เมืองไทยในอดีต : ไพร่ฟ้าสามัญชน - National Geographic Thailand

เมืองไทยในอดีต : ไพร่ฟ้าสามัญชน

เมืองไทยในอดีต : ไพร่ฟ้าสามัญชน

เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตก ชาวเมืองเก่าแตกฉานซ่านเซ็น บ้างถูกกวาดต้อนไปกับทัพพม่า แม้สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจะทรงรวบรวมไพร่พลและประกาศตนเป็นไท ทว่าด้วยศรัทธาอันสั่นคลอนและจำนวนประชากรที่เหลือน้อย การฟื้นฟูราชอาณาจักรจึงเผชิญกับอุปสรรคมากมาย กรุงธนบุรีได้รับการสถาปนาเป็นเมืองหลวงท่ามกลางไฟสงครามที่ยังคุโชน ราชธานีใหม่ไม่มั่นคงและประเมินกันว่ามีพลเมืองราว 10,000 คนเท่านั้น เทียบไม่ได้กับราชธานีที่เคยมีพลเมืองสูงสุดถึงกว่า 200,000 คน

ต่อมาเหตุผลทางยุทธศาสตร์ทำให้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนาเมืองที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นเป็นราชธานีแทนกรุงธนบุรี การก่อสร้างนครแห่งใหม่ซึ่งได้รับพระราชทานนามว่า “กรุงเทพฯ ” เป็นไปอย่างรีบเร่ง โดยยึดพระราชวังหลวงเป็นศูนย์กลาง

ภาพถ่ายหญิงสาวยิ้มเป็นภาพโฆษณาของร้านถ่ายรูปรอเบิร์ต เลนซ์ ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ของประเทศสิงคโปร์ ภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นเค้าโครงใบหน้า ทรงผม และการแต่งกายอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวกรุงได้เป็นอย่างดี

การเพิ่มจำนวนประชากรมีหลายกรณี กรณีแรกเป็นไปอย่างแยบคาย นั่นคือการเกณฑ์ผู้คนจากหัวเมืองและประเทศราชมาเป็นแรงงานสำหรับงานโยธา ชาวลาว ไท และเขมร เป็นชาติพันธุ์ที่ถูกเกณฑ์มากที่สุด แรงงานเหล่านี้ก่อสร้างกำแพงเมืองและขุดคูคลองอย่างแข็งขัน แม้เรื่องราวของพวกเขาจะกินเนื้อที่เพียงไม่กี่ประโยคในราชพงศาวดาร ทว่าส่วนหนึ่งก็ได้รับพระราชทานที่ดินสำหรับตั้งรกรากในย่านต่าง ๆ เป็นสิ่งตอบแทน

เมื่อรวมกับชาวสยามเดิม จำนวนพลเมืองที่เพิ่มมากขึ้น นอกจากช่วยสร้างเมืองให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงแล้ว ยังเพิ่มชีวิตชีวาให้เมืองด้วย ย่านทำมาค้าขายและชุมชนต่าง ๆ บันดาลให้กรุงเทพฯ เป็นราชธานีที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีชาวจีนที่หนีภัยสงคราม ความแห้งแล้ง และด้วยเหตุผลอื่นๆอพยพเข้ามาเป็นจำนวนมาก และชาวต่างชาติเริ่มเข้ามาเผยแพร่ศาสนา และทำธุรกิจ

เมืองไทยในอดีต
แม้หญิงชาวกรุงในยุคก่อนจะนิยมเปลือยหน้าอกกันตามธรรมชาติ ทว่าตะเบ็งมาน สไบ และกระโจงเบน ก็เป็นเครื่องแต่งกายมาตรฐานของสุภาพสตรีสามัญชนหลายคน ส่วนเด็กๆนิยมนุ่งผ้าคาดเอวหรือไม่ก็เปลือยล่อนจ้อน เครื่องแต่งกายลักษณะนี้เป็นรากเหง้าวัฒนธรรมของชาวสยามมาแต่ดั้งเดิม ก่อนที่การสวมเสื้อนุ่งกางเกงจะเริ่มแพร่หลายในสมัยรัชกาลที่ 5

ชาวเมืองส่วนใหญ่ทำการเกษตรแบบยังชีพ เนื่องจากระบบการค้ายังคลังหลวงเป็นผู้ผูกขาด ส่งผลให้ขาดแรงจูงใจในการผลิตเพื่อหากำไรจากผลผลิตส่วนเกิน ทำหลังสนธิสัญญาเบาว์ริง (หลังปี พ.ศ. 2398 ) เกษตรกรรมแบบการตลาดจึงเริ่มพัฒนาขึ้น นับเป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่มีผู้คนอพยพเข้ามายังกรุงเทพฯเป็นจำนวนมากเพื่อเป็นแรงงานในระบบเศรษฐกิจเสรี

ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ค่อยๆผสานไปในทิศทางเดียวกันเมื่อสำนึก “ชาตินิยม” ก่อร่างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 หลังการทำหลังสนธิสัญญาเบาว์ริง สยามต้องแสวงหาความ “ศิวิไลซ์” บางประการเพื่อให้มีจุดต่างสำหรับต่อกรกับชาติตะวันตกที่อ้าวว่ามีอารยธรรมเหนือกว่า ความพยายามของชนชั้นนำคือการสร้างความกลมเกลียวหรือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันบนความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ผ่านเบ้าหลอมต่างๆ เช่น ภาษา ศิลปะ ศาสนา และประเพณี

เมืองไทยในอดีต
หญิงแขกเบงกอลเป็นตัวแทนเชื้อชาติอันหลากหลายที่ปรากฏโฉมในกรุงเทพฯ

สำนึกชาตินิยมเข้มข้นขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อชนชั้นนำสมาคมกับชาวตะวันตกมากขึ้น และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเองมีพระราชประสงค์จะเร่งรัดพัฒนาประเทศ การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิ์ราชย์ทำให้จำเป็นต้องกำหนดอัตลักษณ์สยาม เพื่อสร้างความแตกต่างจากอารยธรรมภายนอกและเพื่อประโยชน์ในการอ้างสิทธิเหนือดินแดนต่อชาติอาณานิคม

ภาษาไทยแบบเข้าใจง่ายได้รับการเผยแพร่ผ่านพระพุทธศาสนา ประเพณี 12 เดือนเป็นเครื่องมือสร้างสำนึกร่วมของคนในชาติ แนวคิดเช่นนี้แผ่ขยายไปทั่วทั้งราชอาณาจักร ไม้เว้นแม้แต่ในกรุงเทพฯ กระทั่งเกิดการลงทะเบียนคนต่างด้าวในสมัยรัชกาลที่ 5 ตามมาด้วยพระราชบัญญัติแปลงสัญชาติ พ.ศ. 2454 ในสมัยรัชกาลที่ 6 ชาวต่างชาติในสยามจึงต้องเลือกสัญชาติให้ชัดเจน แม้ชนเหล่านี้จะพูดภาษาไทยไม่ได้เลยก็ตาม

เมืองไทยในอดีต
บริการไปรษณีย์ ซึ่งเริ่มขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ช่วยให้การส่งและเผยแพร่สารเข้าถึงชาวบ้านได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 กระบวนการสร้างชาตินิยมยังคงเข้มข้นและดำเนินโดยชนชั้นนำกับปัญญาชน มโนทัศน์ความเป็นไทยที่สวยงามค่อยๆผสานความแตกต่างทางชาติพันธุ์ไว้ด้วยกัน โดยเฉพาะในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม กระบวนการสร้างชาติไทยเพื่อเป็นผู้นำแห่งแหลมทอง ด้วยฝีมือของ “สถาปนิกวัฒนธรรม” ชั้นครูอย่างหลวงวิจิตรวาทการ อาจก่อคำถามในใจชนรุ่นหลังว่า “รัฐนิยม” จะส่งผลให้เกิดการปฏิวัติทางวัฒนธรรมได้อย่างไร

กระบวนการสร้างชาตินิยมก่อให้เกิดการต่อต้านทางชาติพันธุ์ไม่น้อย เช่น กรณีชายแดนใต้และกบฏผีบุญที่อีสาน แต่การเคลื่อนไหวของกลุ่มชาติพันธุ์ในกรุงเทพฯยังนับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับในภูมิภาคอื่นๆ จะมีก็แต่ความหวาดหวั่นของผู้ปกครองเอง ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ชาวจีนจำนวนมากเป็นผู้กุมเศรษฐกิจในกรุงเทพฯ หรือกระบวนการชาตินิยมจีนในสมัย ดร. ซุนยัดเซ็น ซึ่งก่อให้เกิดความหวาดระแวงในกลุ่มชนชั้นนำว่าอาจเป็นภัย แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เกิดเหตุการณ์นั้น

ท้ายที่สุดแล้ว พันธุกรรมของคนกรุงเทพฯก็ผสมปนเปจนสับสน ทว่านั่นแหละคือตัวตนของสามัญชนกรุงเทพฯ นครซึ่งคลาคล่ำไปด้วยผู้คนร้อยพ่อพันเผ่า และมีความหลากหลายทางเชื้อชาติเป็นมรดกของกาลเวลา พร้อมคำถามที่ว่า “คนกรุงเทพฯ” มีจริงหรือไม่

ชมภาพถ่ายเมืองไทยในอดีตเพิ่มเติม

เมืองไทยในอดีต : ศรัทธาและศาสนา

เรื่องแนะนำ

ประพาสต้นบนดอย สี่ทศวรรษโครงการหลวง

ถนนที่เริ่มคดเคี้ยวบอกใบ้ว่า เรากำลังไต่ระดับขึ้นสู่เขตพื้นที่สูงจุดหมายปลายทางของฉันอยู่ที่สถานีเกษตรของมูลนิธิโครงการหลวงซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ และห่างจากชายแดนพม่าเพียงไม่กี่กิโลเมตร ก่อนหน้านี้ ชื่อโครงการหลวงที่ฉันคุ้นเคยตามผลิตภัณฑ์ต่างๆที่หาซื้อได้ในกรุงเทพฯ ทำให้คิดเสมอว่า แต่ละบาทแต่ละสตางค์ของเราได้ช่วยกระจายรายได้สู่เกษตรกรบนพื้นที่สูง แต่เมื่อการเดินทางจบลง ความรู้ใหม่ที่ได้รับคือ เราไม่ได้ช่วยเหลือพวกเขาแต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น พวกเขายังช่วยให้คนเมืองกรุงอย่างฉันมี ”ตัวเลือก” มากขึ้นในการบริโภคพืชผักผลไม้ทั้งเมืองหนาวและเมืองร้อน (ยังไม่รวมผลิตภัณฑ์แปรรูปอีกสารพัดชนิด) ที่สะอาดและปลอดภัยจากเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรและยาฆ่าแมลงสารพัดชนิด   [ ต้ น นํ้ า ] ทันทีที่เดินทางถึงสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง สายลมเย็นยะเยือกและแห้งก็พัดพาให้กายสั่นเทิ้ม ย้อนหลังไปเมื่อหลายสิบปีก่อน อากาศเย็นและแห้งแบบเดียวกัน ณ ผืนแผ่นดินเดียวกันนี้ ได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์มหัศจรรย์อย่างหนึ่ง ซึ่งเร่งให้ ”หยดน้ำทิพย์” แห่งขุนเขาแปรสภาพเป็น ”เงิน” “ผมขึ้นมาครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน ปี 2517 พื้นที่แถบนี้เป็นภูเขาหัวโล้นทั้งหมด ชาวบ้านถางป่า ทำไร่ แล้วก็เผา” จำรัส อินทร เจ้าหน้าที่รุ่นแรกของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เท้าความหลังถึงสถานีเกษตรหลวงแห่งแรกในความทรงจำ ”พวกเขาเผาทำไร่ฝิ่นครับ” จำรัสเล่า ในยุคนั้น ฝิ่นและข้าวไร่ถือเป็นพืชพื้นฐานสองชนิดที่ชาวเขานิยมปลูกบนพื้นที่สูงของไทย ข้าวไร่นั้นปลูกสำหรับบริโภคในครัวเรือน ส่วนฝิ่น นอกจากใช้แทนยาบรรเทาความเจ็บป่วยสารพัดแล้ว ยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญอีกด้วย อากาศที่ทั้งเย็นและแห้งบนดอยสูงส่งผลให้ยางหรือ ”น้ำทิพย์” ที่ไหลออกมาจากกระเปาะฝิ่นหลังการกรีด แห้งและแข็งตัวอย่างรวดเร็ว ยางแห้งหรือฝิ่นดิบซึ่งเป็นสารตั้งต้นของยาเสพติดอย่างเฮโรอีนมีมูลค่าสูงและเป็นที่ต้องการของตลาดยาเสพติดทั่วโลกด้วยเหตุนี้ ฝิ่นจึงกลายเป็น ”พืชเงินสด” (cash crop) ที่ชาวเขาใช้ในการแลกเปลี่ยนหรือ ”ใช้จ่าย” ในชีวิตประจำวันแทนเงินสด “พระเจ้าอยู่หัวท่านทรงสนพระทัยชีวิตของราษฎร เวลาเสด็จฯไปเชียงใหม่ ท่านทรงทราบว่าบนดอยมีชาวเขา แต่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่กันอย่างไร นอกจากเรื่องปลูกฝิ่นแล้วไม่มีใครรู้เรื่องราวเหล่านี้เลย ท่านเสด็จฯโดยเฮลิคอปเตอร์แล้วทรงพระดำเนินต่อไปจึงทรงทราบว่าชาวเขาทำลายต้นน้ำลำธารเพื่อปลูกฝิ่น แต่ว่าไม่ร่ำรวยอย่างที่คนเขาคิดกันหรอก สามเหลี่ยมทองคำนี่ พระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งว่าไม่ใช่ทองคำที่ไหนหรอก แต่เป็นสามเหลี่ยมยากจน คนปลูกฝิ่นไม่ได้เงินเท่าไหร่ คนเอาฝิ่นไปขายต่างหากถึงรวย” หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวง ทรงเล่าถึงที่มาของโครงการหลวง ในปี พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริให้จัดตั้ง ”โครงการพระบรมราชานุเคราะห์ชาวเขา” ขึ้นเพื่อทดลองและส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาวทดแทนฝิ่น ซึ่งนำไปสู่การแก้ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าต้นน้ำอย่างเป็นระบบ ภายหลังโครงการนี้ได้พัฒนาต่อมาจนกลายเป็น ”โครงการหลวง” ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ทำเลที่ตั้งของโครงการหลวงถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงของชาติ บริเวณที่รู้จักกันในนาม “สามเหลี่ยมทองคำ” ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างไทย ลาว และพม่านั้น หากพิจารณาจากแผนที่จะพบว่า จุดที่มีถนนหนทางหรือการคมนาคมที่สะดวก และมีเมืองท่าใหญ่ที่สามารถเป็นศูนย์กลางกระจายฝิ่นสู่ตลาดโลกได้นั้น ไม่ใช่อื่นไกล หากอยู่ในเขตแดนของประเทศไทยนั่นเอง แต่เรื่องราวทั้งหมดซับซ้อนกว่าการแผ้วถางทำลายไร่ฝิ่น แล้วนำพืชผักผลไม้มาปลูกทดแทนมากนัก   [ ค น ต้ น นํ้ า ] เมื่อแสงแรกทาบทาพ้นแนวทิวเขาขึ้นมา ชาวเขาในชุดประจำเผ่าเทินตะกร้าสานสะพายบนหลังด้วยท่วงท่าทะมัดทะแมง บ้างเดิน บ้างขี่มอเตอร์ไซค์ มุ่งหน้าสู่เรือกสวนไร่นา ที่แปลกตาไปหน่อยเห็นจะเป็นชุดประจำเผ่าที่ใส่คู่กับรองเท้าบู๊ตยาง หลายชั่วอายุคนมาแล้ว ชาวเขาเดินเท้าเปล่าหรือไม่ก็ลากรองเท้าแตะขึ้นดอยจนกลายเป็นความเคยชิน รองเท้าบู๊ตยางจึงเป็น ”ของแปลกใหม่” ที่พวกเขาต้องใช้เวลาทำความรู้จักและรับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ฉันใดก็ฉันนั้น การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตดั้งเดิมที่สืบทอดกันมายาวนานอย่างการปลูกฝิ่นจึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยทั้งเวลา ความเข้าใจ และความอดทน “เราเข้าไปทำงานนี่ เราไปบอกว่าเราจะช่วยเขา มันเหมือนเขาลำบากอยู่ แต่จริงๆ แล้ววิถีชีวิตเขาเป็นแบบนั้นเอง” สมชาย เขียวแดง ผู้อำนวยการสถานีเกษตรหลวงอ่างขางและศูนย์พัฒนาโครงการหลวงอินทนนท์ เล่าถึงหลักการส่งเสริมพืชเมืองหนาวเพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น ”เราเริ่มจากการทำงานสาธิตในศูนย์ ปลูกผัก ปลูกไม้ผล บ๊วย พีช พลับ เพื่อเรียนรู้ด้วยตัวเองก่อนว่าปลูกได้ไหม แล้วก็เป็นตัวอย่างให้แก่ชาวบ้าน นอกจากนั้นเราก็ไปเยี่ยม ศึกษาชาวบ้าน เรียนรู้ทัศนคติของเขา” สมชายเล่า ”ช่วงแรกเราไปศึกษาปฏิทินการเกษตรของเขาใช้เวลาปีนึง ระหว่างนี้เขาก็เดินผ่านแปลงสาธิตของเราก็นึกอยากลองปลูก อีกส่วนหนึ่งผมทำงานกับยุวเกษตรกรปลูกกระเทียม ผักกาดหอมห่อต้นในสถานี พอเด็กได้เงินชาวบ้านก็ได้เงิน” กว่าจะจูงใจชาวบ้านให้มาปลูกไม้ผลเมืองหนาวได้ใช้เวลานานหลายปี แต่ในที่สุดบนดอยอ่างขางก็มีทั้งแปลงเกษตรของเจ้าหน้าที่และของชาวเขา เจ้าหน้าที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขางพาฉันมาหยุดที่แปลงเกษตรแปลงแรก ”บ๊วย” ซึ่งเป็นพืชชนิดแรกที่ทดลองปลูกบนดอยอ่างขาง ดอกบ๊วยสีขาวเล็กจ้อยของฤดูกาลใหม่ผลิดอกแล้ว ”แต่เดิมเป็นป่าหญ้าคา ที่นี่เริ่มปลูกป่าปี พ.ศ. 2525 ครับ” ขจร สุริยะ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เล่า ”ในหลวงมีพระราชดำริว่าอนาคตถ้าไม่มีป่า จะเอาน้ำจากไหนมาเลี้ยงไม้ดอกไม้ผล” ในช่วงแรกเริ่มนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือ ”พ่อหลวง” ของชาวเขา เสด็จฯมายังดอยอ่างขางทุกปี ครั้งหนึ่งระหว่างประทับที่แปลงรับเสด็จและทอดพระเนตรเห็นฝั่งตรงข้ามเป็นป่าหญ้าคา จึงมีพระราชกระแสรับสั่งให้ ดร.บุญวงศ์ ไทยอุตส่าห์ คณบดีคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในขณะนั้น นำไม้โตเร็วต่างถิ่นมาปลูก เมล็ดพันธุ์ของไม้ใหญ่ที่มีความต้านทานอากาศหนาวเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเมเปิล การบูร หรือเพาโลว์เนีย ที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไต้หวัน ส่วนผู้ที่ลงมือปลูกนอกจากเจ้าหน้าที่แล้ว ก็คือชาวบ้านนั่นเอง โครงการปลูกป่าชาวบ้านเป็นโครงการในพระราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีโดยให้ชาวบ้านที่นี่ปลูกป่าในพื้นที่ทำกินของตนเอง พวกเขาจึงได้รับสิทธิให้นำไม้มาทำฟืนหรือสร้างบ้านด้วย ”พอมีป่า ชาวบ้านก็ไม่อยากย้ายไปไหนแล้ว” ขจรเล่า ”แต่ถ้ายังแห้งแล้ง พวกเขาก็อยากย้ายถิ่นอยู่เรื่อยๆ แหละครับ” ดอยอ่างขางมีรูปร่างเหมือนอ่างสมชื่อ บริเวณ ”ก้นอ่าง” เป็นป่าปลูกและที่ตั้งสถานีเกษตร และเมื่อฉันเดินขึ้นไปถึง ”ขอบอ่าง” ด้านที่ติดกับชายแดนพม่า เป็นที่ตั้งของโรงเรียนเล็กๆแห่งหนึ่ง ชื่อว่าโรงเรียนบ้านขอบด้ง ครูเรียม สิงห์ทร ครูคนแรกของโรงเรียน เล่าว่า เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯเยี่ยมโรงเรียน พระองค์ตรัสเพียงสั้นๆ ว่า ”ฝากเด็กๆด้วยนะครู” เด็กๆ ลูกศิษย์ของครูเรียมก็คือลูกหลานชาวเขาเผ่ามูเซอดำและปะหล่องที่อาศัยอยู่รอบสถานีเกษตรหลวงนั่นเอง การศึกษาเป็นรากฐานให้ชาวเขาอ่านออกเขียนได้ พวกเขาได้เรียนรู้การชั่ง ตวง วัดทั้งหลายเพื่อเป็นพื้นฐานในการประกอบอาชีพ การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรเริ่มต้นขึ้นแล้วในโรงเรียนเล็กๆแห่งนี้ ห่างจากโรงเรียนบ้านขอบด้งมาเพียง 3-4 กิโลเมตร วีระเทพ เกษตรกรชาวเขารุ่นใหม่วัย 24 ปี ผู้ปลูกปวยเล้งและเบบี้สลัด เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านขอบด้งและไปเรียนต่อจนจบ ปวส.ด้านการเกษตรมาจากเชียงราย วันนี้เขาเลือกกลับมาทำการเกษตรอย่างพ่อแม่ที่บ้านเกิด แม้จะต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไปบ้างอย่างการซื้อข้าวกิน (แต่เดิมปลูกเอง กินเอง) แต่แปลงผักของเขาก็ทำให้ครอบครัวมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ฐานะมั่นคง และมีอาชีพสุจริต วีระเทพอธิบายขั้นตอนและระบบการจัดการ ไล่เรียงมาตั้งแต่โรงเรือนที่ใช้กันฝน ไปจนถึงการคัดเกรดและส่งผัก อย่างละเอียดและคล่องแคล่ว ฉันอดคิดไม่ได้ว่า วีระเทพคือตัวอย่างที่ยืนยันเจตนารมณ์ในการสร้างคนของครูเรียมได้ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุด วิถีชีวิตเกษตรกรบนพื้นที่สูงของดอยอ่างขางคงเล่าลือไปไกลเลยเขตไทย เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน ชนเผ่า ”ปะหล่อง” อพยพภัยสงครามจากพม่าเข้ามาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร พวกเขานำพระพุทธรูปพม่าและผ้าทอมือจำนวน 5 ผืนมารอเข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวระหว่างที่เสด็จฯมายังดอยอ่างขาง “แต่ก่อนตอนอยู่ในป่าที่ประเทศพม่า ผู้หญิงต้องใช้ดาบเป็น เอาไว้ป้องกันตัว” ปั่น ธรรมมอน หญิงปะหล่องอายุ 26 ปี เล่าถึงการรำดาบหญิงที่เธอเป็นผู้ฝึกสอนให้เด็กๆ ในหมู่บ้านสำหรับการแสดงในงานรื่นเริง แม้ปั่นจะเกิดไม่ทันยุคอพยพของคนรุ่นพ่อแม่ในครั้งนั้น แต่เพลงดาบของเธอยังคงทรงพลังไม่ผิดกับบรรพชน เธอเล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟัง ขณะตัดผักปวยเล้งด้วยมือที่เคยจับดาบ […]

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ : เยือนคลังสะสมปลาชวนขนลุก

คลังสะสมทางธรรมชาติวิทยาแห่งนี้ คือฉากในฝันของผู้กำกับหนังสยองขวัญ คุณจะพบสถานที่นี้ได้โดยการขับรถราว 15 กิโลเมตรไปทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองนิวออร์ลีนส์ ภายในบังเกอร์หรือสถานที่เก็บยุทธภัณฑ์ในอดีต คุณจะพบปลาแช่แอลกอฮอล์ในขวดโหลปิดสนิทหลากหลายขนาดวางเรียงรายบนชั้นสูงสามเมตร ยาว 11 เมตร แถวแล้วแถวเล่า ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นคลังสะสมปลาขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

กองขยะอายุ 1,500 ปี เผยข้อมูลน่าทึ่งเกี่ยวกับการล่มสลายของเมือง

นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า เมืองเอลูซา อันเป็นศูนย์กลางการค้าไวน์อันโด่งดังยุคโรมันล่มสลายลงเนื่องจากอิทธิพลของอิสลาม แต่กองขยะจำนวนมหาศาลที่พบกลับเผยเหตุผลที่แตกต่างออกไป