ประวัติจักรยาน - การเกิดขึ้นของ จักรยาน เมื่อร้อยกว่าปีก่อน เปลี่ยนโลกไปอย่างไร

ประวัติจักรยาน – การเกิดขึ้นของ จักรยาน เมื่อร้อยกว่าปีก่อน เปลี่ยนโลกไปอย่างไร

ประวัติจักรยาน – การประดิษฐ์จักรยานเมื่อปลายศตวรรษที่สิบเก้า มีความหมายมากกว่าการเดินทางรูปแบบใหม่ แต่คือวิถีชีวิตใหม่ด้วย

ประวัติจักรยาน – ถ้าประวัติศาสตร์ไม่ซ้ำรอย  มันก็ต้องพ้องจองกันแน่  ด้วยความต้องการจักรยานที่พุ่งสูงขึ้น  และชาติต่างๆ กำลังเตรียมใช้เงินหลายพันล้านในการออกแบบเมืองใหญ่ของตัวเองอีกครั้งโดยมีเป้าหมายใหม่อยู่ที่การใช้จักรยานและการเดิน  นับเป็น โอกาสเหมาะในการรำลึกว่า  การปรากฏโฉมของจักรยานในช่วงปลายศตวรรษที่สิบเก้าเปลี่ยนแปลงโลกไปอย่างไร

จักรยานเคยเป็นเทคโนโลยีที่สร้างความปั่นป่วนอย่างใหญ่หลวง เทียบง่ายๆ คือพอฟัดพอเหวี่ยงกับโทรศัพท์มือถือยุคปัจจุบัน  ในช่วงสองสามปีอันน่าตื่นเต้นของทศวรรษ 1890 จักรยานเป็น “ของมันต้องมี” อย่างยิ่ง  เพราะเป็นพาหนะขนส่งที่รวดเร็ว  ซื้อไหว  และเก๋ไก๋  ซึ่งใช้ปั่นพาเราไปทุกหนแห่งที่ อยากไปตอนไหนก็ได้ และฟรีด้วย

ประวัติจักรยาน, จักรยาน
พวกผู้หญิงแข่งกันในการแข่งขันจักรยานที่เมืองเบรสต์  ประเทศฝรั่งเศส  เมื่อปี 1897  อิสรเสรีที่การขี่จักรยานมอบให้ช่วยขับเคลื่อนขบวนการสิทธิสตรีให้ก้าวหน้า

เราหัดขี่จักรยานกันได้เกือบทุกคน  แล้วก็หัดกันเกือบทุกคน  สุลต่านแห่งแซนซิบาร์ปั่นจักรยานเป็นงานอดิเรก  ซาร์ของรัสเซียก็เหมือนกัน  เจ้าผู้ครองกรุงคาบูลยังซื้อจักรยานแจกสนมทั้งฮาเร็ม  แต่ผู้ที่ใช้จักรยานกันจริงๆ ในวิถีชีวิตก็คือชนชั้นกลางและกรรมาชีพทั่วโลก  เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มหาชนเคลื่อนที่ได้  ไปไหนมาไหนตามอำเภอใจได้เอง ไม่จำเป็นต้องมีม้าและรถม้าแพงๆ อีกต่อไป  มีการเรียกขานจักรยานว่าเป็น “ม้าชราของปวงชน”  ไม่เพียงแต่นํ้าหนักเบา ซื้อหาได้  และบำรุงรักษาง่าย  แต่ยังเป็นของที่วิ่งเร็วที่สุดบนท้องถนนอีกด้วย

สังคมเปลี่ยนโฉมหน้าไปแล้ว  พวกผู้หญิงคึกคักกันเป็นพิเศษ  โยนกระโปรงยุควิกตอเรียสุดเทอะทะทิ้งไป  หันมาใส่กางเกงกับเสื้อผ้าที่ “เข้าท่า”  แล้วพากันลงถนน  “ฉันคิดว่าจักรยานช่วยปลดปล่อยผู้หญิงยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดในโลก”  ซูซาน บี.  แอนโทนี  นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีชาวอเมริกัน  ให้สัมภาษณ์นิวยอร์กซันเดย์เวิลด์เมื่อปี 1896 “ฉันปลาบปลื้มใจทุกครั้งที่เห็นผู้หญิงขี่จักรยานผ่านไป…  เป็นภาพของความเป็นผู้หญิงที่ปราศจากข้อจำกัดและเป็นอิสระ”

ตูร์เดอฟรองซ์, ประวัติจักรยาน, จักรยาน
การแข่งขันจักรยาน ตูร์เดอฟรองซ์ (Tour de France) จัดขึ้นครั้งแรกในปี 1903 มีผู้เข้าแข่งขันกว่า 60 คน แต่มีเพียง 21 คนที่ร่วมการแข่งขันในระยะทางราว 2,400 กิโลเมตรซึ่งยากและท้าทายได้จนจบ Henri Desgrange ผู้จัดการแข่งขันกล่าวไว้ว่า ภาพในอุดมคติของ Tour de France คือความแข็งแกร่งซึ่งจะมีเพียงคนเดียวที่สามารถเป็นผู้พิชิต PHOTOGRAPH BY THE PICTURE ART COLLECTION, ALAMY

พอถึงปี 1898  การขี่จักรยานก็กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตในสหรัฐอเมริกาที่ นิวยอร์กเจอนัลออฟคอมเมิร์ซ อ้างว่า มันทำให้ภัตตาคารและโรงภาพยนตร์ขาดทุนปีละกว่า 100 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ  การผลิตจักรยานกลายเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ที่สุดและใช้นวัตกรรมมากที่สุดอุตสาหกรรมหนึ่งในอเมริกา หนึ่งในสามของการยื่นขอจดสิทธิบัตรเกี่ยวข้องกับจักรยานซึ่งมีเข้ามาล้นหลามเสียจนสำนักงานสิทธิบัตรของสหรัฐฯ ต้องสร้างอาคารเสริมเพื่อรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น

บุคคลซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเป็นผู้ประดิษฐ์จักรยานสมัยใหม่  คือชายชาวอังกฤษชื่อ จอห์น  เคมป์  สตาร์- ลีย์  ลุงของเขาที่ชื่อ เจมส์  สตาร์ลีย์  เคยพัฒนาจักรยาน เพนนี-ฟาร์ทิงในทศวรรษ 1870 มาก่อน  สตาร์ลีย์ผู้หลานคาดว่า  ถ้าหากจักรยานไม่น่ากลัวหรืออันตรายเกินจะขี่  ก็น่าจะมีอุปสงค์มากกว่านี้  พอถึงปี 1885  นักประดิษฐ์วัย 30 ปีผู้นี้จึงเริ่มการทดลองจักรยานที่ขับเคลื่อนด้วยโซ่และมีล้อสองล้อที่เล็กกว่าเดิมมากภายในโรงช่างของตัวเองที่เมืองโคเวนทรี หลังจากทดสอบจักรยานต้นแบบไปหลายคัน  เขาก็ได้จักรยานนิรภัยโรเวอร์หนัก 20 กิโลกรัมที่มีหน้าตาเหมือนสิ่งที่เราคิดว่าเป็นจักรยานในสมัยนี้ไม่มากก็น้อย

 ประวัติจักรยาน, จักรยาน
ในช่วงทศวรรษ 1890 จักรยานกลายเป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงยุคใหม่ที่มีภาพลักษณ์อิสระ หัวก้าวหน้า และต้องการสิทธิเสียงทางการเมือง นี่คือภาพของผู้หญิงบน Godey นิตยสารรายเดือนซึ่งกล่าวไว้ว่า “การครอบครองจักรยานของบรรดาบุตรสาวยุคศตวรรษที่19 ทำให้พวกเธอรู้สึกว่าได้แสดงถึงความเป็นอิสรภาพ” PHOTOGRAPH BY UNIVERSAL HISTORY ARCHIVE, UNIVERSAL IMAGES GROUP/GETTY

ตอนที่นำออกแสดงครั้งแรกในงานไบซิเคิลโชว์เมื่อปี 1886 สิ่งประดิษฐ์ของสตาร์ลีย์ถือเป็นของแปลก  แต่สองปีต่อมา เมื่อมันจับคู่กับยางอัดลมที่เพิ่งประดิษฐ์ขึ้นใหม่  ซึ่งไม่เพียงช่วยให้การขับขี่นุ่มนวลขึ้น  แต่ยังทำให้จักรยานนิรภัยคันใหม่นี้แล่นเร็วขึ้นร้อยละ 30 ด้วย  ผลที่ได้จึงเป็นดังมนตร์วิเศษ

ผู้ผลิตจักรยานทั่วโลกต่างแย่งชิงกันนำเสนอจักรยานรุ่นใหม่ๆ ของตัวเอง และบริษัทอีกหลายร้อยก็เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการนี้ ในงานสแตนลีย์ไบซิเคิลโชว์ที่กรุงลอนดอนเมื่อปี 1895 ผู้ผลิตจักรยาน 200 บริษัทแสดงผลงานกว่า 3,000 รุ่น

 ประวัติจักรยาน, จักรยาน
บัฟฟาโรโซลด์เจอร์สแห่งกรมทหารราบที่25 ของกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหน่วยทหารผิวดำ   ออกปั่นจักรยานทางไกลเพื่อทดสอบความทนทานของจักรยานในฐานะพาหนะของกองทัพ

ผู้ผลิตจักรยานรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งคือโคลัมเบียไบซิเคิลส์ซึ่งมีโรงงานอยู่ที่เมืองฮาร์ตฟอร์ด  รัฐคอนเนตทิคัต  สามารถผลิตจักรยานทั้งคันได้ภายในหนึ่งนาที  ด้วยสายพานการผลิตแบบอัตโนมัติซึ่งเป็นเทคโนโลยีบุกเบิกที่วันหนึ่งจะกลายเป็น เครื่องหมายแห่งมาตรฐานของอุตสาหกรรมรถยนต์  และในฐานะที่เป็นนายจ้างสุดลํ้าในอุตสาหกรรมที่กำลังเฟื่องฟู โคลัมเบียยังจัดที่จอดจักรยาน  ล็อกเกอร์ส่วนตัว  อาหารราคาพนักงานที่โรงอาหารของบริษัท  รวมทั้งห้องสมุดให้แก่พนักงานของตนด้วย

อุปสงค์ของจักรยานที่พุ่งไม่หยุด  ยังให้กำเนิดอุตสาหกรรมเกี่ยวข้องอื่นๆ อีก  เช่น  ตลับลูกปืน  ลวดซี่ล้อ  เฟรม จักรยาน  และการผลิตชุดเครื่องมือที่มีความแม่นยำ   ซึ่งจะช่วยก่อร่างอุตสาหกรรมการผลิตต่อไปอีกนาน  แม้กระทั่งหลังจากจักรยานกลายเป็นส่วนหนึ่งของแผนกของเล่น  ศิลปินทั้งหลายได้รับการว่าจ้างให้ทำโปสเตอร์สวยๆ ให้กับตลาดที่เงินสะพัดด้วยกระบวนการพิมพ์แบบลิโทกราฟีหรือภาพพิมพ์หินที่เพิ่งพัฒนาขึ้นใหม่  ทำให้สิ่งพิมพ์มีสีสันสดใส  กลยุทธ์ต่างๆ ทางการตลาด  เช่น  การจงใจทำให้ล้าสมัยและดันจักรยานรุ่นใหม่ๆ ออกมาทุกปี  เริ่มเกิดขึ้นในธุรกิจค้าจักรยานในทศวรรษ 1890

Marshall Walter “Major” Taylor เริ่มต้นอาชีพนักปั่นจักรยานระดับซุปเปอร์สตาร์ในช่วงวัยรุ่นปี 1896 เขาทำสถิติโลก 7 ครั้งในช่วงอาชีพ โดยสถิติสุดท้ายมีอายุถึง 28 ปี PHOTOGRAPH BY GL ARCHIVE, ALAMY

ด้วยจักรยานคันเดียว  อะไรๆ ดูก็เป็นไปได้  และคนธรรมดาสามัญจึงออกเดินทางสุดพิสดาร  เช่น  ในฤดูร้อนปี 1890  นายร้อยหนุ่มจากกองทัพรัสเซียปั่นจักรยานจากเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กไปกรุงลอนดอน  เป็นระยะทางวันละ 115 กิโลเมตร  เดือนกันยายน ปี 1894  แอนนี  ลอนดอนเดอร์รี วัย 24 ปี  ออกเดินทางจากชิคาโกพร้อมเสื้อผ้าสำรองกับปืนสั้นด้ามฝังมุก  เพื่อจะกลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่ปั่นจักรยานรอบโลก  และไม่ถึงปีหลังจากนั้น  เธอก็กลับถึงชิคาโกและรับรางวัลเป็นเงิน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ

ในออสเตรเลีย  บรรดาช่างตัดขนแกะพเนจรขี่จักรยานหลายร้อยกิโลเมตรไปทั่วถิ่นทุรกันดารอันแห้งแล้งเพื่อหางานทำ พวกเขาออกเดินทางไกลราวกับเป็นการปั่นจักรยานในสวนสาธารณะ

ประวัติจักรยาน, จักรยาน
คนงานหญิงทำล้อจักรยานที่โรงงาน Hercules Cycle เมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษในช่วงทศวรรษที่ 1940 โรงงานนี้เป็นหนึ่งในโรงงานผลิตจักรยานที่ใหญ่ที่สุดในโลกช่วงทศวรรษที่ 1930 PHOTOGRAPH BY HULTON-DEUTSCH COLLECTION, CORBIS/CORBIS

อีกซีกโลกหนึ่งในแถบตะวันตกของอเมริกา  ช่วงฤดูร้อน ปี 1897  กรมทหารราบที่ 25 ของกองทัพสหรัฐฯ  ซึ่งเป็นหน่วย ทหารอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันที่รู้จักกันในชื่อ บัฟฟาโลโซลด์- เจอร์ส  เดินทางไกลเป็นระยะทาง 3,060 กิโลเมตรด้วย จุดประสงค์พิเศษจากฟอร์ดมิสซูลา  รัฐมอนแทนา  ไปยังเมืองเซนต์ลูอิส  รัฐมิสซูรี  เพื่อแสดงถึงคุณูปการของจักรยานที่มีต่อกองทัพ  เหล่าบัฟฟาโลโซลด์เจอร์แต่งกายเต็มยศและ แบกปืนคาบศิลา  ปั่นจักรยานไปตามเส้นทางขรุขระเฉอะโคลน เฉลี่ยวันละเกือบ 80 กิโลเมตร  นับว่าเร็วเป็นสองเท่าของหน่วยทหารม้า  และใช้งบประมาณน้อยกว่าหนึ่งในสาม

การเกิดขึ้นของจักรยานส่งผลกระทบกับทุกมิติของชีวิตอย่างแท้จริง  ไม่ว่าจะทางศิลปะ  ดนตรี  วรรณกรรม  แฟชั่น หรือแม้แต่แหล่งพันธุกรรมร่วมหรือยีนพูลของมนุษย์  บันทึกของสำนักงานเขตท้องถิ่นในอังกฤษแสดงถึงการแต่งงานระหว่าง หมู่บ้านในช่วงกระแสนิยมจักรยานกำลังมาแรงในทศวรรษ 1890  หนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่เพิ่งเป็นอิสระออกท่องชนบทตามอำเภอใจ  รู้จักกันตามท้องถนน  พบปะกันในหมู่บ้านห่างไกล

 ประวัติจักรยาน, จักรยาน
หนุ่มสาวปั่นจักรยานที่สวนเซ็นทรัลพาร์กของนิวยอร์กในปี 1942 หลังจากสร้างกระแสไปทั่วโลกในช่วงทศวรรษ 1890 จักรยานได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพาหนะที่ครองถนน PHOTOGRAPH COURTESY THE LIBRARY OF CONGRESS

นักเขียนคนหนึ่งแสดงความเห็นไว้อย่างฮึกเหิมในนิตยสารสังคมวิทยาฉบับหนึ่งของอเมริกาในปี 1892 ว่า  “ผลกระทบ [ของจักรยาน] ในการพัฒนาเมืองใหญ่จะเทียบเท่ากับการปฏิวัติ”  ในบทความชื่อ “เศรษฐกิจและอิทธิพลทางสังคมของจักรยาน” นักเขียนผู้นั้นทำนายว่าเมืองใหญ่ทั้งหลายจะสะอาดขึ้น  เขียวขึ้น  สงบขึ้นสำหรับชาวเมืองที่มีความสุขมากขึ้น  สุขภาพดีขึ้น  และ มองเห็นคนอื่นมากขึ้น  เขาเขียนว่า  เป็นเพราะจักรยาน  คนหนุ่มสาว “ได้เห็นโลกมากขึ้นและกว้างขวางขึ้นเพราะการติดต่อ  ไม่เช่นนั้นแล้ว  พวกเขาคงแทบไม่ไปไหนไกลเกินกว่าระยะเดินจากบ้าน  แต่ด้วยจักรยาน  พวกเขาจะท่องไปในเมืองรอบๆ อีกหลายแห่ง  และค่อยๆ คุ้นเคยกับทั้งเขตแคว้น  และในช่วงวันหยุด  ก็จะสำรวจรัฐต่างๆ ได้บ่อยๆ  ประสบการณ์เช่นนั้นสร้างความเจริญเติบโตด้านพลังงาน  การพึ่งตนเอง  และความเป็นอิสระให้กับนิสัยใจคอ…”

อิทธิพลทางการเมืองของนักปั่นหลายล้านคน  และอุตสาหกรรมใหญ่ที่สุดอุตสาหกรรมหนึ่งของชาตินำไปสู่การปรับปรุงด้านต่างๆ อย่างรวดเร็วของถนนทั้งในเมืองและชนบท  เมื่อนักปั่นปูทางให้ยุคของรถยนต์ที่ตอนนั้นยังไม่มีใครนึกถึงอย่างแท้จริง  ย่านบรุกลินเปิดเส้นทางเฉพาะสำหรับจักรยานสายแรกของประเทศในปี 1895  และรองรับนักปั่นร่วม 10,000 คนในวันแรกที่เปิดใช้  สองปีต่อมา  นิวยอร์กซิตีออกกฎจราจรฉบับแรกของประเทศเพื่อรับมือกับ “พวกไฟแลบ”  หรือนักปั่นตีนผี

จักรยาน, ริมคลอง
ความที่ราคาถูกและเลี้ยวเลาะไปตามเส้นทางขนาดเล็กของชุมชนต่างๆได้  จักรยานจึงเป็นพาหนะสำคัญสำหรับผู้คนที่อาศัยอยู่ริมคลองที่ไม่มีถนนใหญ่เข้าถึง เช่นชาวชุมชนริมคลองประเวศฝั่งเหนือ กรุงเทพมหานคร ผู้นี้ ภาพ เอกรัตน์ ปัญญะธารา

แต่ก็เป็นอย่างนั้นได้ไม่นาน  ก่อนสิ้นทศวรรษ 1890 นักประดิษฐ์ในธุรกิจจักรยานทั้งฝั่งยุโรปและอเมริกาก็พบว่า โซ่จักรยานและตลับลูกปืนสามารถรวมเข้ากับมอเตอร์เพื่อสร้างพาหนะที่เร็วกว่านี้ได้  แต่ไม่เงียบเท่าจักรยาน  หรือราคาถูกพอจะขับขี่  แต่มันขับสนุกและทำกำไรได้  ในเดย์ตัน  รัฐโอไฮโอ ช่างจักรยานสองคน  พี่น้องวิลเบอร์กับออร์วิลล์  ไรต์  กำลังสำรวจแนวคิดเรื่องเครื่องจักรบินได้ที่หนักกว่าอากาศโดยผูกปีกเข้ากับจักรยานเพื่อทดสอบความเป็นไปได้ทางอากาศพลศาสตร์ และหาทุนสำหรับการวิจัยของตนด้วยกำไรจากร้านจักรยาน

กลับมาที่โคเวนทรี  เมืองทางตอนเหนือของอังกฤษ  เจมส์ เคมป์  สตาร์ลีย์  เจ้าของจักรยานนิรภัยโรเวอร์ที่เริ่มต้นสิ่งต่างๆ เอาไว้ในทศวรรษ 1880 เสียชีวิตอย่างกะทันหันในปี 1901 ด้วยวัย 46 ปี ในตอนนั้น บริษัทของเขาก้าวจากจักรยานอันเรียบง่าย ไปสู่การผลิตจักรยานยนต์และรถยนต์ในที่สุด นี่ดูเหมือนเป็นเส้นทางสู่อนาคต  ดังเช่นในอเมริกา  อดีตช่างจักรยานชื่อ เฮนรี ฟอร์ด ก็กำลังไปได้ดีกับเรื่องนี้เหมือนกัน

เรื่อง รอฟฟ์ สมิท

ติดตามสารคดี การปฏิวัติสองล้อ ฉบับสมบูรณ์ได้ที่นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนมิถุนายน 2565

สั่งซื้อนิตยสารได้ที่ https://www.naiin.com/product/detail/547936


อ่านเพิ่มเติม การปั่นจักรยาน : 10 เมืองยอดนิยมที่นักปั่นน่องเหล็กไม่ควรพลาด

การปั่นจักรยาน

เรื่องแนะนำ

เหตุใดมัมมี่สิงโตจึงค้นพบได้ยากในอียิปต์

ลูกสิงโตตัวนี้มีอายุราว 8 เดือนเมื่อตอนที่ถูกทำเป็นมัมมี่ นับตั้งแต่อดีตจนถึงการค้นพบนี้ มี มัมมี่สิงโต เพียงตัวเดียวที่ได้รับการยอมรับว่ามาจากยุคยียิปต์โบราณ อนุเคราะห์ภาพถ่ายโดย SUPREME COUNCIL OF ANTIQUITIES OF EGYPT จนถึงทุกวันนี้ มี มัมมี่สิงโต เพียงหนึ่งตัวที่นักโบราณคดีค้นพบ เหตุเพราะการทำมัมมี่สิงโตตามธรรมชาตินั้นหายาก หรือเพียงแค่เรายังไม่ได้ค้นพบมันเท่านั้น คงเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการถึงเจ้าป่าอหังการเดินเพ่นพ่านในอียิปต์ยุคปัจจุบัน แต่เมื่อช่วง 1000 ปีก่อนคริสตกาล สามารถพบแมวยักษ์ชนิดนี้นอนเกียจคร้านอยู่บนริมฝั่งแม่น้ำไนล์ และบางตัวก็อยู่ภายในพระราชวังในฐานะสัตว์ทรงเลี้ยง สิงโตมีความสัมพันธ์กับพระอาทิตย์และฟาโรห์ ผู้ทรงอำนาจสูงสุดในการกำหนดความเป็นความตายในยุคอียิปต์โบราณ แม้ว่าสภาพอากาศของอียิปต์ในช่วงหลังจะแห้งแล้งขึ้นจนเจ้าป่าเหล่านี้ต้องอพยพลงใต้ พวกมันก็ยังคงสถานะอยู่ในวัฒนธรรมของอียิปต์อย่างชัดแจ้ง “สิงโตมีบทบาทอย่างมากในประติมานวิทยา (iconography) ของอียิปต์โบราณ” คอนนี ลอร์ด (Conni Lord) นักไอยคุปต์วิทยา (Egyptologist) ของโครงการวิจัยมัมมี่สัตว์ พิพิธภัณฑ์นิโคลสัน มหาวิทยาลัยซิดนีย์ กล่าวและเสริมว่า “สิงโตเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจหลวง [แต่] จินตภาพของสิงโตถูกนำไปใช้เป็นสิ่งของในชีวิตประจำวัน อย่างเช่นเก้าอี้หรือเตียงนอน ซึ่งอาจดูเหมือนเป็นเพียงการนำมาตกแต่งเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่ามันมีความหมายศักดิ์สิทธิ์ที่ให้การปกป้องสิ่งของเหล่านั้นด้วยครับ” แม้ภาพลักษณ์ของสิงโตจะเป็นที่แพร่หลายในช่วงอียิปต์โบราณ แต่นักวิจัยยังคงสงสัยมานานว่า เหตุใดจึงมีการค้นพบมัมมี่สิงโตแค่เพียงตัวเดียวท่ามกลางมัมมี่สัตว์นับล้านตัว อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ทีมนักโบราณคดีนำโดยสภาสูงสุดด้านโบราณวัตถุของอียิปต์ (Egypt’s […]

ภาพถ่ายที่ถูกซ่อนใน การปฏิวัติวัฒนธรรมในจีน

ในโอกาสครบรอบ 50 ปี (ปี 2016) ในกลียุคช่วง การปฏิวัติวัฒนธรรมในจีน เรามองไปยังภาพที่ช่างภาพผู้กล้าหาญคนหนึ่งได้ซ่อนให้พ้นสายตาของรัฐบาล ช่างภาพ หลี่ เจิ้นเฉิง (Li Zhensheng) มีมุมมองที่แตกต่างในช่วง การปฏิวัติวัฒนธรรมในจีน ช่วงเวลาโกลาหลจากการไล่ล่าและลงทัณฑ์ซึ่งเริ่มต้นในวันที่ 16 พฤษภาคม 1966 และดำเนินไปในช่วงเวลาที่ต่างกันจนสิ้นสุดที่การเสียชีวิตของเหมาเจ๋อตุง ประธานพรรคคอมมิวนิสต์ในอีก 10 ปีต่อมา หลี่ทำงานให้กับหนังสือพิมพ์ในมณฑลเฮย์หลงเจียงในช่วงเวลานั้น งานนี้ทำให้เขาได้รับอนุญาตให้ถ่ายภาพที่ทางการอนุมัติของโครงการรณรงค์ของประธานเหมาโดยไม่ถูกคุกคามแต่อย่างไร ในภายหลังเขาได้ซ่อนฟิล์มเนกาทีฟไว่ใต้พื้นบ้านเพื่อไว้ในกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐตามหาตัวเขา และก็เป็นเช่นนั้น ในปี 1968 รัฐบาลกล่าวหาว่าเขาเป็นผู้ “ปฏิปักษ์ต่อการปฏิวัติ” และบุกเข้ามาในอะพาร์ตเมนต์ของเขา เจ้าหน้าที่จะทำลายฟิล์มเนกาทีฟหากพวกเขาพบมัน แต่ภาพเหล่านั้นยังคงถูกซ่อนไว้ใต้พื้นบ้าน และหลี่ยังคงเก็บรักษามันไว้ได้มาหลายปี ในทุกวันนี้ ภาพถ่ายอันโดดเด่นของเขาเดินทางไปทั่วโลกและได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือ และนี่คือภาพของหลี่ ซึ่งแสดงให้เราเห็นถึงความยิ่งใหญ่อันน่าเหลือเชื่อในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรมของจีน เรื่อง BECKY LITTLE อ่านเพิ่มเติม เซียงไฮ้: นครนานาชาติ เมืองท่าหลักของจีน

พบลูกผสมมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล กับมนุษย์เดนิโซวัน

โครงกระดูกของเด็กสาวที่มีอายุเมื่อ 90,000 ปีก่อน คือหลักฐานแรกที่บ่งชี้ว่ามีการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล และมนุษย์เดนิโซวันในโลกโบราณ

ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์

แปลและเรียบเรียง กองบรรณาธิการ ภาพถ่าย คลังภาพ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก “ผู้คนมักพูดกันว่า ราชอาณาจักรเป็นเหมือนกับพีระมิด กล่าวคือ พระราชานั้นประทับอยู่บนสุด ส่วนประชาชนอยู่ด้านล่าง แต่ในประเทศนี้ทุกอย่างกลับตรงกันข้าม [เป็นเหมือนพีระมิดกลับหัว] ด้วยเหตุนี้ บางครั้งเราจึงรู้สึกปวดแถวๆ นี้” เมื่อตรัสถึงตรงนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งปกติมีพระพักตร์เคร่งขรึมดูเป็นนักวิชาการ ทรงพระสรวล ขณะทรงชี้ที่พระศอและพระอังสา [บ่าหรือไหล่] ข้อความข้างต้นเรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานแก่นายเดนิส เกรย์ หัวหน้าสำนักข่าวเอพีประจำกรุงเทพฯและนายบาร์ต โดเวลล์ ผู้ช่วยบรรณาธิการนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ในขณะนั้น และเป็นส่วนหนึ่งของสารคดีเรื่อง “พระราชวงศ์ผู้ทรงงานของไทย” (Thailand’s Working Royalty) ตีพิมพ์ใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนตุลาคม ปี 1982 หรือพุทธศักราช 2525 ซึ่งตรงกับวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 200 ปีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมหาที่สุดมิได้ กองบรรณาธิการนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย จึงขอนำสารคดีเรื่องนี้มาตีพิมพ์อีกครั้ง ภาพถ่ายส่วนใหญ่เป็นผลงานของจอห์น เอเวอริงแฮม ช่างภาพผู้คุ้นเคยกับเมืองไทย เขาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสารคดีเรื่องนี้ว่า “ผมโชคดีที่มีโอกาสตามเสด็จนานถึงสี่เดือน เดินทางไปทั่วประเทศจากนราธิวาสถึงเชียงราย ประเทศไทยโชคดีที่มีในหลวง พระองค์ทรงสนพระทัยในคนที่ยากจนที่สุดคนที่อยู่ไกลที่สุด ในหลวงไม่เหมือนใคร มีฝรั่งหลายคนเหมือนผมที่รักพระเจ้าอยู่หัว…” ในช่วงเวลาหลายศตวรรษที่ผ่านมา บทบาทของพระมหากษัตริย์ไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า “พระราชวงศ์ในประเทศนี้ไม่เคยอยู่นิ่งเลย” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร เสด็จพระราชสมภพเมื่อปี พ.ศ. 2470 ณ เมืองเคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ทรงศึกษาทั้งในสาขาวิทยาศาสตร์และกฎหมายที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ขณะเจริญพระชนมายุได้ 18 พรรษา ในฐานะพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ นับแต่นั้นมาก็ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการอย่างไม่ทรงเห็นแก่เหน็ดเหนื่อยพระวรกาย เพื่อประโยชน์สุขของทวยราษฎร์เสมอมา สมดังพระปฐมบรมราชโองการที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” โดยแท้ นอกเหนือจากการเสด็จฯ เยี่ยมพสกนิกรตามหัวเมืองน้อยใหญ่และท้องถิ่นทุรกันดาร ตลอดจนการปฏิบัติพระราชกรณียกิจในโอกาสต่างๆ แล้ว ยามที่ประทับอยู่ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต พระองค์ก็ไม่ได้ทรงว่างเว้นจากพระราชกรณียกิจ กิจกรรมและความเป็นไปในเขตพระราชฐานแห่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสนพระทัยในความเป็นอยู่ของพสกนิกรของพระองค์ได้เป็นอย่างดี เพราะมีตั้งแต่แปลงนาสาธิต ยุ้งฉาง บ่อเลี้ยงปลา ฟาร์มโคนม ไปจนถึงโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรต่างๆ ระหว่างพระราชทานสัมภาษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชตรัสถึงเรื่องต่างๆ อาทิ ระบบชลประทาน เศรษฐกิจภายในประเทศ การทำเหมืองแร่ เรื่อยไปจนถึงงานอดิเรกของพระองค์ เช่น การถ่ายภาพ และวาดภาพ ทรงอธิบายว่า “แต่ตอนนี้เลิกวาดรูปแล้ว เพราะต้องใช้เวลามาก” ทว่าพระองค์ยังทรงดนตรีและทรงพระราชนิพนธ์บทเพลง พสกนิกรชาวไทยและแม้กระทั่งชาวต่างชาติต่างประจักษ์ถึงพระอัจฉริยภาพเชิงดนตรีที่สะท้อนอยู่ในความไพเราะของบทเพลงพระราชนิพนธ์จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม พระราชกระแสรับสั่งมักวกกลับมาเข้าเรื่องที่พระองค์เสด็จฯ เยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศเสมอ  “คนไทยรักสงบ แต่ก็ตระหนักดีว่า ประเทศจะต้องมีความเข้มแข็งทางทหาร เราเคยไปที่จังหวัดใกล้ๆ กรุงเทพฯ แล้วมีคนเมาคนหนึ่งเข้ามาหา องครักษ์คงไม่สบายใจนัก เราเข้าใจดี ผู้ชายคนนั้นบอกว่า เคยเป็นทหาร เคยรับใช้ชาติ ลูกชายเขาก็จะเป็นทหารด้วย และถ้าไม่มีทหารประเทศเราจะไม่เป็นเอกราชอย่างนี้ เขาว่ากันว่าคนเมามักจะพูดความจริง” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังตรัสถึงคนไทยอีกด้วยว่า “เราคิดว่าคนไทยรู้ซึ้งถึงคุณค่าของประเพณี ประเพณีไม่ได้แปลว่าเชย แม้แต่คนสมัยใหม่ก็มีประเพณี “เดือนที่แล้วนี่เอง เราเดินทางไปภาคใต้ ตอนเข้าไปที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชาวบ้านคนหนึ่งบอกว่ามีลูกสาวและลูกชายอย่างละคน แล้วถามเราว่า ชาวมุสลิมเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้หรือเปล่า เราตอบว่า ได้แน่นอน ถ้าเด็กคนนั้นเป็นคนดี แข็งแรง แล้วก็ฉลาด เขาก็สมัครเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้ แล้วเราก็ถามเขาว่า ลูกชายเขาอายุเท่าไหร่ เขาบอกว่าหกเดือน” เมื่อตรัสถึงตรงนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระสรวล “เขาอยากให้ลูกชายปกป้องประเทศชาติ เขาบอกว่า ‘ชาวมุสลิมอย่างเราเป็นคนไทยแท้ ๆ’ ” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเล็งเห็นการรุกรานหลากหลายรูปแบบ [เมืองไทยในขณะนั้นยังประสบปัญหาภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์และยาเสพติด โดยเฉพาะฝิ่นและเฮโรอีน — กองบรรณาธิการ] “วิธีล่าสุดคือค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาครอบงำจิตใจผู้คน เราเรียกวิธีนี้ว่าสงครามจิตวิทยารุกเข้ามาในความคิด” และเพื่อหลีกเลี่ยงการรุกรานลักษณะนี้ รัฐบาลจะต้องแสดงให้เห็นความเข้าอกเข้าใจและความอดทน เหมือนอย่างเรื่องฝิ่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า “เราไม่ปฏิเสธว่ายังมีการปลูกฝิ่นในประเทศ แต่มีอยู่น้อยมาก ปัญหาของฝิ่นคือการใช้เมืองไทยเป็นทางผ่าน คนที่ปลูกฝิ่นได้ราคาไม่ถึงหนึ่งในพันของราคาที่เอาไปขายกันด้วยซํ้า เราพยายามให้ประชาชนหันมาปลูกพืชอื่นทดแทน กว่าจะเริ่มได้ก็ต้องใช้เวลาหลายปี ตอนแรกเรานั่งรถเข้าไป บางทีก็เดินเท้า แล้วก็นั่งเฮลิคอปเตอร์เข้าไป บางครั้งลงจอดกลางไร่ฝิ่นเลย เราต้องระวังเพราะพวกเขาไม่เข้าใจว่าการปลูกฝิ่นนั้นไม่ดีอย่างไร “ครั้งหนึ่งเราเคยเดินอยู่เป็นชั่วโมงเพื่อเข้าไปดูไร่ฝิ่น ดินดูไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์เท่าไหร่ ชาวไร่เองก็บอกว่า ‘ใช่ครับ ดินเสื่อมแล้ว ไม่มีปุ๋ยจะใส่ครับ’ เราก็บอกว่าจะให้ปุ๋ย ถ้าพวกเขาเลิกปลูกฝิ่น แล้วหันมาปลูกถั่วแทน ชาวไร่ขอเวลาปรึกษากันก่อน ผ่านไปสิบห้านาทีกลับมาบอกว่า ‘ตกลงครับ’ ทีนี้ พอปีถัดมา เราก็กลับไปอีก ปรากฏว่าชาวไร่ปลูกถั่วครึ่งหนึ่ง ปลูกฝิ่นครึ่งหนึ่ง แล้วถั่วก็ได้ผลดีกว่า ชาวไร่เลยขอถั่วเพิ่มอีก ปีต่อมาก็ปลูกฝิ่นแค่ร้อยละ 25 ค่อยๆ ลดลงอย่างนี้ เราต้องอดทนถ้าเราเอาแต่ทำลายไร่ฝิ่น ชาวไร่ก็ต้องอดอยาก แล้วคงไม่เข้าใจว่า ทำไมเราถึงต้องต่อต้านพวกเขา” ในการเสด็จฯ เยือนหัวเมืองน้อยใหญ่ต่างๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเผชิญกับอันตรายจากทั้งผู้ต้องการแบ่งแยกดินแดนและกองกำลังคอมมิวนิสต์ “อันตรายน่ะหรือ” ทรงยํ้า “อันตรายซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไปคือภัยจากลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่ที่อันตรายกว่านั้นคือความละโมบของคนในประเทศเอง ถ้าเราแตกแยกกันเอง เราก็จะกลายเป็นทาสของจักรวรรดินิยมยุคใหม่ จะเป็นคอมมิวนิสต์ หรือเผด็จการ หรืออะไรก็ตามแต่” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเชื่อมั่นในประชาชนชาวไทย “ชาวไทยดูสบายๆ แต่ก็เข้มแข็ง คนไทยไม่เครียด มีนํ้าใจแม้แต่กับคนแปลกหน้า และเปิดกว้างกับความคิดใหม่ๆ คนส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธที่สุภาพกล้าหาญแต่ไม่ก้าวร้าว เข้มแข็งแต่อ่อนโยน” ขณะที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็ทรงปฏิบัติพระราชกิจหลากหลายด้าน นอกจากจะทรงตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปยังพื้นที่ห่างไกลแล้ว ยังทรงส่งเสริมงานหัตถกรรมเพื่อเพิ่มรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ชนบท เช่นที่จังหวัดเพชรบุรี ทรงริเริ่มโครงการผลิตกระเป๋าและรองเท้าสานจากกระจูดและหวาย ทรงส่งเสริมให้ชาวบ้านสตรีในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ผลิตดอกไม้ประดิษฐ์ ทรงฟื้นฟูศิลปะการทำตุ๊กตาดินเผาชาววัง และส่งผู้เชี่ยวชาญไปสอนสตรีชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาทอผ้า เป็นต้น ทรงใช้โอกาสที่ได้เสด็จฯ เยือนต่างประเทศในฐานะทูตสันถวไมตรี ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ผ้าไหมด้วยฉลองพระองค์ที่ตัดเย็บจากผ้าไหมไทยซึ่งทั้งประณีตและงดงาม นอกจากนี้ ยังทรงใช้พระปรีชาสามารถด้านการจัดการส่งเสริมการทำงานของสภากาชาดไทย เพื่อให้ความอนุเคราะห์แก่เด็กกำพร้ายากไร้ ทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบและผู้ประสบอุทกภัย เป็นต้น หลายปีก่อน เมื่อนักข่าวกราบบังคมทูลสัมภาษณ์ถึงงานอดิเรกของพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตรัสว่า “ดูแลลูกๆ” บัดนี้ เจ้าฟ้าชายพระองค์หนึ่งและเจ้าฟ้าหญิงอีกสามพระองค์ต่างเจริญพระชันษาขึ้นแล้ว และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาราษฎร์เช่นเดียวกับพระชนกชนนี ไม่ว่าจะเป็นการตามเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ต่างๆ ต้อนรับคณะทูตานุทูต หรือแม้แต่ทรงทักทายและมีพระราชปฏิสันถารกับประชาชนผู้มารอเฝ้าฯ ชื่นชมพระบารมี นายแพทย์จินดา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา แพทย์ประจำพระองค์ในขณะนั้น กล่าวว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชกิจหนักเกินไปครับ” แม้ว่าพระองค์จะทรงออกกำลังกายแทบทุกวัน แต่คุณหมอก็ยัง “อยากให้เสด็จแปรพระราชฐานเพื่อทรงพักผ่อนเป็นประจำทุกปี” ทว่าประชาชนชาวไทยทุกคนย่อมตระหนักดีว่า พระองค์คงไม่อาจทรงปล่อยวางจากพระราชกิจต่างๆ ได้ เพราะความห่วงใยในราษฎรและความตั้งพระทัยอันแน่วแน่ที่จะอุทิศพระองค์เพื่อ “ประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ดังบทพระราชนิพนธ์ “เดินตามรอยเท้าพ่อ” ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งได้ตามเสด็จพระราชบิดาไปยังพื้นที่ห่างไกลหลายต่อหลายแห่ง ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า “ฉันเดินตามรอยเท้าอันรวดเร็วของพ่อโดยไม่หยุดผ่านเข้าไปในป่าใหญ่ น่ากลัว ทึบ แผ่ไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด มืดและกว้างมีต้นไม้ใหญ่ใหญ่เหมือนหอคอยที่เข้มแข็ง พ่อจ๋า… ลูกหิวจะตายอยู่แล้วและเหนื่อยด้วย ดูซิจ๊ะ… เลือดไหลออกมาจากเท้าทั้งสองที่บาดเจ็บของลูกลูกกลัวงู เสือ และหมาป่า พ่อจ๋า… เราจะถึงจุดหมายปลายทางไหม? ลูกเอ๋ย… ในโลกนี้ไม่มีที่ไหนดอกที่มีความรื่นรมย์และความสบายสำหรับเจ้าทางของเรามิได้ปูด้วยดอกไม้สวยสวย จงไปเถิดแม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่บีบคั้นหัวใจเจ้า พ่อเห็นแล้วว่า หนามตำเนื้ออ่อนอ่อนของเจ้า เลือดของเจ้าเปรียบดั่งทับทิมบนใบหญ้าใกล้นํ้า นํ้าตาของเจ้าที่ไหลต้องพุ่มไม้สีเขียว เปรียบดั่งเพชรบนมรกตที่แสดงความงามเต็มที่เพื่อมนุษยชาติ จงอย่าละความกล้าเมื่อเผชิญกับความทุกข์ให้อดทนและสุขุมและจงมีความสุขที่ได้ยึดอุดมการณ์ที่มีค่า ไปเถิด… ถ้าเจ้าต้องการเดินตามรอยเท้าพ่อ” ปวงข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้   อ่านเพิ่มเติม : รูปที่มีทุกบ้าน, ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙