู้เขียนนวนิยายเรื่อง Little Woman (สี่ดรุณี) ก็ได้นำตำนานคำสาปนี้ไปใช้ในนวนิยายเรื่อง Lost in a Pyramid หรือ The Mummy Curse

“งานวิจัยของผมไม่เพียงแค่ยืนยันว่า มันไม่มีเรื่องราวจุดกำเนิดที่แท้จริงของคำสาปจากอียิปต์ยุคโบราณเท่านั้น แต่ยังมีสิ่งที่สำคัญกว่า คือเป็นการเปิดเผยว่าแนวคิดเรื่องคำสาปฟาโรห์ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากเรื่องราวการขุดค้นสุสานตุตันคามุนในปี 1923 ด้วยเช่นกัน” มอนต์เซอร์แร็ตกล่าวกับ Independent

(เชิญชมคลิปวิดีโอ อียิปต์ยุคโบราณ 101 จากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ได้ที่นี่)

อย่างไรก็ตาม สลิมา อิกราม ผู้เชี่ยวชาญด้านอียิปต์ศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยอเมริกันในกรุงไคโร และผู้ได้รับทุนจากสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เชื่อว่า ในยุคอียิปต์โบราณมีแนวคิดเรื่องคำสาปอยู่จริง โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบรักษาความปลอดภัยของสุสานในแบบดั้งเดิม เธอกล่าวว่า แมสตาบา (สุสานอียิปต์ในยุคก่อนพีรามิด) บางแห่งในเมืองกิซาและซัคคาราได้มีการแกะสลักคำสาปเพื่อข่มขวัญคนที่ต้องการหลบหลู่หรือต้องการปล้นสุสานหลวง

พวกเขาต้องการข่มขู่ผู้ที่มาลบหลู่ด้วยวิบากกรรมจากเทพเจ้าโดยสภาอันศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้า หรือให้ประสบความตายจากจระเข้ สิงโต แมงป่อง หรืองู

โลงศพพิษ?

ในหลายปีมานี้ มีบางคนตั้งข้อสังเกตว่าที่มาของคำสาปฟาโรห์นั้นเกิดเป็นเรื่องของปรากฎการณ์ชีววิทยาตามธรรมชาติ

เป็นไปได้หรือไม่ที่โลงศพซึ่งมีการปิดผนึกอย่างดีจะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อก่อโรคซึ่งเป็นอันตรายหรือสามารถทำให้ถึงแก่ชีวิตของผู้ที่เปิดโลงออกมาอีกครั้งในรอบพันปี โดยเฉพาะคนอย่างลอร์ดคาร์นาวอนที่มีระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้ว

โดยในสุสานไม่ได้บรรจุเพียงแค่ร่างไร้วิญญาณของมนุษย์เท่านั้น แต่รวมไปถึงอาหารและข้าวของเครื่องใช้สำหรับชีวิตหลังความตายด้วย

คำสาปฟาโรห์, ตุตันคามุน
ชายาสุลต่านและคณะผู้ตามเสด็จเยี่ยมชมสุสานตุตันคามุน: เหล่าสตรีทั้งจากโลกตะวันออกและตะวันตก นำโดยชายาสุลต่านแห่งอียิปต์และเลดี้เอเวอลีน เฮอร์เบิร์ต (บุตรีของลอร์ดคาร์นาวอน ผู้อุปถัมภ์การขุดค้น) เยี่ยมชมสุสานกษัตริย์ ซึ่งราชสำนักของพระองค์คงรุ่มรวยอลังการไม่แพ้ราชสำนักของกษัตริย์ยุคปัจจุบัน (ภาพถ่ายโดย: เมย์นาร์ด โอเวน วิลเลียมส์)

การศึกษาในห้องปฏิบัติการแสดงให้เห็นว่ามัมมี่โบราณบางร่างมีเชื้อราบางชนิด ซึ่งรวมไปถึง แอสเปอร์จิลลัส ไนเจอร์ (Aspergillus niger) และ แอสเปอร์จิลลัส ฟลาวัส (Aspergillus flavus) ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะเลือดคั่งหรือเลือดออกในปอด นอกจากนี้ แบคทีเรียที่โจมตีปอดอย่างซูโดโมแนส (Pseudomonas) และ สตาฟิโลคอคคัส (Staphylococcus) ก็สามารถเติบโตขึ้นได้ที่ผนังของสุสาน

เชื้อก่อโรคเหล่านี้อาจทำให้สุสานเป็นสถานที่สุดอันตราย แต่ดูเหมือนว่ามีนักวิทยาศาสตร์บางคนไม่ได้คิดเช่นนั้น

เอฟ. เดอวอล์ฟ มิลเลอร์ ศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยาที่มหาวิทยาลัยฮาวายแห่งมานัว (University of Hawaii at Manoa) เห็นด้วยกับความเห็นในแรกเริ่มของเฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ ที่ว่า: ถ้าหากพิจารณาจากสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นยุคนั้น บางทีลอร์ดคาร์นาวอนอาจมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยภายในสุสานมากกว่าภายนอกสุสานเสียด้วยซ้ำ

กลุ่มสำรวจชาวอียปต์ร่วมด้วยหัวหน้างานอย่าง มัสทาฟา อัปโด ค้นพบหลุมฝังศพของนักบวชที่ถูกตกแต่งอย่างปราณีต ภาพถ่ายโดย Ana Nabil, AP

“ทางตอนเหนือของอียิปต์ในช่วงทศวรรษ 1920 มันห่างไกลจากสิ่งที่เรียกว่า ‘สุขอนามัย’ มากเลยล่ะครับ” มิลเลอร์ กล่าวและเสริมว่า “ความคิดที่ว่าสุสานใต้ดิน หลังจากผ่านมา 3,000 ปีแล้ว อาจจะมีจุลินทรีย์ชนิดที่แปลกๆ ที่สามารถฆ่าคนได้ภายใน 6 สัปดาห์ถัดมา และการที่มันทำให้ก่อให้เกิดภาวะโลหิตเป็นพิษนี่เป็นเรื่องยากที่จะเชื่อครับ”

ในความเป็นจริง มิลเลอร์ กล่าวว่า เท่าที่เขาทราบ ไม่มีนักโบราณคดีหรือนักท่องเที่ยวแม้แต่คนเดียวที่เจอกับโรคภัยไข้เจ็บซึ่งเกิดจากสารพิษในสุสาน

แต่ตราบใดภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวคำสาปแช่งของมัมมี่ยังคงอยู่ ตำนานของคำสาปมัมมี่ก็ยังไม่มีวันสิ้นสุดเช่นกัน

เรื่อง BRIAN HANDWERK


อ่านเพิ่มเติม สถานที่รับทำ มัมมี่ – เพราะคนตายนั้นเป็นเงินเป็นทอง

มัมมี่, อียิปต์โบราณ

เรื่องแนะนำ

รูปที่มีทุกบ้าน

หากมองเผิน ๆ เราคงไม่รู้สึกประหลาดใจกับภาพถ่ายภาพนี้สักเท่าไร แต่ถ้าผมบอกว่าภาพนี้ถ่ายโดยช่างภาพชื่อ ดีน คองเกอร์ มีดีกรีเป็นช่างภาพ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ก็อาจจุดประกายความสนใจขึ้นมาได้บ้าง แล้วถ้าผมบอกเพิ่มอีกว่า ภาพนี้ถ่ายไว้ตั้งแต่ปี 1967 หรือตรงกับ พ.ศ. 2510 เป็นภาพหนึ่งที่ประกอบสารคดีเรื่อง “Hope and Fears in Booming Thailand” ตีพิมพ์ใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนกรกฎาคม ปีเดียวกันนั้น ก็น่าจะทำให้ใครหลายคนอยากรู้เรื่องราวเบื้องหลังมากขึ้น คำบรรยายภาพภาพนี้ระบุสั้น ๆ ว่า “พระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งกำลังศึกษาพระธรรมอยู่ในกุฏิที่วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ชายไทยส่วนใหญ่รวมถึงพระมหากษัตริย์ซึ่งพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ประดับอยู่บนผนังห้องจะได้รับผลบุญยิ่งใหญ่จากการบวชเรียนเป็นพระภิกษุ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ตาม” ภาพถ่ายภาพนี้มีอายุเกือบครึ่งศตวรรษ หากบวกเวลาเพิ่มเข้าไปอีก 20 ปีคงหมายถึงหนึ่งชั่วอายุคนและหมายถึงช่วงเวลา 70 ปีที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ของปวงชนชาวไทย รัชสมัยอันยาวนานนี้หมายความว่า คนไทยส่วนใหญ่เกิดและเติบโตขึ้นใน แผ่นดินรัชกาลที่ 9 แม้วันนี้พระองค์จะจากพวกเราไป พร้อม ๆ กับที่ยุคสมัยหรือหน้าประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่หน้าหนึ่งได้ปิดฉากลง นั่นคือความเป็นจริงอันเจ็บปวดที่เราจำต้องยอมรับ  และก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยกัน ในบทความเรื่อง “พระราชวงศ์ผู้ทรงงานของไทย” หรือ “Thailand’s Working Royalty” ตีพิมพ์ใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับตุลาคม ปี 1982 ผู้เขียนมีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อกราบบังคมทูลสัมภาษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสถึงความเปลี่ยนแปลงในบ้านเมืองโดยทรงไล่เรียงความเป็นไปในแต่ละรัชกาล จนมาถึงรัชสมัยของพระองค์ว่า “แล้วเราก็เข้ามา [เสด็จขึ้นครองราชย์] ตอนนั้นเราอายุ 18 ถึงตอนนี้ก็ 36 ปีแล้ว เป็นเวลายาวนานทีเดียว ตอนที่เราเข้ามารับหน้าที่นี้ในพระราชวัง ทั้งเก้าอี้และพรมมีรูโหว่ พื้นก็ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด พระราชวังอยู่ในสภาพเก่าทรุดโทรม ตอนนั้นเป็นช่วงหลังสงคราม และไม่มีใครคอยดูแล เราต้องสร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นใหม่ เราไม่รื้อทำลาย แต่ค่อย ๆ ประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกันทีละชิ้น นี่ก็ล่วงเข้า 36 ปีแล้ว ดังนั้นรัชสมัยนี้อาจเป็นเรื่องของการก้าวไปทีละก้าว [เป็น] วิวัฒนาการมองหาสิ่งดี ๆ จากอดีต ประเพณียังคงอยู่และได้รับการปรับเปลี่ยน นี่คือบทเรียน: เรานำประเพณีเก่าแก่มาบรูณะขึ้นใหม่ เพื่อใช้ประโยชน์ในปัจจุบันและอนาคต”      ปวงข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้   อ่านเพิ่มเติม : คุยกับซีซาร์ มิลแลน, ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙

หากสองเกาหลีรวมกันอีกครั้ง

ประชาชนชาวเกาหลีมีความคิดเห็นอย่างไรต่อการกลับมารวมประเทศกันอีกครั้ง ด้านนักวิชาการเชื่อว่ากระบวนการรวมชาติเกาหลีต้องใช้ค่าใช้จ่ายมากถึงหลายล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ และคงใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปี กว่าสองประเทศที่แตกต่างจะกลับมาเป็นหนึ่งได้

วัยรุ่นในทศวรรษ 1950 ทำให้การฉีดวัคซีนกลายเป็นเรื่องเท่ได้อย่างไร

วัยรุ่นอเมริกันได้กลายเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม เมื่อพวกเขาผลักดันการ ฉีดวัคซีน โปลิโอในแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง มันเป็นคืนวันเสาร์ที่อัลเบียน เมืองเล็กๆ ทางตะวันออกของเมืองแบตเทิลครีก มิชิแกน เหล่าวัยรุ่นกำลังต่อแถวรอเต้นในโรงยิมของโรงเรียน ส่วนค่าเข้างั้นหรือ? ใช้แค่ตัวเปล่าก็พอ ปีนั้นคือปี 1958 และนี่ไม่ใช่การออกเที่ยวในคืนวันเสาร์แบบทั่วๆไป ที่นี่เรียกว่า “ซอล์ก ฮ๊อป” (Salk Hop) ซึ่งเป็นสถานที่ที่เปิดให้เฉพาะคนหนุ่มสาวที่ยินยอมรับการ ฉีดวัคซีน โปลิโอที่พัฒนาขึ้นโดยโจนัส ซอล์ก (Jonas Salk) หรือมีการแสดงหลักฐานที่ได้รับการฉีดวัคซีนก่อนเข้าไป การเต้นรำเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้กับความลังเลใจของผู้คนเกี่ยวกับวัคซีนโปลิโอที่ได้ล่วงมาเป็นปีที่ห้าแล้ว การรณรงค์ครั้งนี้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข และผู้คนที่เปี่ยมไปด้วยพลังงาน ความคิดสร้างสรรค์ หรือแม้แต่พลังขับเคลื่อนทางเพศ พวกเขาคือสิ่งที่ทรงพลังสิ่งใหม่ในสังคมอเมริกัน พวกเขาเหล่านั้นคือวัยรุ่น โรคโปลิโอ (Poliomyelitis) สามารถติดต่อกันได้ การเจ็บป่วยจากโปลิโออาจนำไปสู่การเป็นอัมพาต พิการหรือถึงแก่ความตาย โรคนี้ไม่ได้แพร่หลายนักในสหรัฐอเมริกาจนกระทั่งต้นศตวรรษที่ 20 ก่อนหน้านั้นพลเมืองสัมผัสกับไวรัสโปลิโอเป็นประจำผ่านน้ำดื่มที่ไม่ถูกสุขอนามัยซึ่งช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติให้กับพวกเขา อีกทั้งยังมีบรรดาคุณแม่ที่ส่งต่อภูมิคุ้มกันนี้ให้ลูกผ่านการให้น้ำนมจากเต้า มีการทำระบบท่อระบายน้ำและระบบน้ำให้ทันสมัยขึ้น แต่มันกลับส่งผลให้คนได้รับภูมิคุ้มกันน้อยลง และยิ่งทำให้เด็กๆ เสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้น ช่วงยุคเบบี้บูมในสมัยปลายทศวรรษ 1940 และต้นทศวรรษ 1950 ได้สร้างเงื่อนไขที่สมบูรณ์แบบในการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโปลิโอ ทันใดนั้น ไม่มีใครได้รับภูมิคุ้มกันอีกต่อไป ในทุกฤดูร้อน เริ่มปรากฏผู้ป่วยเด็กนับหมื่น […]

พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์: ทหาร-นายกฯ-องคมนตรีแห่งประวัติศาสตร์ไทย

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ขอบคุณภาพจาก https://www.posttoday.com/politic/news/590212 พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ คือผู้ที่ไต่เต้ามาจากสามัญชน มาสู่ประธานองคมนตรี และเป็นผู้ที่มีบทบาทและอิทธิพลในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัยมาตลอดช่วงชีวิต หลังจากที่ประเทศไทยได้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปเมื่อวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2562 ก็ได้มีข่าวสำคัญที่สร้างความสั่นสะเทือนเป็นอย่างยิ่งในประเทศไทย นั่นคือข่าวที่ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ได้ถึงแก่อสัญกรรม ในวัย 98 ปี 9 เดือน ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่อเช้าวันที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นคนไทยในยุคสมัยใด ก็คงจะมีภาพจำของ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะประธานองคมนตรี ที่ทำงานสนองเบื้องพระยุคคลบาท รัชกาลที่ 9 และ รัชกาลที่ 10 และได้มีบทบาทสำคัญทั้งในการทหารและการเมืองไทยมาหลายทศวรรษ จากสามัญชนจากจังหวัดสงขลา พลเอกเปรมฯ ได้กลายมาเป็นบุคคลสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ไทยได้อย่างไร นักเรียนทหารบกจากจังหวัดสงขลา พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เกิดเมื่อวันที่ 26 […]