หลุมศพราชินีใต้เงาของมหาพีระมิดกีซา ที่ไร้การแตะต้องกว่า 4,000 ปี

หลุมศพราชินีใต้เงาของมหาพีระมิดกีซา ที่ไร้การแตะต้องกว่า 4,000 ปี

ไม่นานหลังการค้นพบหลุมศพของฟาโรห์ตุตันคามุน ก็มีการค้นพบร่องรอยความมหัศจรรย์ของอารยธรรมอียิปต์โบราณอีกครั้งในรูปแบบของศิลปวัตถุและเครื่องเรือนทองคำมากมายในหลุมศพของพระราชินีเฮเทเฟเรสที่ 1

ความมหัศจรรย์ของอารยธรรมอียิปต์โบราณมีชื่อเสี่ยงโด่งดั่งขึ้นทั่วยุโรปและสหรัฐอเมริกาเมื่อนักโบราณคดี เฮาเวิร์ด คาร์เทอร์ (Howard Carter) ค้นพบหลุมศพของฟาโรห์ตุตันคาเมน (Tutankhamun) ในปี ค.ศ. 1922 กระแสดังกล่าวกลายเป็นแรงบันดาลใจอันล้นหลามสำหรับเหล่านักโบราณคดีในการค้นหาหลุมฟังศพที่ยังคงซ่อนอยู่ภายใต้ที่ราบสูงกีซา (Giza plateau) ที่เหล่านักสำรวจต่างพยายามเร่งการค้นหาของทีมตนเองพร้อมจับตาดูความคืบหน้าของทีมคู่แข่งอื่นๆ

ที่ราบสูงกีซา (Giza plateau) เป็นที่ตั้งของกลุ่ม พีระมิดกีซา ซึ่งมีพีระมิดคูฟูที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงสหัสวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล เป็นพีระมิดที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุด ในปี ค.ศ. 1902  กาสตัน มาสเพอโร (Gaston Maspero) นักอียิปต์วิทยาชาวฝรั่งเศส ผู้นำกลุ่มนักวิชาการนานาชาติกลุ่มหนึ่ง ต้องการปกป้องกลุ่มพีระมิดจากความเสื่อมสภาพและการถูกขโมยโบราณวัตถุ มาสเพอโรจึงแบ่งพื้นที่ของที่ราบสูงกีซาให้แก่ทีมนักโบราณคดีที่มีศักยภาพในการขุดค้นที่สุด หนึ่งในทีมที่ได้สิทธิในการขุดค้นคือทีมของ จอร์จ ไรส์เนอร์ (George Reisner) ไรส์เนอร์เป็นนักอียิปต์วิทยาซึ่งมีชื่อเสียงในวงการจากการสำรวจภูมิภาคของอาณาจักรนูเบีย ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่ทางตอนใต้ของอียิปต์และซูดาน

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1925 ขณะที่โมฮัมเมดานิ อิบราฮิม (Mohammedani Ibrahim) ช่างภาพของไรส์เนอร์กำลังถ่ายภาพอยู่ในบริเวณของพีระมิดคูฟู เขาสังเกตเห็นว่าขากล้องของเขาตั้งอยู่บนพื้นปูนขาวซึ่งอาจเป็นเพดานของสิ่งก่อสร้างที่ซ่อนอยู่ใต้ดิน ตามขั้นตอนแล้ว ไรส์เนอร์ควรได้รับทราบเรื่องนี้ก่อนมีการดำเนินการใดๆ อย่างไรก็ตาม ในตอนนั้น ไรส์เนอร์กำลังทำหน้าที่อื่นอยู่ที่เมืองบอสตัน ในฐานะศาสตราจารย์ด้านอียิปต์วิทยาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

แม้ไรส์เนอร์จะไม่อยู่ที่อียิปต์ แต่ทีมของเขาก็เริ่มการขุดสำรวจล่วงหน้าก่อน พวกเขาพบอุโมงค์เต็มไปด้วยอิฐลึก 25 เมตรซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าพวกเขาได้ค้นพบหลุมศพลับเข้าแล้ว แต่ความหวังของการเป็นผู้ค้นพบรายแรกนั้นยังคงต่ำ ตามธรรมชาติของโบราณสถานที่มีอายุนับพันๆ ปี

ภาพวาดโดยนักโบราณคดีในปี ค.ศ. 1926 อธิบายวัตถุที่ค้นพบในหลุมศพของพระราชินีเฮเทเฟเรส รูปภาพโดย ALAMY/ACI

วันที่ 7 มีนาคม ในขณะทีตัวไรส์เนอร์เองยังคงสอนหนังสืออยู่อีกฟากหนึ่งของโลก ทีมของเขาสามารถขุดเปิดอุโมงค์ได้สำเร็จ ดันแคน กรีนลีส์ (Duncan Greenlees) จดในสมุดบันทึกของเขาว่า

“เวลา 15.30 น. มีหินบนพื้นผิวทางทิศใต้พลัดตกหายไป ทำให้เราพบกับประตูด้านบนของห้องลับ

อิฐหินก้อนหนึ่งมีสภาพหละหลวม เราจึงนำอิฐนั้นออกเพื่อมองเข้าไปข้างในและสิ่งที่เราพบเห็นคือโลงศพหินตั้งอยู่บนกองไม้เท้าและคทาซึ่งมีปลายเคลือบทองคำ วัตถุอื่นๆ บางชิ้นในห้องก็ถูกเคลือบทองด้วยเช่นกัน เรามั่นใจว่าห้องนี้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ยังไม่เคยถูกค้นพบมาก่อน”

การค้นพบนี้ถือเป็นความสำเร็จของเหล่านักขุดค้น แต่ไม่กี่วันหลังจากนั้นก็มีคำสั่งจากคุณไรส์เนอร์ผ่านโทรเลขให้หยุดการขุดค้นในอียิปต์และให้หลุมศพถูกผนึกไว้ชั่วคราว

การสำรวจหลุมศพของพระราชินีเฮเทเฟเรสโดยคุณจอร์จ ไรส์เนอร์ในปี ค.ศ. 1926 ทำให้มีการค้นพบโบราณวัตถุมากมาย แต่วัตถุส่วนใหญ่เสื่อมสภาพจากน้ำที่ซึมเข้าในหลุม และต้องถูกบูรณะใหม่ภายหลัง Photograph by MUSTAPHA ABU EL-HAMD/MUSEUM OF FINE ARTS, BOSTON
คุณไรส์เนอร์อธิบายถึงการค้นพบวัตถุในห้องไว้ว่า “บนโลงหินและด้านหลังมีเสาทองของที่บังแดดอยู่นับยี่สิบเสา ด้านทิศตะวันตกของโลงหินมีแผ่นทองแกะสลักอยู่มากมายและในห้องเต็มไปด้วยเครื่องเรือนทองคำ” Photograph by ALAMY/ACI

เฮเทเฟเรสที่ 1

การตัดสินใจผนึกหลุมศพของคุณไรส์เนอร์มีเหตุผลอยู่หลายประการ โดยเขาเชื่อว่าตัวเขาเองสมควรเป็นผู้ดำเนินงานขุดค้นเต็มรูปแบบ แต่แม้ว่าการขุดค้นยังไม่เสร็จสิ้น ข่าวของการค้นพบนี้ก็เริ่มมีการลือสะพัดขึ้นแล้วเมื่อทีมของคุณไรส์เนอร์ได้อนุญาตให้สำนักข่าวลอนดอนได้ถ่ายรูปของการขุดสำหรับทำข่าว ข่าวการค้นพบทำให้เกิดกระแสคาดดำว่าหลุมศพนั้นเป็นของฟาโรห์สเนฟรู (Snefru) ในขณะที่คุณไรส์เนอร์เชื่อว่าหลุมศพนี้เป็นของสตรีราชนิกูล

การสำรวจหลุมศพดำเนินต่ออีกครั้งในเดือนมกราคมปี ค.ศ. 1926 เมื่อคุณไรส์เนอร์กลับจากสหรัฐอเมริกา การเปิดผนึกหลุมศพและการสำรวจนำไปสู่การค้นพบโบราณวัตถุและเครื่องเรือนทองคำมากมาย อย่างไรก็ตาม สิ่งของเหล่านั้นเสื่อมสภาพหนักจากการโดนน้ำที่ซึมเข้าไปในหลุม

แม้เหล่าโบราณวัตถุจะอยู่ในสภาพย่ำแย่แต่ความพยายามในการบูรณะก็ประสบความสำเร็จ การบูรณะนำไปสู่การค้นพบรอยสลักบนบัลลังก์ ซึ่งสื่อถึงผู้เป็นเจ้าของหลุมศพว่าพระองค์คือ “เฮเทเฟเรส” ผู้เป็นพระมารดาของฟาโรห์คูฟู (Khufu) แห่งราชวงศ์ที่ 4 และหลุมศพของพระนางก็ถูกซ่อนลับตาอยู่ใต้เงาของพีระมิดคูฟูมานานถึงสี่พันปี ปัจจุบันหลุมศพของพระนางมักถูกเรียกโดยรหัสทางการว่า “G7000X”

ตราเหยี่ยวทองคำที่ถูกค้นพบจากหลุมศพ G7000X นี้ปัจจุบันได้ถูกเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ไคโร ภาพโดย SCALA, FLORENCE

ศพที่หายไป

โลงหินเศวตศิลาของเฮเทเฟเรสถูกเปิดขึ้นในเดือนมีนาคม ปี ค.ศ. 1927 แต่ภายในนั้นไม่มีร่างของมนุษย์อยู่ ประเด็นนี้ยังคงเป็นข้อถกเถียงของนักประวัติศาสตร์ คุณไรส์เนอร์สันนิษฐานว่าฟาโรห์คูฟูทรงก่อสร้างหลุมฝังไว้ให้พระมารดาของพระองค์ แต่ร่างของเฮเทเฟเรสไม่เคยถูกเคลื่อนย้ายและยังถูกฝังไว้ที่ดาห์ชูร์ใกล้ๆ กับฟาโรห์สเนฟรู นักวิชาการบางรายคาดว่าร่างของพระนางถูกฝังไว้ที่พีระมิด G1a ใกล้ๆ กับพีระมิดคูฟู

หลังการขุดค้น พระเก้าอี้ของพระนางเฮเทเฟเรสที่ได้รับการบูรณะและถูกจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ไคโร เมื่อคุณไรส์เนอร์เสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 1942 ทำให้ผู้คนสนใจในเศษโบราณวัตถุจากหลุมศพ G7000X อีกครั้ง ซึ่งนำไปสู่กระแสของการสร้างบัลลังก์แบบจำลองของพระนางขึ้นมา  การจำลองประสบความสำเร็จและปัจจุบันบัลลังก์ทองนั้นถูกแสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑ์ “Harvard Museum of the Ancient Near East” ในเมืองแคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์

การจำลองพระบัลลังก์ของพระนางเฮเทเฟเรสที่ 1 ทำจากไม้แกะสลักและเคลือบทองคำ ประดับด้วยสัญลักษณ์เหยี่ยวบนไม้กกอียิปต์ รูปโดย ALAMY/ACI

ห้องของพระราชินี

เสา 25 ชิ้นสามารถถอดและประกอบขึ้นเป็นที่บังแดดได้ เสาหลักถูกสลักด้วยรูปเทพฮอรัสผู้มีพระเศียรเป็นเหยี่ยว หีบสมบัติในรูปถูกสันนัษฐานว่าเป็นกล่องใส่ผ้าบังแดด เก้าอี้ในรูปห่อหุ้มด้วยทองคำเปลว มีลวดลายดอกต้นกกอียิปต์เป็นที่รองแขนและขาเก้าอี้มีรูปทรงดั่งอุ้งเล็บสิงโต เช่นเดียวกับขาของเตียงหุ้มทอง หมอนพนักพิงศีรษะเงินปนทองโบราณถูกเก็บไว้ในหีบอีกหีบ ภาพโดย MUSEUM OF FINE ARTS, BOSTON/SCALA, FLORENCE

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งแรกที่คุณไรส์เนอร์นำทีมเข้าสำรวจหลุมศพ G7000X ด้วยตนเองในเดือนมกราคม ค.ศ. 1926 พวกเขาพบโบราณวัตถุและศิลปวัตถุทองคำมากมาย เช่น เก้าอี้ ที่นอน และที่บังแดดซึ่งสามารถถอดประกอบได้ แม้วัตถุเหล่านั้นจะอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมจากการโดนน้ำที่ซึมเข้าไปในหลุม แต่ความพยายามในการบูรณะทำให้โลกได้เห็นความอลังการและหรูหราราชวงศ์อียิปต์โบราณอีกครั้ง

เรื่อง IRENE CORDON

แปล นิธิพงศ์ คงปล้อง
โครงการสหกิจศึกษา กองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย

อ่านเพิ่มเติม หลุมศพที่ไร้การแตะต้องอายุ 4,400 ปี ในอียิปต์

เรื่องแนะนำ

มองจากภายใน: สถานการณ์การระบาดในประเทศไทย

ความคาดหวังว่าจะพบเจอกับสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่านี้ ช่างภาพถ่ายทอดสารคดีการแพร่ระบาดในกรุงเทพ เขาถูกทำให้ประหลาดใจจากสิ่งที่เขาพบเจอ ผู้ติดเชื้อนอกประเทศจีนคนแรกถูกรายงานพบที่ประเทศไทย เมื่อมีข่าวเกิดขึ้นในเดือนมกราคม ความกระวนกระวายใจได้เกิดขึ้นท่ามกลางประชาชน บางคนมั่นใจว่า รัฐบาลของเราสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข คือนักธุรกิจใหญ่โดยที่ไม่มีประสบการณ์ทำงานทางด้านสุขภาพ เว้นแต่ว่าคุณนับเรื่องการสนับสนุนกัญชาให้ถูกกฎหมาย หลายๆ คนคิดว่าเราอาจต้องดูแลตัวเองเหมือนอย่างที่เคยเป็น ความคาดหวังว่าสถานการณ์จะเลวร้ายกว่านี้ ผมเริ่มการถ่ายภาพกรุงเทพฯ ในช่วงวันแรกๆ ของการแพร่ระบาด ผมกลัวว่า การแพร่ระบาดจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในชุมชนแออัด และอุปกรณ์ทางการแพทย์จะไม่เพียงพอต่อความต้องการ แต่ผลกลับไม่เป็นเช่นนั้น การทำงานทำให้ท้อแท้ในเวลานั้น ไม่ใช่เพราะจำนวนผู้ติดเชื้อมีมาก แต่เป็นเพราะมีน้อย ผมรู้สึกได้โล่งใจที่สถานการณ์ไม่เลวร้ายมาก ผมค่อยๆ ออกไปสำรวจเมืองและถ่ายภาพ รัฐบาลสร้างความประหลาดใจให้กับเราด้วยประสิทธิผลของนโยบายที่ประกาศออกมา ประเทศจีนรายงานการระบาดครั้งแรกที่เมืองอู่ฮั่น เมื่อเดือน 31 ธันวาคม 2019 เพียงสามวันให้หลัง สนามบินไทยตั้งด่านตรวจสอบผู้มาเยือนจากเมืองอู่ฮั่น (ประเทศไทยคือหนึ่งในจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ของนักท่องเที่ยวจากอู่ฮั่น) หนึ่งวันหลังจากนั้น กระทรวงสาธารณสุขจัดตั้งศูนย์ดำเนินการฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 8 มกราคม ผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อโควิด-19 รายแรกถูกตรวจพบในราชอาณาจักร ซึ่งถูกยืนยันว่าเป็นผู้ติดเชื้อรายแรกนอกประเทศจีน เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2020 จากวันนั้น ผู้นำรัฐบาลได้ตัดสินใจเพื่อให้เรื่องนี้อยู่ในการดูแลของผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ซึ่งในประเทศไทยถูกยกย่องเป็นอย่างมาก และเรายังมีสถาบันทางการแพทย์ที่ดีและมีสถานพยาบาลรองรับที่เพียงพอ ตั้งแต่ช่วงแรกๆ […]

ทำความรู้จักกับอิกทิโอซอรัส

ทำความรู้จักกับ อิกทิโอซอรัส ในโลกดึกดำบรรพ์ทั่วแผ่นดินถูกไดโนเสาร์ยึดครอง ในขณะที่ท้องฟ้าก็เป็นของเทอโรซอร์ แล้วผืนน้ำล่ะ? ใครกันที่เป็นเจ้าของ มันคือ “อิกทิโอซอรัส” สัตว์เลื้อยคลานในยุคไดโนเสาร์ ซึ่งอันที่จริงมันดำรงอยู่มาก่อนไดโนเสาร์เสียอีก อิกทิโอซอรัสเริ่มปรากฏขึ้นบนโลกเมื่อราว 251 ล้านปีก่อน ในช่วงต้นของยุคไทรแอสซิก หรือราว 20 ล้านปีก่อนที่โลกจะมีไดโนเสาร์ ชื่ออันน่าจดจำของมันมาจากภาษากรีก โดยคำว่า อิกทิโอ แปลว่าปลา ส่วนคำว่าซอรัส หมายถึงกิ้งก่า ย้อนกลับไปดูบนเส้นทางวิวัฒนาการของมันจะเห็นว่าร่างกายของอิกทิโอซอรัสนั้นคล้ายกับกิ้งก่ามาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป 100 ล้านปี รูปร่างของมันก็คล้ายปลามากขึ้นเรื่อยๆ พวกมันมีกะโหลกศีรษะยาว และดวงตาขนาดใหญ่ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการมองเห็น ช่วยให้มันสามารถล่าเหยื่อในโลกใต้ทะเลที่มีแสงสว่างไม่มากนัก นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีดวงตาขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีมา ด้วยเส้นผ่านศูนย์กลางดวงตา 10 นิ้ว (วาฬสีน้ำเงินสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในปัจจุบันมีเส้นผ่านศูนย์กลางดวงตา 6 นิ้ว) ในขณะเดียวกันอิกทิโอซอรัสก็เป็นสัตว์ที่มีความหลากหลายมาก พวกมันมีขนาดตัวตั้งแต่ 2 ฟุต ไปจนถึง 85 ฟุต หรือราว 26 เมตร และด้วยวิวัฒนาการหลายล้านปีที่ปรับเปลี่ยนมันให้กลายมาเป็นนักล่าอันน่าหวาดหวั่นแห่งท้องทะเลโดยเฉพาะ พวกมันทำความเร็วได้ถึง 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นั่นทำให้พวกมันอยู่ ณ […]

มีอะไรใน ไทม์แคปซูล จากยุคพรรคนาซี

เมื่อปลายปี 2016 เหล่านักโบราณคดีขุด ไทม์แคปซูล ซึ่งถูกฝังมาอย่างยาวนานใต้อดีตศูนย์ฝึกของพรรคนาซี เมื่อปี 2016 แคปซูลเวลา หรือ ไทม์แคปซูล (time capsule) จากยุคของเยอรมนีภายใต้การปกครองของฮิตเลอร์ถูกค้นพบในโปแลนด์ยุคปัจจุบัน เป็นเวลา 82 ปีที่มันไม่ถูกเคลื่อนย้าย แต่โลกข้างบนกลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างยิ่งยวดแล้ว เมื่อปี 1934 แคปซูลทรงกระบอกที่ทำจากทองแดงนี้ถูกฝังในพิธีที่เป็นทางการลงในฐานของตึกหลังหนึ่งในศูนย์ฝึกที่พรรคนาซีกำลังสร้าง พวกเขาตั้งใจใช้ศูนย์ฝึกแห่งนี้เป็นสถานที่ปลูกฝังอุดมการณ์ให้ผู้นำรุ่นต่อๆ ไปของอาณาจักไรค์ที่สาม หลังสงครามโลกครั้งที่สองจบลง ชายแดนของบางประเทศในยุโรปเปลี่ยนแปลงไป เมือง Falkenburg ซึ่งเป็นสถานที่ฝังแคปซูลดังกล่าวกลายเป็นเมืองหนึ่งของภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศโปแลนด์ และถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Złocieniec ส่วนศูนย์ฝึกดังกล่าวซึ่งมีชื่อเดิมว่า Krossinsee อยู่รอดจากสงครามและถูกใช้งานโดยกองทัพของโปแลนด์ในปัจจุบัน เนื่องจากแคปซูลเวลาถูกฝังอยู่ใต้ฐานของตึก ตัวแคปซูลจึงอยู่ลึกเกินกว่าจะเข้าถึงได้ แต่เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2016 เหล่านักโบราณคดีซึ่งขุดรูลึกราว 6 เมตรทะลุผ่านคอนกรีตหนา เดินลุยน้ำ และหลบกับดักระเบิดที่เหล่านาซีทิ้งไว้ ขุดมันขึ้นมาได้สำเร็จ และเปิดมันในสัปดาห์ถัดมา ปิดผนึกอย่างอลังการ แต่เปิดมากลับผิดหวัง แต่ผลลัพธ์กลับน่าผิดหวัง นักประวัติศาสตร์ในท้องถิ่นพบว่ากระบอกจากปี 1934 แท่งนี้อาจบรรจุข้อมูลเกี่ยวกับเมืองที่รำลึกถึงอายุปีที่ 600 ในการเฉลิมฉลองในปีก่อนหน้า แต่ในนั้นกลับไม่มีฟิล์ม แต่มีวัตถุอื่นๆ […]

10 เรื่องที่คุณอาจจะยังไม่รู้เกี่ยวกับไอน์สไตน์

10 เรื่องที่คุณอาจจะยังไม่รู้เกี่ยวกับ ไอน์สไตน์ 1.เขาละทิ้งสัญชาติเยอรมันเมื่ออายุ 16 ในช่วงวัยรุ่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ รังเกียจความเป็นชาตินิยมทุกรูปแบบ และสนใจที่จะเป็น “พลเมืองของโลก” เสียมากกว่า  เมื่อเขาอายุ 16 เขาละทิ้งสัญชาติ และเป็นคนไร้สัญชาติจนกระทั่งเขาได้รับสัญชาติสวิสในปีค.ศ. 1901 2.ไอน์สไตน์แต่งงานกับนักเรียนหญิงคนเดียวในคลาสวิชาฟิสิกส์ของเขา มิเลวา มาริค เป็นเพียงนักเรียนหญิงคนเดียวในคลาสของไอน์สไตน์ ที่ซูริคโพลิเทคนิค เธอหลงใหลในคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และ ปรารถนาเจะป็นนักฟิสิกส์ด้วยตัวเอง แต่เธอก็ล้มเลิกความตั้งใจนั้นไปเมื่อเธอแต่งงาน และกลายเป็นแม่ของลูกๆไอน์สไตน์ 3.แฟ้มประวัติไอน์สไตน์ของเอฟบีไอมีจำนวนถึง 1,427 หน้า ในปี 1933 เอฟบีไอเริ่มเก็บแฟ้มประวัติของไอน์สไตน์ ไม่นานก่อนที่เขาจะเดินทางมาสหรัฐฯครั้งที่สาม แฟ้มประวัตินี้มีมากถึง 1,427 หน้า มุ่งเน้นไปยังชีวิตของไอน์สไตน์ที่เกี่ยวข้องกับการเรียกร้องสันติภาพและองค์กรสังคมนิยม แม้แต่ เจ. เอ็ดการ์ ฮูเวอร์ (ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งเอฟบีไอ) ยังแนะนำว่า ไอน์สไตน์ควรจะถูกห้ามเข้าอเมริกาตามพระราชบัญญัติกีดกันชาวต่างชาติ แต่เขาได้รับการปฏิเสธข้อหาเหล่านี้ 4.ไอน์สไตน์มีลูกนอกสมรส มิเลวาให้กำเนิดบุตรสาวนอกสมรสในปี 1902 ขณะที่อาศัยอยู่กับครอบครัวของเธอในเซอร์เบีย เด็กน้อยมีชื่อว่า ไลเซิล และนักประวัติศาสตร์เชื่อว่าเธอตายตั้งแต่ยังเป็นทารกด้วยโรคไข้อีดำอีแดง (โรคที่เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจซึ่งเกิดจากแบคทีเรีย) หรืออาจจะถูกรับไปเลี้ยง […]