ฉันห้ามเธอหมดกำลังใจ - National Geographic Thailand

ฉันห้ามเธอหมดกำลังใจ

คำพูดนี้มาจากข้อเขียนของ ปีเตอร์ ที. ไวต์ นักเขียนจาก เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ที่มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เพื่อกราบบังคมทูลสัมภาษณ์ประกอบสารคดีเรื่อง “Hope and Fears in Booming Thailand” ตีพิมพ์ในนิตยสาร เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1967

ปีเตอร์เล่าว่า “ในช่วงท้ายของการพำนักอยู่ในเมืองไทย ผมได้รับพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว [ในภาพทรงถือแผนที่ภูมิภาคอินโดจีนที่สมาคมเนชั่นแนล  จีโอกราฟฟิก จัดทำขึ้น] ตรัสกับผมในหลายๆ เรื่อง ตั้งแต่ถนนหนทาง พืชผลทางการเกษตร จิตวิทยา ขวัญกำลังใจของผู้คนไปจนถึงความสำคัญของครอบครัวในช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลง พระองค์ตรัสว่าสิ่งที่ประเทศต้องการมากที่สุดคือข้าราชการที่ดีจากนั้นทรงเล่าเรื่องหนึ่งให้ผมฟัง

“ใกล้กับพระราชวังไกลกังวลที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายแพทย์ผู้หนึ่งมองเห็นว่า งานของเขาตกอยู่ในอันตรายจากภัยคุกคามของคอมมิวนิสต์ เขาขาดแคลนทรัพยากรในการทำงาน ด้วยเหตุนี้ เขาจึงรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง เขาควรแค่นั่งดูเฉยๆ ขณะที่สิ่งต่างๆ ยํ่าแย่ลง หรือบางทีอาจหนีไปกรุงเทพฯ เพื่อมองหาความก้าวหน้าของตนเอง พระองค์ทรงได้ยินเรื่องของชายผู้นี้ และเสด็จฯ ไปทรงพบเขา ‘ข้าพเจ้าให้เงินทุนที่เขาจำเป็นต้องใช้ และบอกเขาว่า ฉันห้ามเธอหมดกำลังใจ”

คัดลอกจากบทความ : ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙

 

อ่านเพิ่มเติม : ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙พระผู้เป็นศูนย์รวมใจไทยทั้งชาติ

เรื่องแนะนำ

ความลับจาก สโตนเฮนจ์ และเหล่าอนุสรณ์สถานยุคหินใหม่ในอังกฤษ

ไม่ใช่แค่ สโตนเฮนจ์ การค้นพบใหม่ๆ เผยให้เห็นยุคสมัยที่การก่อสร้างอนุสรณ์สถานใหญ่โตน่าตื่นตาเป็นความคลั่งไคล้ สโตนเฮนจ์ – เรื่องใหญ่โตมโหฬารกำลังเกิดขึ้นทางใต้ของอังกฤษเมื่อราว 4,500 ปีก่อน ในช่วงปลายยุคหินใหม่ ไม่ว่าจะเป็นความกระตือรือร้นทางศาสนา ฝีมือการก่อสร้าง หรือการรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ใกล้เข้ามา สิ่งนี้ได้ร่ายมนตร์ใส่ชาวเมือง และทำให้พวกเขาเร่งสร้างอนุสรณ์สถานกันอย่างบ้าคลั่ง ในช่วงเวลาอันสั้นอย่างไม่น่าเชื่อ หรืออาจแค่หนึ่งร้อยปีเท่านั้น กลุ่มคนที่ไม่มีเครื่องมือโลหะ แรงม้า และล้อ ได้ตั้งวงหินขนาดใหญ่ ปักเสาไม้เป็นรั้วล้อมวงยักษ์ และสร้างทางดำเนินโอ่อ่าที่มีหินตั้งขนาบสองข้างมากมาย ในอังกฤษ โดยตัดต้นไม้ใหญ่ที่สุดในป่าและขนดินหลายล้านตันเพื่อทำการนั้น “มันเหมือนความบ้าคลั่งที่ลามไปทั่วค่ะ เป็นความหมกมุ่นที่ผลักดันให้พวกเขาสร้างสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ มากขึ้นเรื่อยๆ สวยขึ้นเรื่อยๆ และซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ” ซูซาน กรีนีย์ นักโบราณคดีจากอิงลิชเฮอริเทจ (English Heritage) องค์กรอนุรักษ์มรดกทางประวัติศาสตร์ของอังกฤษ ซึ่งดำเนินงานโดยไม่แสวงกำไร บอก สิ่งหลงเหลืออันโด่งดังที่สุดจากยุคการก่อสร้างรุ่งเรืองในครั้งนั้นคือสโตนเฮนจ์ กองหินตั้งซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวหลายล้านคนไปยังที่ราบซอลส์เบอรีในอังกฤษ หลายร้อยปีมาแล้วที่เมกะลิท (megalith) หรือหมู่หินยักษ์แห่งนี้ทำให้ ทุกคนที่พบเห็นรู้สึกทึ่งและพิศวง รวมถึงเฮนรีแห่งฮันทิงดัน นักประวัติศาสตร์ยุคกลางผู้เขียนถึงสโตนเฮนจ์ เป็นครั้งแรกเท่าที่เรารู้เมื่อราวปี 1130 โดยบอกว่า นี่คือหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของอังกฤษ และเสริมว่า ไม่มีใครรู้ว่า มันสร้างขึ้นได้อย่างไรหรือเพราะเหตุใด ในช่วง 900 […]

ชมกระเบื้องโรมันที่ยังคงสภาพดี แม้จะผ่านมาหลายร้อยปี

ชมกระเบื้องโรมันที่ยังคงสภาพดี แม้จะผ่านมาหลายร้อยปี มาชมความงดงามของกระเบื้องโมเสกจากคฤหาสน์โรมานาเดลคาซาเล (Villa Romana del Casale) ที่ตั้งอยู่ใกล้กับจัตุรัสอาร์เมอรินา ในแคว้นซิซิลี ของอิตาลี สถานที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 3 – 4 ในช่วงที่อาณาจักรโรมันยังคงเรืองอำนาจ ก่อนที่จะพังทลายลงจากเหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 12 อย่างไรก็ตามแม้ตัวคฤหาสน์จะได้รับความเสียหาย แต่บนความโชคร้ายยังมีความโชคดีเมื่อดินโคล่นที่ถล่มในภัยพิบัติครั้งนั้นได้เก็บรักษากระเบื้องโมเสกเอาไว้ จนกระทั่งนักโบราณคดีมาพบมันเข้าในอีก 700 ปีต่อมา ซึ่งสีสันและลวดลายยังคงเห็นได้ชัดเจนปรากฏภาพของสิงสาราสัตว์, ภาพของชาวบ้าน และตำนานเทพต่างๆ มากมาย เรียกได้ว่ากระเบื้องโมเสกเหล่านี้เป็นผลงานศิลปะจากยุคโรมันที่ดีที่สุดเท่าที่ยังเหลืออยู่ในปัจจุบัน   อ่านเพิ่มเติม เจ้าของกะโหลกศีรษะทรงยาว คือเจ้าสาวจากต่างแดน

ย้อนรอยการค้นพบ ฟาโรห์ ตุตันคามุน และขุมทรัพย์โลกตะลึง

ย้อนรอยการค้นพบ ฟาโรห์ ตุตันคามุนและขุมทรัพย์โลกตะลึง เลดี้ฟีโอนา เฮอร์เบิร์ต เคาน์เตสคนที่แปดแห่งคาร์นาร์วอน พลิกสมุดลงนามและชี้ไปยังลายเซ็นของแขกประจำชื่อดัง ผู้มาเยือนที่พำนักอันโด่งดังของเธอเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน เราอยู่ที่ปราสาทไฮเคลียร์ ที่ดินผืนใหญ่ในชนบทห่างจากกรุงลอนดอนไปทางตะวันตกราว 90 กิโลเมตร สมุดลงนามนี้มีรายชื่อบุคคลในหนังสือที่เลดี้คาร์นาร์วอนกำลังเขียนถึงปู่ทวดของสามี จอร์จ เอดเวิร์ด สแตนโฮป โมลีเนอ เฮอร์เบิร์ต เอิร์ลคนที่ห้าแห่งคาร์นาร์วอนที่เธอเรียกว่า “ท่านเอิร์ลที่ห้า” ผู้มีชื่อเสียงในฐานะนายทุนสนับสนุนนักโบราณคดีชาวอังกฤษ เฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ ในการค้นหาหลุมฝังพระศพที่สาบสูญของ ฟาโรห์ ตุตันคามุน เลดี้คาร์นาร์วอนหยุดที่หน้าซึ่งลงวันที่ไว้ว่า 3 กรกฎาคม ปี 1920 และแนะนำแขก “นี่คือเฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ แน่นอนละ เขามาพักที่นี่หลายสัปดาห์ในช่วงฤดูร้อนแต่ละปีเพื่อวางแผนการขุดสำรวจกับท่านเอิร์ลที่ห้า…” ลอร์ดคาร์นาร์วอนเริ่มย้ายไปพำนักช่วงฤดูหนาวที่อียิปต์ในปี 1903 ตามคำแนะนำของแพทย์ เขามีสุขภาพไม่ดี แต่กำเนิด ทั้งยังทรุดลงเนื่องจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่รุนแรงเกือบถึงชีวิตทำให้ปอดเสียหายอย่างหนัก เขาเปรียบเปรยว่า การสูดอากาศทะเลทรายในอียิปต์เหมือนการได้ดื่มแชมเปญ ในไม่ช้าลอร์ดคาร์นาร์วอนก็ชื่นชมโบราณวัตถุของอียิปต์มากพอๆ กับอากาศที่นั่น ในปี 1907 เขาว่าจ้างคาร์เตอร์ ให้หาโบราณวัตถุมาเติมคลังสะสมที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ของเขาที่ไฮเคลียร์ และดูแลการขุดค้นที่เขาให้ทุนสนับสนุน คาร์เตอร์ออกจากอังกฤษไปอียิปต์ตอนอายุ 17 ปีโดยไม่มีพื้นฐานทางโบราณคดี […]

วันที่ท้องฟ้ามืดมิด

เรื่องและภาพถ่าย  เอกรัตน์ ปัญญะธารา “Black Day” เป็นโปรเจ็กต์ถ่ายภาพที่ใช้เวลาตลอดหนึ่งปีของเอกรัตน์ ปัญญะธารา บรรณาธิการภาพและช่างภาพประจำนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย นับตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559  อันเป็นวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร “เป็นช่วงเวลาที่ความเงียบกลับมีเสียงดังก้อง เป็นช่วงเวลาที่คนไทยทั้งประเทศรู้สึกร่วมกันต่อเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ผมจึงเลือกเล่าเรื่องด้วยการบันทึกอารมณ์แทนการบันทึกเหตุการณ์อย่างตรงไปตรงมา ถือเป็นบันทึกหนึ่งของตัวเองและเป็นบันทึกหนึ่งของเหตุการณ์ซึ่งยาวนานตลอดหนึ่งปีเต็มของการไว้ทุกข์” เอกรัตน์กล่าว “สิ่งที่ยากที่สุดคือการถ่ายสิ่งที่มองไม่เห็นเพราะเป็นอารมณ์  เป็นการถ่ายภาพที่ใช้จินตนาการมากกว่าถ่ายสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า หรือการถ่ายสัญลักษณ์ที่นำไปสู่ความรู้สึกนี้ เป็นสิ่งที่ยากมากและไม่เคยทำมาก่อน” ที่ผ่านมา การถ่ายภาพเพื่อตีพิมพ์ลงใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ใช้วิธีบอกเล่าเรื่องราวที่ร้อยเรียงจากภาพถ่ายชุดหนึ่ง แต่สำหรับ “Black Day” เอกรัตน์ไม่กำหนดกฎเกณฑ์การถ่ายภาพของเขา “แต่มีเกณฑ์ในการเลือกภาพว่า ดูแล้วเกิดความเชื่อมโยงถึงความรู้สึกนั้นไหม ผมถ่ายภาพไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้เรื่องที่ดี ทุกขั้นตอนเป็นการทดลอง ตั้งแต่การลงพื้นที่เพื่อถ่ายภาพให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเราเองก็ไม่รู้ว่า ภาพไหนจะใช่หรือไม่ใช่โดยกำหนดโทนสีของภาพให้เป็นโทนสีที่ใกล้เคียงกับอารมณ์ของคนไทยในวันที่ได้ยินข่าวสวรรคตของในหลวง รัชกาลที่ 9”   อ่านเพิ่มเติม : ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙, ประพาสต้นบนดอย สี่ทศวรรษโครงการหลวง