เจ้าของกะโหลกศีรษะทรงยาว คือเจ้าสาวจากต่างแดน - National Geographic

เจ้าของกะโหลกศีรษะทรงยาว คือเจ้าสาวจากต่างแดน

กะโหลกศีรษะ
ภาพเขียนจากศตวรรษที่ 16 แสดงให้เห็นอัตติลา ราชาแห่งชาวฮันกำลังเผชิญหน้ากับพระสันตะปาปาเลโอที่ 1 ในคริสต์ศักราชที่ 452 นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 เป็นต้นมาชนเผ่าผู้น่าเกรงขามนี้เข้าไปตั้งถิ่นฐานในทวีปยุโรป หลังการล่มสลายของอาณาจักรโรมัน
ภาพถ่ายโดย Intrtfoto, Alamy

จีโนมของผู้ชายสมัยใหม่มีความคล้ายคลึงกับผู้คนที่อาศัยอยุ่ในยุโรปทางตอนกลางและทางตอนเหนือ แต่จีโนมของผู้หญิงนั้นมีบรรพบรุษที่หลากหลายอย่างมาก โดยมีทั้งชาวยุโรปจากตะวันออกเฉียงใต้เช่น โรมาเนียและบัลแกเรีย หรือแม้แต่เอเชียตะวันออก

“ดูจากโบราณคดีเพียงอย่างเดียว พวกเขาอาจไม่แตกต่างกันมาก” Joachim Burger นักพันธุศาสตร์ประชากรจากมหาวิทยาลัย Mainz ผู้ร่วมการวิจัยครั้งนี้กล่าว “แต่จากจีโนมแล้ว พวกเขาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง” จากผลการวิจัยเช่นนี้ ทีมนักวิจัยตั้งสมมุติฐานว่า หญิงสาวเหล่านี้เข้ามาอาศัยในพื้นที่และยอมรับประเพณีท้องถิ่น ว่าแต่ทำไมพวกเขาจึงมียีนที่แตกต่างกัน?

Burger เองยอมรับว่าตัวเขาก็ไม่ทราบแน่ชัด แต่เขาและทีมวิจัยตั้งทฤษฎีบางประการขึ้นว่าชาวบาวาเรียนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับชนเผ่าอื่น ด้าน Susanne Hakenbeck นักประวัติศาสตร์โบราณคดีจากมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ ผู้ใช้เวลาหลายปีในการรวบรวมเรื่องราวของผู้หญิงที่มีชีวิตอยู่ในยุโรปเมื่อครั้งอดีตพบว่า มีความแตกต่างอย่างชัดเจนทางโภชนาการระหว่างชายและหญิง จากการวิเคราะห์ไอโซโทปของกระดูกในหนึ่งสุสาน

ฉะนั้น Hakenbeck จึงตั้งสมมุติฐานว่า หญิงสาวเหล่านี้คือเจ้าสาวจากต่างแดน เนื่องจากการปรับเปลี่ยนรูปทรงกะโหลกศีรษะเป็นวัฒนธรรมที่พบได้ในผู้ชาย ผู้หญิงและเด็กที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคเอเชียกลางและออสเตรียในเวลานั้น แต่ในภูมิภาคทางตะวันตกเช่น เยอรมนีปัจจุบัน วัฒนธรรมดังกล่าวกลับพบพียงน้อยนิด และเกิดขึ้นกับผู้หญิงเท่านั้น

“ไม่มีใครคิดว่าการแต่งงานหรือการมีลูกจะเป็นเรื่องสำคัญในช่วงเวลานั้น” Hakenbeck แต่ผลการศึกษาใหม่นี้ชี้ให้เห็นว่าข้อสันนิษฐานดังกล่าวผิด ดูเหมือนว่าการมาถึงของผู้หญิงต่างแดนเหล่านี้จะมีขึ้นเพื่อจุดประสงค์ของการแต่งงานโดยเฉพาะ หรือบางทีนี่อาจเป็นผลพวงจากข้อตกลงของความสัมพันธ์ระหว่างดินแดน

อย่างไรก็ดี การศึกษานี้ยังคงมีข้อจำกัด: นั่นคือสมมุติฐานดังกล่าวอาจใช้ไม่ได้กับกลุ่มประชากรในภูมิภาคทั้งหมด รวมถึงตัวอย่างจากสุสานสองแห่งที่ทำการวิจัยนั้นก็เพิ่งถูกกลบฝังไม่นานมานี้ เมื่อเทียบกับสุสานที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ทั้งนี้การที่บรรพบรุษของผู้หยิงเหล่านี้เดินทางมากจากแดนไกลก็เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบของการอพยพเพื่อไปแต่งงานที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

จินตนาการถึงการเผชิญหน้าของกลุ่มหญิงสาวผมสีเข้ม ที่มาพร้อมกับกะโหลกศีรษะอันแปลกประหลาด กับกลุ่มชายหนุ่มเกษตรกรผมสีบลอนด์  สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ดูเหมือนฉากในซีรี่ส์จาก Netflix ใช่ไหม Burger เองก็เห็นด้วย “พวกเธอเป็นผู้หญิงต่างแดน ที่มาพร้อมกับกะโหลกไม่ธรรมดา เพื่อเติมเต็มสถานที่อันน่าเบื่อแห่งนี้” เขากล่าว “และการปะทะทางวัฒนธรรมก็เริ่มต้นขึ้น”

เรื่อง Erin Blakemore

 

อ่านเพิ่มเติม

ภาพถ่ายโบราณเผยความสวยงามของเจ้าสาวจากทั่วโลก

เรื่องแนะนำ

การค้นพบทางโบราณคดีล่าสุดเผยว่ามนุษย์สูบกัญชามากว่า 2,500 ปี แล้ว

(ภาพปก) หลุมฝังศพ Jirzankal ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของประเทศจีนมีภาชนะใส่ถ่านที่เผาต้นกัญชาที่มีสาร THC อันเป็นสารเคมีใน กัญชา ที่มีผลต่อระบบประสาทในระดับที่สูง ภาพถ่ายโดย BY XINHUA WU หม้อไม้อายุราว 2,500 ปี ซึ่งถูกค้นพบในเส้นทางสายไหมสู่จีน ได้เปิดเผยเรื่องราวของการสูบ กัญชา ที่มีมาแต่โบราณ เมื่อไม่นานมานี้ มีการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีที่บ่งบอกว่ามนุษย์ใช้กัญชาในฐานะยารักษาโรคในสุสานที่มีอายุราว 2,500 ปีในภูมิภาคเอเชียกลาง ตามข้อมูลของงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Science Advances เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมนักวิจัยนานาชาติได้วิเคราะห์โครงสร้างและสิ่งของที่อยู่ภายในหม้อที่ทำจากไม้สิบใบซึ่งถูกขุดขึ้นมาจากสุสาน Jirzankal ที่ตั้งอยู่บริเวณที่ราบสูงปามีร์ (Pamir Plateau) ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณภูมิภาคตะวันตกของประเทศจีน หม้อเหล่านั้นบรรจุหินเล็กๆ ที่เคยถูกเผาไหม้ด้วยความร้อนสูง โดยนักโบราณคดีระบุว่าหม้อเหล่านี้คือภาชนะใส่ถ่านสำหรับเผาธูปหรือพืชชนิดต่างๆ ผลการวิเคราะห์ทางเคมีของภาชนะใส่ถ่านเหล่านี้เปิดเผยว่า 9 ใน 10 ส่วนของมันประกอบไปด้วยกัญชา และนักวิจัยได้นำผลวิเคราะห์นี้ไปเปรียบเทียบกับลักษณะทางเคมีของตัวอย่างต้นกัญชาที่ถูกค้นพบที่สุสาน Jiayi อันเป็นสุสานในช่วงศตวรรษที่แปดถึงหกก่อนคริสตกาล ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางตะวันออกราว 1,600 กิโลเมตร ทีมนักวิจัยพบว่า กัญชาจากสุสาน Jirzankal นั้นมีสิ่งหนึ่งที่กัญชาจาก Jiayi นั้นไม่มี นั่นคือโมเลกุลของ เตตร้าไฮโดรแคนนาบินอล (Tetrahydrocannabinol) หรือ […]

ประวัติศาสตร์ย่อของหลอดพลาสติก

คนเราใช้หลอดกันมาเป็นพันปีจากวัสดุธรรมชาติ และหลอดธรรมชาติเหล่านี้ไม่เคยก่อปัญหาทางสิ่งแวดล้อม จนกระทั่งวัสดุอย่างพลาสติกถือกำเนิดขึ้น...

มีการค้นพบเรือทาสลำสุดท้ายของอเมริกาในรัฐแอละแบมา

เชลย ทาส ชาวแอฟริกา 109 คน รอดจากการเดินทางอันทรหดนานหกสัปดาห์จากแอฟริกาตะวันออกไปยังแอละแบมาในระวาง (hold) เรือที่แออัด เรือที่มีจุดประสงค์เดิมคือการขนส่งสินค้าลำนี้มีการออกแบบและขนาดที่โดดเด่น ซึ่งช่วยให้นักโบราณคดีระบุซากของเรือได้ เรือโคลทิลดาลักลอบนำเชลยชาวแอฟริกันไปยังสหรัฐฯ ในปี 1860 หรือกว่า 50 ปีหลังการออกกฎหมายห้ามนำเข้า ทาส เรือ โคลทิลดาลักลอบนำเชลยชาวแอฟริกันไปยังสหรัฐฯ ในปี 1860 หรือกว่า 50 ปีหลังการออกกฎหมายห้ามนำเข้าทาส นักโบราณคดีทางทะเลค้นพบเรือใบ (Schooner) นาม โคลทิลดา (Clotilda) ซึ่งใช้ลักลอบนำเข้า ทาส จากแอฟริกามายังสหรัฐฯ เมื่อปี 1860 หรือหลังจากประเทศดังกล่าวห้ามนำเข้าทาสมากว่า 50 ปี นักโบราณคดีค้นพบเรือดังกล่าวในแม่น้ำโมบีล รัฐแอละบามา หลังจากการค้นหาอย่างไม่ลดละกว่าหนึ่งปี และการค้นพบครั้งนี้เติมเต็มความฝันยาวนานหลายชั่วอายุคนให้บรรดาลูกหลานของทาสที่รอดชีวิตจากเรือลำดังกล่าว “ลูกหลานผู้รอดชีวิตของโคลทิลดาฝันถึงการค้นพบครั้งนี้มาหลายชั่วอายุคน” Lisa Demetropoulos Jones ผู้อำนวยการบริหารของคณะกรรมการประวัติศาสตร์แอละแบมา (Alabama Historical Commission – AHC) และเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ประวัติศาสตร์ประจำรัฐ (State Historic Preservation […]

โครงกระดูกหนูนับพันชิ้น พลิกประวัติเรื่องราวมนุษย์ฮอบบิท

ชิ้นส่วนกระดูกหนูจำนวนมากช่วยเผยเบาะแสใหม่ๆ เกี่ยวกับชะตากรรมของมนุษย์ขนาดเล็ก อย่างโฮโม ฟลอเรเซียนซิส บนเกาะฟลอเรส ประเทศอินโดนีเซียได้