ย้อนรอยโลกล้านปีผ่านขุมทรัพย์ธรณีที่ จ.สตูล - National Geographic Thailand

ย้อนรอยโลกล้านปีผ่านขุมทรัพย์ธรณีที่ จ.สตูล

ขุมทรัพย์แห่งกาลเวลา

แม้แผ่นดินของจังหวัดสตูลในปัจจุบันจะถูกจับจองโดยมนุษย์ แต่รอยประทับจากรูปร่างของสิ่งมีชีวิตในโลกทะเลโบราณที่ยังคงหลงเหลืออยู่จำนวนมากตามธรณีสันฐานยังคงบอกเล่าถึงช่วงเวลาเมื่อพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นท้องทะเลแห่งยุคดึกดำบรรพ์ ไม่ว่าจะเป็นซากสัตว์ดึกดำบรรพ์หรือฟอสซิลของสัตว์ทะเลอายุเก่าแก่ที่สุดในไทยอย่างไทรโลไบต์ หรือที่รู้จักกันในชื่อแมงดาทะเลโบราณจากยุคแคมเบรียน พบในชั้นหินทรายแดงบนเกาะตะรุเตาและฟอสซิลของนอติลอยด์ หรือหมึกโบราณในยุคออร์โดวิเชียนบนผนังถ้ำทะลุ

สองยุคดังกล่าวเป็นธรณีกาลที่เก่าแก่ที่สุดของมหายุคพาลีโอโซอิกซึ่งครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่ 545-245 ล้านปีก่อน ซึ่งนับเป็นช่วงที่สิ่งมีชีวิตในทะเลกำลังเฟื่องฟูหลังโลกตื่นตัวจากยุคน้ำแข็ง

เมื่อโลกท้องทะเลที่ดำรงมากว่า 250 ล้านปีของสตูลถูกยกขึ้นมาเหนือผิวน้ำจากการปะทะกันของเปลือกโลก ซากของสิ่งมีชีวิตที่ถูกทับถมอยู่ในทะเลก็ถูกยกขึ้นบนผืนแผ่นดินเช่นเดียวกัน มีการค้นพบสิ่งมีชีวิตที่แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางชีวภาพในท้องทะเลโบราณอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ฟอสซิลของแบรคคิโอพอดซึ่งเป็นสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายหอยสองฝา บรรพบุรุษของหอยงวงช้างในปัจจุบันอย่างแอมโมนอยด์ อีกทั้งยังพบหลักฐานว่าพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตออกซิเจนแก่ผืนทะเลโบราณจากการพบฟอสซิลของสโตรมาโตไลต์ ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของไซยาโนแบคทีเรียที่ผลิตก๊าซออกซิเจนในท้องทะเล

แม้เวลาจะผ่านไปหลายร้อยล้านปี ฟอสซิลของพวกมันยังคงหลงเหลืออยู่ตามถ้ำ ชั้นหิน เสมือนสมุดบันทึกแห่งอดีตที่ส่งต่อมายังปัจจุบันแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของโลกทะเลโบราณได้เป็นอย่างดี

ฟอสซิลของแกสโตรพอดหรือหอยฝาเดียว รู้จักกันในอีกชื่อว่าหอยกาบเดี่ยว เช่น หอยขม หอยสังข์ หอยทาก เดิมทีเป็นสิ่งมีชีวิตที่เคยอาศัยอยู่ในทะเลก่อนที่จะวิวัฒนาการขึ้นมาบนบก ฟอสซิลเหล่านี้เป็นหนึ่งในบันทึกประวัติศาสตร์ว่าพวกมันปรากฏขึ้นมาบนโลกตั้งแต่ยุคโบราณกาลในสมัยแคมเบรียนเมื่อประมาณ 541 ล้านปีก่อน

ผืนแผ่นดินแห่งชีวิต

เราไม่อาจจินตนาการความเฟื่องฟูทางทรัพยากรธรรมชาติอันมหาศาลของจังหวัดสตูลในอดีตได้ แต่ถึงอย่างนั้น ความอุดมสมบูรณ์ของมันยังคงส่งต่อมาจนถึงยุคปัจจุบัน

พื้นที่แห่งนี้รวบรวมความหลากหลายทางของสภาพภูมิประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภูเขา ทะเล ป่าโกงกาง หรือถ้ำหินปูนที่เกิดจากการกัดกร่อนของฝนกรดคาร์บอนิคอ่อนๆ จนกลายเป็นภูมิประเทศแบบคาร์ส (Karst) ที่มีขนาดใหญ่ เช่น ถ้ำเลสเตโกดอนซึ่งอยู่ในเทือกเขาหินปูนยุคออร์โดวิเชียน ถ้ำแห่งนี้เป็นธารลอดที่มีระดับน้ำทะเลสูงถึงปากทางเข้าและมีลักษณะเป็นอุโมงค์คดเคี้ยวไปมา มีการค้นพบซากและฟอสซิลของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในยุคควอเทอนารี ไม่ว่าจะเป็น แรด วัว ควาย จนถึงช้างสเตโกดอนซึ่งเป็นบรรพบุรุษช้างที่มีลักษณะใกล้ช้างเอเชียที่สุด

หินน้ำไหลที่ถูกขนานนามว่า “หัวใจช้าง” นี้คือผลงานวิจิตรจากธรรมชาติในถ้ำเลสเตโกดอน โครงสร้างของประติมากรรมอันซับซ้อนนี้เกิดจากการตกผลึกของแร่แคลไซต์ที่คลุมอยู่บนพื้นผิวหรือผนังถ้ำจนทำให้เกิดการซ้อนกันของหินเป็นชั้นๆ
ประติมากรรมหินโดยธรรมชาติของถ้ำเลสเตโกดอนแห่งนี้ยังคงไม่หยุดนิ่ง เนื่องจากถ้ำแห่งนี้ยังคงเป็นถ้ำเป็น (Active Cave) ซึ่งมีธารน้ำลอดและมีน้ำไหลอยู่ตลอดเวลา การผุกร่อน การทับถม การสะสมของตะกอนและแร่ธาตุยังคงเกิดขึ้นและหมุนเวียนไปตามวัฏจักรของธรรมชาติจนราวกับว่าเป็นประติมากรรมที่มีชีวิต

ภูมิประเทศที่หลากหลายของจังหวัดสตูลต่างครอบครองความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะเฉพาะตัวตามแต่ละพื้นที่ อย่างเช่นป่าหลุมยุบดึกดำบรรพ์บริเวณปลายถ้ำทะลุเองก็มีปริมาณแสงและความชื้นที่เฉพาะเจาะจงสำหรับพืชและสัตว์เฉพาะถิ่นหลากหลายชนิด ที่ภูเขาและถ้ำหินปูนก็มีระบบนิเวศสำหรับสัตว์ที่ปรับตัวสำหรับการอยู่ในถ้ำโดยเฉพาะ เช่น ปูเขาหินทุ่งหว้าที่พบในเขาหินปูนของสตูล ซึ่งเป็นปูสายพันธุ์ใหม่ของโลกที่ยังไม่เคยถูกพบที่ใดมาก่อน

แมงมุมขายาวถ้ำ สัตว์นักล่าแห่งถ้ำทะลุ พวกมันมักดักกินจิ้งโกร่งถ้ำเป็นอาหาร นอกจากนี้ยังมีแมงมุมสายพันธุ์อื่นๆ ที่พบเจอได้ในระบบนิเวศของถ้ำสตูล เช่น แมงมุมพเนจร แมงมุมแส้ เป็นต้น
ในเวลาเที่ยงวัน ต้นสมพงษ์แห่งที่ราบป่าดึกดำบรรพ์นี้จะคายหยดน้ำขนาดใหญ่ขนาดที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าซึ่งไม่เหมือนกับต้นไม้ชนิดอื่นๆ ในเวลาที่อากาศร้อนจัด ละอองน้ำของมันจะช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับผืนป่าเสมือนกับฝักบัวแห่งพงไพร
กลุ่มเห็ดแชมเปญสีสันสดใสเหล่านี้เป็นหนึ่งในสิ่งที่สามารถบ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์และระบบนิเวศแบบเฉพาะตัวของที่ราบป่าดึกดำบรรพ์สตูลได้เป็นอย่างดีเพราะเห็ดเหล่านี้ต้องการปัจจัยในการเจริญเติบโตที่เฉพาะเจาะจงอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นความชื้น อุณหภูมิและปริมาณแสงแดด

จากขุมทรัพย์แห่งกาลเวลา สู่สมบัติของชุมชน

ด้วยสภาพของภูมิประเทศของจังหวัดสตูลที่มีความสำคัญทางด้านธรณีวิทยา รวมถึงความโดดเด่นทางด้านซากดึกดำบรรพ์ซึ่งเก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ องค์กรการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก จึงขึ้นทะเบียนพื้นที่ซึ่งมีความสำคัญดังกล่าว ในพื้นที่สี่อำเภอ คือ ทุ่งหว้า มะนัง ละงู และอำเภอเมืองสตูล ให้กลายเป็นพื้นที่อุทยานธรณีโลกสตูล

นอกเหนือจากความโดดเด่นทางด้านธรณี อุทยานธรณีแห่งโลกสตูลนั้นยังมีจุดหนึ่งที่แตกต่างกับอุทยานแห่งชาติทั่วไปโดยสิ้นเชิงคือการเป็นพื้นที่ที่ได้รับการบริหารจากหน่วยงานท้องถิ่นโดยตรง ชุมชนแห่งนี้มุ่งเน้นส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างยั่งยืนโดยอุ้มชูความโดดเด่นทางด้านธรณีโดยการให้ความรู้กับคนท้องถิ่นและผู้สนใจผ่านเว็บไซต์นวนุรักษ์ https://navanurak.in.th/ แพลตฟอร์มออนไลน์ที่ใช้รวบรวมข้อมูลทางด้านธรณีและความหลากหลายทางชีวภาพโดยให้ชุมชนเป็นเจ้าของข้อมูล

ด้วยองค์ความรู้ดังกล่าว ชุมชนสามารถต่อยอดธุรกิจท้องถิ่นในแบบของตนด้วยการร้อยเรียงผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นเข้ากับเรื่องราวทางธรณี เช่น ธุรกิจผ้ามัดย้อมของจังหวัดสตูลอย่างปันหยาบาติกที่มีการออกแบบและพัฒนาลายผ้าจากลวดลายของฟอสซิล อีกทั้งยังมีการสกัดสีย้อมจากวัสดุทางธรรมชาติและดินเทอราโรสซาซึ่งเป็นดินที่ผุพังจากภูเขาหินปูนในยุคออร์โดวิเชียนเมื่อ 505-440 ล้านปีก่อน หรือแม้กระทั่งการสร้างสรรค์เมนูในร้านอาหารที่จะพานักท่องเที่ยวย้อนเวลาผ่านประสบการณ์การรับประทานอาหารแบบใหม่โดยนำเสนอด้วยรูปแบบของเมนูดึกดำบรรพ์ เช่น นอร์ติลอยด์ผัดน้ำดำ (หมึกผัดน้ำดำ) ยำไข่ไทรโลไบต์ (ยำไข่แมงดา) เป็นต้น

ด้วยการสนับสนุนจากกรมทรัพยากรธรณีและอุทยานธรณีโลกสตูล กลุ่มปันหยาบาติกได้พยายามค้นหาวัสดุธรรมชาติที่มีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยการใช้ดิน “เทอราโรสซา” หรือเรียกอีกอย่างว่าดินหินปูนผุซึ่งมาจากการผุกร่อนของหินปูน ดินนี้อยู่ในยุคออร์โดวิเชียนและเต็มไปด้วยแร่เหล็กซึ่งทำให้สีของผ้าที่ย้อมกลายเป็นสีสนิมที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง
ช่างฝีมือของกลุ่มวิสาหกิจปันหยาบาติกกำลังเขียนเทียนบนผ้ามัดย้อมโดยการวาดลวดลายของฟอสซิลของเปลือกแอมโมไนต์ นอกจากนี้ยังมีการออกแบบลวดลายผ้าโดยออกแบบจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ จากฟอสซิลในยุคดึกดำบรรพ์ เช่น ไทรโลไบต์ นอติลอยด์ เป็นต้น

เรื่องและภาพ : พิชามญชุ์ สุวรรณธวัช

โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย


อ่านเพิ่มเติม เบื้องหลัง ” คาเฟ่สัตว์ ” ความน่ารักในสายตามนุษย์ ผ่านความทุกข์ของเหล่าสัตว์

เรื่องแนะนำ

ติดอยู่ในกาลเวลา

  น้อยนักที่ฟอสซิลของไดโนเสาร์จะคงสภาพเหมือนเมื่อตอนยังมีชีวิตอยู่ และมีรูปทรงสามมิติ แต่กระบวนการในภาพประกอบนี้แสดงให้เห็นว่า โนโดซอร์ที่พบในรัฐแอลเบอร์ตา ประเทศแคนาดา ตัวนี้เป็นข้อยกเว้นที่หายากยิ่ง มันถูกฝังอยู่ในตะกอนใต้สมุทร และนอนอยู่ในหลุมที่ฝังร่างของมันมากว่า 110 ล้านปี จนกระทั่งคนงานเหมืองช่างสังเกตคนหนึ่งค้นพบเข้าโดยบังเอิญ นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า แม่น้ำที่หลากท่วมพัดพาโนโดซอร์ตัวนี้ลอยออกสู่ทะเล โดยไม่ถูกกินและไร้ร่องรอยความเสียหาย เมื่อ 110 ล้านปีก่อน ทวีปอเมริกาเหนือต่างจากปัจจุบันมาก โนโดซอร์ตัวนี้ถูกฝังอยู่ในทางน้ำขนาดใหญ่ซึ่งครั้งหนึ่งแทรกตัวเข้ามาภายในภาคพื้นทวีป มันอาจอาศัยอยู่ใกล้แนวชายฝั่งอันอบอุ่นและอุดมไปด้วยพืชพรรณ จากการถูกฝังสู่การค้นพบ ในที่สุดซากที่ขึ้นอืดก็ปริแตก จมลงสู่ก้นทะเล และถูกตะกอนกลบฝังอย่างรวดเร็ว 1 ตะกอนห่อหุ้มร่างของโนโดซอร์ เมื่อเวลาผ่านไป แร่ธาตุก็แทรกซึมเข้าไปในเนื้อเยื่อ และรักษารูปทรงให้อยู่ในรูปสามมิติภายใน “โลงหิน” ของมัน 2 ชั้นตะกอนทับถมหนาขึ้นและแข็งตัวกลายเป็นหิน ระหว่างสมัยน้ำแข็ง ธารน้ำแข็งที่ถอยร่นทิ้งตะกอนเพิ่มขึ้นอีก ต่อมามีพืชพรรณเกิดขึ้น ทำให้ดินคงที่ไม่เลื่อนไหล 3 คนงานเหมืองทรายน้ำมันขุดผ่านส่วนครึ่งตัวหลังของโนโดซอร์ก่อนจะสังเกตเห็น ครั้นแล้วคนงานตาไวคนหนึ่งก็เห็นลวดลายแปลกๆในก้อนหิน นั่นคือเกราะของโนโดซอร์ อ่านเพิ่มเติมเรื่อง “เผยโฉมฟอสซิลไดโนเสาร์สภาพสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ” เผยโฉมฟอสซิลไดโนเสาร์สภาพสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ

ช่างภาพหญิงผู้พลิกโฉมหน้านิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

เอไลซา ซิดมอร์ คือผู้หญิงคนแรกที่มีงานเขียนและงานถ่ายภาพตีพิมพ์ลงในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ในยุคสมัยที่ผู้หญิงยังไม่ได้รับการยอมรับมากเช่นทุกวันนี้

สันติภาพเปราะบาง

แม้สงครามกลางเมืองอันนองเลือดและยืดเยื้อยาวนานจะปิดฉากลง แต่ ศรีลังกา ยังมีบาดแผลต้องเยียวยา โดยเฉพาะผู้คนเรือนหมื่นที่ต้องพลัดที่นาคาที่อยู่และกลายเป็นบุคคลสาบสูญ วันที่ 8 มกราคม ปี 2015 ศรีลังกา ทำให้โลกตกตะลึงด้วยการโค่นรัฐบาลเผด็จการของมหินทะ ราชปักษาในการเลือกตั้งที่พูดได้ว่าสงบและใสสะอาดเป็นส่วนใหญ่  ผู้นำใหม่ของประเทศมุ่งมั่นอยากแสดงให้โลกเห็นว่า ศรีลังกา ทำตัวเป็นประเทศประชาธิปไตยยุคใหม่ได้  รัฐบาลของประธานาธิบดีไมตรีปาละ สิริเสนาเริ่มปฏิรูประบบตุลาการ ที่ฉ้อฉล แปรรูปหน่วยงานรัฐที่อุ้ยอ้ายเทอะทะ และแก้ปัญหาหนี้สินมหาศาล ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรเลยที่นักท่องเที่ยวจะนั่งเครื่องบินไปลงโคลัมโบ สนุกกับกิจกรรมท่องเที่ยวสารพัดที่ศรีลังกาหยิบยื่นให้ ตั้งแต่การเยี่ยมชมวัดเก่าแก่ที่ดัมบุลลาและเมืองโบราณโปลอนนารุวะ ชมช้างและเสือดาวในอุทยานต่างๆ เที่ยวไร่ชาหรูหราอลังการ ไปจนถึงเล่นกระดานโต้คลื่นที่อ่าวอารูกัม ก่อนบินกลับบ้านโดยไม่ตระหนักเลยว่า ที่นี่คือศูนย์กลางของสงครามนองเลือดระหว่างชาติพันธุ์ที่ยาวนานถึง 26 ปี เหตุผลหรือตัวช่วยหนึ่งอาจมาจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์ โคลัมโบตั้งอยู่ทางใต้ เป็นภูมิภาคที่ปกครองโดยชาวสิงหลซึ่งส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชนและคิดเป็นประชากรราวร้อยละ 75 ของประเทศ สถานที่ท่องเที่ยวหลักเกือบทั้งหมดกระจุกตัวอยู่ทางใต้  ในทางกลับกัน จังหวัดนอร์เทิร์นไม่มีอะไรโดดเด่น  เป็นภูมิประเทศซึ่งส่วนใหญ่แห้งแล้งกันดารและราบเรียบ ที่นี่ยังเป็นบ้านเกิดของชาวทมิฬ ในศรีลังกาซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดูและคิดเป็นประชากรราวร้อยละ 11 ของประเทศ ดินแดนทางเหนือและตะวันออกคือบริเวณที่กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลม (Liberation Tigers of Tamil Eelam – อีแลมคือชื่อเรียกศรีลังกาในภาษาทมิฬ) สถาปนารัฐปกครองตนเองก่อนถูกปราบปรามในที่สุด “นี่คือประวัติศาสตร์ของโอกาสที่หลุดลอยไปครับ” นายกรัฐมนตรีรานิล […]