มีอะไรใน ไทม์แคปซูล จากยุคพรรคนาซี - National Geographic Thailand

มีอะไรใน ไทม์แคปซูล จากยุคพรรคนาซี

เมื่อปลายปี 2016 เหล่านักโบราณคดีขุด ไทม์แคปซูล ซึ่งถูกฝังมาอย่างยาวนานใต้อดีตศูนย์ฝึกของพรรคนาซี

เมื่อปี 2016 แคปซูลเวลา หรือ ไทม์แคปซูล (time capsule) จากยุคของเยอรมนีภายใต้การปกครองของฮิตเลอร์ถูกค้นพบในโปแลนด์ยุคปัจจุบัน เป็นเวลา 82 ปีที่มันไม่ถูกเคลื่อนย้าย แต่โลกข้างบนกลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างยิ่งยวดแล้ว

เมื่อปี 1934 แคปซูลทรงกระบอกที่ทำจากทองแดงนี้ถูกฝังในพิธีที่เป็นทางการลงในฐานของตึกหลังหนึ่งในศูนย์ฝึกที่พรรคนาซีกำลังสร้าง พวกเขาตั้งใจใช้ศูนย์ฝึกแห่งนี้เป็นสถานที่ปลูกฝังอุดมการณ์ให้ผู้นำรุ่นต่อๆ ไปของอาณาจักไรค์ที่สาม

หลังสงครามโลกครั้งที่สองจบลง ชายแดนของบางประเทศในยุโรปเปลี่ยนแปลงไป เมือง Falkenburg ซึ่งเป็นสถานที่ฝังแคปซูลดังกล่าวกลายเป็นเมืองหนึ่งของภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศโปแลนด์ และถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Złocieniec ส่วนศูนย์ฝึกดังกล่าวซึ่งมีชื่อเดิมว่า Krossinsee อยู่รอดจากสงครามและถูกใช้งานโดยกองทัพของโปแลนด์ในปัจจุบัน

เนื่องจากแคปซูลเวลาถูกฝังอยู่ใต้ฐานของตึก ตัวแคปซูลจึงอยู่ลึกเกินกว่าจะเข้าถึงได้ แต่เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2016 เหล่านักโบราณคดีซึ่งขุดรูลึกราว 6 เมตรทะลุผ่านคอนกรีตหนา เดินลุยน้ำ และหลบกับดักระเบิดที่เหล่านาซีทิ้งไว้ ขุดมันขึ้นมาได้สำเร็จ และเปิดมันในสัปดาห์ถัดมา

ปิดผนึกอย่างอลังการ แต่เปิดมากลับผิดหวัง

แต่ผลลัพธ์กลับน่าผิดหวัง นักประวัติศาสตร์ในท้องถิ่นพบว่ากระบอกจากปี 1934 แท่งนี้อาจบรรจุข้อมูลเกี่ยวกับเมืองที่รำลึกถึงอายุปีที่ 600 ในการเฉลิมฉลองในปีก่อนหน้า แต่ในนั้นกลับไม่มีฟิล์ม แต่มีวัตถุอื่นๆ เช่นเหรียญ หนังสือพิมพ์ ภาพของฮิตเลอร์และเจ้าหน้าที่รัฐคนอื่นๆ และเอกสารเช่นใบอนุญาตสร้างศูนย์ฝึกดังกล่าว และหนังสือการต่อสู้ของข้าพเจ้าสองเล่ม

ความผิดหวังเป็นสิ่งที่ปกติอย่างยิ่งเมื่อแคปซูลเวลาถูกเปิด หนังสือพิมพ์ หนังสือ และเอกสารทางการสามารถให้ความรู้ถึงวันเวลาที่ผ่านไปแล้ว แต่เอกสารเหล่านี้มักอยู่ในห้องสมุดและหอจดหมายเหตุด้วยเช่นกัน ส่วนเหรียญและเหรียญประดับอาจมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์บางอย่าง แต่พวกมันไม่ได้เปิดเผยเรื่องราวมากมายนัก

ไทม์แคปซูล, นาซี
แคปซูลเวลาซึ่งถูกขุดในโปแลนด์เมื่อปี 2016 บรรจุหนังสือพิมพ์และเหรียญ สิ่งเหล่านี้มักถูกบรรจุในแคปซูล ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เป็นที่สนใจของคนรุ่นหลังมากนัก ภาพถ่ายโดย SEBASTIAN KUROPATNICKI, AP

แคปซูลเวลาสามารถเป็นวิธีอันทรงพลังที่คนรุ่นต่างๆ ใช้สื่อสารกันโดยตรงผ่านห้วงเวลาหลายปีได้ แต่คนที่สร้างพวกมันมักเข้าใจผู้ที่ต้องการสื่อสารด้วยอย่างผิดๆ พวกเขาหรือเธออาจต้องการรำลึกถึงโอกาสพิเศษ เช่นการสร้างศูนย์ฝึกของพรรคนาซีดังกล่าว ในขณะที่คนรุ่นต่อไปมีแนวโน้มที่จะหวนคำนึงว่าเศษเสี้ยวของชีวิตประจำวันและวัฒนธรรมทั่วไปในช่วงเวลาก่อนหน้านั้นเป็นอย่างไรมากกว่า

เมื่อบริษัทเวสติงเฮาส์วางแผนเกี่ยวแคปซูลเวลาอายุ 5000 ปีเพื่ออุทิศให้การแสดงสินค้านานาชาติโลก (World’s Fair) ประจำปี 1939 ในนิวยอร์ก ที่ปรึกษาผู้หนึ่งหัวเราะและกล่าวว่า “ในอีก 5000 ปี ใครจะมาสนใจเรื่องโฮเวิร์ด ฮิวจ์ส หรือฟุตบอล หรืองานแสดงแฟชั่น หรือเป็ดโดนัลด์ หรือหมวกผู้หญิง หรือผ้า หรือปากกาหมึกซึมกันเล่า” แต่เรื่องหรือวัตถุที่ดูธรรมดากลับเป็นเรื่องที่น่าสนใจกว่าสมาชิกสมาคม คำประกาศของนายกเทศมนตรี หรือสิ่งคล้ายกัน และข้อความธรรมดาที่ไม่ได้ประดับประดาซึ่งส่งให้ผู้รับที่ยังไม่เกิดมักเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด

อยู่รอดเหนือกาลเวลา

ด้วยความที่อยู่รอดจนมีผู้มาเปิด และสิ่งของด้านในยังอยู่ครบถ้วน กระบอกแคปซูลในโปแลนด์ได้รอดจากกาลเวลา แคปซูลหลายชิ้นมักไม่เคยถูกค้นพบ ตัวอย่างหนึ่งคือเมืองโคโรนา ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่สร้างและปิดผนึกแคปซูล 17 ชิ้น แต่กลับถูกลืมว่าพวกมันอยู่ที่ไหน

แคปซูลจำนวนมากกลายเป็นเหยื่อของธรรมชาติ เมื่อปี 1930 กล่องทองแดงใบหนึ่งที่บรรจุสิ่งของสำหรับการรำลึกถึงตึกเอมไพร์สเตตถูกฝังอยู่ใต้เสาหลักของอาคารแห่งนี้เพื่ออุทิศถึงมัน ราว 50 ปีต่อมา กล่องถูกเปิดเพื่อฉลองวันครบรอบ แต่น้ำกลับซึมเข้าด้านในตามกาลเวลาและทำลายวัตถุด้านใน

ไทม์แคปซูล
นายกเทศมนตรีประจำเมือง Złocieniec ประเทศโปแลนด์ ชูแคปซูลเวลาจากครั้งพรรคนาซี ซึ่งถูกปิดผนึกไว้ ภาพถ่ายโดย SEBASTIAN KUROPATNICKI, AP

สิ่งที่ทำให้แคปซูลเวลาในโปแลนด์มีความพิเศษคือความแตกต่างอย่างยิ่งยวดของผู้ที่ฝังมันและผู้ขุดมันขึ้นมา แคปซูลสามารถเป็นสิ่งเชื่อมโยงระหว่างผู้คนในรุ่นซึ่งมักอยู่ห่างไกลกัน ชนรุ่นก่อนและรุ่นหลังมักมองผู้อยู่คนละช่วงเวลาด้วยความสนใจและคนึงหาอย่างมากมาย แต่ในครั้งนี้ ชาวโปแลนด์ซึ่งเปิดกระบอกทองแดงดังกล่าวไม่คิดถึงเหล่านาซีผู้ฝังมันด้วยความรักสักเท่าใด เมื่อสิ่งของด้านในถูกถ่ายให้สาธารณชนชมเป็นครั้งแรก หนังสือการต่อสู้ของข้าพเจ้าต้องถูกวางคว่ำปก เนื่องจากสิ่งใดก็ตามที่อาจถูกมองว่าเป็นการเชิดชูนาซีคือสิ่งผิดกฏหมายในประเทศแห่งนี้

สิ่งของที่ถูกเก็บกู้จากแคปซูลถูกนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ แต่พวกมันถูกแสดงพร้อมคำอธิบายที่เน้นย้ำถึงความรับผิดชอบที่อุดมการณ์ของพรรคการเมืองนี้มีต่อความตายของผู้คนหลายสิบล้าน รวมถึงราวหกล้านคนในโปแลนด์ ซึ่งครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้เป็นชาวยิว

ตั้งชื่อว่าอย่างใรดี

ในปัจจุบัน กระบอกซึ่งถูกขุดใน Złocieniec อาจถูกเรียกว่าแคปซูลเวลา แต่นั่นไม่ใช่ชื่อที่ผู้สร้างตั้งให้ จี. เอดเวิร์ด เพนเดรย์ ผู้บริหารงานประชาสัมพันธ์ของเวสติงเฮาส์คิดชื่อนี้สำหรับกล่องบรรจุภัณฑ์ของบริษัทของเขาในการแสดงสินค้านานาชาติประจำปี 1939

ชื่อต่างๆ ในปีอื่นๆ มีทั้ง “ตู้เซฟ” “กล่อง” หรือแม้แต่ “โลงศพ” หนึ่งในแคปซูลที่มีสิ่งของมากที่สุด ซึ่งถูกผนึกไว้ที่มหาวิทยาลัยโอเกิลโทรพ ในเมืองแอตแลนตา และจะถูกเปิดในปี 8113 รู้จักกันในนามสุสานแห่งอารยธรรม (Crypt of Civilization)

“แคปซูลเวลา” มิใช่ชื่อดั้งเดิมที่เพนเดรย์คิด ด้วยรูปทรงเพรียวยาว รูปร่างคล้ายตอร์ปิโด เขาจึงคิดเรียกมันว่า “ระเบิดเวลา”

เรื่อง LESTER REINGOLD 

แปล ภาวิต วงษ์นิมมาน


อ่านเพิ่มเติม โลกจะเป็นอย่างไรถ้าพรรคนาซีชนะสงคราม?

พรรคนาซี

เรื่องแนะนำ

ฟุตบอลมีถิ่นกำเนิดที่ใด? โบราณคดีมีคำตอบ

คนเราเล่นฟุตบอลกันมาตั้งแต่ 3,000 ปีก่อน หลักฐานทางโบราณคดีชี้ว่าชาวมายา และชาวแอสเท็กซ์ในทวีปอเมริกามีการแข่งขันกีฬาที่ใช้ลูกบอลกลมๆ เดาะไปเดาะมาให้เข้าเขตแดนของฝ่ายตรงข้าม

ลายเส้นขยุกขยิกอายุ 73,000 ปี คือ งานศิลปะเก่าแก่ ที่สุด?

ลายเส้นขยุกขยิกอายุ 73,000 ปี งานศิลปะเก่าแก่ ที่สุด ? เมื่อ 73,000 ปีก่อน มนุษย์โบราณคนหนึ่งที่อาศัยในแอฟริกาใต้ปัจจุบัน หยิบเอาดินเหลืองขึ้นมาขีดเครื่องหมายลงบนเศษหิน ข้ามเวลามาปัจจุบันหินชิ้นดังกล่าวถูกค้นพบโดยทีมนักโบราณคดีนานาชาติ ที่เชื่อกันว่านี่คือผลงาน งานศิลปะเก่าแก่ ที่สุด เท่าที่เคยค้นพบมา จากรายงานที่เผยแพร่ลงในวารสาร Nature ก่อนหน้านี้ศิลปะบนก้อนหินที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยพบมามีอายุ 30,000 ปี จากอินโดนีเซียและสเปน งานวิจัยใหม่นี้นับเป็นการค้นพบพฤติกรรมสมัยใหม่ของมนุษย์โฮโม เซเปียนส์ในแอฟริกา ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นต้นกำเนิดก่อนจะพัฒนาไปสู่พฤติกรรมสมัยใหม่อื่นๆ ตามมา ทว่าหินชิ้นนี้ถูกค้นพบได้อย่างไร และถือได้ว่ามันเป็นศิลปะจริงไหม? การค้นพบ ทีมนักโบราณคดีค้นพบสะเก็ดหินเนื้อซิลิกาความยาว 1 นิ้วครึ่ง ที่ผิวปรากฏร่องรอยการขูดขีดกากบาทด้วยดินเหลือง ดินที่อุดมไปด้วยออกไซด์ของเหล็กและอลูมิเนียมจนมีสีเหลืองแดง สะเก็ดหินชิ้นดังกล่าวถูกพบรวมอยู่กับกองเครื่องมือหินจากถ้ำบลอมบอสที่ตั้งห่างออกไปจากกรุงเคปทาวน์ เมืองหลวงของแอฟริกาใต้ราว 300 กิโลเมตร ด้วยตำแหน่งที่ตั้งของถ้ำแห่งนี้หันหน้าออกไปสู่มหาสมุทรอินเดีย ฉะนั้นมันจึงเป็นสถานที่พักทำเลดีให้แก่กลุ่มมนุษย์โบราณที่ต้องการพักผ่อนระยะสั้นๆ ระหว่างล่าสัตว์ ต่อมาราว 70,000 ปี ถ้ำถูกปิดไม่ให้เข้ารุกรานจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น จากนั้นสถานที่แห่งนี้ก็เปิดปิดซ้ำไปมาตลอดหลายปี อันเป็นผลจากความเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเล และนั่นทำให้ทีมนักโบราณคดีเป็นปลื้มอย่างมากที่หลักฐานทางโบราณคดีเหล่านี้ยังไม่สูญหายไปกับคลื่น “สิ่งที่ถูกเก็บรักษาไว้ในนั้นสมบูรณ์แบบมาก” Christopher Henshilwood หนึ่งในผู้ร่วมวิจัย ผู้เป็นหัวหน้าศูนย์ศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์โฮโม เซเปียนส์ในยุคแรกเริ่ม จากมหาวิทยาลัย […]

จากปรัชญาสู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง

จากปรัชญาสู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง ภาพถ่าย  เริงฤทธิ์ คงเมือง เรื่อง  ศิริพร พรศิริธิเวช บนเนื้อที่ 17 ไร่ภายในสวนสมรม (หรือสมลม — ภาษาถิ่นภาคใต้หมายถึง สวนขนาดเล็กที่ปลูกพืชผลผสมผสาน) ของสมบูรณ์ ศรีสุบัติ หรือลุงนิล ในวันนี้ พลุกพล่านไปด้วยผู้คนจากทั่วสารทิศที่แวะเวียนมาทัศนศึกษาและดูงานในศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ตำบลช่องไม้แก้ว อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ทุเรียนต้นใหญ่มีเถาพริกไทยเลื้อยขึ้นไปเกาะออกลูกสีเขียวสดเป็นพวง ขณะที่พื้นใต้ร่มทุเรียนเต็มไปด้วยพืชผลนานาชนิด เช่น กล้วย มังคุด และมะนาวขึ้นเบียดเสียดดูราวป่าดิบชื้น แต่กว่าจะมาเป็นสวนที่สร้างรายได้ไม่ขาดมือ และยังเหลือเผื่อจุนเจือผู้คนในวันนี้ เจ้าของสวนร่างสูงโปร่ง ผิวสีเข้ม และน้ำเสียงถิ่นใต้เป็นเอกลักษณ์ต้องผ่านมรสุมชีวิตมาอย่างโชกโชน “โธ่…ใครจะไปรู้ ตอนนั้นทุเรียนมันราคาดี” ลุงนิล เท้าความหลัง เมื่อครั้งที่ต้องนั่งกุมขมับกับความล้มเหลวของสวนทุเรียนกว่า 700 ต้นที่เฝ้าทะนุถนอมมาแรมปี แต่จากการขาดความรู้และประสบการณ์ทำให้ประสบกับภาวะขาดทุนจนมีหนี้สินท่วมตัว ด้วยความคิดว่าต้องปลูกทุเรียนอย่างเดียว เพราะทุเรียนราคาดี และเพื่อให้ได้ผลผลิตมากที่สุด ลุงนิลจึงระดมใส่ปุ๋ย อัดฉีดสารเคมีสารพัด ยี่ห้อไหนใครว่าดี ลุงนิลไม่รอช้า หามาประเคนใส่ “ช่วงหลังไม่มีเงินมาลงทุนทำระบบน้ำ ก็เลยตัดสินใจให้นายทุนมาทำสัญญาเหมาสวนทำทุเรียนนอกฤดู ด้วยความหวังว่าอีกไม่นานเกินรอทุเรียนจะให้ผลผลิต เดี๋ยวก็ได้เงินคืน” ลุงนิลเล่า แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นดังหวัง เพราะเมื่อหมดสัญญาราคาขายทุเรียนปีนั้นดิ่งลงเหว ซ้ำร้ายเจ้าทุเรียนพระเอกในท้องเรื่องยังมาชิงตายตอนจบ ด้วยการทยอยยืนต้นตายหลายร้อยต้น เพราะพิษสงของสารเคมีที่ระดมใส่หวังจะให้ได้ผลดี ยิ่งไปกว่านั้น ผืนดินที่เคยอุดมสมบูรณ์และแบ่งบานไปด้วยความฝันของชายวัยกลางคน กลับเปลี่ยนเป็นเนื้อดินแห้งแข็งที่ไม่สามารถปลูกต้นไม้ให้งอกงามดังเดิม ท้ายที่สุด ของแถมจากเหตุการณ์ทั้งมวลนี้ก็คือหนี้สินก้อนโตสองล้านกว่าบาทที่ดูเหมือนจะกองเกลื่อนอยู่ทุกแห่งหนที่ลุงนิลก้าวไป “หมดปัญญา ไม่อยากอยู่แล้ว” เสียงลุงนิลเริ่มสั่นเครือ “ตอนนั้นหยิบปืนขึ้นมาแล้ว แต่ดีที่ลูกชายเดินเข้ามา ก็เลยเก็บปืนไว้ก่อน” ขณะที่ความสิ้นหวังกำลังกัดกินใจดั่งฝูงตั๊กแตนปาทังก้ารุมทึ้งต้นข้าวโพดบนผืนดินแห้งผากอยู่นั้นปาฏิหาริย์ก็บังเกิด กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 ที่กำลังเผยแพร่ผ่านทางโทรทัศน์ขณะนั้นดังเข้าหูชายผู้สิ้นหวัง สมบูรณ์ ศรีสุบัติ เล่าว่า ”เป็นดั่งหยาดน้ำฝนชโลมใจ” ชายผู้เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ท่องพระราชดำรัสนั้นได้อย่างขึ้นใจว่า …การจะเป็นเสือนั้น ไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง…  …ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนไป ทำให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง ไม่ต้องทั้งหมด แม้แค่ครึ่งก็ไม่ต้อง อาจจะสักเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็จะสามารถอยู่ได้ การแก้ไขอาจจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ง่ายๆ โดยมากคนก็ใจร้อน เพราะเดือดร้อน แต่ว่าถ้าทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ก็สามารถที่จะแก้ไขได้… ไม่น่าเชื่อว่าพระราชดำรัสไม่กี่ประโยคนั้นจะสามารถหยุดความคิดอันโง่เขลา และกระทั่งให้ชีวิตใหม่แก่สมบูรณ์ ศรีสุบัติ ในห้วงเวลาอันเลวร้ายที่สุดของชีวิต… ย้อนหลังกลับไป 36 ปี หรือเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ความตอนหนึ่งว่า …การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป… นั่นอาจถือเป็นการพระราชทานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นครั้งแรก ก่อนที่ปรัชญาดังกล่าวจะมีการนำมาพูดถึงอย่างกว้างขวางในอีกกว่า 20 ปีต่อมา ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ ”ต้มยำกุ้ง” อันหนักหนาสาหัส รัฐบาลในขณะนั้นต้องการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพ เพื่อยืนหยัดพึ่งพาตนเองพร้อมไปกับการดำเนินนโยบายสำคัญๆในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาแข็งแกร่งดังเดิมได้อีกครั้ง ไม่น่าเชื่อว่าแนวคิดที่พระองค์ทรงวางไว้เมื่อหลายสิบปีนั้น จะยังคงใช้ได้ดีและนำสมัยอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งฉันมีโอกาสได้พูดคุยกับ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร อดีตผู้อำนวยการกองประเมินผลและข้อมูล สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ซึ่งปัจจุบันลาออกมาเป็นชาวนาและเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และยังดำรงตำแหน่งประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย ดร.วิวัฒน์ให้ทรรศนะว่า ”พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงวางแผนคราวละไม่ต่ำกว่า 50 ปีเสมอ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงพระอัจฉริยภาพและสายพระเนตรอันยาวไกล ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ ”ต้มยำกุ้ง” เมื่อสิบกว่าปีก่อน (และตอกย้ำอีกครั้งด้วยวิกฤติเศรษฐกิจ ”แฮมเบอร์เกอร์” ในปัจจุบัน) ได้เกิดปรากฏการณ์ที่คนไทยและหลายประเทศทั่วโลกหันมาสนใจ และนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้อย่างแพร่หลายทั้งในการดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจ ในส่วนของประเทศไทย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้รับการบรรจุในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ในส่วนที่ 3 แนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 78 (1) ความว่า ”บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินการตามปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ” ขณะที่องค์การสหประชาชาติยกย่องว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นมีคุณูปการทั้งต่อประเทศไทยและนานาประเทศโดยนายโคฟี อันนัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติในขณะนั้น ได้ทูลเกล้าฯถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ในเช้าที่อากาศร้อนอบอ้าวของเดือนมีนาคมที่ผ่านมาราว 500 กิโลเมตรจากอำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร อันเป็นที่ตั้งของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนและสวนสมรมของลุงนิล ฉันเข้ามายืนเก้ๆ กังๆ พร้อมกับเหงื่อเม็ดเป้งที่ผุดขึ้นตามใบหน้าเมื่อแรกก้าวลงจากรถแท็กซี่และค่อยๆหายไปพร้อมสายลมเย็นที่พัดโชยอยู่ตรงหน้าป้อมกองวัง ประตูพระยมอยู่คุ้น ทางเข้าเขตพระราชฐานที่จะเข้าสู่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา หากจะว่าไปแล้ว สถานที่แห่งนี้คือประจักษ์พยานที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุดแห่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ทรงใช้ทดลองและบ่มเพาะแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงใจกลางกรุงเทพมหานคร คุณศศิภา ตันสิทธิ หญิงสาวตาคม พูดจาฉะฉานเป็นเจ้าหน้าที่งานประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ทำหน้าที่นำฉันเยี่ยมชมส่วนต่างๆ ของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เธอพาฉันผ่านไปตามถนนลาดยางสายเล็กที่ร่มรื่นด้วยแมกไม้ นกหลายชนิดแข่งขันกันส่งเสียงร้อง ขณะที่กระรอกตัวอ้วนพีสองตัววิ่งไล่กันไปตามกิ่งไม้ โดยไม่สนใจผู้คน ห่างออกไปตรงพื้นที่โล่งมีเจ้าหน้าที่ของกรมการข้าวราวสิบคนในชุดเสื้อสีน้ำเงินกำลังสาละวนกับการถอนหญ้าและคัดน้ำเข้าแปลงนาข้าวทดลองที่กำลังปลูกต้นถั่วซึ่งชูยอดเขียวขจี คุณศศิภาเล่าว่า แปลงนาผืนเล็กนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทดลองขับ ”ควายเหล็ก” หรือรถไถแบบสี่ล้อคันแรกของประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2504 ด้วยพระองค์เอง เพื่อเตรียมแปลงปลูกข้าว โดยข้าวพันธุ์แรกที่ปลูกคือ ข้าวพันธุ์หอมนางนวล ต่อมาในวันที่ 27 ตุลาคม ปีเดียวกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิธีทำขวัญข้าวหรือขวัญแม่โพสพขึ้น และเมื่อรวงข้าวสุกได้ที่ก็เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเกี่ยวข้าวด้วยพระองค์เอง โดยผลผลิตข้าวที่ได้ทรงให้นำไปเก็บรักษาพันธุ์ไว้ที่กรมการข้าวเพื่อใช้ในการเพาะปลูกในปีถัดไป อีกส่วนหนึ่งนำไปใช้ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หากมองอย่างผิวเผิน บรรยากาศโดยรอบของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ดูไม่ต่างไปจากแปลงไร่นาของเกษตรกรไทยทั่วไปนัก แต่ในบริเวณอื่นๆ จะเป็นอาคารทดลองและโรงงาน ที่นี่มีกิจกรรมการศึกษาและการทดลองมากกว่า 35 โครงการ โดยแบ่งเป็นโครงการที่ไม่ใช่ธุรกิจ อาทิ โครงการป่าไม้สาธิต และโครงการนาข้าวทดลอง กับโครงการกึ่งธุรกิจ อาทิ โครงการโรงโคนมสวนจิตรลดา และโครงการเกี่ยวกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร  เป็นต้น นอกเหนือจากกิจกรรมทางการเกษตรและการแปรรูปผลผลิตแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงให้ความสำคัญกับการทดลองและการพัฒนาพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และไบโอดีเซล เป็นต้น โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ริเริ่มโครงการพัฒนาพลังงานทดแทนด้วยการศึกษาแนวทางการนำน้ำมันปาล์มมาใช้งานแทนน้ำมันดีเซล นอกจากนั้นยังได้พระราชทานเงินทุนวิจัยเบื้องต้นเพื่อใช้สร้างอาคารและซื้ออุปกรณ์ในการทดลองผลิตเชื้อเพลิงแอลกอฮอล์จากอ้อยที่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2528 ด้วยทรงเล็งเห็นว่าจะเกิดวิกฤติน้ำมันขึ้นในอนาคต และทรงเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตอ้อยสูง อ้อยส่วนที่เกินจากการผลิตอาหารควรนำมาใช้ประโยชน์ด้านอื่น ซึ่งก็คือผลิตแอลกอฮอล์ ทั้งนี้ยังสามารถรองรับในกรณีที่อ้อยราคาตกต่ำได้อีกด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เข้าเยี่ยมชมโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา และต้องตื่นเต้นปนฉงนกับเจ้าโคเนื้อสีน้ำตาลแดง และกระบือสีดำตัวย่อมๆที่กำลังยืนเคี้ยวเอื้องทำหน้าตากรุ้มกริ่มอยู่ข้างๆ […]

วันที่ฟ้าถล่ม: เหตุการณ์ระเบิดปรมาณูแห่งฮิโรชิมะ

กว่าเจ็ดทศวรรษหลังประสบหายนะ ฮิโรชิมะ ทิ้งอดีตไว้เบื้องหลัง แต่สำหรับผู้รอดชีวิตที่ยังหลงเหลืออยู่ ความน่ากลัวของการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์และบทเรียนจากสงครามยังคงแจ่มชัด เก้าวันหลังระเบิดปรมาณูถูกทิ้งถล่มเมือง ฮิโรชิมะ หลังแม่กับน้องชายวัยหนึ่งขวบเสียชีวิต บ้านถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน มาซากิ ทานาเบะ วัยเจ็ดขวบเฝ้ามองพ่อสิ้นลม ในฐานะศัตรูของอเมริกาจนลมหายใจสุดท้าย พ่อของ ทานาเบะตายพร้อมดาบที่วางอยู่ข้างกาย ปู่ของทานาเบะอยากเก็บดาบของลูกชายไว้ แต่กองกำลังผู้ยึดครองเข้ามายื้อแย่งจากมือเขาไป “พวกป่าเถื่อน” เด็กชายทานาเบะคิด เขาตั้งปณิธานจะแก้แค้นอเมริกาให้ได้ เป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะเขาไม่เหลืออะไร และแทบไม่เหลือใคร บ้านของเขาเคยอยู่ติดกับศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมประจำจังหวัด ฮิโรชิมะ ซึ่งปัจจุบันเป็นอาคารที่โดดเด่นด้วยโดมเหลือแต่โครงและถูกเก็บรักษาไว้ในสภาพเดิม เพื่อสื่อถึงการเรียกร้องให้ยุติการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ปัจจุบัน ในวัยแปดสิบต้นๆ ทานาเบะผู้ยึดถือประเพณีเคร่งครัด สวมชุดเสื้อคลุม จินเบ สีเทาแขนกว้าง เขายังเป็นคนช่างค้นคิดและปรับตัวเก่ง เขากลายเป็นนักสร้างภาพยนตร์และร่ำเรียนวิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก เพื่อจะก่อร่างสร้างเมืองที่ถูกระเบิดอันตรธานไปขึ้นมาใหม่ในภาคไซเบอร์ ผลลัพธ์ที่ได้คือภาพยนตร์เรื่อง Message From Hiroshima (สารจากฮิโรชิมะ) ซึ่งรวมการสัมภาษณ์ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ทิ้งระเบิดเมื่อวัน 6 สิงหาคม ปี 1945 และหากนับการทิ้งระเบิดปรมาณูอีกลูกที่เมืองนางาซากิในอีกสามวันถัดมาด้วยแล้ว ทั้งสองเหตุการณ์คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 200,000 คน และบีบให้ญี่ปุ่นต้องประกาศยอมจำนนในสงครามโลกครั้งที่สอง เท่ากับเป็นการยุติแผนบุกยึดครองญี่ปุ่นโดยฝ่ายพันธมิตรที่อาจส่งผลให้ผู้คนล้มตายหลายล้านคน แต่ทานาเบะไม่อาจคาดเดาถึงการเปลี่ยนแปลงอันเจ็บปวดที่จะเกิดกับเขาและประเทศญี่ปุ่น ลูกสาวของเขาแต่งงานกับคนอเมริกัน แล้วไปลงหลักปักฐานในสหรัฐอเมริกา […]