๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙ - National Geographic Thailand

๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙

ช่างภาพสารคดีชั้นนำ 9 คนน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชผ่านภาพถ่ายซึ่งมีทั้งพระบรมฉายาลักษณ์ในโอกาสต่างๆ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ วิถีชีวิตผู้คน ไปจนถึงแง่มุมที่เป็นส่วนตัว ภาพถ่ายเหล่านี้คือตัวแทนเพียงน้อยนิดที่สะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพ พระวิริยะอุตสาหะ และความห่วงใยที่ทรงมีต่อพสกนิกรของพระองค์

 

“ฉันห้ามเธอหมดกำลังใจ”

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายปีเตอร์ ที. ไวต์ นักเขียนจากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ในภาพนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกางแผนที่ประเทศเวียดนาม กัมพูชา ลาว และไทย ที่สมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก จัดทำขึ้น

ดีน คองเกอร์ ช่างภาพจาก เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก บันทึกภาพขณะปีเตอร์ ที. ไวต์ นักเขียน เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเพื่อกราบบังคมทูลสัมภาษณ์ประกอบสารคดีเรื่อง “Hope and Fears in Booming Thailand” ตีพิมพ์ในนิตยสาร เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1967

ในช่วงท้ายของการพำนักอยู่ในเมืองไทย ผมได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสกับผมในหลายๆ เรื่อง ตั้งแต่ถนนหนทาง พืชผลทางการเกษตร จิตวิทยา ขวัญกำลังใจของผู้คน ไปจนถึงความสำคัญของครอบครัวในช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลง พระองค์ตรัสว่า สิ่งที่ประเทศต้องการมากที่สุดคือ ข้าราชการที่ดี จากนั้นทรงเล่าเรื่องหนึ่งให้ผมฟัง

ใกล้กับพระราชวังไกลกังวลที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายแพทย์ผู้หนึ่งมองเห็นว่า งานของเขาตกอยู่ในอันตรายจากภัยคุกคามของคอมมิวนิสต์ เขาขาดแคลนทรัพยากรในการทำงาน ด้วยเหตุนี้ เขาจึงรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง เขาควรแค่นั่งดูเฉยๆ ขณะที่สิ่งต่างๆ ยํ่าแย่ลง หรือบางทีอาจหนีไปกรุงเทพฯ เพื่อมองหาความก้าวหน้าของตนเอง พระองค์ทรงได้ยินเรื่องของชายผู้นี้ และเสด็จฯ ไปทรงพบเขา “ข้าพเจ้าให้เงินทุนที่เขาจำเป็นต้องใช้ และบอกเขาว่า ‘ฉันห้ามเธอหมดกำลังใจ’ ’’

ขณะเครื่องบินของผมทะยานขึ้นจากท่าอากาศยานดอนเมือง ผมเห็นแสงแดดแผดเผาหมอกควันไปจากท้องทุ่งข้าวกว้างใหญ่ เช้าวันนั้น ผมได้ยินมาว่า คอมมิวนิสต์กลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้งใกล้ๆ กรุงเทพฯ ในห้วงความคิดนั้น พระราชดำรัสของพระองค์ก็แว่วเข้ามา “ฉันห้ามเธอหมดกำลังใจ” ผมกำลังเดินทางกลับบ้านในสหรัฐฯ แต่ผมคงจะนึกถึงเมืองไทยอยู่เนืองๆ และระลึกถึงพระราชดำรัสนั้นตราบนานเท่านาน  — ปีเตอร์ที.ไวต์

 

“ผมรักในหลวงครับ”

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชดำเนินตรวจพลสวนสนามในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์

เพียงเสี้ยววินาทีที่พระองค์ผินพระพักตร์มา และทรงพระสรวล เพื่อให้ข้าพระพุทธเจ้าได้ฉายพระบรมฉายาลักษณ์ แม้เป็นช่วงเวลาแสนสั้น ทว่ากลับเป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของข้าพระพุทธเจ้า เป็นทั้งความทรงจำที่ไม่มีวันลบเลือน และบันดาลความรู้สึกปลาบปลื้มเป็นล้นพ้นหาที่เปรียบมิได้ — ยุทธนาอัจฉริยวิญญู

 

“จงรักและภักดี”

คุณตาประเวศ ภูนาค อวดภาพถ่ายตนเองในเครื่องแบบทหารอากาศสมัยยังเป็นหนุ่ม ท่านชอบสวมเครื่องแบบสีกรมท่าเป็นประจำกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

คุณตาของผมมักพูดเสมอว่า “ข้าราชการคือข้าราชบริพารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และการได้รับราชการคือความฝันของท่าน คุณตาเล่าว่า อันที่จริงท่านไม่สามารถรับราชการได้ เนื่องจากความเข้าใจผิดเรื่องสัญชาติ แต่ด้วยความรักในแผ่นดินไทย สมัยเป็นวัยรุ่นจึงไปสมัครเป็นทหารอากาศ และพยายามชี้แจงที่มาที่ไปและลำดับสัญชาติของบิดาจนทางการอนุมัติให้รับราชการได้ในที่สุด

คุณตาได้รับราชการเป็นทหารอากาศด้วยความภาคภูมิใจ ท่านปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรักผืนแผ่นดินและจงรักภักดีเสมอมา จนกระทั่งลาออกจากการเป็นทหารตอนอายุ 30 ปี ท่านมักภูมิใจเสมอเวลาอวดภาพถ่ายของตนเองในเครื่องแบบทหารอากาศสมัยยังหนุ่ม

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ท่านยังคงรักเครื่องแบบทหารอากาศและสวมใส่ (โดยไม่ติดเครื่องหมาย) ต่อมาทุกวันจนภาพคุณตาสวมชุดทหารอากาศสีกรมท่ากลายเป็นภาพในความทรงจำของผม คนในครอบครัว และเพื่อนบ้าน คุณตาเป็นแบบอย่างในการทำงาน การใช้ชีวิตสอนให้ผมและคนในครอบครัวจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จวบจนลมหายใจสุดท้ายของท่าน — เอกรัตน์ปัญญะธารา

 

“ในหลวงอนุญาตให้อยู่”

ชาวปะหล่องหรือดาระอั้ง (แปลความได้ว่า ผู้ชอบอาศัยอยู่บนภูเขา) จำนวนมากอพยพหนีภัยสงครามในเมียนมาร์ (พม่า) มายังประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2527 และต่อมาได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อาศัยอยู่ในบ้านนอแล ใกล้กับบ้านขอบด้งและโครงการหลวงดอยอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่

ในยุคที่สงครามกลางเมืองในประเทศเมียนมาร์ยังร้อนระอุ กลุ่มชาติพันธุ์จำนวนมากหลบหนีภัยจากการสู้รบหลั่งไหล เข้ามายังประเทศไทย หนึ่งในนั้นคือชาวดาระอั้งหรือปะหล่อง ซึ่งระหกระเหินมาตั้งถิ่นฐานบนดอยนอแล อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ติดกับพรมแดนเมียนมาร์

ด้วยเหตุที่ดอยนอแลอยู่ไม่ไกลจากดอยอ่างขาง ชาวดาระอั้งจำนวนมากจึงได้อาศัยทำงานที่โครงการหลวงหลายคนยังคงสวมชุดของกลุ่มชาติพันธุ์ จนเป็นที่มาของภาพหญิงสาวชาวดาระอั้งในชุดประจำเผ่าคนนี้

เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จฯ ทรงตรวจเยี่ยมโครงการหลวง เป็นช่วงที่ชาวดาระอั้งเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยใหม่ๆ พวกเขาได้ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัย เมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ชาวดาระอั้งสร้างชุมชนได้ จึงเกิดหมู่บ้านนอแลขึ้น ทุกวันนี้ ชาวดาระอั้งหลายครอบครัวสร้างฐานะและดำรงชีวิตอย่างมีความสุขหลายคนยังคงทำงานที่โครงการหลวง จนมักมีคำกล่าวในหมู่ชาวดาระอั้งว่า พวกเขาลืมตาอ้าปากและมีอยู่มีกินได้อย่างทุกวันนี้เพราะ “ในหลวงอนุญาตให้อยู่” — สุเทพกฤษณาวารินทร์

 

“ความเพียร”

การทำฝนเทียมหรือฝนหลวงเป็นเทคนิคการเหนี่ยวนำนํ้าจากฟ้าโดยอาศัยหลักการความร้อนชื้นปะทะกับความเย็น มีการใช้เครื่องบินโปรยสารเคมีจนไอนํ้าในอากาศอิ่มตัว และควบแน่นกลั่นตัวลงมาเป็นฝน เทคนิคนี้ต้องอาศัยความชื้นสัมพัทธ์ อุณหภูมิที่เหมาะสม และความสามารถในการบินประกอบกัน

เมื่อครั้งผมได้รับมอบหมายให้ถ่ายภาพประกอบหนังสือ “กลางใจหทัยราษฎร์” ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผมมีโอกาสได้เดินทางไปยังโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริหลายแห่งทั่วประเทศ และได้ซึมซับแนวคิดหลายอย่างโดยไม่รู้ตัว

หนึ่งในนั้นคือโครงการฝนหลวงซึ่งผมประทับใจเป็นพิเศษ ลองคิดดูสิว่า จะมีประเทศไหนในโลกที่มีพระมหากษัตริย์ผู้สามารถบันดาลให้พื้นที่แห้งแล้งกลับมาชุ่มฉํ่าได้ นอกจากโครงการพระราชดำริด้านชลประทานที่มีอยู่ทั่วประเทศแล้ว ก็มีโครงการฝนหลวงที่สะท้อนให้เห็นพระอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์อย่างมาก ทั้งการค้นคว้า การทดลอง ไปจนถึงการสังเกตธรรมชาติ

ผมติดต่อโครงการฝนหลวงที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อขอถ่ายภาพการทำฝนหลวง ซึ่งกว่าจะหาวันเวลาที่พร้อมได้ก็ผ่านไปหลายเดือน เพื่อเฝ้ารอทั้งสภาพอากาศ ฤดูกาล และเครื่องบิน ในที่สุดทางโครงการก็อำนวยความสะดวกให้ผมเป็นอย่างดี ในวันนั้น ผมมีโอกาสขึ้นบินสองรอบคือตอนเช้าขึ้นไปกับเฮลิคอปเตอร์ และช่วงบ่ายขึ้นไปกับฝูงบิน หลังจากถ่ายภาพเสร็จ ระหว่างบินกลับในช่วงบ่ายวันนั้น เกิดฝนตกลงมาใกล้ๆ กับพื้นที่ที่โปรยสารเคมีทำฝนหลวงไว้ ทำให้ผมประทับใจไม่รู้ลืม

ผมทราบดีว่าการทำฝนหลวงไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยการทดลองอย่างหนัก และหลายครั้งก็ต้องประสบกับความล้มเหลว แต่ในที่สุดจะมีสักครั้งหนึ่งที่ทำสำเร็จ ซึ่งนั่นเป็นแรงบันดาลใจที่ผมน้อมนำมาปรับใช้กับการทำงานและดำรงชีวิต นั่นคือ ความเพียร และการค้นคว้าทำงานอย่างหนักเพื่อหาคำตอบ — อธิษฐ์พีระวงศ์เมธา

 

“สายพระเนตรยาวไกล”

สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2512 จากเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จประพาสต้นบนดอย พระองค์ทรงพลิกฟื้นภูเขาแห้งแล้ง เต็มไปด้วยไร่ฝิ่น จนกลายเป็นสถานีวิจัยและทดลองปลูกพืชเมืองหนาวแห่งแรก นำความอุดมสมบูรณ์ให้กลับคืนมาอีกครั้ง

ผมมีโอกาสทำสารคดีเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชสองครั้ง คือเรื่อง “ขบวนเรือพระราชพิธี มรดกลํ้าค่าแห่งสยาม” และ “ประพาสต้นบนดอย” ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับโครงการหลวง สำหรับสารคดีเรื่องเรือพระราชพิธีนั้น นอกจากจะตีพิมพ์ในนิตยสาร เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย แล้ว สารคดีเรื่องนั้นยังได้รับการตีพิมพ์ซํ้าเป็นภาษาต่างประเทศอีกด้วย ซึ่งเป็นกำลังใจให้ผมทำงานด้านภาพถ่ายตลอดมา

กระนั้น ภาพที่ผมประทับใจอีกภาพ เห็นจะเป็นภาพชาวดาระอั้งกำลังช่วยกันเก็บใบชายามเช้าที่ไร่ชา 2,000 บนดอยอ่างขาง จังหวัดเชียงใหม่ ในอดีตพื้นที่แถบนี้ทั้งหนาวเย็น แห้งแล้ง และเต็มไปด้วยไร่ฝิ่น ภูมิประเทศที่เป็นหุบเขาสลับซับซ้อน ทำให้ยากต่อการปราบปราม

ทว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงไม่ย่อท้อ พระองค์ทรงบากบั่นเดินทาง ทั้งทรงล่อ และทรงพระดำเนินไปตามเส้นทางทุรกันดารและอันตรายจนถึงที่หมาย ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ริเริ่มโครงการหลวงแห่งแรกที่นี่และเป็นต้นแบบให้ที่อื่นๆ นำพาให้ชาวบ้านไม่ต้องพึ่งพิงการปลูกฝิ่นอีกต่อไป เรียกได้ว่าเป็นการเอาชนะยาเสพติดได้โดยไม่ต้องใช้อาวุธหรือการปราบปรามเลย

ภาพนี้ผมเห็นรอยยิ้ม และการพูดคุยหยอกล้อกันระหว่างการเก็บใบชา เป็นวิถีชีวิตของชาวบ้านที่มีความสุขกับชีวิตที่มั่นคง ทำให้ผมระลึกถึงพระอัจฉริยภาพ พระวิริยะอุตสาหะ และสายพระเนตรที่ยาวไกลในการยกระดับคุณภาพชีวิตพสกนิกรของพระองค์ — เริงชัยคงเมือง

 

“ผู้ปิดทองหลังพระ”

“น้องเมย์” ภัทรา กรังพานิชย์ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สูญเสียขาทั้งสองข้างจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อหลายปีก่อน ทุกวันนี้ เธอเป็นหนึ่งในนักดำนํ้า Wheel Chair กลุ่มแรกของประเทศไทย ที่ผ่านการเรียนดำนํ้าลึกด้วยอุปกรณ์ดำนํ้าแบบสกูบา

ไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสได้พากลุ่มผู้พิการ “Wheelchair Scuba” ไปเรียนดำนํ้า โครงการสอนดำนํ้านี้ใช้ชื่อว่า “ใจบันดาลแรง” เป็นโครงการที่เกิดจากการรวมกลุ่มกันของครูดำนํ้าจิตอาสาที่ต้องการสะท้อนให้เห็นว่า คนพิการไม่เพียงสามารถใช้ชีวิตอย่างปกติร่วมกับคนในสังคมได้ แต่ยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสนุก รื่นรมย์ และสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ ได้อีกด้วย

ที่น่าสนใจคือ แม้ผมจะได้สัมผัสชีวิตของผู้พิการเหล่านี้เพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่ผมกลับรู้สึกได้ถึงกำลังใจอันเต็มเปี่ยม ความแข็งแกร่ง ที่อาจจะมากกว่าพวกเราหลายคน ทุกคนล้วนมองโลกในแง่ดี และพร้อมที่จะแบ่งปันประสบการณ์ที่ได้รับให้ผู้อื่นอย่างจริงใจ

ที่ผ่านมา ผมเคยได้ยินว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชกรณียกิจมากมายเกี่ยวข้องกับคนพิการ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ และความเท่าเทียมกัน หลายโครงการเราอาจไม่รู้มาก่อน กิจกรรมนี้สะท้อนให้เห็นว่า นี่คือการปิดทองหลังพระ เป็นกิจกรรมเล็กๆ แต่มีพลังอันยิ่งใหญ่ ซึ่งถือเป็นการเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทอย่างหนึ่ง — นัทสุมนเตมีย์

 

“จากปลายนํ้าสู่ยอดดอย”

คลองลัดโพธิ์เดิมเป็นคลองสายสั้นๆ มีความยาวประมาณ 600 เมตร เป็นเส้นทางลัดเชื่อมต่อแม่นํ้าเจ้าพระยาช่วงที่คดโค้งกว่า 18 กิโลเมตรในเขตจังหวัดสมุทรปราการ เมื่อคูคลองลดความสำคัญลง คลองลัดโพธิ์จึงมีสภาพตื้นเขิน กระทั่งเกิดโครงการตามแนวพระราชดำริขุดลอกคลองและสร้างประตูนํ้าสำหรับใช้เร่งระบายนํ้าท่วม และหน่วงเวลานํ้าทะเลหนุนช่วยป้องกันนํ้าท่วมในเขตกรุงเทพฯ ชั้นใน

เมื่อปี พ.ศ. 2554 ผมกำลังทำสารคดีเกี่ยวกับการบริหารจัดการนํ้า และตรงกับเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่พอดี ผมเดินทางไปทั่วประเทศ ตั้งแต่ต้นนํ้าทางภาคเหนือ สถานที่ที่เคยเกิดหายนะดินโคลนถล่มที่อำเภอนํ้าปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ จนครั้งหนึ่งมีโอกาสได้ขึ้นไปสำรวจที่สูงโดยเฮลิคอปเตอร์แถวเขตจังหวัดปทุมธานีและนนทบุรี ตอนนั้นผมเห็นว่ามวลนํ้าปริมาณมหาศาลล้อมรอบกรุงเทพฯ ทุกทิศทาง และอีกไม่นานคงทะลักเข้ามาแน่ๆ

รัฐบาลพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อป้องกันนํ้าท่วม รวมทั้งระบายนํ้าเหนือที่กำลังไหลบ่าลงมา ช่วงนั้นผมได้ยินข่าวเรื่องเรือผันนํ้าและคลองลัดโพธิ์ ซึ่งเป็นโครงการบริหารจัดการนํ้าป้องกันนํ้าทะเลหนุนสูงบริเวณใกล้ๆ ปากแม่นํ้ำเจ้าพระยา จังหวัดสมุทรปราการ ผมจึงเดินทางไปถ่ายภาพนี้ เพราะเป็นโครงการตามแนวพระราชดำริที่อยู่ใกล้ตัวเรามาก และช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากนํ้าท่วมและนํ้าทะเลหนุนสูงได้ทุกปี

เมื่อไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสไปเยือนโครงการหลวงแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเส้นทางทุรกันดาร ทว่าเมื่อไปถึงที่หมาย ผมกลับทึ่งกับคุณภาพชีวิตของผู้คนที่นั่น ชาวบ้านปลูกกาแฟเป็นอาชีพหลักโดยมีผืนป่าอุดมสมบูรณ์อยู่รายรอบ รวมทั้งเลี้ยงแกะเพื่อตัดขนส่งขายประเทศญี่ปุ่น ภาพชีวิตที่นั่นทำให้ผมนึกไม่ออกเลยว่าสมัยที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ มาเมื่อ 46 ปีก่อนจะยากลำบากขนาดไหน และพระองค์ทรงบันดาลให้ภูเขาหัวโล้นที่เต็มไปด้วยไร่ฝิ่น กลับมาเป็นผืนป่าอุดมสมบูรณ์ได้อย่างไร — จันทร์กลางกันทอง

 

“ความสมถะ”

พื้นฉลองพระบาทคู่นี้ได้รับการเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีโดย “ช่างไก่” ศรไกร แน่นศรีนิล เจ้าของร้าน ก. เปรมศิลป์ ช่างซ่อมและตัดฉลองพระบาทถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พื้นฉลองพระบาทคู่นี้มาจากฉลองพระบาทคู่โปรดของพระองค์ ทรงใช้งานมาหลายสิบปีและได้รับการซ่อมแซมซํ้าแล้วซํ้าเล่า

ผมถ่ายภาพพื้นฉลองพระบาทคู่นี้เพื่อประกอบสารคดีเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2553 พื้นฉลองพระบาทนี้ได้รับการเก็บรักษาไว้ที่ร้าน ก.เปรมศิลป์ บริเวณแยกพิชัยซึ่งเป็นร้านทำรองเท้า และเป็นผู้ซ่อมแซมฉลองพระบาทถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมายาวนานกว่าสิบปี

พื้นฉลองพระบาทเก่าโทรมคู่นี้ถูกใช้งานอย่างคุ้มค่าและนำมาซ่อมซํ้าแล้วซํ้าเล่า จนเจ้าของร้านเก็บไว้บูชาเป็นแรงบันดาลใจให้ผมในเรื่องความสมถะ ผมคิดว่าพระองค์ทรงเป็นถึงพระมหากษัตริย์ และมหาบุรุษผู้ทรงริเริ่มโครงการเพื่อประชาชนมากมาย พระองค์จะทรงซื้อฉลองพระบาทเปลี่ยนใหม่ไม่ซํ้ากันทุกวันก็ยังได้ แต่พระองค์กลับทรงเลือกซ่อมแซมของเก่าและใช้งานอย่างคุ้มค่า และเก็บเงินไว้ช่วยเหลือประชาชนแทน ทำให้เห็นถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประชาชนและการดำรงพระองค์อย่างสมถะพอเพียง

ภาพถ่ายของผมส่วนมากเกี่ยวข้องกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นเพราะพระบรมราโชวาทเกี่ยวกับการถ่ายภาพที่พระองค์เคยตรัสไว้ในทำนองว่า อย่าถ่ายภาพเพียงแต่ความสวยงามอย่างเดียว แต่ให้ถ่ายภาพเพื่อให้ภาพนั้นได้ช่วยเหลือสังคมด้วย ซึ่งผมน้อมนำไปปฏิบัติเสมอมา

ทุกวันนี้ ผมและครอบครัวเจริญรอยตามปรัชญาและแนวทางของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทั้งความเป็นอยู่ การดำรงชีวิต ความสมถะ การสร้างภูมิคุ้มกัน และความสมเหตุสมผล — เริงฤทธิ์คงเมือง

 

อ่านเพิ่มเติม : รูปที่มีทุกบ้าน, คุยกับซีซาร์ มิลแลน

เรื่องแนะนำ

ค้นพบยาหลอนประสาทสูตรโบราณอายุกว่า 1,000 ปี ของหมอผีในโบลีเวีย

สมาชิกคนหนึ่งของเผ่า Huni Kui ในบราซิลกำลังเตรียมอะยาวัสกา (ayahuasca) ในพิธีกรรมเพื่อการรักษา การใช้พืชที่มีผลทางจิต หรือ หลอนประสาท เป็นกรรมวิธีโบราณของชนเผ่าในลุ่มน้ำแอมะซอน ภาพถ่ายโดย LUNAE PARRACHO, REUTERS ภาชนะในพิธีกรรม ที่ทำมาจากปลายจมูกสุนัขจิ้งจอก 3 ตัว ได้บรรจุหลักฐานเก่าแก่ที่สุดเกี่ยวกับสูตรยา หลอนประสาท แห่งลุ่มน้ำแอมะซอน กระเป๋าใบเล็กๆ ที่ทำมาจากปลายจมูกสุนัข 3 ตัวถูกเย็บติดกันเป็นอย่างดี ได้บรรจุหลักฐานทางโบราณคดีเกี่ยวกับการใช้งานยา หลอนประสาท อะยาวัสกา (ayahuasca) ซึ่งเป็นสูตรยาที่มีผลทางจิตชนิดหนึ่ง ที่ชนเผ่าโบราณในลุ่มน้ำแอมะซอนใช้มันเพื่อทำให้เกิดอาการประสาทหลอน กระเป๋าใบนี้อาจเคยเป็นของหมอผีเมื่อราวหนึ่งพันปีที่แล้วในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศโบลิเวียปัจจุบัน ตามคำกล่าวของ โฆเซ กาปริเลส (Jose Capriles) นักมานุษยวิทยาของมหาวิทยาลัยรัฐเพนน์ และเป็นผู้เขียนงานวิจัยนี้ในวารสาร PNAS กาปริเลสเจอกระเป๋าดังกล่าวในช่วงการขุดค้นทางโบราณคดีเมื่อปี 2010 ในถ้ำ เกวาเดลซิเลโน (Cueva del Chileno) ที่เป็นหลักฐานแสดงกิจกรรมของมนุษย์เมื่อ 4000 ปีที่ผ่านมา ภายในถ้ำมีการพบเจอลูกปัด เปียผมมนุษย์ และสิ่งของที่ตอนแรก กาปริเลสคิดว่ามันคือรองเท้าหนัง แต่แท้จริงแล้วคือกระเป๋าในการประกอบพิธีกรรมของหมอผีที่ทำมาจากปลายจมูกของสุนัข […]

นอเทรอดาม รำลึกอาสนวิหารอันเป็นที่รักของชาวปารีส

หลังเปลวเพลิงที่เผาผลาญอาสนวิหารนอเทรอดามอายุ 850 ปี ซึ่งเปรียบได้กับศูนย์รวมจิตใจของปารีสสงบลง ประธานาธิบดี เอมมานูเอล มาครง ออกมาประกาศให้ความเชื่อมั่นแก่ชาวปารีสว่า "เราจะสร้างอาสนวิหารแห่งนี้ขึ้นใหม่ร่วมกัน เพราะประวัติศาสตร์ของเราคู่ควรกับสิ่งนี้" เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ถ่ายภาพอาสนวิหารนอเทรอดามมาตั้งแต่ปี 1915 และต่อไปนี้คือภาพถ่ายแห่งความทรงจำบางส่วน

75 ปีของการสืบหาผู้ทรยศ แอนน์ แฟรงค์

แม้การจับกุม แอนน์ แฟรงค์ ผู้เขียนบันทึก บันทึกลับของแอนน์ แฟรงค์ อันลือลั่น จะผ่านมาแล้ว 75 ปี บรรดานักสืบสวนยังคงสืบหาว่า เจ้าหน้าที่นาซีสามารถพบเจอที่ซ่อนของเด็กหญิงชาวดัตช์และครอบครัวได้อย่างไร หลังจากต้องหลบซ่อน ในห้องบนโกดังของบิดามานานกว่าสองปี แอนน์ แฟรงค์ และสมาชิกในครอบครัวอีก 7 คน ได้ถูกค้นพบโดยทหารนาซีเยอรมันและเจ้าหน้าที่ชาวดัตช์ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 1994 การค้นหาว่าใคร หรืออะไร ที่ทำให้ที่หลบซ่อนของพวกเขาถูกเปิดเผยยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตลอด 75 ปี ทุกวันนี้ บรรดานักประวัติศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล แม้กระทั่งนักนิติวิทยาศาสตร์ยังคงใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อระบุตัวเปิดเผยที่อยู่ของแอนน์ แฟรงค์ รวมไปถึงอีกสมมติฐานหนึ่งว่า บางที แอนน์ แฟรงค์ อาจถูกพบเจอตัวโดยบังเอิญ ไดอารี่ของแอนน์ หรือที่รู้จักกันในนาม บันทึกของแอนน์ แฟรงค์ ซึ่งเธอเขียนขึ้นเมื่อตอนอายุ 13-15 ปี เป็นหนังสือเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวที่แพร่หลายไปทั่วโลก สำหรับชาวเนเธอร์แลนด์ เรื่องราวของเธอ ซึ่งเป็นประชาชนธรรมดาที่เสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยผู้อื่นซึ่งกำลังเดือดร้อนได้กลายมาเป็นเรื่องราวอันโดดเด่นของชาวดัตช์ในหน้าประวัติศาสตร์ช่วงการถูกยึดครองของเนเธอร์แลนด์ในสงครามโลกครั้งที่สอง โดยในช่วงเวลานั้นมีการสังหารชาวดัตช์เชื้อสายยิวมากกว่าร้อยละ 80 สูงเป็นอันดับสองรองจากประเทศโปแลนด์ หลายปีผ่านไป มีผู้ต้องสงสัยราว […]

วันที่ท้องฟ้ามืดมิด

เรื่องและภาพถ่าย  เอกรัตน์ ปัญญะธารา “Black Day” เป็นโปรเจ็กต์ถ่ายภาพที่ใช้เวลาตลอดหนึ่งปีของเอกรัตน์ ปัญญะธารา บรรณาธิการภาพและช่างภาพประจำนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย นับตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559  อันเป็นวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร “เป็นช่วงเวลาที่ความเงียบกลับมีเสียงดังก้อง เป็นช่วงเวลาที่คนไทยทั้งประเทศรู้สึกร่วมกันต่อเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ผมจึงเลือกเล่าเรื่องด้วยการบันทึกอารมณ์แทนการบันทึกเหตุการณ์อย่างตรงไปตรงมา ถือเป็นบันทึกหนึ่งของตัวเองและเป็นบันทึกหนึ่งของเหตุการณ์ซึ่งยาวนานตลอดหนึ่งปีเต็มของการไว้ทุกข์” เอกรัตน์กล่าว “สิ่งที่ยากที่สุดคือการถ่ายสิ่งที่มองไม่เห็นเพราะเป็นอารมณ์  เป็นการถ่ายภาพที่ใช้จินตนาการมากกว่าถ่ายสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า หรือการถ่ายสัญลักษณ์ที่นำไปสู่ความรู้สึกนี้ เป็นสิ่งที่ยากมากและไม่เคยทำมาก่อน” ที่ผ่านมา การถ่ายภาพเพื่อตีพิมพ์ลงใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ใช้วิธีบอกเล่าเรื่องราวที่ร้อยเรียงจากภาพถ่ายชุดหนึ่ง แต่สำหรับ “Black Day” เอกรัตน์ไม่กำหนดกฎเกณฑ์การถ่ายภาพของเขา “แต่มีเกณฑ์ในการเลือกภาพว่า ดูแล้วเกิดความเชื่อมโยงถึงความรู้สึกนั้นไหม ผมถ่ายภาพไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้เรื่องที่ดี ทุกขั้นตอนเป็นการทดลอง ตั้งแต่การลงพื้นที่เพื่อถ่ายภาพให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเราเองก็ไม่รู้ว่า ภาพไหนจะใช่หรือไม่ใช่โดยกำหนดโทนสีของภาพให้เป็นโทนสีที่ใกล้เคียงกับอารมณ์ของคนไทยในวันที่ได้ยินข่าวสวรรคตของในหลวง รัชกาลที่ 9”   อ่านเพิ่มเติม : ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙, ประพาสต้นบนดอย สี่ทศวรรษโครงการหลวง