ค้นพบดีเอ็นเอของชนพื้นเมืองอเมริกันที่ไม่เคยถูกพบมาก่อน - National Geographic Thailand

ค้นพบดีเอ็นเอของชนพื้นเมืองอเมริกันที่ไม่เคยถูกพบมาก่อน

ค้นพบดีเอ็นเอของชนพื้นเมืองอเมริกันที่ไม่เคยถูกพบมาก่อน

ทารกเพศหญิงที่เคยมีชีวิตอยู่บนโลกเมื่อราว 11,500 ปีก่อน ในตอนกลางของรัฐอลาสกา ที่ซึ่งสภาพอากาศรุนแรงอย่างสุดขั้ว มีอายุเพียงแค่ 6 สัปดาห์เท่านั้นก่อนที่จะเสียชีวิตลง แต่ชีวิตสั้นๆ ของเธอได้เผยข้อมูลสำคัญอันน่าอัศจรรย์แก่นักสำรวจ

จีโนมของเธอเป็นข้อมูลทางพันธุกรรมที่เก่าแก่ที่สุดสำหรับมนุษย์ยุคใหม่ แต่เท่านั้นยังไม่พอ ข้อมูลทางพันธุกรรมของเธอยังเปิดเผยถึงการดำรงอยู่ของกลุ่มประชากรที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน ซึ่งเชื่อมโยงกับชนพื้นเมืองในทวีปอเมริกาปัจจุบัน

ข้อมูลใหม่นี้ช่วยร่างรายละเอียดให้เห็นภาพว่าบรรพบรุษของ ชนพื้นเมืองอเมริกัน กระจายเป็นกลุ่มชนที่หลากหลายได้อย่างไร, เมื่อไหร่ และที่ใด ตลอดจนพวกเขาอพยพไปยังหลากหลายสถานที่ทั่วโลกใหม่ได้อย่างไร

ดีเอ็นเอของเด็กทารกคนดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเธอเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มประชากรที่แยกสายออกมาเมื่อสิ้นสุดยุคไพลสโตซีน Ben Potter นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัย Alaska Fairbanks ผู้ค้นพบซากดังกล่าวในพื้นที่โบราณคดี Upward River Sun บริเวณแม่น้ำแทนะนอในปี 2013 ตั้งชื่อกลุ่มประชากรกลุ่มใหม่นี้ว่า “Ancient Beringians” (Beringia คือดินแดนที่เปรียบได้กับสะพานเชื่อมระหว่างทวีปเอเชียและอเมริกาเหนือ ก่อนที่จะจมหายไปพร้อมกับการสิ้นสุดยุคน้ำแข็งเมื่อ 12,000 ปีก่อน)

โครงกระดูกของเด็กทารกเพศหญิงผู้นี้ถูกตั้งชื่อว่า Xach’itee’aanenh T’eede Gaay  หรือเด็กหญิงแห่งดวงอาทิตย์ขึ้น ตามภาษา Athabascan ซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่น การค้นพบเริ่มต้นขึ้นในปี 2006 พื้นที่นี้สามารถเข้าถึงได้เฉพาะเฮลิคอปเตอร์เท่านั้น แคมป์โบราณถูกฝังอยู่ใต้ทรายและตะกอนลึกกว่าหนึ่งฟุต ด้วยสภาพแวดล้อมที่เป็นกรดส่งผลให้สารประกอบอินทรีย์หลงเหลืออยู่น้อยมาก Potter ได้ขุดเอาซากศพที่ถูกเผาไปแล้วของเด็กวัยสามขวบขึ้นมาจากหลุมฝังศพในแคมป์ นั่นทำให้เขาได้พบกับโครงกระดูกของเด็กทารกเพศหญิงวัยเพียง 6 สัปดาห์ถูกฝังอยู่ รวมไปถึงโครงกระดูกของเด็กทารกคนที่สองที่น่าจะมีอายุน้อยกว่า

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุกรรมจากเดนมาร์ก ในจำนวนนี้รวมถึง Eske Willerslev นักพันธุศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน พวกเขาเปรียบเทียบลำดับจีโนมของเด็กๆ ที่ถูกค้นพบกับจีโนมของประชากรจากยุคโบราณจำนวน 167 ตัวอย่างจากทั่วโลก ผลการวิจัยถูกเผยแพร่ลงในวารสาร Nature

“เราไม่ทราบเลยว่าประชากรกลุ่มนี้เคยดำรงชีวิตอยู่” Potter กล่าว “ณ ตอนนี้เรารู้แล้วว่าพวกเขาอาศัยอยู่ยังบริเวณนี้มานานหลายพันปี และเป็นการอยู่อาศัยที่ประสบความสำเร็จดีด้วย พวกเขาทำได้อย่างไร? อะไรคือจุดเปลี่ยน? ขณะนี้เรามีตัวอย่างจากพันธุกรรมของผู้คนสองกลุ่มที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับภูมิอากาศรุนแรงได้”

ชนพื้นเมืองอเมริกัน
แผนภาพแสดงความเป็นมาของกลุ่มประชากรชนพื้นเมืองอเมริกัน

ผลการวิเคราะห์ทางพันธุกรรมแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของกลุ่มประชากรกลุ่มนี้กับบรรพบรุษชนพื้นเมืองอเมริกันที่เดินทางมาจากภูมิภาคทางตะวันออกของเอเชียเมื่อราว 36,000 – 25,000 ปีก่อน โดยใช้ดินแดน Beringia เป็นสะพานเชื่อม นั่นหมายความว่าทั้งในเอเชียตะวันออกหรือในดินแดน Beringia เอง กลุ่มประชากรกลุ่มนี้แยกตัวออกมาอย่างโดดเดี่ยวออกจากผู้คนที่อพยพมาจากเอเชียตะวันออกเมื่อราว 10,000 ปีก่อน ซึ่งเป็นระยะเวลานานพอที่พวกเขาจะสร้างสายพันธุ์อันเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง

จีโนมของเด็กทารกเพศหญิงยังแสดงให้เห็นว่าพันธุกรรมของชาว Beringians แยกสายวิวัฒนาการจีโนมให้แตกต่างอย่างชัดเจนกับชนพื้นเมืองอเมริกันอื่นๆ เมื่อราว 20,000 ปีก่อน แต่เนื่องจากเรื่องราวของมนุษย์ในทวีปอเมริกาเหนือเมื่อราว 14,600 ปีก่อนยังไม่มีหลักฐานยืนยัน ดังนั้นการที่สองกลุ่มประชากรจะแยกสายออกไปจนพัฒนาจีโนมขึ้นมาเฉพาะตัว ยังคงเป็นเรื่องที่ไม่ชัดเจน

ผลการศึกษาใหม่ชี้ถึงความเป็นไปได้สองประการว่าการแยกสายของพวกเขาเกิดขึ้นได้อย่างไร

ความเป็นไปได้แรก ทั้งสองกลุ่มประชากรน่าจะแยกตัวออกจากกันตั้งแต่ตอนที่ยังอาศัยอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก จากนั้นทั้งสองกลุ่มก็ข้ามดินแดนที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างสองทวีป โดยอาจจะคนละช่วงเวลาหรือใช้คนละเส้นทาง

ความเป็นไปได้ที่สอง กลุ่มประชากรหนึ่งอพยพออกจากทวีปเอเชีย จากนั้นเกิดการแยกสายออกเป็นกลุ่ม Beringians และบรรพบรุษของชนพื้นเมืองอเมริกัน ในดินแดน Beringia ในขณะที่กลุ่ม Beringians ยังคงปักหลักอาศัยอยู่ในพื้นที่ของอลาสกาต่อไป ส่วนบรรพบรุษของชนพื้นเมืองอเมริกันเลือกที่จะอพยพลงใต้มาเรื่อยๆ ตั้งแต่ 15,700 ปีก่อน

“มันไม่เหมือนกับการแตกกิ่งก้านสาขาของต้นไม้นะครับ เหมือนการแยกจากกันของแม่น้ำมากกว่า” Miguel Vilar นักวิทยาศาสตร์จากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก กล่าว “เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว เราคิดว่าประชากรในทวีปอเมริกาดูเหมือนว่าจะเป็นตัวอย่างที่เรียบง่าย แต่ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่าพวกเขามีความซับซ้อนมากกว่านั้น”

ภาพวาดจาดจินตนาการแสดงวิถีชีวิตของผู้คนยุคโบราณในพื้นที่โบราณคดี Upward Sun River ของรัฐอลาสกา

John Hoffecker ผู้ศึกษานิเวศวิทยาบรรพกาลของดินแดน Beringia จากมหาวิทยาลัยโคโลราโด โบลเดอร์ กล่าวว่า ยังคงมีประเด็นให้ถกเถียงอีกมากเกี่ยวกับที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่บรรพบรุษของเราแยกตัวออกจากกัน แต่ผลการศึกษาใหม่ช่วยเติมเต็มในหลายประเด็นที่เราคิดกันตลอดทศวรรษที่ผ่านมา

“เราคิดว่าในกลุ่มประชากรชนพื้นเมืองอเมริกันนั้นมีความหลากหลายค่อนข้างมาก มากกว่าที่ปรากฏในปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานอื่นๆ มากมาย” Hoffecker กล่าว

“การได้รับทราบเรื่องราวของกลุ่มประชากร Beringians ช่วยให้ข้อมูลเราว่ากระบวนการอพยพย้ายถิ่นฐานของมนุษย์นั้นซับซ้อนและบรรพบรุษของเรามีความสามารถในการปรับตัวมากแค่ไหน” Potter กล่าวเสริม “ทั้งยังกระตุ้นให้นักวิทยาศาสตร์ตั้งคำถามที่ดีกว่าเดิม ตลอดจนหวาดหวั่นต่อความสามารถของสายพันธุ์เราเองที่สามารถขยายเผ่าพันธุ์ต่อไปได้อย่างประสบความสำเร็จแม้จะอาศัยอยู่ในสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงสุดขั้วก็ตาม”

เรื่อง Michelle Z. Donahue

 

อ่านเพิ่มเติม

พบเงื่อนงำคร่าชีวิตชาวแอซเท็ก

เรื่องแนะนำ

ถอดรหัสม้วนหนังสือเดดซี

ถอดรหัสม้วนหนังสือเดดซี นักโบราณคดีเข้าใกล้ไปอีกก้าวในการไขปริศนาอันลึกลับของ ม้วนหนังสือเดดซี ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยไฮฟาในอิสราเอลฟื้นฟูและถอดรหัสหนึ่งในม้วนหนังสือเดดซีที่ยังไม่ถูกแปล ม้วนกระดาษโบราณทั้งหมดประกอบไปด้วยม้วนกระดาษจำนวน 900 ชิ้นจากชาวยิวโบราณ ซึ่งถูกค้นพบเมื่อ 70 ปีก่อน   ปฏิทินโบราณ Eshbal Ratson และ Jonathan Ben-Dov นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยใช้เวลาหมดไปหนึ่งปีกับการรวบรวมชิ้นส่วนกระดาษจำนวน 60 ชิ้นเข้าด้วยกัน เพื่อถอดรหัสข้อความภายใน การค้นพบนี้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้เขียนและปฏิทินแบบโบราณที่เขาใช้ ซึ่งมีจำนวน 364 วัน “ตัวเลขเหล่านี้สามารถแบ่งออกได้เป็นสี่และเจ็ด ดังนั้นแล้ววันในโอกาสสำคัญจึงมักเกิดขึ้นในวันเดิมๆ” Ratson และ Ben-Dov กล่าวระหว่างการแถลงข่าว “ปฏิทินของชาวกุมรันไม่เคยเปลี่ยนแปลง” ภายในม้วนหนังสือปรากฏชื่อของเทศกาลเฉลิมฉลองในแต่ละฤดูกาลตามภาษาฮีบรู แต่เดิมเทศกาลเหล่านี้เป็นที่รู้จักจากตำราอื่นๆ แต่ยังไม่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ นอกจากนั้นเนื้อหาภายในยังให้รายละเอียดของเทศกาลสำคัญทางศาสนาอีกสองเหตุการณ์ นั่นคือพิธีเฉลิมฉลองไวน์และน้ำมัน ซึ่งอยู่ราวๆ 100 หรือ 150 วัน หลังวันสะบาโต วันสำคัญในศาสนายูดาห์ เนื้อหาในม้วนหนังสือยังให้ข้อมูลของผู้เขียนอีกด้วย ผู้เขียนอาศัยอยู่บนผืนทะเลทรายบนภูมิภาคนี้เมื่อราวๆ 2 ศตวรรษก่อนคริสตกาลถึงคริสต์ศักราชที่ 2 แต่รายละเอียดของวันเฉลิมฉลองกลับถูกเขียนแทรกไว้ตามส่วนต่างๆ ของบรรทัด ทำให้นักโบราณคดีตั้งข้อสังเกตว่าส่วนนี้อาจถูกเขียนเพิ่มขึ้นมาโดยนักเขียนอีกคน (อยากรู้ไหม ศาสนาใดมีวันหยุดมากที่สุดในโลก)   […]

แผนที่เก่าของเฮอร์ริเคน โดยเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

แผนที่เก่าของเฮอร์ริเคน โดยเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เรื่องราวการเขียนแผนที่ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เริ่มต้นจากพายุ มันคือพายุที่มีชื่อว่า “the Great White Hurricane” ที่ส่งผลกระทบให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่งแอตแลนติกต้องปราศจากไฟฟ้าใช้ไป 4 วันเต็ม ในฤดูใบไม้ผลิ ของปี 1888 และในปีนั้นเองที่นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกเผยแพร่ภาพ แผนที่เก่าการเดินทางของพายุตั้งแต่มหานครนิวยอร์ก ไปยังเบอร์มิวดา ก่อนที่จะขึ้นเหนือไปยังแคนาดา จัดทำโดย Edward Everett Hayden นักอุตุนิยมวิทยา ทั้งยังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก สองปีต่อมา Hayden เขียนนิตยสาร “The Law of Storms” บอกเล่าเรื่องราววิทยาศาสตร์ของพายุ และแนวทางการเดินเรือที่ปลอดภัยให้แก่บรรดาลูกเรือในมหาสมุทร แผนที่พายุแรกของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกถูกรวมอยู่ในเส้นทางของพายุที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ตลอดสองปีที่ผ่านมาด้วย เส้นสายโค้งเข้าสู่จุดศูนย์กลางดูเผินๆ ช่างคล้ายกับรอยนิ้วมือ ทว่าทุกเส้นถูกเขียนด้วยความตั้งใจและมาจากประสบการณ์สังเกตพายุนานหลายปี ต่อมาการทำแผนที่พายุได้ให้ข้อมูลที่ซับซ้อนและน่าเชื่อถือมากขึ้น เมื่อเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมมีส่วนเข้ามาช่วยในเรื่องนี้ ทุกวันนี้นักอุตุนิยมวิทยาใช้ข้อมูลจากดาวเทียมในการพยากรณ์อากาศ และคำนวณเส้นทางการเคลื่อนตัวของพายุ ข้อมูลเหล่านี้อัพเดทได้ในรายชั่วโมง ในขณะที่แผนที่เหล่านี้กลายเป็นประวัติศาสตร์เก่าไป มาชมลวดลายของพายุเฮอร์ริเคนในสมัยที่ยังคงถูกเขียนด้วยมือจากคลังภาพเก่าของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกกัน เรื่อง Nina Strochlic […]

บันทึกอายุ 2,000 ปี บ่งชี้ถึงจำนวนลิงจมูกเชิดสีทองในอดีต

บันทึกทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นจำนวนประชากรของลิงจมูกเชิดสีทองที่มากมายในอดีต แต่ปัจจุบันพวกมันมีสถานะใกล้สูญพันธุ์

เกาะติดการขุดค้นและเปิดหลุมฝังศพแห่งใหม่ในอียิปต์

โดย คริสตินา นูเนซ รูปสลักผุพังของช่างทองและภรรยา ยืนทักทายผู้มาเยือนที่เพิ่งมีโอกาสมองเข้าไปในหลุมฝังศพอายุ 3,500 ปีใกล้เมืองลักซอร์ในอียิปต์ หลุมฝังศพซึ่งค้นพบที่สุสาน Dra Abul Naga บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์แห่งนี้ ภายในบรรจุรูปสลัก มัมมี่เครื่องปั้นดินเผา และศิลปวัตถุอื่นๆ ตามการเปิดเผยของกระทรวงโบราณคดีของอียิปต์เมื่อเร็วๆนี้ รูปสลักรูปหนึ่งเป็นรูปช่างทองชื่อ Amenemhat นั่งอยู่ข้างภรรยา โดยมีลูกชายคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหลัง นักโบราณคดีชี้ว่า ครอบครัวนี้มีชีวิตอยู่ในสมัยราชวงศ์ที่ 18 ของอียิปต์ ในบริเวณใกล้เคียง นักโบราณคดีพบคูหาฝังศพอีกสองห้อง ห้องหนึ่งมีมัมมี่อยู่จำนวนหนึ่ง โลงศพศิลา และหน้ากากที่ใช้ในพิธีฝังศพทำจากไม้แกะสลัก พร้อมกับรูปสลักอื่นๆ ของสองสามีภรรยา คูหาฝังศพอีกห้องมีโลงศพศิลาจากยุคราชวงศ์ที่ 21 และ 22 Khaled El-Enany รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโบราณคดีของอียิปต์ ให้สัมภาษณ์ว่า แม้หลุมศพจะอยู่ในสภาพไม่ดีนัก ทว่าสิ่งที่อยู่ภายในอาจให้เบาะแสที่นำไปสู่การค้นพบอื่นๆ เป็นต้นว่า ภายในหลุมศพ นักโบราณคดีพบโคนหรือกรวย 50 ชิ้นที่ใช้ในพิธีฝังศพ  ลักษณะคล้ายเครื่องปั้นดินเผาประทับลาย ในจำนวนนี้ 40 ชิ้นให้หลักฐานของหลุมฝังศพอื่นๆ ที่เป็นของข้าราชการในยุคนั้นอีก 4 ราย การสำรวจที่นำไปสู่การขุดค้นหลุมศพแห่งนี้ยังเผยให้เห็นปล่องที่นำไปสู่หลุมฝังศพอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียง […]

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.