ฉันห้ามเธอหมดกำลังใจ - National Geographic Thailand

ฉันห้ามเธอหมดกำลังใจ

คำพูดนี้มาจากข้อเขียนของ ปีเตอร์ ที. ไวต์ นักเขียนจาก เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ที่มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เพื่อกราบบังคมทูลสัมภาษณ์ประกอบสารคดีเรื่อง “Hope and Fears in Booming Thailand” ตีพิมพ์ในนิตยสาร เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1967

ปีเตอร์เล่าว่า “ในช่วงท้ายของการพำนักอยู่ในเมืองไทย ผมได้รับพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว [ในภาพทรงถือแผนที่ภูมิภาคอินโดจีนที่สมาคมเนชั่นแนล  จีโอกราฟฟิก จัดทำขึ้น] ตรัสกับผมในหลายๆ เรื่อง ตั้งแต่ถนนหนทาง พืชผลทางการเกษตร จิตวิทยา ขวัญกำลังใจของผู้คนไปจนถึงความสำคัญของครอบครัวในช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลง พระองค์ตรัสว่าสิ่งที่ประเทศต้องการมากที่สุดคือข้าราชการที่ดีจากนั้นทรงเล่าเรื่องหนึ่งให้ผมฟัง

“ใกล้กับพระราชวังไกลกังวลที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายแพทย์ผู้หนึ่งมองเห็นว่า งานของเขาตกอยู่ในอันตรายจากภัยคุกคามของคอมมิวนิสต์ เขาขาดแคลนทรัพยากรในการทำงาน ด้วยเหตุนี้ เขาจึงรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง เขาควรแค่นั่งดูเฉยๆ ขณะที่สิ่งต่างๆ ยํ่าแย่ลง หรือบางทีอาจหนีไปกรุงเทพฯ เพื่อมองหาความก้าวหน้าของตนเอง พระองค์ทรงได้ยินเรื่องของชายผู้นี้ และเสด็จฯ ไปทรงพบเขา ‘ข้าพเจ้าให้เงินทุนที่เขาจำเป็นต้องใช้ และบอกเขาว่า ฉันห้ามเธอหมดกำลังใจ”

คัดลอกจากบทความ : ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙

 

อ่านเพิ่มเติม : ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙พระผู้เป็นศูนย์รวมใจไทยทั้งชาติ

เรื่องแนะนำ

ไดโนเสาร์บินได้ แต่ไม่ใช่นกในแบบที่เราเห็นกันในปัจจุบัน

ไดโนเสาร์บินได้ แต่ไม่ใช่แบบนกในปัจจุบัน ไดโนเสาร์บินได้ มีขนนามอาร์คีออปเทอริก (archaeopteryx) ได้รับสมญานามว่าเป็นนกตัวแรกของโลก เนื่องจากปีกของมันที่แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการสำคัญซึ่งเชื่อมโยงระหว่างนกและสัตว์เลื้อยคลาน ว่าแต่มันบินได้จริงหรือไม่? นั่นเป็นคำถามที่นักบรรพชีวินวิทยาถกเถียงกันมานานหลายสิบปี แม้อวัยวะดังกล่าวจะมีรูปร่างคล้ายปีกก็จริง แต่ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าสามารถพยุงมันขึ้นไปบนอากาศได้ หรือแท้จริงแล้วอาร์คีออปเทอริกเพียงแค่ร่อนถลาลงจากต้นไม้? หรือปีกคู่นี้ช่วยให้มันหนีรอดจากผู้ล่าที่อยู่บนพื้นดิน? หรือไม่ปีกของมันก็มีเพื่อจุดประสงค์อื่นที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิง? และล่าสุดผลการวิเคราะห์กระดูกขาของมันเผยให้เห็นว่ามันมีโครงสร้างกระดูกที่ใกล้เคียงกับไก่ฟ้าและนกกระทา ซึ่งพวกมันบินได้เป็นระยะทางสั้นๆ ผลการค้นพบครั้งนี้ถูกเผยแพร่ลงใน Nature Communications on Tuesday เสริมความแข็งแกร่งให้แก่ทฤษฎีที่ว่า อาร์คีออปเทอริกสามารถร่อนไปในอากาศได้ ซึ่งทีมนักวิจัยได้วิเคราะห์เข้าไปในฟอสซิลของมันโดยไม่เกิดผลกระทบต่อกระดูกโบราณแม้แต่น้อย “นี่เป็นการศึกษาที่ใช้หนึ่งในเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในโลก” Steve Brusatte นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ ผู้ไม่ได้มีส่วนร่วมในการวิจัยครั้งนี้กล่าวชื่นชม ด้วยแรงบิด ย้อนกลับไปเมื่อ 150 ล้านปีก่อน ในดินแดนที่กลายมาเป็นประเทศเยอรมนีปัจจุบัน อาร์คีออปเทอริกมีชีวิตที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้ และพวกมันมีขนสีดำสนิทเช่นอีกาในทุกวันนี้ ในต้นคริสต์ทศวรรษ 1860 เป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบฟอสซิลของ อาร์คีออปเทอริก การค้นพบครั้งนี้เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นไม่น้อย เพราะในปีต่อมา ชาร์ล ดาร์วิน นักชีววิทยาได้เผยแพร่ทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาติของเขา ดาร์วินเชื่อว่าฟอสซิลชิ้นนี้คือรูปแบบของวิวัฒนาการระดับกลางซึ่งเชื่อมโยงระหว่างสัตว์เลื้อยคลานและนก ฟอสซิลชิ้นนี้ได้รับการตั้งชื่อว่า “Urvogel” หรือแปลเป็นไทยได้ว่า นกตัวแรก ตลอดหลายปีที่ผ่านมาของการถกเถียงเกี่ยวกับความสามารถทางการบินของ อาร์คีออปเทอริก นักบรรพชีวินวิทยาพยายามมองหาว่าเจ้าสัตว์ดึกดำบรรพ์ตัวนี้มีอะไรที่หายไป เมื่อเทียบกับนกที่ยังมีชีวิตอยู่ รายงานจาก […]

ประวัติ ” ระเบิดขวด ” อาวุธต่อกรต่ออำนาจของคน “เบี้ยล่าง”

ชาวยูเครนหันมาประดิษฐ์ ระเบิดขวด ใช้ในยามสงครามอีกครั้ง ดังที่เหล่ากบฏ นักรบและผู้ประท้วงในหลากหลายเหตุการณ์ทั่วโลกเคยใช้ในการต่อสู้ของพวกเขา พื้นที่ในหลายๆ เมืองของยูเครนกลายเป็นพื้นที่สำหรับการประดิษฐ์ ระเบิดขวด ชาวยูเครนบางรายลงมือประดิษฐ์และกักตุนระเบิดขวดในบ้านของตัวเอง ลานหญ้าในเมืองดนีปรอและลานจัดปาร์ตี้กลางแจ้งในเมืองลวีฟกลายเป็นที่ที่ชาวเมืองรวมพลกันผลิตอาวุธที่พวกเขาจะต้องใช้ในการต่อต้านการบุกรุกของทหารรัสเซียที่ยังคงดำเนินการอยู่ ณ เวลานี้ “มันเหมือนจะเป็นเรื่องสำคัญเรื่องเดียวในตอนนี้นะ” คุณครูชาวยูเครนท่านหนึ่งกล่าว ระเบิดขวด หรือที่นิยมเรียกในภาษาอังกฤษว่า “โมโลทอฟ ค็อกเทล” (Molotov cocktail) เป็นอาวุธที่หาง่ายและผลิตง่าย โดยวัตถุดิบหลักมีแค่ขวดแก้วเติมด้วยเชื้อเพลิงที่ไวไฟ ความง่ายในการผลิตทำให้ระเบิดขวดเป็นอาวุธที่นิยมใช้ในการต่อสู้ โดยเฉพาะในการต่อสู้ของคน “เบี้ยล่าง” ต่ออำนาจที่เหนือกว่า ดังที่ชาวยูเครน เหล่ากบฏ นักรบและผู้ประท้วงในหลากหลายเหตุการณ์ทั่วโลกในช่วงศตวรรษที่ผ่านมาใช้ในการต่อสู้ของพวกเขา หนึ่งในสงครามสำคัญที่เริ่มมีการใช้ระเบิดขวดคือสงครามสเปนปี ค.ศ. 1936 ถึง 1939 สงครามสเปนเป็นสงครามระหว่างกลุ่มนิยมสาธารณรัฐและกลุ่มกบฏชาตินิยม ระเบิดขวดเป็นอาวุธที่ทหารกบฏใช้ต่อสู้กับรถถังของรัฐบาลสเปนที่รับมาจากสหภาพโซเวียต นายพลชาวอังกฤษเล่าว่า รถถังกว่า 9 คันถูกทำลายด้วยระเบิดบ้านๆ เหล่านี้ และไม่นานทหารของฝั่งรัฐบาลก็เริ่มใช้ระเบิดขวดด้วยเช่นกัน ซึ่งตอนนั้นระเบิดขวดยังไม่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ จุดเริ่มต้นของการเรียก ระเบิดขวด ว่า “โมโลทอฟ ค็อกเทล” (Molotov cocktail) เกิดขึ้นในสงครามฤดูหนาวซึ่งเป็นการรุนรานประเทศฟินแลนด์ของกองทัพโซเวียตในปี ค.ศ. 1939 กองทัพโซเวียตใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดถล่มเมืองในฟินแลนด์ แต่ […]

ซากลูกสุนัขป่าอายุกว่า 57,000 ปี ถูกพบในชั้นดินเยือกแข็งของแคนาดา

ลูกสุนัขที่ถูกเก็บรักษาไว้ใต้ชั้นดินเยือกแข็งนี้ช่วยให้นักวิจัยเข้าใจว่า สุนัขป่า มีการอพยพไปยังยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือได้อย่างไร ในฤดูร้อนปี 2016 คนงานเหมืองทองผู้หนึ่งในดินแดนยูคอน เขตพื้นที่ในแคนาดา ได้ค้นพบสมบัติล้ำค่าที่ไม่มีใครคาดคิด เมื่อกำแพงชั้นดินเยือกแข็งที่ถูกทำลายด้วยปืนฉีดน้ำแรงดันสูง เผยสิ่งที่อยู่ภายใน นีล เลิฟเลสส์ เห็นบางสิ่งละลายออกมาจากน้ำแข็ง ซึ่งไม่ใช่แร่ธาตุอันล้ำค่า หากแต่เป็นมัมมี่ สุนัขป่า ที่มีความเก่าแก่และสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบมา เลิฟเลสส์รีบนำซากสุนัขป่านั้นใส่ในตู้แช่แข็ง จนกระทั่งนักบรรพชีวินวิทยาเข้ามาตรวจสอบ เขาค้นพบว่า สัตว์ที่ถูกเก็บรักษาเอาไว้อย่างดีนี้เป็นลูกสนัขป่าเพศเมีย มีชีวิตอยู่ในระบบนิเวศที่ถูกทำลายไปแล้วในช่วงที่พื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของแคนาดายังคงเป็นบ้านของมาสโตดอนอเมริกัน (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตระกูล Mastodontidae มีลักษณะคล้ายช้าง ปัจจุบันสูญพันธุ์แล้ว) และ Pleistocene megafauna (สูญพันธุ์แล้วเช่นกัน) ชาว Tr’ondëk Hwëch’in ซึ่งเป็นชาติพันธุ์ท้องถิ่นในดินแดนยูคอนได้ตั้งชื่อลูกสุนัขป่าอายุ 57,000 ปีนี้ว่า Zhur ซึ่งมีความหมายว่า ‘หมาป่า’ ในภาษาภายในชุมชนของพวกเขา สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่พิเศษซึ่งถูกกู้ซากขึ้นมาจากทุ่งทุนดราไซบีเรียนแห่งนี้ สามารถย้อนไปได้ยังยุคสมัยพลีสโตซีน (Pleistocene epoch) อันเป็นช่วงเวลาธรณีกาลระหว่าง 2,588,000-11,700 ปีก่อน หรือที่รู้จักกันในชื่อยุคน้ำแข็ง (Ice Age) อย่างไรก็ตาม การค้นพบซากสัตว์สุนัขป่าที่สภาพสมบูรณ์ในดินแดนยูคอนถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในไซบีเรีย การค้นพบซากสิ่งมีชีวิตที่ถูกรักษาไว้เช่นนี้ถือเป็นเรื่องปกติ […]

สำรวจด้านมืดจิตใจมนุษย์ ผ่านภาพวาดที่สยดสยองที่สุดในประวัติศาสตร์ศิลปะ

ภาพวาดชุด The Black Paintings ของฟรันซิสโก โกยา (Francisco Goya) จากผนังบ้านพักสุดท้ายในชีวิตของศิลปินคนสำคัญชาวสเปนของยุคจินตนิยม ยังคงเป็นหนึ่งในผลงานงานศิลปะที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่เคยมีมา ภาพของยักษ์ไททันโครนัสจากเรื่องปกรณัมกรีกที่กำลังเขมือบลูกชายของตนเอง เป็นหนึ่งใน 14 ผลงานภาพวาดชุด The Black Paintings (ในภาษาสเปนเรียกว่า Pinturas negras) ถูกวาดขึ้นในช่วงเวลาสุดท้ายในชีวิตของ Francisco Goya ศิลปินคนสำคัญแห่งยุคจินตนิยม ภาพเหล่านี้สะท้อนความกลัวที่จะเสียสติของโกยา และความหวาดหวั่นในชะตากรรมของมนุษยชาติที่กำลังเผชิญหน้ากับความโหดร้ายของสงครามและการฆ่ากันเองของมนุษย์ ภาพวาดชุดนี้ถูกวาดขึ้นในสถานที่พำนักสุดท้ายของเขาในช่วงสงคราม ซึ่งตัวโกยาเองไม่เคยมีจุดประสงค์ในการเผยแพร่ภาพวาดเหล่านี้สู่สาธารณชน “บางคนไม่สามารถทนมองดูภาพเหล่านี้ได้เลย” เทเรซา เวกา (Teresa Vega) นักประวัติศาสตร์ศิลปะผู้นำทัวร์ของพิพิธภัณฑ์ปราโดในกรุงมาดริด ประเทศสเปน กล่าว เธอเป็นคนสุดท้ายที่ออกจากห้องพิพิธภัณฑ์ “มีลูกค้าของฉันจำนวนมากที่ไม่ชอบภาพวาดพวกนี้เลย แต่เมื่อพวกเขาเดินเข้ามาในห้อง พวกเขาจะแปลกใจอยู่เสมอ ฉันไม่คิดว่าฉันเคยเจอคนที่สีหน้าไม่เปลี่ยนเมื่อเห็นภาพ แม้แต่วัยรุ่นที่กำลังหาวก็ตื่นเต็มที่เมื่อเห็นภาพเหล่านี้” สิ่งที่คุณกำลังเห็นอยู่นี้คือภาพวาดของยักษ์ไททัน “โครนัส” หรือเรียกในภาษาโรมันว่าแซตเทิร์น จากปรกรณัมกรีกผ่านสายตาของจิตรกรชาวสเปนผู้โด่งดัง ตามปรกรณัมกรีกแล้ว หลังจากที่ไททันโครนัสแย่งชิงอำนาจมาจากบิดาของเขาได้สำเร็จ เขาได้รับคำทำนายว่า หนึ่งในลูกชายของโครนัสจะทำเช่นเดียวกับที่เขาทำกับบิดา และแย่งชิงอำนาจมาจากโครนัสในที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้คำทำนายเป็นจริง ทุกครั้งที่เทพีเรอาผู้เป็นชายาของโครนัสคลอดลูก โครนัสจะกินพวกเขาทั้งเป็น แต่โชคร้ายสำหรับโครนัส […]