๘๙ พรรษา มหาราชในดวงใจ : เสด็จฯเยี่ยมพสกนิกรทั่วหล้า - National Geographic Thailand

๘๙ พรรษา มหาราชในดวงใจ : เสด็จฯเยี่ยมพสกนิกรทั่วหล้า

รอบนักษัตรที่ ๓ (พ.ศ. ๒๔๙๔ – ๒๕๐๖)

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯเยี่ยมราษฎรในชนบทเป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ที่บ้านปากทวาร ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จากนั้นได้เสด็จฯเยี่ยมราษฎรทุกภูมิภาคของประเทศมิได้ว่างเว้น จนกล่าวได้ว่า ไม่มีที่แห่งใดบนผืนแผ่นดินไทยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯไปไม่ถึง

การที่ราษฎรได้เฝ้าฯรับเสด็จอย่างใกล้ชิด ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับรู้ถึงปัญหาและความทุกข์ยากต่าง ๆ ของพสกนิกรโดยตรง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานโครงการด้านการแพทย์และการเกษตรหลายโครงการเช่น จัดตั้งกองทุนโปลิโอสงเคราะห์ และจัดตั้งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่พระราชทานหน่วยแรกในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นต้น

โครงการพัฒนาทางการเกษตรและชลประทานต่าง ๆ รวมทั้งโครงการปลูกหญ้าแฝกป้องกันการกัดเซาะหน้าดิน และโครงการปรับปรุงดินที่เรียกว่า โครงการแกล้งดิน ในเรื่องน้ำนั้น มีพระราชดำริเรื่องโครงการฝนเทียมเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ โดยทรงมอบหมายให้ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล เป็นผู้ดำเนินการจนกลายมาเป็นโครงการฝนหลวงพระราชทานในทุกวันนี้ ปีเดียวกันนี้ มีพระราชดำริเรื่องฝายชะลอความชุ่มชื้นของดิน และในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้เสด็จฯไปทรงประกอบพิธีเปิดเขื่อนเจ้าพระยาที่จังหวัดชัยนาท เป็นต้น

ในด้านการศึกษานั้น ทรงริเริ่มให้มีโรงเรียนในชนบทขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ทรงจัดตั้งโรงเรียนจิตรลดาขึ้นในเขตพระราชฐาน และทรงตั้งทุนอานันทมหิดลขึ้นเพื่อให้นักศึกษาไทยมีโอกาสไปศึกษาต่อในต่างประเทศ เป็นการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของชาติ เป็นต้น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภกของทุกศาสนาในราชอาณาจักรไทย เสด็จออกผนวชตามประเพณีของชาวพุทธ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๙ ประทับจำพรรษาที่วัดบวรนิเวศวิหารเป็นเวลา ๑๕ วัน ระหว่างนั้น มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในเวลาต่อมาจึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

นอกจากพระราชกรณียกิจในการเสด็จฯเยี่ยมราษฎรทั่วประเทศแล้ว ช่วงเวลาระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๒–๒๕๑๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงปฏิบัติพระราชภารกิจในฐานะพระประมุขของประเทศด้วยการเสด็จฯเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการถึง ๒๘ ประเทศ ซึ่งไม่เพียงเป็นการเผยแพร่พระเกียรติคุณและเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับมิตรประเทศ หากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงได้รับการยกย่องในพระอัจฉริยภาพด้านต่าง ๆ นับเป็นการสร้างชื่อเสียงและนำคุณประโยชน์มาสู่ประเทศไทยเป็นอย่างมาก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกผนวชตามโบราณราชประเพณีและธรรมเนียมปฏิบัติของชาวพุทธ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการในฐานะพระประมุขของชาติ

 

อ่านเพิ่มเติม : ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ยุวกษัตริย์๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ปวงประชามหาปีติ

เรื่องแนะนำ

๘๙ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ราชาแห่งราชัน

รอบนักษัตรที่ ๗ (พ.ศ. ๒๕๔๒ – ๒๕๕๔) ตลอดระยะเวลา ๖๕ ปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัตินับแต่พระชนมายุ ๑๙ พรรษา เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๙ จนถึงปัจจุบัน ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๗ รอบ ๘๔ พรรษา ในวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ นั้น พระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประเทศชาติและปวงชนชาวไทยอย่างมิทรงเหน็ดเหนื่อย และเสด็จพระราชดำเนินไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อเยี่ยมเยียนราษฎรของพระองค์ด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่า พระราชกรณียกิจตลอดจนโครงการทั้งหลายทั้งปวงที่มีพระราชดำริให้จัดทำขึ้น และมีผู้นำไปสานต่อจนสัมฤทธิผลเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนนั้น มีมากมายสุดจะพรรณนาได้หมดในที่นี้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเหล่านี้ หากจะจำแนกหมวดหมู่ออกเป็นสาขาใหญ่ ๆ ก็จะได้ดังนี้     พระราชกรณียกิจบำบัดทุกข์บำรุงสุขราษฎร     พระราชกรณียกิจด้านเกษตรกรรมและการพัฒนาชนบท     พระราชกรณียกิจด้านการสาธารณสุข     พระราชกรณียกิจด้านการพระศาสนาและศิลปวัฒนธรรม     พระราชกรณียกิจด้านเทคโนโลยีและสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นนวัตกรรม     พระราชกรณียกิจด้านการต่างประเทศ      นอกจากโครงการต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริอันเป็นหลักปรัชญาสำคัญที่เรียกว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหลักการดำรงชีวิตที่มีคุณค่ายิ่ง โดยเฉพาะในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกปัจจุบัน จึงมีผู้นำหลายชาติให้ความสนใจ และพิจารณานำไปเผยแพร่เพื่อให้ประชาชนในชาติของตนประพฤติปฏิบัติตามหลักปรัชญาหรือทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแนวพระราชดำริในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนี้ เริ่มต้นจากแนวทางพออยู่พอกินก่อน ซึ่งปรากฏครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๗ ดังปรากฏในพระราชดำรัสพระราชทานเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๗ ความตอนหนึ่งว่า “คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน มีความสงบ และทำงานตั้งอธิษฐาน ตั้งปณิธานในทางนี้ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกินมีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้…” หลังจากนั้นก็เริ่มมีการพูดกันถึงแนวความคิด ”พออยู่พอกิน” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกันอย่างกว้างขวาง แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าใจอย่างแท้จริงว่า แนวปรัชญาพออยู่พอกินของพระองค์ท่านนั้นลึกซึ้งเพียงไร นักปรัชญาและผู้รู้ต่างก็ตีความไปต่าง ๆ กัน จนเกิดความสับสนขึ้น ในปีรุ่งขึ้นและปีต่อ ๆ มา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสถึงแนวพระราชดำริพอมีพอกินหรือเศรษฐกิจพอเพียงนี้ในอีกหลายโอกาส ทรงอธิบายจนเป็นที่เข้าใจกันได้ คำว่าพอเพียงมีความหมายอีกอย่างหนึ่ง มีความหมายกว้างออกไปอีก ไม่ได้หมายถึงการมีพอสำหรับใช้ของเท่านั้น แต่มีความหมายว่าพอมีพอกิน… “พอมีพอกิน” นี้ก็แปลว่า ”เศรษฐกิจพอเพียง” นั่นเอง พอเพียงนี้ก็หมายความว่า มีกินมีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหรา ก็ได้ แต่ว่าพอแม้บางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ถ้าทำให้มีความสุข ถ้าทำได้ก็สมควรที่จะทำ สมควรที่จะปฏิบัติ –พระราชดำรัสพระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๑   เมื่อปี ๒๕๑๗ วันนั้นได้พูดถึงว่า เราควรปฏิบัติให้พอมีพอกินนี้ ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนมีพอมีพอกินก็ใช้ได้  ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี และประเทศไทยเวลานั้นก็เริ่มจะเป็นไม่พอมีพอกิน บางคนก็มีมาก บางคนก็ไม่มีเลย –พระราชดำรัสพระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๑   เศรษฐกิจพอเพียงนั้นเขาว่าเป็นเศรษฐกิจชุมชน หมายความว่าให้พอเพียงในหมู่บ้านหรือในท้องถิ่น… ถ้าพอมีพอกินคือพอมีพอกินของตัวเองนั้น ไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียง เป็นเศรษฐกิจสมัยหิน สมัยหินนั้นเป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน แต่ว่าค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมา –พระราชดำรัสพระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ […]

ท่องเที่ยวแบบ “ด้านมืด” ไปกับสถานที่โหดร้ายเหล่านี้

ค่ายกักกันเอาชวิทซ์, คุกตวลสเลง และอนุสรณ์สถานการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดาสถานที่น่ากลัวเหล่านี้อ้าแขนนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ให้เข้ามาเรียนรู้ประวัติศาสตร์อันโหดร้ายที่มนุษย์จะกระทำต่อกันได้ เพื่อป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต