เสด็จประพาสต้น : ตามรอยพระบาท สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง พระปิยมหาราช

เสด็จประพาสต้น ตามรอยพระบาท สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง

เสด็จประพาสต้น 

ตามรอยพระบาท สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง

เรียบเรียง มธุรพจน์ บุตรไวยวุฒิ

ภาพถ่าย หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

สยามประเทศมีการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินครั้งใหญ่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่ามกลางความระส่ำระสายที่ลุกลามไปทั่วภูมิภาคจากการรุกคืบไล่ล่าอาณานิคมของมหาอำนาจชาติตะวันตก แต่ด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิสัยทัศน์อันยาวไกลของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง สยามก็สามารถธำรงรักษาเอกราชและอธิปไตยมาได้ตราบชั่วลูกชั่วหลาน  นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก  ขอเชิญคุณผู้อ่านร่วมชื่นชมพระบารมีในภาพถ่ายชุด เสด็จประพาสต้น ที่หาดูได้ยากยิ่ง

เสด็จประพาสต้น
พระบรมฉายาลักษณ์ทรงฉายที่พลับพลาปากแพรก เมื่อครั้งเสด็จประพาสไทรโยค เมืองกาญจนบุรี พุทธศักราช 2431 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสเมืองกาญจนบุรีต่างวาระกันถึงห้าครั้ง

ตลอดรัชสมัยอันยาวนานของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจบริหารราชการแผ่นดินอย่างไม่เคยว่างเว้น และแม้จะมีเจ้านายและข้าราชการตามหัวเมืองทำงานต่างพระเนตรพระกรรณ แต่พระองค์ก็มิได้ทรงทอดทิ้งราษฎร กลับเสด็จพระราชดำเนินอย่างเป็นทางการเพื่อทอดพระเนตรสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพสกนิกรอยู่เนืองนิจ และทรงหาทางพัฒนาบ้านเมืองในด้านต่างๆอย่างทั่วถึง

เสด็จประพาสต้น
พสกนิกรจากทั่วทุกสารทิศแห่แหนลอยเรือมารอรับเสด็จ และเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อชื่นชมพระบารมี ที่ท่าน้ำศาลาวัด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อันเป็นต้นทางในการเสด็จประพาสต้นทางชลมารค
เสด็จประพาสต้น
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเมืองราชบุรี พุทธศักราช 2447 ด้านหลังมีป้ายผ้าเขียนข้อความภาษาอังกฤษเพื่อรับเสด็จ

นอกจากนี้ ยังได้เสด็จประพาสต้นเป็นการส่วนพระองค์ถึงสองครั้งสองครา เพื่อฟื้นฟูพระพลานามัย และสำราญพระอิริยาบถ ตามคำแนะนำของแพทย์หลวง การเสด็จประพาสต้นครั้งแรกเกิดขึ้นในปีรัตนโกสินทรศก 123 (พุทธศักราช 2447) และครั้งที่สองในปีรัตนโกสินทรศก 125 (พุทธศักราช 2449) ทำให้พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง

ครั้นเมื่อสยามได้ตราพระราชบัญญัติทาสรัตนโกสินทรศก 124 ให้ทาสทุกคนเป็นไทแก่ตัวทั่วทั้งพระราชอาณาจักร ครั้งนั้น พสกนิกรได้ชื่นชมพระบารมีอย่างใกล้ชิดและเป็นกันเอง พระเจ้าอยู่หัวทรงฉลองพระองค์เยี่ยงสามัญชน ประทับแรม และเสวยพระกระยาหารอย่างเรียบง่าย หลายโอกาสได้ทรงคลุกคลีปะปนไปกับราษฎรโดยไม่แสดงพระองค์ ทำให้ทรงเข้าพระทัยถึงความยากลำบากในการปรับตัวของพสกนิกรหลังการเลิกทาส ตลอดจนได้ทรงสัมผัสกับประเพณีท้องถิ่นและวิถีชีวิตของไพร่ฟ้าทุกหมู่เหล่าด้วยพระองค์เอง

เสด็จประพาสต้น
พระบรมฉายาลักษณ์ (ประทับหัวแถว ซ้ายสุด) ทรงฉายร่วมกับพระบรมวงศานุวงศ์  เจ้านาย และข้าราชบริพาร ระหว่างการเสด็จประพาสต้นครั้งที่สอง เมืองกำแพงเพชรพุทธศักราช 2449
เสด็จพระพาสต้น
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ทรงพระมาลา) ประทับบนเรือชะล่า ลอยเคียงเรือพระที่นั่งสุวรรณวิจิก มณฑลนครสวรรค์ พุทธศักราช 2449
เสด็จประพาสต้น
ราษฎรเมืองนครศรีธรรมราชรำมโนราห์ถวายให้ทอดพระเนตร ในวันสมโภชพระบรมธาตุ พุทธศักราช 2444

ตลอดระยะเวลากว่าสี่ทศวรรษแห่งรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จประพาสทั่วทุกสารทิศ ทั้งในพระราชอาณาจักรและต่างประเทศ เพื่อยังคุณูปการสู่แผ่นดินสยามให้ก้าวทันทัดเทียมนานาอารยประเทศในทุกด้าน สมแล้วที่มหาชนชาวสยามพร้อมใจกันถวายพระราชสมัญญาภิไธยว่า “พระปิยมหาราช” พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งและประทับอยู่ในดวงใจของปวงชนตราบนิรันดร์

เสด็จประพาสต้น
พระบรมรูปทรงม้าที่พสกนิกรชาวไทยพร้อมใจสร้างถวาย เนื่องในอภิลักขิตสมัยที่เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 40 ปี ยังคงตั้งเด่นเป็นสง่า ณ พระลานพระราชวังดุสิต ให้ปวงชนชาวไทยน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว “พระปิยมหาราช”

 


 อ่านเพิ่มเติม

พระราชพิธี บรมราชาภิเษก สองรัชกาล

เรื่องแนะนำ

เรื่องที่ไม่เคยเล่าขานของการรบด้วยรถถังที่ดุเดือดที่สุดในโลก

30 ปีก่อน รถถัง หลายพันคันประจันหน้ากันในสนามรบที่ทะเลทรายแห่งหนึ่ง ทุกวันนี้ “คืนสยองขวัญ” ยังตามหลอกหลอนทหารผ่านศึกจากสงครามอ่าวเหล่านี้อยู่ การรบด้วย รถถัง ที่ดุเดือดที่สุดในประวัติศาสตร์ของสงครามไม่ได้เกิดขึ้นในทวีปยุโรปหรือแอฟริกาเหนือเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่สอง หากแต่เป็นในทะเลทรายของอิรักเมื่อเพียง 30 ปีก่อน ในปฏิบัติการดาบทะเลทราย (Desert Sabre) ปฏิบัติการรุกภาคพื้นดินเป็นเวลาสี่วัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการพายุทะเลทราย (Desert Storm) ในสงครามอ่าวครั้งแรก ในปฏิบัติการครั้งนี้ รถถังกว่า 3000 คันและยานเกราะประเภทอื่นอีกหลายพันคันได้เข้าพันตูกันอย่างดุเดือดในสามสมรภูมิ นามว่า 73 Easting, สันเขาเมดินา (Medina Ridge), และคืนสยองขวัญ (Fright Night หรือนามอย่างเป็นทางการว่ายุทธการนอร์โฟล์ก – The Battle of Norfolk) ที่เปลี่ยนทะเลทรายกว้างใหญ่ให้กลายเป็นสนามรบที่รถถังยักษ์ติดเกราะนับพันเข้าแลกกระสุนกันชนิดไม่มีใครยอมใคร ยิ่งใหญ่เสียยิ่งกว่ายุทธการที่คุสค์เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่สอง ที่รถถังราวกว่า 6000 คันจากทั้งฝ่ายเยอรมนีและสหภาพโซเวียตเข้าห้ำหั่นกันอย่างโหดร้ายเป็นเวลาหกสัปดาห์ “คูสค์มันใหญ่กว่าหากนับรวมทั้งปฏิบัติการครับ” เกรกอรี ฟอนเตโนต์ (Gregory Fontenot) พันเอกเกษียนอายุ นักประวัติศาสตร์ และผู้บังคับการกองพันรถถังกองพันหนึ่งในการรบซึ่งเหล่าทหารผ่านศึกได้ขนานนามว่าคืนสยองขวัญ อันเป็นการรบข้ามคืนอันอลหม่านที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ดุเดือดที่สุดของปฏิบัติการพายุทะเลทราย […]

ค้นพบสุสานหมู่เก่าแก่กว่าจักรวรรดิแอซเท็ก

ค้นพบสุสานหมู่เก่าแก่กว่าจักรวรรดิแอซเท็ก ทีมนักโบราณคดีจากสถาบันโบราณคดีและประวัติศาสตร์ชาติเม็กซิโกค้นพบสุสานหมู่ที่มีความเก่าแก่ถึง 2.400 ปี บริเวณทางตอนใต้ของเม็กซิโก ภายในประกอบด้วยโครงกระดูกจำนวน 10 ร่างนอนทับซ้อนกัน จากอายุแล้วโครงกระดูกเหล่านี้เป็นของผู้คนในยุคโบราณที่อยู่อาศัยมาก่อนที่อารยธรรมแอซเท็กจะถือกำเนิดขึ้น โครงกระดูกที่พบมีทั้งชายและหญิงซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นวัยรุ่น นอกจากนั้นยังพบโครงกระดูกของเด็กทารก และเครื่องปั้นเซรามิก ทีมนักโบราณคดีเชื่อว่าโครงกระดูกทั้งหมดนี้เสียชีวิตในช่วงเวลาเดียวกัน แต่สาเหตุการตายและเหตุที่ว่าทำไมร่างของพวกเขาจึงถูกนำมาฝังรวมกันนี้ยังคงเป็นปริศนา   อ่านเพิ่มเติม แผนที่เก่าแก่ของชาวแอซเท็กฉายภาพวิถีชีวิตในอดีต