ศตวรรษแห่งความบอบช้ำของเด็ก ชาวอเมริกันพื้นเมือง ในโรงเรียนประจำสหรัฐฯ

ศตวรรษแห่งความบอบช้ำของเด็ก ชาวอเมริกันพื้นเมือง ในโรงเรียนประจำสหรัฐฯ

โรงเรียนที่ได้รับทุนจากรัฐบาลกลางใช้กลยุทธ์กดขี่ข่มเหงเพื่อลบล้างวัฒนธรรมดั้งเดิมของเด็กๆ ชาวอเมริกันพื้นเมือง อีกทั้งยังก่อให้เกิดโครงการที่คล้ายกันในแคนาดา นี่คือความคิดริเริ่มใหม่ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อคำนึงถึงอดีตอันโหดร้ายในครั้งนั้น

ซิตคาลา-ชาช (Zitkála-Šá) มีอายุได้เพียง 8 ปีเมื่อเหล่ามิชชันนารีมาถึง เธอถูกล่อลวงจากจากเขตสงวนชาวอินเดียนแดงแยงก์ตันที่เซาท์ดาโคตา (Yankton Indian Reservation) ด้วยคำสัญญาที่จะพาไปพบกับการผจญภัย ความสะดวกสบาย และการศึกษา ในปี ค.ศ. 1884 เด็กสาว ชาวอเมริกันพื้นเมือง คนนี้เต็มใจที่จะเดินทางไปสู่เมืองวอแบช รัฐอินดีแอนา เพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนประจำที่ดูแลโดยกลุ่มเควกเกอร์ (Quakers) ซึ่งอุทิศให้กับการฝึกอบรมเด็กชาวอเมริกันพื้นเมือง

จากนั้น เธอได้รู้ว่าครูที่นำเสื้อผ้าแบบดั้งเดิมของเธอออกไปเมื่อมาถึงต้องการตัดผมของเธอด้วย ซิตคาลา-ชาช ภาคภูมิใจในผมยาวสีดำของเธอ นอกจากนั้น เธอถูกเลี้ยงดูมาโดยความคิดว่าผมสั้นคือความอับอายของนักรบที่ถูกจับ เธอหลบหนีจากเด็กคนอื่นๆ แต่พวกผู้ใหญ่ก็พบที่ซ่อนของเธอ พวกเขาลากเธอเข้าไปในอีกห้องหนึ่ง และจับเธอมัดกับเก้าอี้

“ฉันกรีดร้องดังลั่น และสะบัดหัวของฉันอยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่งฉันสัมผัสถึงคมกรรไกรที่เย็นเฉียบบนคอของฉัน และได้ยินมันกัดผมเปียหนาตัวหนึ่งของฉัน” เธอเขียนลงในไดอารี่ที่ชื่อว่า เรื่องราวของอเมริกันอินเดียน (American Indian Stories) ในปี 1921 “จากนั้นจิตวิญญาณของฉันได้สูญสิ้น” เธอถูกเปลี่ยนชื่อโดยเหล่ามิชชันนารีว่า Gertrude ต่อมา ซิตคาลา-ชาช ใช้ชีวิตในวัยเด็กที่เหลืออยู่ที่โรงเรียนประจำสำหรับนักเรียนชาวพื้นเมือง

 

อเมริกันพื้นเมือง, อินเดียนแดง
ในวัยผู้ใหญ่ ซิตคาลา-ชาช ปล่อยผมยาวเพื่อต่อต้านโรงเรียนประจำที่บังคับให้เธอตัดผมเพื่อให้เข้ากับวัฒนธรรมของคนผิวขาว ในฐานะนักเขียน และนักเคลื่อนไหว เธอใช้ชีวิตต่อสู้เพื่อสิทธิของชนพื้นเมืองอเมริกัน ภาพถ่าย SCIENCE HISTORY IMAGES / ALAMY

เธอเป็นหนึ่งในนักเรียนหลายแสนคนที่เข้าเรียนในโรงเรียนดังกล่าวในสหรัฐอเมริกาช่วงศตวรรษที่ 19 และ 20 โรงเรียนประจำของสหรัฐฯ ได้สร้างแรงบันดาลใจในโครงการที่คล้ายกันในแคนาดา ซึ่งขณะนี้กำลังเกิดความปั่นป่วนจากการค้นพบหลุมศพไม่มีระบุชื่อหลายร้อยหลุมในโรงเรียนประจำที่เด็กชาวอเมริกันพื้นเมืองถูกบังคับให้เข้าเรียน

การค้นพบที่น่าสยดสยองนี้บีบให้สหรัฐฯ ต้องสะสางเกี่ยวกับโรงเรียนประจำที่อยู่อาศัยของเด็กชาวอเมริกันพื้นเมือง เด็กๆ ถูกลงโทษเพียงแค่พูดภาษาของพวกเขา บังคับให้พวกเขาใช้ชื่อใหม่ และบังคับให้พวกเขาเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ มิหนำซ้ำหลายคนยังได้รับทุนจากรัฐบาลกลางในความพยายามอย่างทะเยอทะยานที่จะบังคับให้ชนพื้นเมืองอเมริกันหลอมรวมเข้ากับสังคมคนอเมริกันผิวขาว

โรงเรียนประจำสำหรับชาวอเมริกันพื้นเมืองแห่งแรก

ชนพื้นเมืองอเมริกันได้อยู่อาศัย และดูแลดินแดนดั้งเดิมของพวกเขาเป็นเวลานับพันปีก่อนที่ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวผิวขาวจะมาถึงในช่วงปี 1600 อย่างไรก็ตาม แทนที่จะเรียนรู้จากชนพื้นเมืองของดินแดนนี้ ผู้ตั้งถิ่นฐานเริ่มกดดันชาวอเมริกันพื้นเมืองให้ละทิ้งสังคมดั้งเดิมของตน และยอมรับวิถีของสาธารณรัฐใหม่

ในปี ค.ศ. 1830 สภาคองเกรสได้ผ่านกฎหมายการถอดถอนชาวอินเดียน ซึ่งเป็นกฎหมายที่อนุญาตให้รัฐบาลกลางแลกเปลี่ยนที่ดินทางตะวันตกของสหรัฐฯ กับบ้านเกิดของบรรพบุรุษของชนเผ่าบางเผ่าทางตะวันออก แต่ถึงแม้จะเป็นนายหน้าซื้อขายสนธิสัญญากับชนเผ่าพื้นเมืองกว่า 350 ฉบับ สหรัฐฯ ไม่ได้ทำตามสัญญา แทนที่จะอนุญาตให้คนพื้นเมืองสร้างบ้านถาวรทางทิศตะวันตก มันกลับผลักพวกเขาไปสู่เขตสงวนที่รัฐบาลกำหนดไว้ให้

โรงเรียนประจำในสหรัฐอเมริกาสำหรับเด็กชาวอเมริกันพื้นเมือง

โรงเรียนอุตสาหกรรมอินเดียนคาร์ไลล์ (Carlisle Indian Industrial School) เปิดทำการในปี 1879 เป็นโรงเรียนประจำแห่งแรกที่ให้ความรู้แก่เด็ก ๆ ชาวอเมริกันพื้นเมือง ปรัชญาของโรงเรียนที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลกลางคือ “ฆ่าชาวอินเดียน ช่วยชายคนนั้น” โดยบังคับให้พวกเขาทำตัวกลมกลืนวัฒนธรรมของคนผิวขาว โดยห้ามการใช้ภาษาพื้นเมือง และการปฏิบัติทางวัฒนธรรม ในปี 1891 สหรัฐฯ ผ่านกฎหมายกำหนดให้เด็กพื้นเมืองต้องเข้าโรงเรียน โรงเรียนคาร์ไลล์กลายเป็นต้นแบบสำหรับโรงเรียนแบบเดียวกันกว่า 300 แห่งทั่วสหรัฐอเมริกา

 

โรงเรียนประจำ, โรงเรียน
ตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปีของการดำเนินงาน มีเด็กชาวอเมริกันพื้นเมืองมากกว่า 12,000 คนเข้าเรียนในโรงเรียนอุตสาหกรรมอินเดียนคาร์ไลล์ ในเมืองคาร์ไลล์ รัฐเพนซิลเวเนีย โดยปรัชญาของโรงเรียนคือการ “ฆ่าชาวอินเดียน” และปลูกฝังเด็กชาวอินเดียนด้วยค่านิยมทางวัฒนธรรมของผู้ตั้งถิ่นฐานผิวขาวแทน ภาพถ่าย LIBRARY OF CONGRESS

การกดขี่ในนามของการดูดกลืนวัฒนธรรม

ที่โรงเรียนประจำของรัฐบาลกลางที่ตั้งอยู่ในชุมชนคนผิวขาว เด็กๆ จะได้รับชื่อแบบคนผิวขาวชาวแองโกล
(Anglo) ภาษาพื้นเมือง อีกทั้งมีการห้ามการปฏิบัติทางวัฒนธรรมดั้งเดิมของพวกเด็กๆ การศึกษาที่เข้มงวดของพวกเขาประกอบไปด้วยการเรียนภาษา การเรียนในด้านของการใช้แรงงาน การดูแลบ้าน และการทำฟาร์ม มากไปกว่านั้น เด็กนักเรียนจะต้องช่วยให้โรงเรียนอยู่ได้อย่างพอเพียง โดยการใช้แรงงานของพวกเขาระหว่างที่ไม่ได้อยู่ในห้องเรียน

สำหรับหลายๆ คนโรงเรียนเป็นแหล่งบ่มเพาะความอัปยศ การล่วงละเมิด และการตกเป็นเหยื่อ มิหนำซ้ำโรงเรียนยังเป็นสถานที่อันตรายอีกด้วย ความสกปรก และความแออัดทำให้เกิดโรคติดต่อ เช่น วัณโรค ไข้หวัดใหญ่ และไข้ทรพิษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่นักเรียนที่อ่อนแอจากการบาดเจ็บ และการปันส่วนที่น้อยนิด โรงเรียนมีสุสานของตัวเอง และนักเรียนมักจะสร้างโลงศพของเพื่อนร่วมชั้น

เด็กคนอื่นๆ เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย หรือหลบหนีออกไป การปฏิบัตินี้เป็นเรื่องธรรมดามากเสียจนบางโรงเรียนเสนอเงินรางวัลให้กับการจับเด็กที่หลบหนี “แรงดึงดูดที่หวนคืนให้กลับไปใช้ชีวิตในธรรมชาติ ด้วยอิทธิพลจากคนป่าเถื่อนรอบๆ ตัว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าแรงดึงดูดนี้มันจะรุนแรงเพียงใด” นักข่าวหนังสือพิมพ์คนหนึ่งเขียนบทความเกี่ยวกับชีวิตที่สถาบันแรงงานอินเดียนาของไวท์ (White’s Indiana Manual Labor Institute) ในเมืองวาแบช รัฐอินดีแอนา โรงเรียนซิตคาลา-ชาชเคยเข้าเรียน

ทว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มองว่าโรงเรียนเหล่านี้ประสบความสำเร็จมาก จนในปี ค.ศ. 1891 รัฐบาลสหรัฐได้ผ่านกฎหมายของรัฐบาลกลางที่บังคับให้เด็กพื้นเมืองต้องเข้าเรียน สำนักกิจการอินเดียน (The Bureau of Indian Affairs) หน่วยงานของรัฐบาลกลางที่ถูกมอบหมายให้แจกจ่ายอาหาร ที่ดิน และข้อกำหนดอื่นๆ ที่รวมอยู่ในสนธิสัญญากับชนเผ่าพื้นเมือง จะระงับการส่งอาหาร และสินค้าอื่นๆ จากผู้ที่ปฏิเสธที่จะส่งลูกไปโรงเรียน หรือแม้แต่ส่งเจ้าหน้าที่ไปบังคับพาตัวเด็กออกจากเขตสวงน มันคือ “อารยธรรมโดยการลักพาตัว” กล่าวโดยผู้สนับสนุนชาวอเมริกันพื้นเมืองคนหนึ่งในการพิจารณาคดีในรัฐสภาปี ค.ศ. 1927

ชนพื้นเมืองอเมริกันรุ่นก่อนต้องสูญเสียดินแดนเกือบทั้งหมด ตอนนี้ โรงเรียนประจำได้พรากครอบครัวของพวกเขา พร้อมๆ กับทำให้ภาษา และวัฒนธรรมของพวกเขาตกอยู่ในอันตราย

ผู้ปกครองชาวอเมริกันพื้นเมืองหลายคนไม่ยอมถูกพรากเด็กๆ ของพวกเขาไปโดยไม่ได้ต่อสู้ เกิดการประท้วงที่น่าจดจำครั้งหนึ่งในปี ค.ศ. 1894 เมื่อชายโฮปี (Hopi) กลุ่มหนึ่งในรัฐแอริโซนาปฏิเสธที่จะส่งลูกไปอยู่อาศัยที่โรงเรียนประจำ พวกเขาทั้ง 19 คนนั้นถูกคุมตัวไปที่เกาะอัลคาทราซในรัฐแคลิฟอร์เนีย ห่างจากครอบครัวของพวกเขาประมาณ 1,600 กิโลเมตร และถูกคุมขังอยู่ที่นั่นเป็นเวลาหนึ่งปี

ชาวอเมริกันพื้นเมือง, อินเดียนแดง
ในศตวรรษที่ 19 และ 20 สหรัฐฯ ได้จัดตั้งโรงเรียนประจำของชาวอินเดียนที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลกลางที่มีจุดประสงค์เพื่อลบล้างวัฒนธรรมของเด็ก ๆ ชาวอเมริกันพื้นเมืองออก โดยโรงเรียน Carlisle Indian Industrial ดังที่เห็นในภาพ เป็นตัวอย่างโรงเรียนที่โดดเด่นที่สุด
ภาพถ่าย LIBRARY OF CONGRESS

การต่อสู้เพื่อปิดโรงเรียนประจำ

อย่างไรก็ตาม ในตอนต้นของศตวรรษที่ 20 ความกระตือรือร้นที่มีต่อระบบลดน้อยลง และโรงเรียนต่างๆ ได้ทรุดโทรมลง ในปี ค.ศ. 1928 รัฐบาลสหรัฐฯ ได้มอบหมายสิ่งที่เรียกว่ารายงานเมริยาม (Meriam Report) ซึ่งเป็นข้อมูลอัปเดตที่ครอบคลุมเกี่ยวกับสถานะของกิจการเกี่ยวกับชนพื้นเมืองอเมริกัน ผู้เขียนวิพากษ์วิจารณ์ทุกอย่างตั้งแต่สภาพที่ทรุดโทรมของโรงเรียน ไปจนถึงการใช้แรงงานหนักที่เด็กๆ ถูกบังคับให้ทำ และชี้ให้เห็นว่าโรงเรียนอาศัยเทคนิคการสอนที่ล้าสมัย เช่น การเรียนรู้แบบท่องจำ และการสวด เหล่านักเรียนต่างรู้สึกเครียด หิวโหย ป่วย และขวัญเสีย อีกทั้งพวกเขายังถูกลงโทษบนร่างกายอย่างรุนแรง

รายงานดังกล่าวส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในทันที หนึ่งในนั้นคือ การจัดสรรเงินทุนฉุกเฉินเพื่ออาหารและเสื้อผ้าที่ดีขึ้นในโรงเรียน แม้ว่ารายงานดังกล่าวจะแนะนำให้รื้อถอนระบบโรงเรียนประจำเพื่อเปลี่ยนเป็นแบบไปกลับ แต่โรงเรียนประจำก็ยังคงอยู่

ในขณะเดียวกัน รอยแยกที่พวกเขานำมาสู่วัฒนธรรมพื้นเมืองก็เปิดกว้างขึ้น ภาษาพื้นเมืองเริ่มเสื่อมลง ด้วยการพรากเด็กๆ ออกจากเขตสงวนชนพื้นเมือง และการบังคับใช้ภาษาอังกฤษ ทักษะการเลี้ยงดูแบบชนพื้นเมืองไม่ได้ถูกส่งต่อไปยังรุ่นลูกหลาน และช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีการรายงานว่าเด็ก ๆ ในโรงเรียนถูกละเลย ทั้งยังถูกทารุณกรรมทางร่างกาย และทางเพศอย่างกว้างขวาง

“ข้อความที่น่าสลดมากที่สุด คือข้อความที่เกิดขึ้นจากการเกลียดชังตัวพวกเขาเอง” เขียนโดย Mending the Sacred Hoop องค์กรไม่แสวงหากำไรที่ทำงานเพื่อยุติความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อสตรีชนพื้นเมือง ในรายงานเกี่ยวกับประสบการณ์ของโรงเรียนประจำ องค์กรที่ไม่แสวงผลกำไรนี้ได้ติดตามความรุนแรงที่เกิดขึ้นในชุมชนของชาวอเมริกันพื้นเมือง ในการถูกทารุณกรรม และบาดแผลทั้งทางกาย และจิตใจ ที่เด็กจำนวนมากได้รับระหว่างการศึกษา

ชนพื้นเมืองอเมริกันยังคงต่อสู้เพื่อปิดโรงเรียนประจำ การศึกษาแบบกำหนดได้ด้วยตนเองเป็นสิ่งสำคัญสำหรับขบวนการชาวอินเดียนแดงที่กำลังขยายตัวในทศวรรษที่ 1960 และ 1970 ในปี ค.ศ. 1975 สภาคองเกรสผ่านบัญญัติการช่วยเหลือตนเอง และการให้ความช่วยเหลือด้านการศึกษาของชาวอินเดียน (Indian Self-Determination and Education Assistance Act) ที่จะมอบอำนาจให้ชนเผ่ารับผิดชอบโครงการต่างๆ ที่รัฐบาลสหพันธรัฐบริหารจัดการ

มันเป็นจุดจบของโรงเรียนประจำแบบที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ แต่ยังมีส่วนน้อยที่ยังคงอยู่ ปัจจุบันนี้สำนักงานการศึกษาของอินเดียนยังคงดำเนินการโรงเรียนประจำ 4 แห่งโดยตรงในรัฐโอคลาโฮมา แคลิฟอร์เนีย โอเรกอน และเซาท์ดาโคตา ตามการรายงานของ สหพันธ์การเยียวยาชนพื้นเมืองอเมริกันในโรงเรียนประจำแห่งชาติ (National Native American Boarding School Healing Coalition) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ได้ระบุว่าในปี ค.ศ. 2021 นี้ยังมีโรงเรียนประจำ 15 แห่ง และเมื่อรวมกับโรงเรียนที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลกลางจะมีทั้งหมด 73 แห่ง

คำนึงถึงอดีตที่เกิดขึ้น

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 รัฐบาลกลางเริ่มรับรู้ถึงมรดกอันน่าสยดสยองของโรงเรียนประจำ ในปี ค.ศ. 2009 สภาคองเกรสได้มีมติร่วมกันในการขอโทษต่อชนพื้นเมืองอเมริกันซึ่งรวมถึงการอ้างอิงถึง “การบังคับขับไล่เด็กพื้นเมืองออกจากครอบครัวของพวกเขาไปยังโรงเรียนประจำที่อยู่ห่างไกล สถานที่ที่ภาษาพื้นเมือง และการปฏิบัติของพวกเขาเป็นสิ่งต้องห้าม และถูกลดคุณค่า” ในปี ค.ศ. 2016 กองทัพสหรัฐฯ ได้เริ่มส่งศพบางส่วนที่ถูกฝังไว้ที่โรงเรียนคาร์ไลล์อินเดียนกลับไปยังชนเผ่า และกลุ่มของพวกเขา มันเป็นความพยายามหนึ่งเดียวที่มีการทำในสหรัฐ โดยการส่งศพกลับกำลังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ

ตัวเลขทั้งหมดของเด็กที่ถูกส่งตัวไปโรงเรียนประจำซึ่งเกิดขึ้นยาวนานนับศตวรรษของพวกเขานั้นยังไม่ชัดเจน แต่รอยแผลเป็นยังคงปรากฎชัด และบาดแผลนี้ได้ถูกเปิดขึ้นอีกครั้งพร้อมกับรายงานล่าสุดเกี่ยวกับหลุมศพที่ไม่ระบุชื่อในแคนาดา เพื่อเป็นการตอบสนองต่อสิ่งนี้ Deb Haaland รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยซึ่งเป็นชนพื้นเมืองอเมริกันคนแรกที่ได้ทำหน้าที่เป็นเลขานุการคณะรัฐมนตรี ได้ประกาศโครงการริเริ่มโรงเรียนประจำของรัฐบาลกลางอินเดียน (Federal Indian Boarding School Initiative) ซึ่งเป็นโครงการที่ออกแบบมาเพื่อทบทวนประวัติศาสตร์ และมรดกอันโหดร้ายของโรงเรียนประจำเหล่านี้ โดยโครงการนี้จะสืบสวนเกี่ยวกับสถานที่ฝังศพที่ทราบ และถูกต้องสงสัย

พันธมิตรโรงเรียนประจำของชนพื้นเมืองอเมริกัน (The Native American boarding school coalition) ชื่นชมต่อความคิดริเริ่มนี้ “พวกเรามีสิทธิ์ที่จะรับรู้ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับเด็ก ๆ ที่ไม่เคยได้กลับบ้านจากโรงเรียนประจำสำหรับชาวอเมริกันพื้นเมือง” องค์กร NABS ได้กล่าวเพิ่ม “มันถึงเวลาแล้วสำหรับความจริง และการเยียวยา”

เรื่อง เอริน เบลคมอร์ 

แปล ปรมินทร์ แสงไกรรุ่งโรจน์

โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย


อ่านเพิ่มเติม นิวซีแลนด์มอบสถานะบุคคลให้แม่น้ำของชาวเมารี

เรื่องแนะนำ

กำแพงเมืองจีน ป้องกันศัตรูได้จริงหรือ

ราชวงศ์หมิงสร้าง กำแพงเมืองจีน ยาวกว่า 21,200 กิโลเมตรเพื่อป้องกันผู้รุกราน แต่แท้จริงแล้วมันมีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับศัตรูขนาดไหน? กำแพงเมืองจีน เป็นเพียงหนึ่งในหลากหลายกลยุทธ์เพื่อป้องกันประเทศ กำแพงเมืองจีนที่ทอดยาวออกไปกว่า 21,200 กิโลเมตรนี้ แทนที่จะเป็นกำแพงเดียวที่ต่อเนื่องกัน กลับประกอบไปด้วยส่วนเล็กๆ มากมาย ที่ถูกสร้างขึ้นในยุคต่าง ๆ ของประวัติศาสตร์จีน ป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุย้อนไปถึงศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล แต่ส่วนที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดีที่สุดถูกสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1368-1644) กำแพงเมืองจีน เป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางวิศวกรรม และชัยชนะในความเฉลียวฉลาดของมนุษยชาติ แต่คำตัดสินชี้ขาดที่แท้จริงอยู่ที่ว่ากำแพงเมืองจีนสามารถทำหน้าที่หลักคือการป้องกันศัตรูได้ดีแค่ไหน  ภัยรุกรานจากทิศเหนือ  ภัยรุกรานหลักของจีนนั้นมาจากประเทศเพื่อนบ้านทางเหนือ นั่นคือเหล่าคนเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนที่อาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าสเตปป์ที่มีพรมแดนติดกันตั้งแต่ศตวรรษที่สี่ก่อนคริสต์ศักราช เนื่องจากสภาพแวดล้อมอันเลวร้าย ทำให้ผู้คนพออยู่รอดได้ แต่ไม่มีสิ่งอื่นมากนัก ชาวเหนือเหล่านี้ริษยาในสินค้าฟุ่มเฟือย และทรัพยากรที่เพื่อนบ้านทางใต้ของพวกเขาได้ใช้อย่างเพลิดเพลิน เช่น สิ่งทอชั้นดี และผลผลิตทางการเกษตรที่หลากหลาย ประชากรของชนเผ่าเร่ร่อนนั้นมีขนาดเล็กกว่าชาวจีนอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังเป็นภัยคุกคามทางทหารอย่างร้ายแรง พวกเขาสามารถขึ้นขี่ม้าทุ่งหญ้าทุ่งหญ้าสเตปป์ และติดอาวุธด้วยธนูและลูกธนูอันทรงพลัง มิหนำซ้ำนักรบของพวกเขายังสามารถบุกจู่โจมได้อย่างมีประสิทธิภาพในรัฐที่มีพรมแดนติดกับจีน และแย่งชิงสิ่งที่พวกเขาต้องการมา จักรพรรดิจีนใช้กลยุทธ์มากมายเพื่อกันคนเร่ร่อนทางเหนือ ซึ่งรวมถึงด้านวิศวกรรม สงคราม และการทูต จนกระทั่งจักรพรรดิองค์แรกที่ผนวกประเทศจีนให้เป็นหนึ่งเดียว นั่นคือจิ๋นซีฮ่องเต้ (221-210 ปีก่อนคริสตกาล) ได้สร้างป้อมปราการที่รวมกันเป็นแนวแรกตามแนวพรมแดนทางตอนเหนือทั้งหมด โดยเชื่อมต่อจากโครงสร้างที่ถูกสร้างขึ้นโดยรัฐก่อนหน้านี้ จักรพรรดิแห่งราชวงศ์ฉินที่ยึดอำนาจจากราชวงศ์ฮั่น […]

หลุมศพที่ไร้การแตะต้องอายุ 4,400 ปี ในอียิปต์

หลุมศพอันน่าทึ่งนี้ฉายให้เห็นชีวิตของข้าราชสำนัก เขาคือ "วาห์ไท" ผู้ทำงานรับใช้ฟาโรห์เนเฟอร์อิร์คาเร กษัตริย์ในช่วงราชวงศ์ที่ห้าของอาณาจักรอียิปต์โบราณ ด้านผู้เชี่ยวชาญการระบุว่ายังมีการค้นพบอีกมากมายรออยู่

ขนย้ายฟาโรห์รามเสสที่ 2 ไปยังบ้านหลังใหม่

ขนย้าย ฟาโรห์รามเสสที่ 2 ไปยังบ้านหลังใหม่ รูปปั้นอายุ 3,200 ปีนี้ เป็นรูปปั้นของฟาโรห์รามเสสที่ 2 กษัตริย์ผู้เคยปกครองอาณาจักรอียิปต์ในปีที่ 1279 – 1213 ก่อนคริสต์กาล เชื่อกันว่าในรัชสมัยของพระองค์นั้น พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ทรงอำนาจมากที่สุด และขณะนี้ทางการอียิปต์ได้เคลื่อนย้ายรูปปั้นของพระองค์ไปยังพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ กระบวนการขนย้ายรูปปั้นฟาโรห์รามเสสที่ 2น้ำหนัก 83 ตัน สูง 30 ฟุต กินเวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น ขั้นตอนถูกปฏิบัติอย่างเป็นมืออาชีพและสมพระเกียรติ ท่ามกลางประชาชนมากมายที่มารอดูด้วยความสนใจ โดยรูปปั้นของฟาโรห์รามเสสที่ 2 จะถูกจัดแสดงยังบ้านหลังใหม่คือพิพิธภัณฑ์ประจำเมืองกีซา ในอียิปต์   อ่านเพิ่มเติม เผยภาพถ่ายสมาชิกราชวงศ์ผู้ใกล้ชิดที่สุดของ ตุตันคามุน

ตำนาน ซอมบี้ มีที่มาที่ไป และการสร้างความกลัวให้ชาวโลกในรูปแบบใดบ้าง

จากผีดิบแห่งมนต์ดำมาจนถึงผีชีวะจากไวรัสระบาด เรื่องราวของ ซอมบี้ กำเนิดและรอดพ้นผ่านกาลเวลานับสามศตวรรษมาได้อย่างไร ตำนานที่เล่าขานถึงศพคืนชีพและปีศาจกินเนื้อผู้เต็มไปด้วยความอาฆาตต่อมนุษย์นั้นปรากฏตามเรื่องเล่าหลากหลายวัฒนธรรมมากมาย ตั้งแต่ตำนานของกูล (ghoul) ปีศาจกินเนื้อในตำนานชาวอาหรับ ตำนานดรอเกอร์ (draugr) ผีดิบพละกำลังเหนือมนุษย์ของชาวชาวนอร์ส จนไปถึงกองทัพผีดิบในตำนานการไปเยือนใต้พิภพของเทพอินันนา (Ishtar’s Descent into the Netherworld) ของชาวเมโสโปเตเมียโบราณ แต่สิ่ง(ไม่)มีชีวิตหนึ่งเดียวที่ได้พิสูจน์ตัวเองในความไร้เทียมทานที่สุดนั้นมีเพียง “ ซอมบี้ ” ที่ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนับศตวรรษตั้งแต่การกำเนิดลัทธิโวดูแล้ว พวกมันยังคงฟื้นกลับมาเพื่อครองสื่อและวรรณกรรมทุกรูปแบบได้อยู่เสมอ กำเนิด ซอมบี้ ในลัทธิโวดู ลัทธิโวดูของชาวเฮตินั้นมีจุดเริ่มในยุคของการค้าทาสข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ในปี ค.ศ. 1697 ประเทศฝรั่งเศสก่อตั้งอาณานิคม “แซ็ง-ดอแม็งก์” ทางฝั่งตะวันตกของเกาะฮิสปันโยลา (Hispaniola) ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของประเทศเฮติ ซึ่งชาวแอฟริกาฝั่งตะวันตกมากมายจากหลายชีวิตถูกนำมาที่แซ็ง-ดอแม็งก์เพื่อการใช้แรงงาน ทาสชาวแอฟริกันเหล่านั้นมีเชื้อชาติ วัฒนธรรม ถิ่นกำเนิดและความเชื่อที่แตกต่างกัน แต่ภายใต้ชะตาชีวิตอันโหดร้ายของการโดนกดขี่ ชาวแอฟริกันในแซ็ง-ดอแม็งก์หันมานับถือศาสนา “โวดู” (Vodou) เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพวกเขาท่ามกลางความแตกต่าง ศาสนาโวดูมีพื้นฐานความเชื่อว่ามี “พระเจ้า” ผู้อยู่เหนือทุกสิ่งและในบูชาพระเจ้านั้นทำได้โดยการนับถือและบูชาเหล่า “ลวา” (Lwa) ผู้เป็นเหล่าเทพเจ้าซึ่งคอยดูแลธรรมชาติและความเป็นอยู่ของผู้คน พ่อมดในศาสนาโวดูมักใช้ความรู้ในการบูชาสักการะเทพเจ้าซึ่งตรงข้ามกับ “โบคอร์” (Bokor) หรือพ่อมดโวดูที่ใช้ความรู้และความสามารถในทางที่ผิด […]