9 มัมมี่ที่ไม่ธรรมดา - National Geographic Thailand

9 มัมมี่ที่ไม่ธรรมดา

9 มัมมี่ที่ไม่ธรรมดา

เมื่อพูดถึง มัมมี่ ใครหลายคนจะนึกถึงอารยธรรมอียิปต์ก่อนเป็นอันดับหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้วมัมมี่เป็นวัฒนธรรมที่สามารถพบเห็นได้ในหลายอารยธรรมทั่วโลก เช่นในยุโรป มีมัมมี่ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในสภาพที่ลุ่มชื้นแฉะที่ช่วยรักษาร่างเอาไว้ ในเปรูเองก็มีมัมมี่ที่เกิดขึ้นจากพิธีบูชายัญเทพเจ้า

และเหล่านี้คือตัวอย่างของมัมมี่จากหลากหลายอารยธรรมทั่วโลก มัมมี่ช่วยพาเราย้อนเวลาไปยังยุคสมัยในอดีต ในขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของมนุษย์ในหลายยุคหลายสมัยที่ต้องการมีตัวตนตลอดกาล แม้พวกเขาจะไม่ได้มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้แล้วก็ตาม

เรื่อง คริสติน โรเม่

มัมมี่
ผู้มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ในกรุงไคโร ของอียิปต์ มองไปยังมัมมี่ของฟาโรห์รามเสสที่ 2 พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ปกครองอาณาจักรอียิปต์ในช่วงปี 1279 – 1213 ก่อนคริสตกาล และถือเป็นหนึ่งในผู้ปกครองที่มีอำนาจมากที่สุดในอาณาจักรอียิปต์
ภาพถ่ายโดย KENNETH GARRETT
มัมมี่
มัมมี่จระเข้อายุหลายพันปีจากอียิปต์ ชาวอียิปต์โบราณมีความเชื่อกันว่าการทำมัมมี่สัตว์จะช่วยให้พวกมันได้ไปอาศัยอยู่กับเทพเจ้าในโลกหน้า
ภาพถ่ายโดย KENNETH GARRETT
มัมมี่
โครงกระดูกของ Jeremy Bentham ถูกบุด้วยหญ้าแห้ง ศีรษะห่อด้วยขี้ผึ้ง และสวมใส่เสื้อผ้าเช่นเดียวกับเมื่อยังมีชีวิตอยู่ ร่างดังกล่าวตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยลอนดอน นักปราชญ์ชาวอังกฤษผู้นี้เสียชีวิตเมื่อปี 1832 ร่างของเขาถูกเก็บรักษาเอาไว้อย่างดีตามคำร้องขอ
ภาพถ่ายโดย BRUCE DALE
มัมมี่
นักโบราณคดีเคลื่อนย้ายวัตถุโบราณที่ใช้บรรจุร่างมัมมี่ของชาวอินคาออกมา ภายในถ้ำมีมัมมี่มากถึง 1,000 ร่าง ย้อนอายุไปได้ราว 500 ปีก่อน มัมมี่หลายร่างสวมใส่เสื้อผ้าและเครื่องประดับศีรษะอย่างดี
ภาพถ่ายโดย IRA BLOCK
มัมมี่
ชิ้นส่วนขาข้างนี้ถูกพบในปี 1944 โดยเป็นส่วนหนึ่งของมัมมี่จากพรุ ซึ่งถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีจากสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ
ภาพถ่ายโดย ROBERT CLARK
มัมมี่
มัมมี่กาเซลล์จากอียิปต์ สัตว์ตัวนี้ถูกเปลี่ยนเป็นมัมมี่ด้วยกระบวนการที่พิถีพิถันและประณีตจึงเชื่อกันว่าน่าจะเป็นสัตว์ของสมาชิกราชวงศ์อียิปต์ จากการตรวจวัดอายุมัมมี่กาเซลล์เหล่านี้มีอายุ 945 ปีก่อนคริสตกาล
ภาพถ่ายโดย RICHARD BARNES
มัมมี่
ร่างของมัมมี่ที่พบในกรุงลิมา ของเปรู ร่างของผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กจะถูกห่อหุ้มด้วยสิ่งทอจากนั้นความแห้งแล้งและหนาวเย็นของอากาศจะแปรเปลี่ยนสภาพของศพให้กลายเป็นมัมมี่อย่างช้าๆ
ภาพถ่ายโดย IRA BLOCK
มัมมี่
มัมมี่ Rosalia Lombardo เด็กหญิงวัย 2 ขวบ จากเมืองปาแลร์โมในอิตาลี หนูน้อยเสียชีวิตจากโรคปอดบวมในปี 1920 แต่สภาพร่างกายถูกเก็บรักษาไว้อย่างสมบูรณ์
ภาพถ่ายโดย VINCENT J. MUSI
มัมมี่
ฟาโรห์ฮัตเชปซุต กษัตริย์ผู้ปกครองอียิปต์ในปี 1479 – 1458 ก่อนคริสตกาล หนึ่งในฟาโรห์หญิงแห่งอาณาจักรอียิปต์ หลุมศพของพระองค์ถูกสำรวจในปี 1903 ส่วนมัมมี่ถูกพบในปี 2006
ภาพถ่ายโดย KENNETH

 

อ่านเพิ่มเติม

ไขข้อเท็จจริงมัมมี่เอเลี่ยนจิ๋วจากชิลี

เรื่องแนะนำ

เปิดหนังสือต้องห้ามและความเข้าใจผิดที่ฮิตเลอร์มีต่อ “อารยัน”

“Mein Kampf” คือหนังสือที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เขียนขึ้นระหว่างถูกคุมขังในคุก ภายในเล่าถึงประวัติตนเอง พร้อมแนวคิดและทฤษฎีทางการเมืองของลัทธินาซีที่ยกยอความประเสริฐของชาวเยอรมัน ในขณะเดียวกันก็ถ่ายทอดความเกลียดชังที่มีต่อชาวยิว

พบฟรุตเค้กอายุ 100 ปี ในแอนตาร์กติกา ยังรับประทานได้

เรื่องโดย คริสตินา เดล อมอร์ ฟรุตเค้กของอังกฤษการันตีแล้วว่าดีจริง เพราะล่าสุดทีมนักสำรวจค้นพบฟรุตเค้กที่ยังคงสภาพดีอยู่ ท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวเย็นที่สุด ในสถานที่ขึ้นชื่อว่ามีสภาพอากาศสุดขั้วและแห้งแล้งที่สุดในโลก องค์กรอนุรักษ์มรดกโลกแอนตาร์กติกา จากนิวซีแลนด์ เป็นผู้ค้นพบฟรุตเค้กอายุ 100 ปีดังกล่าว ภายในกระท่อมหลังเก่าบน Cape Adare ในทวีปแอนตาร์กติกา ฟรุตเค้กถูกห่ออยู่ในกระดาษและบรรจุอยู่ในกระป๋อง รายงานจากทีมนักสำรวจที่ค้นพบระบุว่าฟรุตเค้ก “อยู่ในสภาพเยี่ยม” ทั้งหน้าตาและกลิ่นของมันที่บ่งชี้ว่ายังสามารถรับประทานได้ ทีมนักสำรวจชาวอังกฤษของ โรเบิร์ท ฟัลคอน สก็อต เป็นผู้ซื้อฟรุตเค้กชิ้นนี้และนำติดตัวมาด้วยยังแอนตาร์กติกาในระหว่างการเดินทางสำรวจ Terra Nova ในช่วงปี 1910 – 1913 ฟรุตเค้กถูกผลิตโดยบริษัท Huntley & Palmers บริษัทบิสกิตของอังกฤษ ทีมนักสำรวจในอดีตได้เข้าพักยังกระท่อมดังกล่าว ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยชาวนอร์เวย์ เมื่อปี 1899 ก่อนที่พวกเขาจะออกไปสำรวจและไม่มีโอกาสได้กลับมาอีกเลย จนกระทั่งปี 2016 องค์กรอนุรักษ์มรดกโลกแอนตาร์กติกาค้นพบกระท่อมนี้เข้าและทยอยนำสิ่งของภายในกระท่อมออกมา “ในช่วงเวลานั้นฟรุตเค้กเป็นที่นิยมอย่างมากในสังคมอังกฤษ และยังคงความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน” ลิซซี่ มีค ผู้จัดการฝ่ายอนุรักษ์กล่าว ผ่านอีเมล์ “การใช้ชีวิตและทำงานในแอนตาร์กติกาจำเป็นต้องได้รับอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง ซึ่งฟรุตเค้กตอบโจทย์และจะดียิ่งขึ้นไปอีกถ้าได้ทานพร้อมชาสักถ้วย” สก็อตและนักสำรวจอีก 4 […]

๘๙ พรรษา มหาราชในดวงใจ : เสด็จฯเยี่ยมพสกนิกรทั่วหล้า

รอบนักษัตรที่ ๓ (พ.ศ. ๒๔๙๔ – ๒๕๐๖) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯเยี่ยมราษฎรในชนบทเป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ที่บ้านปากทวาร ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จากนั้นได้เสด็จฯเยี่ยมราษฎรทุกภูมิภาคของประเทศมิได้ว่างเว้น จนกล่าวได้ว่า ไม่มีที่แห่งใดบนผืนแผ่นดินไทยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯไปไม่ถึง การที่ราษฎรได้เฝ้าฯรับเสด็จอย่างใกล้ชิด ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับรู้ถึงปัญหาและความทุกข์ยากต่าง ๆ ของพสกนิกรโดยตรง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานโครงการด้านการแพทย์และการเกษตรหลายโครงการเช่น จัดตั้งกองทุนโปลิโอสงเคราะห์ และจัดตั้งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่พระราชทานหน่วยแรกในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นต้น โครงการพัฒนาทางการเกษตรและชลประทานต่าง ๆ รวมทั้งโครงการปลูกหญ้าแฝกป้องกันการกัดเซาะหน้าดิน และโครงการปรับปรุงดินที่เรียกว่า โครงการแกล้งดิน ในเรื่องน้ำนั้น มีพระราชดำริเรื่องโครงการฝนเทียมเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ โดยทรงมอบหมายให้ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล เป็นผู้ดำเนินการจนกลายมาเป็นโครงการฝนหลวงพระราชทานในทุกวันนี้ ปีเดียวกันนี้ มีพระราชดำริเรื่องฝายชะลอความชุ่มชื้นของดิน และในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้เสด็จฯไปทรงประกอบพิธีเปิดเขื่อนเจ้าพระยาที่จังหวัดชัยนาท เป็นต้น ในด้านการศึกษานั้น ทรงริเริ่มให้มีโรงเรียนในชนบทขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ทรงจัดตั้งโรงเรียนจิตรลดาขึ้นในเขตพระราชฐาน และทรงตั้งทุนอานันทมหิดลขึ้นเพื่อให้นักศึกษาไทยมีโอกาสไปศึกษาต่อในต่างประเทศ เป็นการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของชาติ เป็นต้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภกของทุกศาสนาในราชอาณาจักรไทย เสด็จออกผนวชตามประเพณีของชาวพุทธ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๙ ประทับจำพรรษาที่วัดบวรนิเวศวิหารเป็นเวลา ๑๕ วัน ระหว่างนั้น มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในเวลาต่อมาจึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นอกจากพระราชกรณียกิจในการเสด็จฯเยี่ยมราษฎรทั่วประเทศแล้ว ช่วงเวลาระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๒–๒๕๑๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงปฏิบัติพระราชภารกิจในฐานะพระประมุขของประเทศด้วยการเสด็จฯเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการถึง ๒๘ ประเทศ ซึ่งไม่เพียงเป็นการเผยแพร่พระเกียรติคุณและเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับมิตรประเทศ หากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงได้รับการยกย่องในพระอัจฉริยภาพด้านต่าง ๆ นับเป็นการสร้างชื่อเสียงและนำคุณประโยชน์มาสู่ประเทศไทยเป็นอย่างมาก   อ่านเพิ่มเติม : ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ยุวกษัตริย์, ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ปวงประชามหาปีติ