เปิดภาพที่หาชมได้ยากของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 จากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก - National Geographic Thailand

เปิดภาพที่หาชมได้ยากของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 จากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

ตั้งแต่ภาพถ่ายพระราชพิธีเก่าแก่ไปจนถึงภาพถ่ายที่การแข่งขันอเมริกันฟุตบอล ทั้ง 20 ภาพนี้บันทึกเรื่องราวชีวิตของสมเด็จพระราชินีเอาไว้อย่างครอบคลุม โดยช่างภาพของ เนชันแนล จีโอกราฟฟิก และแทบไม่เคยเผยแพร่ที่ใดมาก่อน

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธ อเล็กซานดรา แมรี่ วินด์เซอร์ ประทับอยู่บนบัลลังก์โบราณ พระเนตรของพระองค์ช่างหม่นหมอง ก่อนหน้านี้ในช่วงพระชนมพรรษา 27 พรรษา สมเด็จพระราชินีนาถยังแต่งพระองค์ด้วยชุดขาว แต่บัดนี้พระองค์คือสมเด็จพระบรบราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราขอาณาจักรและเครือจักรภพ พระอังสาคลุมด้วยผ้าสีทอง พระหัตถ์กุมคทาประดับประดาไปด้วยอัญมนี และพระเศียรที่มีมงกุฎอันหนักอึ้งสวมอยู่ เสียงตะโกนกู่ร้อง “ขอพระเจ้าโปรดทรงคุ้มครององค์ราชินีผู้สูงศักดิ์” (God save the Queen!) ดังก้องไปทั่วมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ พร้อมทั้งเสียงแตรเงินดังกังวาน

ในพิธีบรมราชาภิเษกเดือนมิถุนายนปี 1953 ไม่มีใครเดาได้เลยว่าการครองราชย์ขององค์พระราชินีเอลิซาเบธจะดำเนินมายาวนานถึง 70 ปี ช่วงเวลาพระราชพิธีสำคัญอันแสนวิจิตรบรรจงนี้มิได้สูญหายไปตามกาลเวลาแต่อย่างใด หากแต่ถูกบันทึกไว้โดยช่างภาพผู้เจนจัดอย่าง เจมส์ จาร์เช่ ผ่านกล้องไลก้าที่บรรจุฟิล์มสไลด์สี Kodachrome เอาไว้ เขาบันทึกภาพพิธีกรรมอันเก่าแก่นี้ไว้ทุกช่วงเวลา ก่อนจะรีบนำภาพเหล่านี้ไปยังสำนักงานใหญ่ของสมาคมเนชันแนลจีโอกราฟิกในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ผ่านบริการขนส่งทางอากาศพิเศษ

บริบทของสังคมไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า แฟชั่น ดินแดน การสื่อสาร การคมนาคม และอื่นๆ ล้วนหมุนเวียนเปลี่ยนผันไปตลอดการครองราชย์ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เนชันแนลจีโอกราฟิกเองก็บันทึกห้วงเวลาของพระองค์ไว้เช่นกัน ช่างภาพระดับโลกจับภาพของสมเด็จพระราชินีนาถตามลำดับเวลาในทุกพิธีการเพื่อจับภาพทุกย่างก้าวของพระราชินีผู้สุขุมและสงบเสงี่ยม จนถึงภาพชีวิตส่วนตัวหาดูได้ยากของพระองค์ และนี่คือประมวลภาพของพระองค์ผ่านสายตาของเนชันแนลจีโอกราฟฟิก ภาพของราชินีผู้สง่างาม มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว สงสัยใคร่รู้ และอายุยืนยาว

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เข้าร่วมงานเฉลิมฉลองของรัฐบาลในเมืองวินนิเพก รัฐแมนิโทบาในปี 1970 ประเทศแคนาดายังคงตกอยู่ภายใต้อาณัติของอังกฤษจนกระทั่งได้รับเอกราชในปี 1982 เมื่อครั้งอาณาจักรอังกฤษรุ่งเรืองถึงขีดสุด คาดว่าหนึ่งในสี่ของประชากรโลกอยู่ในความปกครองของอังกฤษ ในช่วงรัชสมัยของสมเด็จพระราชินี ดินแดนของอังกฤษหดตัวลงเหลือ 16 ประเทศ จาก 70 ประเทศ ภาพถ่ายโดย วิลเบอร์ อี แกเรตต์ จากคลังภาพเนชันแนลจีโอกราฟฟิก

พระราชินีเอลิซาเบธ, พระเจ้าจอร์จที่ 6, สมเด็จพระราชินีนาถแมรี (พระราชมารดา) และเจ้าหญิงเอลิซาเบธ ทรงฉายพระรูปร่วมกับเรือรบหลวงจำลอง (The Sovereign of the Seas) ที่พิพิธภัณฑ์การเดินเรือแห่งชาติระหว่างพิธีเปิดที่เมืองกรีนิช ในกรุงลอนดอน ณ ประเทศอังกฤษ เมื่อปี 1937
ภาพถ่ายโดย เมเยอรส์ จากคลังภาพเนชันแนลจีโอกราฟฟิก
สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงรับการสถาปนาตำแหน่งราชินีโดยอัครมุขนายกเมื่อขณะมีพระชนมพรรษา 25 พรรษา ที่มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ในกรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 1953 ภาพถ่ายโดย เจมส์ จาร์เช จากคลังภาพเนชันแนลจีโอกราฟฟิก
สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ร่วมกับชีค อิซา บิน ซัลมาน อัล คาลิฟาขณะเสด็จเยือนบาห์เรนในปี 1979 ซึ่งเป็นการเยี่ยมชมโดยสตรีผู้เป็นประมุขแห่งรัฐครั้งแรกในประเทศบาห์เรน การเสด็จไปเยือนประเทศนี้เป็นหนึ่งในการเดินทางแห่งคาบสมุทรอาหรับ ภาพถ่ายโดย สตีฟ เรย์เมอร์ จากคลังภาพเนชันแนลจีโอกราฟฟิก
ประธานาธิบดีเจอรัลด์ ฟอร์ดพูดคุยกับฝูงชนโดยมีสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 อยู่ข้างๆ ที่ทำเนียบขาว ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยประธานาธิบดีและสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเป็นผู้จัดงานมื้ออาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่พระราชินีเอลิซาเบธและเจ้าชายฟิลลิปเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 1976 การเยี่ยมเยือนของพระราชินีในครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบสองร้อยปีแห่งการปฏิวัติอเมริกา ภาพถ่ายโดย โจเซฟ เอช. เบลีย์ จากคลังภาพเนชันแนลจีโอกราฟฟิก
สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงกล่าวปราศรัยกับสมาชิกสภาขุนนางในพิธีเปิดรัฐสภาเมื่อ 1960 สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธทรงเปิดรัฐสภาทุกปีในรัชสมัยของพระองค์ ยกเว้นปี 1959 และปี 1963 เมื่อทรงพระครรภ์ และปี 2022 เมื่อทรงมีปัญหาด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย ภาพถ่ายโดย ฮาวเวลล์ วอล์คเกอร์ จากคลังภาพเนชันแนลจีโอกราฟฟิก
สมเด็จพระราชินีนาถและเจ้าชายฟิลลิป พระสวามีของเธอ กำลังเสด็จลงจากเรือยอชต์ไม้ ณ ท่าเรือของเมืองซูวา ประเทศฟิจิ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศอาณานิคมของอังกฤษ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 1953 อันเป็นเวลาไม่นานนักหลังจากพระองค์ได้รับการสถาปณาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชินี ภาพถ่ายโดย ฮาวเวลล์ วอล์คเกอร์ จากคลังภาพเนชันแนลจีโอกราฟฟิก
สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงม้าในขบวนสวนสนาม พิธีสวนสนามปี 1984 โดยมีเจ้าชายชาร์ลส์ พระโอรสของพระองค์อยู่ทางด้านขวา ตามด้วยพระสวามีและคนอื่นๆ ในฉลองพระองค์เครื่องแบบทหารรักษาพระองค์ของเวลส์การ์ด (Welsh Guards) ที่ประดับด้วยเหรียญพระราชทาน ผู้ร่วมขบวนชายจะสวมหมวกทหารทรงกลมสูงที่ตัดเย็บจากหนังหมี ภาพถ่ายโดย โจดี้ คอบบ์ จากคลังภาพเนชันแนลจีโอกราฟฟิก
สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงยืนอยู่ที่ขั้นบันไดของโบสถ์เมื่อหีบศพของอดีตนายกรัฐมนตรีวินสตัน เชอร์ชิลล์กำลังถูกลำเลียงออกไประหว่างงานศพของเขาในปี 1965 ภาพถ่ายโดย โจ เชอร์เชล จากคลังภาพเนชันแนลจีโอกราฟฟิก
สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงขับรถไปนมัสการที่โบสถ์ในวันอาทิตย์ช่วงประมาณปี 1979 แม้จะไม่มีใบขับขี่แต่พระองค์ก็ทรงชอบการขับรถด้วยพระองค์เองเสมอ พระองค์ทรงปฏิบัติสิ่งนี้มาเรื่อย ๆ แม้กระทั่งหลังพระประชวรในเดือนพฤศจิกายนปี 2021 พระองค์ทรงเรียนรู้วิธีขับรถและทรงได้รับการฝึกเป็นช่างเครื่องในกองกำลัง Women’s Auxiliary Territorial Service ในปี 1945 ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 พระองค์ทรงเป็นสมาชิกราชวงศ์อังกฤษหญิงคนแรกที่เข้ารับราชการทหาร ภาพถ่ายโดย เจมส์ แอล. สแตนฟีลด์ จากคลังภาพเนชันแนลจีโอกราฟฟิก
สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทอดพระเนตรไปยังเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์ ระหว่างพิธีสถาปนา ณ เมืองกวินเนด ประเทศเวลส์ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 1969 ภาพถ่ายโดย เจมส์ แอล. สแตนฟีลด์ จากคลังภาพเนชันแนลจีโอกราฟฟิก
สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์โบกพระหัตถ์ให้ฝูงชนหลังจากพิธีสถาปนาตำแหน่งเจ้าชายแห่งเวลส์ในปี 1969 แม้ว่าพิธีดังกล่าวจะสถาปนาตำแหน่งให้เจ้าชายชาร์ลส์อย่างเป็นทางการ แต่พิธีนั้นกลับขัดต่อภูมิหลังลัทธิชาตินิยมเวลส์ที่กำลังเติบโตขึ้น ภาพถ่ายโดย ไบรอัน ชูเอล จากคลังภาพเนชันแนลจีโอกราฟฟิก
เจ้าหญิงเอลิซาเบธในขณะนั้นและพระสวามีของพระองค์ เจ้าชายฟิลิปทรงวางพวงหรีดที่หลุมฝังศพของทหารนิรนามในสุสานแหงชาติอาร์ลิงตัน ในช่วงปี 1951 พระองค์เสด็จมาเยือนที่นี่อีกครั้งภายหลังในปี 1957 หลังจากที่ขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระราชินีแล้ว ภาพถ่ายโดย วิลลาร์ด คัลเวอร์ จากคลังภาพเนชันแนลจีโอกราฟฟิก
สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และเจ้าชายฟิลิปเสด็จออกจากปราสาทคาร์นาวอน (Caernaravon Castle) ในเมืองกวินเนด ประเทศเวลส์ ช่วงปี 1963 ภาพถ่ายโดย ดีน คอนเจอร์ จากคลังภาพเนชันแนลจีโอกราฟฟิก
สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงได้รับมอบของที่ระลึกจากบุคคลผู้มีชื่อเสียงหลากหลายคน ณ สนามกีฬาเบิร์ด (Byrd Stadium) ที่จัดการแข่งขันอเมริกันฟุตบอลระหว่างแมรี่แลนด์และนอร์ธแคโรไลนา เมืองคอลเลจพาร์ค รัฐแมรี่แลนด์ เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ปี 1957 สมเด็จพระราชินีนาถทรงขอชมเกมอเมริกันฟุตบอลเป็นกรณีพิเศษในการเสด็จเยือนอเมริกาของพระองค์ ภาพถ่ายโดย วิลเลียม ดับเบิ้ลยู. แคมป์เบลที่ 3 จากคลังภาพเนชันแนลจีโอกราฟฟิก
สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงพระราชปฏิสันถารกับเจ้าชายฟิลลิปและเจ้าชายชาร์ลส์ในเมืองวินด์เซอร์ ประเทศอังกฤษ ราวปี 1979 เจมส์ แอล. แสตนฟิลด์ จากคลังภาพเนชันแนลจีโอกราฟฟิก ภาพถ่ายโดย เจมส์ แอล. แสตนฟิลด์ จากคลังภาพเนชันแนลจีโอกราฟฟิก
สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 มีพระราชปฏิสันถารกับนักขี่ม้า ขณะพระราชทานรางวัลเป็นริบบิ้นให้กับการแสดงม้ารอยัลวินด์เซอร์ (Royal Windsor Horse Show) ที่วินด์เซอร์ เกรท พาร์ค ปี 1979 ภาพถ่ายโดย เจมส์ แอล. แสตนฟิลด์ จากคลังภาพเนชันแนลจีโอกราฟฟิก
พระราชวงศ์ยืนอยู่บนระเบียงของพระราชวังบักกิงแฮมชมพิธีสวนสนาม เพื่อเป็นเกียรติให้แก่วันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 พระองค์ทรงยืนเคียงข้างพระสวามีของพระองค์ เจ้าชายฟิลลิปและพระราชโอรสของพระองค์ เจ้าชายชาร์ลส์ แต่ละพระองค์ล้วนทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบทหารรักษาพระองค์ของเวลส์การ์ด (เสื้อโค้ตสีแดงกับผ้าคาดเอวสีน้ำเงิน) และเหรียญตราราชวงศ์ สมาชิกราชวงศ์ในฉลองพระองค์เครื่องแบบทั้งสามทรงมาพร้อมกับพระราชวงศ์พระองค์อื่น อันได้แก่ สมเด็จพระราชินีอลิซาเบธ พระราชชนนี, เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์แห่งเวลส์ซึ่งอุ้มเจ้าชายวิลเลียมอยู่, เจ้าหญิงมาร์กาเร็ต พระขนิษฐาของพระราชินี, เจ้าชายแอนดรูว์ ที่ทรงฉลองพระองค์สูทสีเข้มยืนอยู่บริเวณประตู, ไมเคิล ดัชเชสแห่งเคนต์ผู้ยืนอยู่ข้างเจ้าหญิงไดอาน่า และเด็ก ๆ ที่ไม่ปรากฏนามสามคน ภาพถ่ายโดย โจดี้ คอบบ์ จากคลังภาพเนชันแนลจีโอกราฟฟิก
พระราชพิธีฉลองเครื่องราชอิสริยาภรณ์การ์เตอร์ (The Garter Ceremony) ที่พระราชวังวินด์เซอร์ เพื่อสถาปนายศอัศวินใหม่ ณ โบสถ์เซนต์จอร์จ (St. George’s Chapel) การมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์การ์เตอร์นั้นครั้งหนึ่งเคยจัดขึ้นที่โบสถ์เซนต์จอร์จ พระราชวังวินด์เซอร์แต่กลับกลายเป็นพระราชพิธีที่จัดขึ้นนาน ๆ ครั้งในช่วงศตวรรษที่ 18 แล้วถูกยกเลิกไปในปี 1805 ก่อนพระเจ้าจอร์จที่ 6 จะนำพระราชพิธีนี้กลับมาในปี 1948 และได้ทำให้กลายเป็นพิธีประจำปีไป ภาพถ่ายโดย จิม ริชาร์ดสัน จากคลังภาพเนชันแนลจีโอกราฟฟิก

เรื่อง เอริน เบลคมอร์

แปล กษิดิศ ธัญกิจจานุกิจ, พิชามญชุ์ สุวรรณธวัช

โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย


อ่านเพิ่มเติม พระราชประวัติวัยเยาว์ของ ควีนเอลิซาเบธ ที่สอง: พระราชินีผู้ไม่คาดคิดครองราชย์

เรื่องแนะนำ

หมาขนเกรียนเม็กซิกันนี้มีประวัติอันยาวนาน

หมาขนเกรียนเม็กซิกันนี้มีประวัติอันยาวนาน สำหรับชนชาติโบราณอย่างชาวแอซเท็กและชาวมายาแล้ว เพื่อนที่ดีที่สุดของพวกเขาคือผู้ติดตามที่ไร้ขนอย่างหมาขนเกรียนเม็กซิกัน พวกมันคอยช่วยเสาะหาอาหารและนำทางพวกเขาไปยังโลกหลังความตาย เพื่อนผู้นี้เป็นที่รู้จักดีในชื่อ สุนัขขนเกรียนเม็กซิกัน หรือ Xoloitzcuintli (อ่านออกเสียงว่า show-low-itz-QUEENT-ly) คำๆ นี้มาจากสองคำรวมกันในภาษาแอซเท็ก คือ Xolotl หมายถึงเทพแห่งแสงสว่างและความตาย ส่วน itzcuintli มีความหมายว่าสุนัข ตามความเชื่อของชาวแอซเท็ก สุนัขสายพันธุ์นี้ถูกสร้างขึ้นโดยเทพเจ้าเพื่อปกป้องและนำทางดวงวิญญาณของมนุษย์ไปยังโลกหลังความตาย Xoloitzcuintli คือหนึ่งในสายพันธู์สุนัขที่เก่าแก่ที่สุดในทวีปอเมริกา นักวิจัยเชื่อว่าบรรพบรุษของพวกมันอพยพมาจากเอเชียและพัฒนาจนเป็นสายพันธุ์ดังกล่าวเมื่อราว 3,500 ปีก่อน สุนัขพันธุ์นี้มีเอกลักษณ์อันโดดเด่นคือไร้ขน (บางชนิดมีขนอยู่หย่อมหนึ่งที่บนหัวและหาง) อันเป็นผลจากวิวัฒนาการซึ่งรวมไปถึงการปราศจากฟันกรามน้อย ลักษณะที่โดดเด่นของฟันนี้ช่วยให้การระบุตัวตนของมันในทางโบราณคดีเป็นไปได้ง่ายดายขึ้น เจ้าสุนัข Xolos ปรากฏตัวบ่อยครั้งผ่านงานศิลปะในยุคเมโซอเมริกัน ด้วยลักษณะที่โดดเด่นคือหูแหลมตั้งและผิวหนังอันไร้ขนของพวกมัน ชิ้นงานที่ถูกพูดถึงบ่อยที่สุดคือรูปปั้นเซรามิกขนาดเล็กที่มีชื่อว่า Colima Dogs ที่ถูกพบทางตะวันตกของเม็กซิโก นักโบราณคดีประเมินว่าในสมัย 300 ปีก่อนคริสต์กาลจนถึงคริสต์กาลที่ 300 กว่า 75% ของการทำพิธีศพจะบรรจุหุ่นจำลองของสุนัขพันธุ์นี้ลงไปด้วย เพื่อช่วยนำทางดวงวิญญาณไปยังโลกหลังความตาย สุนัขสายพันธุ์นี้กลายเป็นที่สนใจเมื่อคณะเดินทางจากยุโรปมาถึงทวีปอเมริกา ในจำนวนนี้รวมไปถึงคริสโตเฟอร์ โคลัมบัสและคณะนักบวชชาวสเปนในศตวรรษที่ 16 ซึ่งมีบันทึกเรื่องราวของสุนัขเหล่านี้ไว้ว่า ชาวแอซเท็กโบราณห่มผ้าให้พวกมันในตอนกลางคืนเพื่อช่วยให้มันอุ่น นอกจากนั้นการที่มันปราศจากขนส่งผลให้ร่างกายของมันเป็นตัวนำความร้อนชั้นดี พวกเขาใช้มันเปรียบเสมือนขวดน้ำร้อนแก่บรรดาผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุ “สุนัขรู้ดีว่าคุณกำลังป่วยอยู่” Kay […]

ประวัติย่อของเซ็กส์ทอย

เซ็กส์คือความรื่นรมย์ของชีวิต และอุปกรณ์เสริมเหล่านี้อยู่คู่กับเรามานานกว่าที่คิด มาร่วมสำรวจโลกแห่งเซ็กส์ทอยผ่านยุคสมัยของอดีต ปัจจุบัน และอนาคตกัน

ค้นพบเทอโรซอร์พันธุ์ใหม่ในทรานซิลเวเนีย

ทรานซิลเวเนียมีมากกว่าแดรกคูล่า เพราะในยุคดึกดำบรรพ์ที่นี่คือบ้านของสัตว์ประหลาดใหญ่ยักษ์บินได้ และเชื่อกันว่านี่เป็นหนึ่งในเทอโรซอร์ที่มีขนาดตัวใหญ่ที่สุด

๘๙ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ชัยชนะของการพัฒนา

รอบนักษัตรที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๓๐ – ๒๕๔๒) “การพัฒนาแหล่งน้ำนั้น ในหลักใหญ่ ก็คือการควบคุมน้ำให้ได้ดังประสงค์ทั้งปริมาณและคุณภาพ กล่าวคือ เมื่อน้ำมีปริมาณมากเกินไปก็ต้องหาทางระบายออกให้ทันการณ์ ไม่ปล่อยให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายได้ และในขณะที่เกิดภาวะขาดแคลน ก็จะต้องมีน้ำกักเก็บไว้ใช้อย่างเพียงพอ ทั้งมีคุณภาพเหมาะสมแก่การเกษตร การอุตสาหกรรม และการอุปโภคบริโภค ปัญหาอยู่ที่ว่าการพัฒนาแหล่งน้ำอาจจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมบ้าง แต่ถ้าไม่มีการควบคุมน้ำที่ดีพอแล้ว เมื่อเกิดภัยธรรมชาติขึ้นก็จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนสูญเสีย ทั้งในด้านเศรษฐกิจและในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ทั้งส่งผลกระทบกระเทือนแก่สิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง” –พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความห่วงใยในสภาพชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนปัญหาด้านต่าง ๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่พสกนิกรต้องเผชิญ ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทุ่มเทพระวรกาย พระสติปัญญา และพระอัจฉริยภาพอันเป็นที่ประจักษ์ ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่อาณาประชาราษฎร์ตลอดระยะเวลากว่า ๖๐ ปีแห่งการครองราชย์ ดังจะเห็นได้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากกว่า ๔,๐๐๐ โครงการที่ได้พระราชทาน โครงการเหล่านี้เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของหลายฝ่าย มุ่งแก้ปัญหาและบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน เพื่อประโยชน์ต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศชาติและที่สำคัญที่สุดคือความผาสุกของประชาชน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริให้จัดตั้ง “มูลนิธิชัยพัฒนา” ขึ้นโดยทรงดำรงตำแหน่งเป็นนายกกิตติมศักดิ์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์ประธาน เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือประชาชนในการดำเนินการพัฒนาต่าง ๆ ซึ่งหากทำตามระเบียบราชการอาจเกิดความไม่สะดวก ไม่ทันท่วงที ทั้งนี้มุ่งที่ผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับอย่างแท้จริง มูลนิธิชัยพัฒนาได้รับการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นมูลนิธิและมีฐานะเป็นนิติบุคคล ตั้งแต่วันที่ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๑ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่าง ๆ ที่มูลนิธิชัยพัฒนาจัดตั้งขึ้นและให้การสนับสนุนการดำเนินงานกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ โครงการสำคัญ ๆ มีอาทิ แนวคิดและทฤษฎีในการพัฒนาแหล่งน้ำและปรับปรุงดิน โครงการน้ำดีไล่น้ำเสีย โครงการฝนหลวง โครงการเครื่องดักหมอก (เป็นการพัฒนาทรัพยากรแหล่งน้ำในบรรยากาศ) การพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โครงการพัฒนาสังคมและการส่งเสริมคุณธรรม การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม  และการพัฒนาฟื้นฟูป่าไม้ เป็นต้น โครงการเส้นทางเกลือเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นที่มีปัญหาขาดแคลนสารไอโอดีน อันเนื่องมาจากพระราชดำริตามหลักสังคมวิทยาการแพทย์ (Medical Sociology) ทรงกำหนดให้ใช้พื้นที่อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้นแบบในการศึกษาแก้ไขปัญหา ค้นหาเส้นทางเกลือตั้งแต่แหล่งผลิตไปสู่ผู้บริโภค โครงการบำบัดน้ำเสียด้วยพืชน้ำ โครงการพัฒนาเพื่อพึ่งตนเองของเกษตรกร และโครงการทฤษฎีใหม่ ทฤษฎีใหม่ (New Theory) นี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแนวพระราชดำริเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบความยากลำบากในการเพาะปลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่เกษตรที่อาศัยน้ำฝน แล้วเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำเนื่องจากความแปรปรวนของสภาวะดินฟ้าอากาศ ซึ่งแม้จะมีการขุดบ่อเก็บน้ำไว้ใช้ ก็ยังไม่เพียงพอ จึงเสนอแนวทางจัดการที่ดินและน้ำเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ ที่เรียกว่า ทฤษฎีใหม่ก็เพราะมีพระราชดำริให้มีการบริหารและจัดการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเป็นสัดส่วนและยั่งยืน เช่น ขุดสระน้ำ ทำนาข้าว ปลูกไม้ผลยืนต้น และสร้างที่อยู่อาศัย เป็นแนวทางที่ไม่เคยมีผู้ใดคิดและทำมาก่อน ประการต่อมาคือมีการคำนวณโดยหลักวิชาการเกี่ยวกับปริมาณน้ำที่จะกักเก็บให้เพียงพอตลอดฤดูเพาะปลูกทั้งปี และสุดท้ายคือมีการวางแผนที่สมบูรณ์แบบสำหรับเกษตรกรรายย่อย ทั้งหมดนี้เป็นทฤษฎีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริขึ้นมาใหม่ทั้งสิ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสในโอกาสที่คณะบุคคลต่าง ๆ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ ๔ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ ความตอนหนึ่งว่า “ชัยชนะของประเทศนี้โดยงานของมูลนิธิชัยพัฒนานั้นก็คือ ความสงบ… เป็นเมืองไทยที่มีความเจริญก้าวหน้า จนเป็นชัยชนะของการพัฒนาตามที่ได้ตั้งชื่อ มูลนิธิชัยพัฒนา ชัยของการพัฒนานี้มีจุดประสงค์คือ ความสงบ ความเจริญ ความอยู่ดีกินดี”     อ่านเพิ่มเติม : ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : พระอัจฉริยภาพเกริกไกร, ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : พระบารมีแผ่ไพศาล