ค้นพบดีเอ็นเอของชนพื้นเมืองอเมริกันที่ไม่เคยถูกพบมาก่อน - National Geographic Thailand

ค้นพบดีเอ็นเอของชนพื้นเมืองอเมริกันที่ไม่เคยถูกพบมาก่อน

ค้นพบดีเอ็นเอของชนพื้นเมืองอเมริกันที่ไม่เคยถูกพบมาก่อน

ทารกเพศหญิงที่เคยมีชีวิตอยู่บนโลกเมื่อราว 11,500 ปีก่อน ในตอนกลางของรัฐอลาสกา ที่ซึ่งสภาพอากาศรุนแรงอย่างสุดขั้ว มีอายุเพียงแค่ 6 สัปดาห์เท่านั้นก่อนที่จะเสียชีวิตลง แต่ชีวิตสั้นๆ ของเธอได้เผยข้อมูลสำคัญอันน่าอัศจรรย์แก่นักสำรวจ

จีโนมของเธอเป็นข้อมูลทางพันธุกรรมที่เก่าแก่ที่สุดสำหรับมนุษย์ยุคใหม่ แต่เท่านั้นยังไม่พอ ข้อมูลทางพันธุกรรมของเธอยังเปิดเผยถึงการดำรงอยู่ของกลุ่มประชากรที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน ซึ่งเชื่อมโยงกับชนพื้นเมืองในทวีปอเมริกาปัจจุบัน

ข้อมูลใหม่นี้ช่วยร่างรายละเอียดให้เห็นภาพว่าบรรพบรุษของ ชนพื้นเมืองอเมริกัน กระจายเป็นกลุ่มชนที่หลากหลายได้อย่างไร, เมื่อไหร่ และที่ใด ตลอดจนพวกเขาอพยพไปยังหลากหลายสถานที่ทั่วโลกใหม่ได้อย่างไร

ดีเอ็นเอของเด็กทารกคนดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเธอเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มประชากรที่แยกสายออกมาเมื่อสิ้นสุดยุคไพลสโตซีน Ben Potter นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัย Alaska Fairbanks ผู้ค้นพบซากดังกล่าวในพื้นที่โบราณคดี Upward River Sun บริเวณแม่น้ำแทนะนอในปี 2013 ตั้งชื่อกลุ่มประชากรกลุ่มใหม่นี้ว่า “Ancient Beringians” (Beringia คือดินแดนที่เปรียบได้กับสะพานเชื่อมระหว่างทวีปเอเชียและอเมริกาเหนือ ก่อนที่จะจมหายไปพร้อมกับการสิ้นสุดยุคน้ำแข็งเมื่อ 12,000 ปีก่อน)

โครงกระดูกของเด็กทารกเพศหญิงผู้นี้ถูกตั้งชื่อว่า Xach’itee’aanenh T’eede Gaay  หรือเด็กหญิงแห่งดวงอาทิตย์ขึ้น ตามภาษา Athabascan ซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่น การค้นพบเริ่มต้นขึ้นในปี 2006 พื้นที่นี้สามารถเข้าถึงได้เฉพาะเฮลิคอปเตอร์เท่านั้น แคมป์โบราณถูกฝังอยู่ใต้ทรายและตะกอนลึกกว่าหนึ่งฟุต ด้วยสภาพแวดล้อมที่เป็นกรดส่งผลให้สารประกอบอินทรีย์หลงเหลืออยู่น้อยมาก Potter ได้ขุดเอาซากศพที่ถูกเผาไปแล้วของเด็กวัยสามขวบขึ้นมาจากหลุมฝังศพในแคมป์ นั่นทำให้เขาได้พบกับโครงกระดูกของเด็กทารกเพศหญิงวัยเพียง 6 สัปดาห์ถูกฝังอยู่ รวมไปถึงโครงกระดูกของเด็กทารกคนที่สองที่น่าจะมีอายุน้อยกว่า

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุกรรมจากเดนมาร์ก ในจำนวนนี้รวมถึง Eske Willerslev นักพันธุศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน พวกเขาเปรียบเทียบลำดับจีโนมของเด็กๆ ที่ถูกค้นพบกับจีโนมของประชากรจากยุคโบราณจำนวน 167 ตัวอย่างจากทั่วโลก ผลการวิจัยถูกเผยแพร่ลงในวารสาร Nature

“เราไม่ทราบเลยว่าประชากรกลุ่มนี้เคยดำรงชีวิตอยู่” Potter กล่าว “ณ ตอนนี้เรารู้แล้วว่าพวกเขาอาศัยอยู่ยังบริเวณนี้มานานหลายพันปี และเป็นการอยู่อาศัยที่ประสบความสำเร็จดีด้วย พวกเขาทำได้อย่างไร? อะไรคือจุดเปลี่ยน? ขณะนี้เรามีตัวอย่างจากพันธุกรรมของผู้คนสองกลุ่มที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับภูมิอากาศรุนแรงได้”

ชนพื้นเมืองอเมริกัน
แผนภาพแสดงความเป็นมาของกลุ่มประชากรชนพื้นเมืองอเมริกัน

ผลการวิเคราะห์ทางพันธุกรรมแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของกลุ่มประชากรกลุ่มนี้กับบรรพบรุษชนพื้นเมืองอเมริกันที่เดินทางมาจากภูมิภาคทางตะวันออกของเอเชียเมื่อราว 36,000 – 25,000 ปีก่อน โดยใช้ดินแดน Beringia เป็นสะพานเชื่อม นั่นหมายความว่าทั้งในเอเชียตะวันออกหรือในดินแดน Beringia เอง กลุ่มประชากรกลุ่มนี้แยกตัวออกมาอย่างโดดเดี่ยวออกจากผู้คนที่อพยพมาจากเอเชียตะวันออกเมื่อราว 10,000 ปีก่อน ซึ่งเป็นระยะเวลานานพอที่พวกเขาจะสร้างสายพันธุ์อันเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง

จีโนมของเด็กทารกเพศหญิงยังแสดงให้เห็นว่าพันธุกรรมของชาว Beringians แยกสายวิวัฒนาการจีโนมให้แตกต่างอย่างชัดเจนกับชนพื้นเมืองอเมริกันอื่นๆ เมื่อราว 20,000 ปีก่อน แต่เนื่องจากเรื่องราวของมนุษย์ในทวีปอเมริกาเหนือเมื่อราว 14,600 ปีก่อนยังไม่มีหลักฐานยืนยัน ดังนั้นการที่สองกลุ่มประชากรจะแยกสายออกไปจนพัฒนาจีโนมขึ้นมาเฉพาะตัว ยังคงเป็นเรื่องที่ไม่ชัดเจน

ผลการศึกษาใหม่ชี้ถึงความเป็นไปได้สองประการว่าการแยกสายของพวกเขาเกิดขึ้นได้อย่างไร

ความเป็นไปได้แรก ทั้งสองกลุ่มประชากรน่าจะแยกตัวออกจากกันตั้งแต่ตอนที่ยังอาศัยอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก จากนั้นทั้งสองกลุ่มก็ข้ามดินแดนที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างสองทวีป โดยอาจจะคนละช่วงเวลาหรือใช้คนละเส้นทาง

ความเป็นไปได้ที่สอง กลุ่มประชากรหนึ่งอพยพออกจากทวีปเอเชีย จากนั้นเกิดการแยกสายออกเป็นกลุ่ม Beringians และบรรพบรุษของชนพื้นเมืองอเมริกัน ในดินแดน Beringia ในขณะที่กลุ่ม Beringians ยังคงปักหลักอาศัยอยู่ในพื้นที่ของอลาสกาต่อไป ส่วนบรรพบรุษของชนพื้นเมืองอเมริกันเลือกที่จะอพยพลงใต้มาเรื่อยๆ ตั้งแต่ 15,700 ปีก่อน

“มันไม่เหมือนกับการแตกกิ่งก้านสาขาของต้นไม้นะครับ เหมือนการแยกจากกันของแม่น้ำมากกว่า” Miguel Vilar นักวิทยาศาสตร์จากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก กล่าว “เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว เราคิดว่าประชากรในทวีปอเมริกาดูเหมือนว่าจะเป็นตัวอย่างที่เรียบง่าย แต่ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่าพวกเขามีความซับซ้อนมากกว่านั้น”

ภาพวาดจาดจินตนาการแสดงวิถีชีวิตของผู้คนยุคโบราณในพื้นที่โบราณคดี Upward Sun River ของรัฐอลาสกา

John Hoffecker ผู้ศึกษานิเวศวิทยาบรรพกาลของดินแดน Beringia จากมหาวิทยาลัยโคโลราโด โบลเดอร์ กล่าวว่า ยังคงมีประเด็นให้ถกเถียงอีกมากเกี่ยวกับที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่บรรพบรุษของเราแยกตัวออกจากกัน แต่ผลการศึกษาใหม่ช่วยเติมเต็มในหลายประเด็นที่เราคิดกันตลอดทศวรรษที่ผ่านมา

“เราคิดว่าในกลุ่มประชากรชนพื้นเมืองอเมริกันนั้นมีความหลากหลายค่อนข้างมาก มากกว่าที่ปรากฏในปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานอื่นๆ มากมาย” Hoffecker กล่าว

“การได้รับทราบเรื่องราวของกลุ่มประชากร Beringians ช่วยให้ข้อมูลเราว่ากระบวนการอพยพย้ายถิ่นฐานของมนุษย์นั้นซับซ้อนและบรรพบรุษของเรามีความสามารถในการปรับตัวมากแค่ไหน” Potter กล่าวเสริม “ทั้งยังกระตุ้นให้นักวิทยาศาสตร์ตั้งคำถามที่ดีกว่าเดิม ตลอดจนหวาดหวั่นต่อความสามารถของสายพันธุ์เราเองที่สามารถขยายเผ่าพันธุ์ต่อไปได้อย่างประสบความสำเร็จแม้จะอาศัยอยู่ในสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงสุดขั้วก็ตาม”

เรื่อง Michelle Z. Donahue

 

อ่านเพิ่มเติม

พบเงื่อนงำคร่าชีวิตชาวแอซเท็ก

เรื่องแนะนำ

บันทึกประวัติศาสตร์และการเปลี่ยนผ่านยุคสมัยผ่านภาพถ่ายสมาชิกราชวงศ์ทั่วโลก

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ของโลก เหล่าสมาชิกราชวงศ์ผู้ปกครองหลากหลายพื้นที่ในอดีต บอกเล่าผ่านภาพถ่าย เมื่อครั้งที่เทคโนโลยีกล้องถ่ายรูปยังไม่ทันสมัยเช่นทุกวันนี้ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก รวบรวมภาพถ่ายเก่าของบรรดาสมาชิกราชวงศ์จากทั่วโลกมาให้ได้ชมกัน บางภาพเป็นภาพจากพิธีราชาภิเษก ในขณะที่บางภาพก็เป็นภาพถ่ายในชุดประจำชาติ เมื่อครั้งที่เทคโนโลยีกล้องถ่ายรูปยังไม่ทันสมัยเช่นทุกวันนี้ ขอเชิญคุณผู้อ่านย้อนเวลาไปชมภาพประวัติศาสตร์เหล่านี้พร้อมๆ กัน เรื่องHeather Brady เรียบเรียง กองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : เรียนรู้ประวัติศาสตร์และอนาคตของราชวงศ์ญี่ปุ่น

สหรัฐฯ กับการยิงนักศึกษาประท้วงต้านสงครามจนเสียชีวิต ช่วงสงครามเวียดนาม

กองกำลังรักษาดินแดนแห่งรัฐโอไฮโอรุกคืบเข้าหาผู้ประท้วง และ ยิงนักศึกษา ที่มหาวิทยาลัยเคนท์สเตทในวันที่ 4 พฤษภาคม 1970 นักศึกษา 4 คนถูกยิงเสียชีวิต และ 9 คนได้รับบาดเจ็บ ภาพถ่ายโดย AP การ ยิงนักศึกษา 4 คนเสียชีวิตโดยหน่วยติดอาวุธป้องกัน (Armed Guardsmen) ในปี 1970 คือหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา นับตั้งแต่เหตุการณ์สงครามกลางเมืองเป็นต้นมา เมื่อ 50 ปีที่แล้ว ในวันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม 1970 กองกำลังรักษาดินแดนแห่งชาติ รัฐโอไฮโอ ยิงปืนเข้าใส่บรรดานักศึกษาที่ชุมนุมต่อต้านสงครามเวียดนามในมหาวิทยาลัยเคนท์สเตท (Kent State University) ภายใน 13 วินาที นักศึกษา 4 คนเสียชีวิต และอีก 9 คนได้รับบาดเจ็บ การยิงปราบปรามในครั้งนี้ถือเป็นจุดพลิกผันสำคัญในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา เนื่องจากเป็นการมองว่าสหรัฐฯ ได้หันหลังให้กับกลุ่มคนหนุ่มสาวที่ถือว่าเป็นอนาคตของประเทศ โดย 5 วันก่อนหน้านั้น วันพฤหัสบดีที่ 30 […]

ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์

แปลและเรียบเรียง กองบรรณาธิการ ภาพถ่าย คลังภาพ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก “ผู้คนมักพูดกันว่า ราชอาณาจักรเป็นเหมือนกับพีระมิด กล่าวคือ พระราชานั้นประทับอยู่บนสุด ส่วนประชาชนอยู่ด้านล่าง แต่ในประเทศนี้ทุกอย่างกลับตรงกันข้าม [เป็นเหมือนพีระมิดกลับหัว] ด้วยเหตุนี้ บางครั้งเราจึงรู้สึกปวดแถวๆ นี้” เมื่อตรัสถึงตรงนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งปกติมีพระพักตร์เคร่งขรึมดูเป็นนักวิชาการ ทรงพระสรวล ขณะทรงชี้ที่พระศอและพระอังสา [บ่าหรือไหล่] ข้อความข้างต้นเรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานแก่นายเดนิส เกรย์ หัวหน้าสำนักข่าวเอพีประจำกรุงเทพฯและนายบาร์ต โดเวลล์ ผู้ช่วยบรรณาธิการนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ในขณะนั้น และเป็นส่วนหนึ่งของสารคดีเรื่อง “พระราชวงศ์ผู้ทรงงานของไทย” (Thailand’s Working Royalty) ตีพิมพ์ใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนตุลาคม ปี 1982 หรือพุทธศักราช 2525 ซึ่งตรงกับวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 200 ปีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมหาที่สุดมิได้ กองบรรณาธิการนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย จึงขอนำสารคดีเรื่องนี้มาตีพิมพ์อีกครั้ง ภาพถ่ายส่วนใหญ่เป็นผลงานของจอห์น เอเวอริงแฮม ช่างภาพผู้คุ้นเคยกับเมืองไทย เขาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสารคดีเรื่องนี้ว่า “ผมโชคดีที่มีโอกาสตามเสด็จนานถึงสี่เดือน เดินทางไปทั่วประเทศจากนราธิวาสถึงเชียงราย ประเทศไทยโชคดีที่มีในหลวง พระองค์ทรงสนพระทัยในคนที่ยากจนที่สุดคนที่อยู่ไกลที่สุด ในหลวงไม่เหมือนใคร มีฝรั่งหลายคนเหมือนผมที่รักพระเจ้าอยู่หัว…” ในช่วงเวลาหลายศตวรรษที่ผ่านมา บทบาทของพระมหากษัตริย์ไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า “พระราชวงศ์ในประเทศนี้ไม่เคยอยู่นิ่งเลย” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร เสด็จพระราชสมภพเมื่อปี พ.ศ. 2470 ณ เมืองเคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ทรงศึกษาทั้งในสาขาวิทยาศาสตร์และกฎหมายที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ขณะเจริญพระชนมายุได้ 18 พรรษา ในฐานะพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ นับแต่นั้นมาก็ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการอย่างไม่ทรงเห็นแก่เหน็ดเหนื่อยพระวรกาย เพื่อประโยชน์สุขของทวยราษฎร์เสมอมา สมดังพระปฐมบรมราชโองการที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” โดยแท้ นอกเหนือจากการเสด็จฯ เยี่ยมพสกนิกรตามหัวเมืองน้อยใหญ่และท้องถิ่นทุรกันดาร ตลอดจนการปฏิบัติพระราชกรณียกิจในโอกาสต่างๆ แล้ว ยามที่ประทับอยู่ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต พระองค์ก็ไม่ได้ทรงว่างเว้นจากพระราชกรณียกิจ กิจกรรมและความเป็นไปในเขตพระราชฐานแห่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสนพระทัยในความเป็นอยู่ของพสกนิกรของพระองค์ได้เป็นอย่างดี เพราะมีตั้งแต่แปลงนาสาธิต ยุ้งฉาง บ่อเลี้ยงปลา ฟาร์มโคนม ไปจนถึงโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรต่างๆ ระหว่างพระราชทานสัมภาษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชตรัสถึงเรื่องต่างๆ อาทิ ระบบชลประทาน เศรษฐกิจภายในประเทศ การทำเหมืองแร่ เรื่อยไปจนถึงงานอดิเรกของพระองค์ เช่น การถ่ายภาพ และวาดภาพ ทรงอธิบายว่า “แต่ตอนนี้เลิกวาดรูปแล้ว เพราะต้องใช้เวลามาก” ทว่าพระองค์ยังทรงดนตรีและทรงพระราชนิพนธ์บทเพลง พสกนิกรชาวไทยและแม้กระทั่งชาวต่างชาติต่างประจักษ์ถึงพระอัจฉริยภาพเชิงดนตรีที่สะท้อนอยู่ในความไพเราะของบทเพลงพระราชนิพนธ์จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม พระราชกระแสรับสั่งมักวกกลับมาเข้าเรื่องที่พระองค์เสด็จฯ เยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศเสมอ  “คนไทยรักสงบ แต่ก็ตระหนักดีว่า ประเทศจะต้องมีความเข้มแข็งทางทหาร เราเคยไปที่จังหวัดใกล้ๆ กรุงเทพฯ แล้วมีคนเมาคนหนึ่งเข้ามาหา องครักษ์คงไม่สบายใจนัก เราเข้าใจดี ผู้ชายคนนั้นบอกว่า เคยเป็นทหาร เคยรับใช้ชาติ ลูกชายเขาก็จะเป็นทหารด้วย และถ้าไม่มีทหารประเทศเราจะไม่เป็นเอกราชอย่างนี้ เขาว่ากันว่าคนเมามักจะพูดความจริง” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังตรัสถึงคนไทยอีกด้วยว่า “เราคิดว่าคนไทยรู้ซึ้งถึงคุณค่าของประเพณี ประเพณีไม่ได้แปลว่าเชย แม้แต่คนสมัยใหม่ก็มีประเพณี “เดือนที่แล้วนี่เอง เราเดินทางไปภาคใต้ ตอนเข้าไปที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชาวบ้านคนหนึ่งบอกว่ามีลูกสาวและลูกชายอย่างละคน แล้วถามเราว่า ชาวมุสลิมเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้หรือเปล่า เราตอบว่า ได้แน่นอน ถ้าเด็กคนนั้นเป็นคนดี แข็งแรง แล้วก็ฉลาด เขาก็สมัครเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้ แล้วเราก็ถามเขาว่า ลูกชายเขาอายุเท่าไหร่ เขาบอกว่าหกเดือน” เมื่อตรัสถึงตรงนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระสรวล “เขาอยากให้ลูกชายปกป้องประเทศชาติ เขาบอกว่า ‘ชาวมุสลิมอย่างเราเป็นคนไทยแท้ ๆ’ ” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเล็งเห็นการรุกรานหลากหลายรูปแบบ [เมืองไทยในขณะนั้นยังประสบปัญหาภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์และยาเสพติด โดยเฉพาะฝิ่นและเฮโรอีน — กองบรรณาธิการ] “วิธีล่าสุดคือค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาครอบงำจิตใจผู้คน เราเรียกวิธีนี้ว่าสงครามจิตวิทยารุกเข้ามาในความคิด” และเพื่อหลีกเลี่ยงการรุกรานลักษณะนี้ รัฐบาลจะต้องแสดงให้เห็นความเข้าอกเข้าใจและความอดทน เหมือนอย่างเรื่องฝิ่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า “เราไม่ปฏิเสธว่ายังมีการปลูกฝิ่นในประเทศ แต่มีอยู่น้อยมาก ปัญหาของฝิ่นคือการใช้เมืองไทยเป็นทางผ่าน คนที่ปลูกฝิ่นได้ราคาไม่ถึงหนึ่งในพันของราคาที่เอาไปขายกันด้วยซํ้า เราพยายามให้ประชาชนหันมาปลูกพืชอื่นทดแทน กว่าจะเริ่มได้ก็ต้องใช้เวลาหลายปี ตอนแรกเรานั่งรถเข้าไป บางทีก็เดินเท้า แล้วก็นั่งเฮลิคอปเตอร์เข้าไป บางครั้งลงจอดกลางไร่ฝิ่นเลย เราต้องระวังเพราะพวกเขาไม่เข้าใจว่าการปลูกฝิ่นนั้นไม่ดีอย่างไร “ครั้งหนึ่งเราเคยเดินอยู่เป็นชั่วโมงเพื่อเข้าไปดูไร่ฝิ่น ดินดูไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์เท่าไหร่ ชาวไร่เองก็บอกว่า ‘ใช่ครับ ดินเสื่อมแล้ว ไม่มีปุ๋ยจะใส่ครับ’ เราก็บอกว่าจะให้ปุ๋ย ถ้าพวกเขาเลิกปลูกฝิ่น แล้วหันมาปลูกถั่วแทน ชาวไร่ขอเวลาปรึกษากันก่อน ผ่านไปสิบห้านาทีกลับมาบอกว่า ‘ตกลงครับ’ ทีนี้ พอปีถัดมา เราก็กลับไปอีก ปรากฏว่าชาวไร่ปลูกถั่วครึ่งหนึ่ง ปลูกฝิ่นครึ่งหนึ่ง แล้วถั่วก็ได้ผลดีกว่า ชาวไร่เลยขอถั่วเพิ่มอีก ปีต่อมาก็ปลูกฝิ่นแค่ร้อยละ 25 ค่อยๆ ลดลงอย่างนี้ เราต้องอดทนถ้าเราเอาแต่ทำลายไร่ฝิ่น ชาวไร่ก็ต้องอดอยาก แล้วคงไม่เข้าใจว่า ทำไมเราถึงต้องต่อต้านพวกเขา” ในการเสด็จฯ เยือนหัวเมืองน้อยใหญ่ต่างๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเผชิญกับอันตรายจากทั้งผู้ต้องการแบ่งแยกดินแดนและกองกำลังคอมมิวนิสต์ “อันตรายน่ะหรือ” ทรงยํ้า “อันตรายซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไปคือภัยจากลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่ที่อันตรายกว่านั้นคือความละโมบของคนในประเทศเอง ถ้าเราแตกแยกกันเอง เราก็จะกลายเป็นทาสของจักรวรรดินิยมยุคใหม่ จะเป็นคอมมิวนิสต์ หรือเผด็จการ หรืออะไรก็ตามแต่” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเชื่อมั่นในประชาชนชาวไทย “ชาวไทยดูสบายๆ แต่ก็เข้มแข็ง คนไทยไม่เครียด มีนํ้าใจแม้แต่กับคนแปลกหน้า และเปิดกว้างกับความคิดใหม่ๆ คนส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธที่สุภาพกล้าหาญแต่ไม่ก้าวร้าว เข้มแข็งแต่อ่อนโยน” ขณะที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็ทรงปฏิบัติพระราชกิจหลากหลายด้าน นอกจากจะทรงตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปยังพื้นที่ห่างไกลแล้ว ยังทรงส่งเสริมงานหัตถกรรมเพื่อเพิ่มรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ชนบท เช่นที่จังหวัดเพชรบุรี ทรงริเริ่มโครงการผลิตกระเป๋าและรองเท้าสานจากกระจูดและหวาย ทรงส่งเสริมให้ชาวบ้านสตรีในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ผลิตดอกไม้ประดิษฐ์ ทรงฟื้นฟูศิลปะการทำตุ๊กตาดินเผาชาววัง และส่งผู้เชี่ยวชาญไปสอนสตรีชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาทอผ้า เป็นต้น ทรงใช้โอกาสที่ได้เสด็จฯ เยือนต่างประเทศในฐานะทูตสันถวไมตรี ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ผ้าไหมด้วยฉลองพระองค์ที่ตัดเย็บจากผ้าไหมไทยซึ่งทั้งประณีตและงดงาม นอกจากนี้ ยังทรงใช้พระปรีชาสามารถด้านการจัดการส่งเสริมการทำงานของสภากาชาดไทย เพื่อให้ความอนุเคราะห์แก่เด็กกำพร้ายากไร้ ทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบและผู้ประสบอุทกภัย เป็นต้น หลายปีก่อน เมื่อนักข่าวกราบบังคมทูลสัมภาษณ์ถึงงานอดิเรกของพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตรัสว่า “ดูแลลูกๆ” บัดนี้ เจ้าฟ้าชายพระองค์หนึ่งและเจ้าฟ้าหญิงอีกสามพระองค์ต่างเจริญพระชันษาขึ้นแล้ว และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาราษฎร์เช่นเดียวกับพระชนกชนนี ไม่ว่าจะเป็นการตามเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ต่างๆ ต้อนรับคณะทูตานุทูต หรือแม้แต่ทรงทักทายและมีพระราชปฏิสันถารกับประชาชนผู้มารอเฝ้าฯ ชื่นชมพระบารมี นายแพทย์จินดา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา แพทย์ประจำพระองค์ในขณะนั้น กล่าวว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชกิจหนักเกินไปครับ” แม้ว่าพระองค์จะทรงออกกำลังกายแทบทุกวัน แต่คุณหมอก็ยัง “อยากให้เสด็จแปรพระราชฐานเพื่อทรงพักผ่อนเป็นประจำทุกปี” ทว่าประชาชนชาวไทยทุกคนย่อมตระหนักดีว่า พระองค์คงไม่อาจทรงปล่อยวางจากพระราชกิจต่างๆ ได้ เพราะความห่วงใยในราษฎรและความตั้งพระทัยอันแน่วแน่ที่จะอุทิศพระองค์เพื่อ “ประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ดังบทพระราชนิพนธ์ “เดินตามรอยเท้าพ่อ” ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งได้ตามเสด็จพระราชบิดาไปยังพื้นที่ห่างไกลหลายต่อหลายแห่ง ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า “ฉันเดินตามรอยเท้าอันรวดเร็วของพ่อโดยไม่หยุดผ่านเข้าไปในป่าใหญ่ น่ากลัว ทึบ แผ่ไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด มืดและกว้างมีต้นไม้ใหญ่ใหญ่เหมือนหอคอยที่เข้มแข็ง พ่อจ๋า… ลูกหิวจะตายอยู่แล้วและเหนื่อยด้วย ดูซิจ๊ะ… เลือดไหลออกมาจากเท้าทั้งสองที่บาดเจ็บของลูกลูกกลัวงู เสือ และหมาป่า พ่อจ๋า… เราจะถึงจุดหมายปลายทางไหม? ลูกเอ๋ย… ในโลกนี้ไม่มีที่ไหนดอกที่มีความรื่นรมย์และความสบายสำหรับเจ้าทางของเรามิได้ปูด้วยดอกไม้สวยสวย จงไปเถิดแม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่บีบคั้นหัวใจเจ้า พ่อเห็นแล้วว่า หนามตำเนื้ออ่อนอ่อนของเจ้า เลือดของเจ้าเปรียบดั่งทับทิมบนใบหญ้าใกล้นํ้า นํ้าตาของเจ้าที่ไหลต้องพุ่มไม้สีเขียว เปรียบดั่งเพชรบนมรกตที่แสดงความงามเต็มที่เพื่อมนุษยชาติ จงอย่าละความกล้าเมื่อเผชิญกับความทุกข์ให้อดทนและสุขุมและจงมีความสุขที่ได้ยึดอุดมการณ์ที่มีค่า ไปเถิด… ถ้าเจ้าต้องการเดินตามรอยเท้าพ่อ” ปวงข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้   อ่านเพิ่มเติม : รูปที่มีทุกบ้าน, ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙