เกาะติดการขุดค้นและเปิดหลุมฝังศพแห่งใหม่ในอียิปต์ - National Geographic Thailand

เกาะติดการขุดค้นและเปิดหลุมฝังศพแห่งใหม่ในอียิปต์

โดย คริสตินา นูเนซ

รูปสลักผุพังของช่างทองและภรรยา ยืนทักทายผู้มาเยือนที่เพิ่งมีโอกาสมองเข้าไปในหลุมฝังศพอายุ 3,500 ปีใกล้เมืองลักซอร์ในอียิปต์

หลุมฝังศพซึ่งค้นพบที่สุสาน Dra Abul Naga บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์แห่งนี้ ภายในบรรจุรูปสลัก มัมมี่เครื่องปั้นดินเผา และศิลปวัตถุอื่นๆ ตามการเปิดเผยของกระทรวงโบราณคดีของอียิปต์เมื่อเร็วๆนี้

รูปสลักรูปหนึ่งเป็นรูปช่างทองชื่อ Amenemhat นั่งอยู่ข้างภรรยา โดยมีลูกชายคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหลัง นักโบราณคดีชี้ว่า ครอบครัวนี้มีชีวิตอยู่ในสมัยราชวงศ์ที่ 18 ของอียิปต์

ในบริเวณใกล้เคียง นักโบราณคดีพบคูหาฝังศพอีกสองห้อง ห้องหนึ่งมีมัมมี่อยู่จำนวนหนึ่ง โลงศพศิลา และหน้ากากที่ใช้ในพิธีฝังศพทำจากไม้แกะสลัก พร้อมกับรูปสลักอื่นๆ ของสองสามีภรรยา คูหาฝังศพอีกห้องมีโลงศพศิลาจากยุคราชวงศ์ที่ 21 และ 22

Khaled El-Enany รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโบราณคดีของอียิปต์ ให้สัมภาษณ์ว่า แม้หลุมศพจะอยู่ในสภาพไม่ดีนัก ทว่าสิ่งที่อยู่ภายในอาจให้เบาะแสที่นำไปสู่การค้นพบอื่นๆ เป็นต้นว่า ภายในหลุมศพ นักโบราณคดีพบโคนหรือกรวย 50 ชิ้นที่ใช้ในพิธีฝังศพ  ลักษณะคล้ายเครื่องปั้นดินเผาประทับลาย ในจำนวนนี้ 40 ชิ้นให้หลักฐานของหลุมฝังศพอื่นๆ ที่เป็นของข้าราชการในยุคนั้นอีก 4 ราย

การสำรวจที่นำไปสู่การขุดค้นหลุมศพแห่งนี้ยังเผยให้เห็นปล่องที่นำไปสู่หลุมฝังศพอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียง ในปล่องหนึ่ง ทีมงานพบมัมมี่ผู้หญิงร่างหนึ่งที่เสียชีวิตขณะอายุ 50 ปี พร้อมกับร่างของลูกอีกสองคน การตรวจสอบเบื้องต้นชี้ว่า ร่างของผู้หญิงรายนี้มีร่องรอยของความเจ็บป่วยหลายโรค รวมถึงการติดเชื้อแบคทีเรียในกระดูก

ย้อนหลังไปเมื่อเดือนเมษายน ทีมนักโบราณคดีอียิปต์ทีมหนึ่งค้นพบหลุมฝังศพอีกแห่งในสุสานแห่งเดียวกันนี้ภายในบรรจุมัมมี่หลายร่าง โลงศพไม้ 10 โลง และตุ๊กตาที่ใช้ในพิธีฝังศพอีกกว่า 1,000 ตัว

การค้นพบทั้งสองครั้งนี้อยู่ใกล้กับหุบผากษัตริย์ (Valley of the Kings) อันเป็นที่ประทับสุดท้ายของกษัตริย์หรือฟาโรห์ผู้โด่งดังหลายพระองค์ของอียิปต์ รวมถึงยุวกษัตริย์อย่างตุตันคามุน เมืองลักซอร์ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำไนล์ และชนชั้นสูงชาวอียิปต์รวมถึงชนชั้นปกครองก็นิยมประกอบพิธีฝังศพทางฝั่งตะวันตกเพื่อแสดงความเคารพอย่างสูง

นักโบราณคดีกำลังปฏิบัติงานกับมัมมี่ที่ค้นพบในหลุมฝังศพแห่งหนึ่งในเมืองโบราณลักซอร์ หลุมศพแห่งนี้เป็นของช่างทองหลวง (ภาพถ่ายโดย NARIMAN EL-MOFTY, ASSOCIATED PRESS)
กะโหลกที่พบภายในหลุมฝังศพเป็นของช่างทองหลวงและภรรยา นักโบราณคดีชี้ว่า ข้าวของอื่นๆ ที่พบอาจให้เบาะแสที่นำไปสู่การค้นพบหลุมฝังศพอื่นๆในบริเวณใกล้เคียง (ภาพถ่ายโดย NARIMAN EL-MOFTY, ASSOCIATED PRESS)
หลุมฝังศพอายุ 3,500 ปีแห่งนี้มีทั้งกะโหลก มัมมี่ เครื่องปั้นดินเผา และศิลปวัตถุอื่นๆ อีกมากมาย (ภาพถ่ายโดย NARIMAN EL-MOFTY, ASSOCIATED PRESS)
หลุมฝังศพของช่างทองผู้นี้นำไปสู่ปล่องฝังศพอีกสองแห่งในบริเวณใกล้เคียง ช่างทองหลวงผู้นี้ใช้ชีวิตอยู่ในสมัยราชวงศ์ที่ 18 ของอียิปต์ (ภาพถ่ายโดย NARIMAN EL-MOFTY, ASSOCIATED PRESS)
มัมมี่สามร่างนี้พบอยู่ในหลุมศพเดียวกันนี้ (ภาพถ่ายโดย NARIMAN EL-MOFTY, ASSOCIATED PRESS)
ชิ้นส่วนจากโลงศพที่ทำด้วยไม้วางอยู่ใกล้ทางเข้าหลุมฝังศพ ทางการอียิปต์บอกว่า แม้หลุมฝังศพแห่งนี้จะอยู่ในสภาพไม่ดีนัก แต่ภายในก็พบหลักฐานที่สามารถระบุได้ชัดเจน เช่น รูปสลักของช่างทองหลวงและภรรยา ตลอดจนหน้ากากที่ใช้ในพิธีฝังศพ (ภาพถ่ายโดย NARIMAN EL-MOFTY, ASSOCIATED PRESS)
ตุ๊กตาที่ใช้ในพิธีฝังศพเรียกว่า Ushubti ถูกนำออกมาจัดเรียงไว้ด้านหน้าหลุมฝังศพ ตุ๊กตาเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์แทนผู้ติดตามที่จะร่วมเดินทางไปสู่ปรโลก (ภาพถ่ายโดย NARIMAN EL-MOFTY, ASSOCIATED PRESS)

 

อ่านเพิ่มเติม : ย้อนรอยการค้นพบสุสาน ตุตันคามุนเผยภาพถ่ายสมาชิกราชวงศ์ผู้ใกล้ชิดที่สุดของ ตุตันคามุน ฟาโรห์ผู้โด่งดังที่สุดของอียิปต์โบราณ

เรื่องแนะนำ

ภาพนกฮัมมิงเบิร์ดที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ตีพิมพ์สารคดีเรื่อง นกฮัมมิงเบิร์ด มาแล้วหลายครั้ง ครั้งแรกสุดคือเรื่อง “The Hummingbirds” ในฉบับเดือนพฤศจิกายน ปี 1960

บันทึกประวัติศาสตร์ “โชคดีที่ได้เกิดในรัชกาลที่ 9”

เรื่อง วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์ ภาพถ่าย จันทร์กลาง กันทอง หลังมีประกาศให้ประชาชนที่จะเข้าร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 สามารถเข้าพื้นที่รอบมณฑลพิธีท้องสนามหลวงได้ตั้งแต่เวลา 05.00น. ของวันที่ 25 ตุลาคม สิ่งที่ฉันเห็นผ่านภาพข่าวและจากการตระเวนสำรวจรอบพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม คือภาพประชาชนทุกเพศทุกวัยจากทั่วทุกสารทิศหอบหิ้วเสื้อผ้าสัมภาระที่จำเป็นเข้ามาจับจองพื้นที่ใกล้เคียงจุดคัดกรองทั้งเก้าจุดเพื่อหวังจะมีโอกาสเข้าไปกราบถวายสักการะเป็นครั้งสุดท้าย บางคนตั้งใจมารอตั้งแต่ช่วงดึกของวันที่ 22 ก็มี ไม่นานนัก ตลอดแนวบาทวิถีและหน้าอาคารพาณิชย์บริเวณนั้นก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนในชุดสีดำ…ที่มีหัวใจดวงเดียวกัน นอกจากต้องลดขั้นตอนการใช้ชีวิตให้ง่ายที่สุด กินน้อย นอนน้อย เข้าห้องน้ำน้อยแล้ว พวกเขายังต้องเผชิญกับบททดสอบจากธรรมชาติมากมาย ตั้งแต่อากาศร้อนอบอ้าว แสงแดดที่แผดเผาจนผิวแทบไหม้และสายฝนที่กระหน่ำเป็นระยะๆไปจนถึงอาการอ่อนเพลียลมแดด และไข้หวัดที่เริ่มเล่นงานหลายคน แต่ทุกคนก็ยัง “ยิ้มสู้” และยืนหยัดรอต่อไป ภาพเหล่านั้นทำให้ฉันคิดในใจว่าจะต้องใช้ความรักมากแค่ไหนกันกว่าที่คนคนหนึ่งจะยอมเสียสละตัวเองได้ถึงเพียงนี้แต่คำถามเดียวกันนี้ก็ทำให้ฉันอดคิดถึงสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำเพื่อปวงชนชาวไทยตลอด 70 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ เพราะความรักที่ทรงมีต่อบ้านเมืองและประชาชนของพระองค์นั่นเอง จุดเริ่มต้นของการมีทุกอย่างทีดีในวันนี้คือการต่อสู้กับความยากจนอันเป็นศัตรูตัวฉกาจของคนไทยเมื่อหลายทศวรรษก่อน ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปยังถิ่นทุรกันดารต่างๆตั้งแต่ดอยสูงเสียดฟ้าจรดชายเลนปากทะเลเพื่อทรงรับฟังปัญหาตรวจตราพื้นที่ และเก็บข้อมูลด้วยพระองค์เอง แม้ข้าราชบริพารหลายคนจะเคยกราบทูลว่าพระองค์ไม่จำเป็นต้องลำบากพระวรกายเช่นนั้น แต่ก็ทรงทำเพราะต้องการให้ประชาชนได้รู้ว่าพวกเขาไม่ได้ถูกทอดทิ้งและอยู่ในสายพระเนตรของพระองค์เสมอ  จนมีคำกล่าวในเวลาต่อมาว่า “ไม่มีที่ใดในผืนแผ่นดินไทยที่พระองค์เสด็จฯไปไม่ถึง” เช้ามืดวันแห่งประวัติศาสตร์  26 ตุลาคม 2560 […]

รูปที่มีทุกบ้าน

หากมองเผิน ๆ เราคงไม่รู้สึกประหลาดใจกับภาพถ่ายภาพนี้สักเท่าไร แต่ถ้าผมบอกว่าภาพนี้ถ่ายโดยช่างภาพชื่อ ดีน คองเกอร์ มีดีกรีเป็นช่างภาพ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ก็อาจจุดประกายความสนใจขึ้นมาได้บ้าง แล้วถ้าผมบอกเพิ่มอีกว่า ภาพนี้ถ่ายไว้ตั้งแต่ปี 1967 หรือตรงกับ พ.ศ. 2510 เป็นภาพหนึ่งที่ประกอบสารคดีเรื่อง “Hope and Fears in Booming Thailand” ตีพิมพ์ใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนกรกฎาคม ปีเดียวกันนั้น ก็น่าจะทำให้ใครหลายคนอยากรู้เรื่องราวเบื้องหลังมากขึ้น คำบรรยายภาพภาพนี้ระบุสั้น ๆ ว่า “พระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งกำลังศึกษาพระธรรมอยู่ในกุฏิที่วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ชายไทยส่วนใหญ่รวมถึงพระมหากษัตริย์ซึ่งพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ประดับอยู่บนผนังห้องจะได้รับผลบุญยิ่งใหญ่จากการบวชเรียนเป็นพระภิกษุ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ตาม” ภาพถ่ายภาพนี้มีอายุเกือบครึ่งศตวรรษ หากบวกเวลาเพิ่มเข้าไปอีก 20 ปีคงหมายถึงหนึ่งชั่วอายุคนและหมายถึงช่วงเวลา 70 ปีที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ของปวงชนชาวไทย รัชสมัยอันยาวนานนี้หมายความว่า คนไทยส่วนใหญ่เกิดและเติบโตขึ้นใน แผ่นดินรัชกาลที่ 9 แม้วันนี้พระองค์จะจากพวกเราไป พร้อม ๆ กับที่ยุคสมัยหรือหน้าประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่หน้าหนึ่งได้ปิดฉากลง นั่นคือความเป็นจริงอันเจ็บปวดที่เราจำต้องยอมรับ  และก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยกัน ในบทความเรื่อง “พระราชวงศ์ผู้ทรงงานของไทย” หรือ “Thailand’s Working Royalty” ตีพิมพ์ใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับตุลาคม ปี 1982 ผู้เขียนมีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อกราบบังคมทูลสัมภาษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสถึงความเปลี่ยนแปลงในบ้านเมืองโดยทรงไล่เรียงความเป็นไปในแต่ละรัชกาล จนมาถึงรัชสมัยของพระองค์ว่า “แล้วเราก็เข้ามา [เสด็จขึ้นครองราชย์] ตอนนั้นเราอายุ 18 ถึงตอนนี้ก็ 36 ปีแล้ว เป็นเวลายาวนานทีเดียว ตอนที่เราเข้ามารับหน้าที่นี้ในพระราชวัง ทั้งเก้าอี้และพรมมีรูโหว่ พื้นก็ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด พระราชวังอยู่ในสภาพเก่าทรุดโทรม ตอนนั้นเป็นช่วงหลังสงคราม และไม่มีใครคอยดูแล เราต้องสร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นใหม่ เราไม่รื้อทำลาย แต่ค่อย ๆ ประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกันทีละชิ้น นี่ก็ล่วงเข้า 36 ปีแล้ว ดังนั้นรัชสมัยนี้อาจเป็นเรื่องของการก้าวไปทีละก้าว [เป็น] วิวัฒนาการมองหาสิ่งดี ๆ จากอดีต ประเพณียังคงอยู่และได้รับการปรับเปลี่ยน นี่คือบทเรียน: เรานำประเพณีเก่าแก่มาบรูณะขึ้นใหม่ เพื่อใช้ประโยชน์ในปัจจุบันและอนาคต”      ปวงข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้   อ่านเพิ่มเติม : คุยกับซีซาร์ มิลแลน, ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙

หลักฐานฟอสซิลเผยปริศนาการทวีชนิดพันธุ์สัตว์ยุคแคมเบรียน

ฟอสซิลเก่าแก่อายุ 570 ล้านปี ช่วยไขปริศนาว่า สรรพชีวิตบนโลกพัฒนาอย่างก้าวกระโดด จากจุลชีพแสนเรียบง่าย กลายเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่และสลับซับซ้อนได้อย่างไร