หลุมศพราชินีใต้เงาของมหาพีระมิดกีซา ที่ไร้การแตะต้องกว่า 4,000 ปี

หลุมศพราชินีใต้เงาของมหาพีระมิดกีซา ที่ไร้การแตะต้องกว่า 4,000 ปี

ไม่นานหลังการค้นพบหลุมศพของฟาโรห์ตุตันคามุน ก็มีการค้นพบร่องรอยความมหัศจรรย์ของอารยธรรมอียิปต์โบราณอีกครั้งในรูปแบบของศิลปวัตถุและเครื่องเรือนทองคำมากมายในหลุมศพของพระราชินีเฮเทเฟเรสที่ 1

ความมหัศจรรย์ของอารยธรรมอียิปต์โบราณมีชื่อเสี่ยงโด่งดั่งขึ้นทั่วยุโรปและสหรัฐอเมริกาเมื่อนักโบราณคดี เฮาเวิร์ด คาร์เทอร์ (Howard Carter) ค้นพบหลุมศพของฟาโรห์ตุตันคาเมน (Tutankhamun) ในปี ค.ศ. 1922 กระแสดังกล่าวกลายเป็นแรงบันดาลใจอันล้นหลามสำหรับเหล่านักโบราณคดีในการค้นหาหลุมฟังศพที่ยังคงซ่อนอยู่ภายใต้ที่ราบสูงกีซา (Giza plateau) ที่เหล่านักสำรวจต่างพยายามเร่งการค้นหาของทีมตนเองพร้อมจับตาดูความคืบหน้าของทีมคู่แข่งอื่นๆ

ที่ราบสูงกีซา (Giza plateau) เป็นที่ตั้งของกลุ่ม พีระมิดกีซา ซึ่งมีพีระมิดคูฟูที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงสหัสวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล เป็นพีระมิดที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุด ในปี ค.ศ. 1902  กาสตัน มาสเพอโร (Gaston Maspero) นักอียิปต์วิทยาชาวฝรั่งเศส ผู้นำกลุ่มนักวิชาการนานาชาติกลุ่มหนึ่ง ต้องการปกป้องกลุ่มพีระมิดจากความเสื่อมสภาพและการถูกขโมยโบราณวัตถุ มาสเพอโรจึงแบ่งพื้นที่ของที่ราบสูงกีซาให้แก่ทีมนักโบราณคดีที่มีศักยภาพในการขุดค้นที่สุด หนึ่งในทีมที่ได้สิทธิในการขุดค้นคือทีมของ จอร์จ ไรส์เนอร์ (George Reisner) ไรส์เนอร์เป็นนักอียิปต์วิทยาซึ่งมีชื่อเสียงในวงการจากการสำรวจภูมิภาคของอาณาจักรนูเบีย ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่ทางตอนใต้ของอียิปต์และซูดาน

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1925 ขณะที่โมฮัมเมดานิ อิบราฮิม (Mohammedani Ibrahim) ช่างภาพของไรส์เนอร์กำลังถ่ายภาพอยู่ในบริเวณของพีระมิดคูฟู เขาสังเกตเห็นว่าขากล้องของเขาตั้งอยู่บนพื้นปูนขาวซึ่งอาจเป็นเพดานของสิ่งก่อสร้างที่ซ่อนอยู่ใต้ดิน ตามขั้นตอนแล้ว ไรส์เนอร์ควรได้รับทราบเรื่องนี้ก่อนมีการดำเนินการใดๆ อย่างไรก็ตาม ในตอนนั้น ไรส์เนอร์กำลังทำหน้าที่อื่นอยู่ที่เมืองบอสตัน ในฐานะศาสตราจารย์ด้านอียิปต์วิทยาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

แม้ไรส์เนอร์จะไม่อยู่ที่อียิปต์ แต่ทีมของเขาก็เริ่มการขุดสำรวจล่วงหน้าก่อน พวกเขาพบอุโมงค์เต็มไปด้วยอิฐลึก 25 เมตรซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าพวกเขาได้ค้นพบหลุมศพลับเข้าแล้ว แต่ความหวังของการเป็นผู้ค้นพบรายแรกนั้นยังคงต่ำ ตามธรรมชาติของโบราณสถานที่มีอายุนับพันๆ ปี

ภาพวาดโดยนักโบราณคดีในปี ค.ศ. 1926 อธิบายวัตถุที่ค้นพบในหลุมศพของพระราชินีเฮเทเฟเรส รูปภาพโดย ALAMY/ACI

วันที่ 7 มีนาคม ในขณะทีตัวไรส์เนอร์เองยังคงสอนหนังสืออยู่อีกฟากหนึ่งของโลก ทีมของเขาสามารถขุดเปิดอุโมงค์ได้สำเร็จ ดันแคน กรีนลีส์ (Duncan Greenlees) จดในสมุดบันทึกของเขาว่า

“เวลา 15.30 น. มีหินบนพื้นผิวทางทิศใต้พลัดตกหายไป ทำให้เราพบกับประตูด้านบนของห้องลับ

อิฐหินก้อนหนึ่งมีสภาพหละหลวม เราจึงนำอิฐนั้นออกเพื่อมองเข้าไปข้างในและสิ่งที่เราพบเห็นคือโลงศพหินตั้งอยู่บนกองไม้เท้าและคทาซึ่งมีปลายเคลือบทองคำ วัตถุอื่นๆ บางชิ้นในห้องก็ถูกเคลือบทองด้วยเช่นกัน เรามั่นใจว่าห้องนี้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ยังไม่เคยถูกค้นพบมาก่อน”

การค้นพบนี้ถือเป็นความสำเร็จของเหล่านักขุดค้น แต่ไม่กี่วันหลังจากนั้นก็มีคำสั่งจากคุณไรส์เนอร์ผ่านโทรเลขให้หยุดการขุดค้นในอียิปต์และให้หลุมศพถูกผนึกไว้ชั่วคราว

การสำรวจหลุมศพของพระราชินีเฮเทเฟเรสโดยคุณจอร์จ ไรส์เนอร์ในปี ค.ศ. 1926 ทำให้มีการค้นพบโบราณวัตถุมากมาย แต่วัตถุส่วนใหญ่เสื่อมสภาพจากน้ำที่ซึมเข้าในหลุม และต้องถูกบูรณะใหม่ภายหลัง Photograph by MUSTAPHA ABU EL-HAMD/MUSEUM OF FINE ARTS, BOSTON
คุณไรส์เนอร์อธิบายถึงการค้นพบวัตถุในห้องไว้ว่า “บนโลงหินและด้านหลังมีเสาทองของที่บังแดดอยู่นับยี่สิบเสา ด้านทิศตะวันตกของโลงหินมีแผ่นทองแกะสลักอยู่มากมายและในห้องเต็มไปด้วยเครื่องเรือนทองคำ” Photograph by ALAMY/ACI

เฮเทเฟเรสที่ 1

การตัดสินใจผนึกหลุมศพของคุณไรส์เนอร์มีเหตุผลอยู่หลายประการ โดยเขาเชื่อว่าตัวเขาเองสมควรเป็นผู้ดำเนินงานขุดค้นเต็มรูปแบบ แต่แม้ว่าการขุดค้นยังไม่เสร็จสิ้น ข่าวของการค้นพบนี้ก็เริ่มมีการลือสะพัดขึ้นแล้วเมื่อทีมของคุณไรส์เนอร์ได้อนุญาตให้สำนักข่าวลอนดอนได้ถ่ายรูปของการขุดสำหรับทำข่าว ข่าวการค้นพบทำให้เกิดกระแสคาดดำว่าหลุมศพนั้นเป็นของฟาโรห์สเนฟรู (Snefru) ในขณะที่คุณไรส์เนอร์เชื่อว่าหลุมศพนี้เป็นของสตรีราชนิกูล

การสำรวจหลุมศพดำเนินต่ออีกครั้งในเดือนมกราคมปี ค.ศ. 1926 เมื่อคุณไรส์เนอร์กลับจากสหรัฐอเมริกา การเปิดผนึกหลุมศพและการสำรวจนำไปสู่การค้นพบโบราณวัตถุและเครื่องเรือนทองคำมากมาย อย่างไรก็ตาม สิ่งของเหล่านั้นเสื่อมสภาพหนักจากการโดนน้ำที่ซึมเข้าไปในหลุม

แม้เหล่าโบราณวัตถุจะอยู่ในสภาพย่ำแย่แต่ความพยายามในการบูรณะก็ประสบความสำเร็จ การบูรณะนำไปสู่การค้นพบรอยสลักบนบัลลังก์ ซึ่งสื่อถึงผู้เป็นเจ้าของหลุมศพว่าพระองค์คือ “เฮเทเฟเรส” ผู้เป็นพระมารดาของฟาโรห์คูฟู (Khufu) แห่งราชวงศ์ที่ 4 และหลุมศพของพระนางก็ถูกซ่อนลับตาอยู่ใต้เงาของพีระมิดคูฟูมานานถึงสี่พันปี ปัจจุบันหลุมศพของพระนางมักถูกเรียกโดยรหัสทางการว่า “G7000X”

ตราเหยี่ยวทองคำที่ถูกค้นพบจากหลุมศพ G7000X นี้ปัจจุบันได้ถูกเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ไคโร ภาพโดย SCALA, FLORENCE

ศพที่หายไป

โลงหินเศวตศิลาของเฮเทเฟเรสถูกเปิดขึ้นในเดือนมีนาคม ปี ค.ศ. 1927 แต่ภายในนั้นไม่มีร่างของมนุษย์อยู่ ประเด็นนี้ยังคงเป็นข้อถกเถียงของนักประวัติศาสตร์ คุณไรส์เนอร์สันนิษฐานว่าฟาโรห์คูฟูทรงก่อสร้างหลุมฝังไว้ให้พระมารดาของพระองค์ แต่ร่างของเฮเทเฟเรสไม่เคยถูกเคลื่อนย้ายและยังถูกฝังไว้ที่ดาห์ชูร์ใกล้ๆ กับฟาโรห์สเนฟรู นักวิชาการบางรายคาดว่าร่างของพระนางถูกฝังไว้ที่พีระมิด G1a ใกล้ๆ กับพีระมิดคูฟู

หลังการขุดค้น พระเก้าอี้ของพระนางเฮเทเฟเรสที่ได้รับการบูรณะและถูกจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ไคโร เมื่อคุณไรส์เนอร์เสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 1942 ทำให้ผู้คนสนใจในเศษโบราณวัตถุจากหลุมศพ G7000X อีกครั้ง ซึ่งนำไปสู่กระแสของการสร้างบัลลังก์แบบจำลองของพระนางขึ้นมา  การจำลองประสบความสำเร็จและปัจจุบันบัลลังก์ทองนั้นถูกแสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑ์ “Harvard Museum of the Ancient Near East” ในเมืองแคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์

การจำลองพระบัลลังก์ของพระนางเฮเทเฟเรสที่ 1 ทำจากไม้แกะสลักและเคลือบทองคำ ประดับด้วยสัญลักษณ์เหยี่ยวบนไม้กกอียิปต์ รูปโดย ALAMY/ACI

ห้องของพระราชินี

เสา 25 ชิ้นสามารถถอดและประกอบขึ้นเป็นที่บังแดดได้ เสาหลักถูกสลักด้วยรูปเทพฮอรัสผู้มีพระเศียรเป็นเหยี่ยว หีบสมบัติในรูปถูกสันนัษฐานว่าเป็นกล่องใส่ผ้าบังแดด เก้าอี้ในรูปห่อหุ้มด้วยทองคำเปลว มีลวดลายดอกต้นกกอียิปต์เป็นที่รองแขนและขาเก้าอี้มีรูปทรงดั่งอุ้งเล็บสิงโต เช่นเดียวกับขาของเตียงหุ้มทอง หมอนพนักพิงศีรษะเงินปนทองโบราณถูกเก็บไว้ในหีบอีกหีบ ภาพโดย MUSEUM OF FINE ARTS, BOSTON/SCALA, FLORENCE

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งแรกที่คุณไรส์เนอร์นำทีมเข้าสำรวจหลุมศพ G7000X ด้วยตนเองในเดือนมกราคม ค.ศ. 1926 พวกเขาพบโบราณวัตถุและศิลปวัตถุทองคำมากมาย เช่น เก้าอี้ ที่นอน และที่บังแดดซึ่งสามารถถอดประกอบได้ แม้วัตถุเหล่านั้นจะอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมจากการโดนน้ำที่ซึมเข้าไปในหลุม แต่ความพยายามในการบูรณะทำให้โลกได้เห็นความอลังการและหรูหราราชวงศ์อียิปต์โบราณอีกครั้ง

เรื่อง IRENE CORDON

แปล นิธิพงศ์ คงปล้อง
โครงการสหกิจศึกษา กองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย

อ่านเพิ่มเติม หลุมศพที่ไร้การแตะต้องอายุ 4,400 ปี ในอียิปต์

เรื่องแนะนำ

หญิงสาวปั่นจักรยาน 1,900 กม. เพื่อตามหาพ่อจากสงครามเวียดนาม

Rebecca Rusch เจ้าของฉายา “ราชินีแห่งความเจ็บปวด” เป็นนักกีฬามาตลอดชีวิต ตัวเธอผ่านการเล่นกีฬามาแล้วหลายประเภท จนเมื่อเร็วๆ นี้ ในวัย 38 ปี เธอกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญการขี่จักรยานทางไกลแบบ ultra-endurance หลังเมื่อปี 2015 Rusch ขี่จักรยานอย่างทรหดรวมเป็นระยะทางมากถึง 1,930 กิโลเมตร ไปยังนครโฮจิมินห์ ในเวียดนามร่วมกับ Huyen Nguyen คู่หูนักปั่นของเธอ โดยมีเป้าหมายเพื่อตามหาจุดที่เครื่องบินที่พ่อของเธอโดยสารไปด้วยนั้นถูกยิงตก ในสมัยสงครามเวียดนาม ซึ่งในตอนนั้นเธอเพิ่งจะมีอายุแค่ 3 ขวบเท่านั้น เรื่องราวการเดินทางของเธอถูกถ่ายทอดออกมาเป็นสารคดี “เส้นทางสีเลือด” (Blood Road) สารคดีที่บอกเล่าชีวิตของเธอ ตลอดจนประวัติศาสตร์เรื่องราวที่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   อ่านเพิ่มเติม : ภาพถ่ายอันทรงพลังแสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากระเบิดนิวเคลียร์, พบเทวรูปโบราณอายุ 800 ปี ใกล้นครวัด

มองจากภายใน: สถานการณ์การระบาดในประเทศไทย

ความคาดหวังว่าจะพบเจอกับสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่านี้ ช่างภาพถ่ายทอดสารคดีการแพร่ระบาดในกรุงเทพ เขาถูกทำให้ประหลาดใจจากสิ่งที่เขาพบเจอ ผู้ติดเชื้อนอกประเทศจีนคนแรกถูกรายงานพบที่ประเทศไทย เมื่อมีข่าวเกิดขึ้นในเดือนมกราคม ความกระวนกระวายใจได้เกิดขึ้นท่ามกลางประชาชน บางคนมั่นใจว่า รัฐบาลของเราสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข คือนักธุรกิจใหญ่โดยที่ไม่มีประสบการณ์ทำงานทางด้านสุขภาพ เว้นแต่ว่าคุณนับเรื่องการสนับสนุนกัญชาให้ถูกกฎหมาย หลายๆ คนคิดว่าเราอาจต้องดูแลตัวเองเหมือนอย่างที่เคยเป็น ความคาดหวังว่าสถานการณ์จะเลวร้ายกว่านี้ ผมเริ่มการถ่ายภาพกรุงเทพฯ ในช่วงวันแรกๆ ของการแพร่ระบาด ผมกลัวว่า การแพร่ระบาดจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในชุมชนแออัด และอุปกรณ์ทางการแพทย์จะไม่เพียงพอต่อความต้องการ แต่ผลกลับไม่เป็นเช่นนั้น การทำงานทำให้ท้อแท้ในเวลานั้น ไม่ใช่เพราะจำนวนผู้ติดเชื้อมีมาก แต่เป็นเพราะมีน้อย ผมรู้สึกได้โล่งใจที่สถานการณ์ไม่เลวร้ายมาก ผมค่อยๆ ออกไปสำรวจเมืองและถ่ายภาพ รัฐบาลสร้างความประหลาดใจให้กับเราด้วยประสิทธิผลของนโยบายที่ประกาศออกมา ประเทศจีนรายงานการระบาดครั้งแรกที่เมืองอู่ฮั่น เมื่อเดือน 31 ธันวาคม 2019 เพียงสามวันให้หลัง สนามบินไทยตั้งด่านตรวจสอบผู้มาเยือนจากเมืองอู่ฮั่น (ประเทศไทยคือหนึ่งในจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ของนักท่องเที่ยวจากอู่ฮั่น) หนึ่งวันหลังจากนั้น กระทรวงสาธารณสุขจัดตั้งศูนย์ดำเนินการฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 8 มกราคม ผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อโควิด-19 รายแรกถูกตรวจพบในราชอาณาจักร ซึ่งถูกยืนยันว่าเป็นผู้ติดเชื้อรายแรกนอกประเทศจีน เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2020 จากวันนั้น ผู้นำรัฐบาลได้ตัดสินใจเพื่อให้เรื่องนี้อยู่ในการดูแลของผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ซึ่งในประเทศไทยถูกยกย่องเป็นอย่างมาก และเรายังมีสถาบันทางการแพทย์ที่ดีและมีสถานพยาบาลรองรับที่เพียงพอ ตั้งแต่ช่วงแรกๆ […]

ทำความรู้จักกับ มาชูปิกชู โบราณสถานของชนเผ่าอินคา

มาชูปิกชู ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองกุสโกในเปรู ในยุครุ่งเรืองถึงขีดสุด จักรวรรดิอินคาแผ่แสนยานุภาพกว้างใหญ่ไพศาลเป็นระยะทาง 4,023 กิโลเมตรตามแนวชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกของอเมริกาใต้ จากดินแดนที่ในปัจจุบันคือประเทศเอกวาดอร์เรื่อยลงไปถึงชิลี ความยาวไกลอันไพศาลนี้เทียบได้กับความกว้างของดินแดนภาคพื้นทวีปของสหรัฐอเมริกาทั้งประเทศ มาชูปิกชูตั้งอยู่ ณ ใจกลางของจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ และเป็นหนึ่งในมรดกอารยธรรมอินคาเพียงไม่กี่แห่งที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์อย่างน่าทึ่ง มาชูปิกชูสร้างขึ้นราวกลางศตวรรษที่ 15 เป็นประจักษ์พยานของภูมิปัญญาทางวิศวกรรมของชาวอินคา พวกเขาสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ ของมาชูปิกชู ตั้งแต่ ปราสาทราชวัง ป้อมปราการ ลานจัตุรัส เรื่อยไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ จากหิน โดยปราศจากเครื่องทุ่นแรงอย่าง ล้อเลื่อน และเครื่องมือที่ทำจากเหล็กหรือเหล็กกล้า จุดเด่นประการหนึ่งของงานก่อสร้างแบบอินคา คือการไม่พึ่งพาปูนซึ่งมักใช้เป็นตัวยึดหินเข้าด้วยกัน อย่างไรก็ตาม หินทุกก้อนที่มาชูปิกชูได้รับการตัดแต่งอย่างประณีตและแม่นยำจนเรียงซ้อนกันได้อย่างสนิท ความที่ตั้งอยู่บนแนวรอยเลื่อนสองแนว มาชูปิกชูจึงมักเผชิญภัยจากแผ่นดินไหว แต่เนื่องจากหินได้รับการตัดแต่งอย่างแม่นยำจนน่าทึ่ง เมื่อเกิดแรงสั่นสะเทือนจึงดูราวกับสามารถกระโดดหรือเต้นรำได้ และกลับเข้าที่ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย อัศจรรย์ทางวิศวกรรมนี้ช่วยรักษาสภาพของมาชูปิกชูได้ดีอย่างน่าทึ่งมากว่า 500 ปี ปริศนาข้อใหญ่ที่สุดข้อหนึ่งของมาชูปิกชูคือ สร้างขึ้นเพื่ออะไร? ข้อสันนิษฐานของนักโบราณคดีมีตั้งแต่ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรม ที่มั่นทางทหาร ไปจนถึงสถานที่พักผ่อนของชนชั้นสูง ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และแผนผังของมาชูปิกชูอาจมีสำคัญในอีกแง่หนึ่ง ภูมิทัศน์ทางธรรมชาติและโครงสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้นหลายอย่างดูจะสอดคล้องกับปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ แต่พอถึงศตวรรษที่ 16 หรือหลังจากสร้างได้เพียงร้อยปี มาชูปิกชูกลับถูกทิ้งร้าง และเนื่องจากอารยธรรมอินคาไม่มีภาษาเขียน เราจึงไม่มีหลักฐานใดหลงเหลือที่อธิบายถึงวัตถุประสงค์การก่อสร้าง แม้ชุมชนในท้องถิ่นจะรู้ถึงการมีอยู่ของมาชูปิกชูมานานแล้ว แต่ก็ไม่เป็นที่รับรู้ของโลกภายนอกมาหลายร้อยปี แม้แต่ชาวสเปนผู้ชิตอินคาก็ไม่เคยค้นพบมาชูปิกชู กระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงต้นศตวรรษที่ […]

พบฟรุตเค้กอายุ 100 ปี ในแอนตาร์กติกา ยังรับประทานได้

เรื่องโดย คริสตินา เดล อมอร์ ฟรุตเค้กของอังกฤษการันตีแล้วว่าดีจริง เพราะล่าสุดทีมนักสำรวจค้นพบฟรุตเค้กที่ยังคงสภาพดีอยู่ ท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวเย็นที่สุด ในสถานที่ขึ้นชื่อว่ามีสภาพอากาศสุดขั้วและแห้งแล้งที่สุดในโลก องค์กรอนุรักษ์มรดกโลกแอนตาร์กติกา จากนิวซีแลนด์ เป็นผู้ค้นพบฟรุตเค้กอายุ 100 ปีดังกล่าว ภายในกระท่อมหลังเก่าบน Cape Adare ในทวีปแอนตาร์กติกา ฟรุตเค้กถูกห่ออยู่ในกระดาษและบรรจุอยู่ในกระป๋อง รายงานจากทีมนักสำรวจที่ค้นพบระบุว่าฟรุตเค้ก “อยู่ในสภาพเยี่ยม” ทั้งหน้าตาและกลิ่นของมันที่บ่งชี้ว่ายังสามารถรับประทานได้ ทีมนักสำรวจชาวอังกฤษของ โรเบิร์ท ฟัลคอน สก็อต เป็นผู้ซื้อฟรุตเค้กชิ้นนี้และนำติดตัวมาด้วยยังแอนตาร์กติกาในระหว่างการเดินทางสำรวจ Terra Nova ในช่วงปี 1910 – 1913 ฟรุตเค้กถูกผลิตโดยบริษัท Huntley & Palmers บริษัทบิสกิตของอังกฤษ ทีมนักสำรวจในอดีตได้เข้าพักยังกระท่อมดังกล่าว ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยชาวนอร์เวย์ เมื่อปี 1899 ก่อนที่พวกเขาจะออกไปสำรวจและไม่มีโอกาสได้กลับมาอีกเลย จนกระทั่งปี 2016 องค์กรอนุรักษ์มรดกโลกแอนตาร์กติกาค้นพบกระท่อมนี้เข้าและทยอยนำสิ่งของภายในกระท่อมออกมา “ในช่วงเวลานั้นฟรุตเค้กเป็นที่นิยมอย่างมากในสังคมอังกฤษ และยังคงความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน” ลิซซี่ มีค ผู้จัดการฝ่ายอนุรักษ์กล่าว ผ่านอีเมล์ “การใช้ชีวิตและทำงานในแอนตาร์กติกาจำเป็นต้องได้รับอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง ซึ่งฟรุตเค้กตอบโจทย์และจะดียิ่งขึ้นไปอีกถ้าได้ทานพร้อมชาสักถ้วย” สก็อตและนักสำรวจอีก 4 […]