หากออเจ้าย้อนเวลาได้จริงจะคุยกับคุณพี่รู้เรื่องไหม? - National Geographic Thailand

หากออเจ้าย้อนเวลาได้จริงจะคุยกับคุณพี่รู้เรื่องไหม?

หากออเจ้าย้อนเวลาได้จริงจะคุยกับคุณพี่รู้เรื่องไหม?

กระแส “ออเจ้า” ที่ไม่ว่าเดินไปไหนมาไหนต้องได้ยินคำนี้เข้าหู เป็นใครก็อดไม่ได้ที่จะลองดู “บุพเพสันนิวาส” สักตอน หลายคนดูแล้วอยากจะย้อนเวลาไปสัมผัสวิถีชีวิตคนโบราณแบบนางเอกบ้าง พลางจินตนาการเข้าข้างตัวเองไปไกลว่าองค์ความรู้และทักษะที่ตนมีน่าจะช่วยอาณาจักรอยุธยาให้เรืองอำนาจขึ้นมาในด้านใดด้านหนึ่ง!

นอกเหนือจากความตื่นตาตื่นใจในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนไทยในสมัยอยุธยาตอนกลางแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ละครเรื่องนี้สนุกและสมจริงขึ้นเห็นจะเป็นภาษา ก็คำว่า “ออเจ้า” “เทื้อคาเรือน” “ฟะรังคี” ล้วนเป็นคำแปลกหูสำหรับคนทั่วไป จะไม่ให้ตื่นเต้นได้อย่างไร ฟังเสียงคุณพี่หมื่นเอ็ดแม่การะเกด อดสงสัยขึ้นมาไม่ได้ว่าผู้คนในสมัยอยุธยาเขาพูดจากันเช่นนี้จริงหรือ? เรื่องศัพท์แปลก ศัพท์โบราณพอเข้าใจได้ว่าต้องมี ทว่าสำเนียงหรือการออกเสียงเล่า มิต้องไปไกลถึงย้อนเวลาสามร้อยปี เอาแค่คนรุ่นนี้สื่อสารกับผู้เฒ่าผู้แก่ ยิ่งมาจากต่างจังหวัดด้วยแล้ว ก็เข้าใจได้ไม่ครบถ้วน ถ้าเช่นนั้นหากแม่เกศสุรางค์สามารถย้อนเวลาได้จริง ๆ จะฟังออกฤาว่าคุณพี่หมื่นเอ็ดว่ากระไร?

 

ความแตกต่างของภาษาไทยในสองยุคสมัย

หากคุณผู้อ่านลองพลิกหน้ากระดาษของหนังสือ “จินดามณี” “บันทึกการเดินทางไปฝรั่งเศสของโกษาปาน” หรือ “จดหมายเหตุโกษาปาน” ดูจะเห็นความแตกต่างที่ชัดเจนของรูปแบบการเขียนภาษาไทยเมื่อหลายร้อยปีก่อน และคงอ่านออกบ้าง อ่านไม่ออกบ้าง หรืออ่านออกแต่ไม่เข้าใจเลย นั่นเป็นเพราะอักขรวิธีและไวยากรณ์ที่ผิดเพี้ยนไปมากในสายตาคนปัจจุบัน

ออเจ้า
ภาพเขียนของออกพระวิสุทธสุนทร หรือโกษาปาน ราชทูตในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่ร่วมเดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรียังประเทศฝรั่งเศสพร้อมกับคณะราชทูตไทย

อ.ดร.วิภาส โพธิแพทย์ อาจารย์ภาควิชาภาษาไทย จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยกตัวอย่างของความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ “วรรณยุกต์” ในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช หรือช่วงอยุธยาตอนกลางนั้นจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่ามีการใช้รูปวรรณยุกต์เพียงสองรูปเท่านั้นคือรูปเอกและรูปโท แต่แปลกไปกว่านั้นก็คือดูเหมือนว่าคนไทยโบราณจะไม่ได้เคร่งครัดเรื่องวรรณยุกต์มากนักจึงใส่วรรณยุกต์บ้างไม่ใส่บ้าง เช่น คำว่า “ทั้งปวง” ปรากฏในบันทึกเอกสารโบราณของโกษาปานว่าเขียนเป็น “ทังปวง” “เข้าใจว่าคนสมัยก่อนน่าจะดูตามบริบทว่าคำ ๆ นี้มีความหมายว่าอะไร ส่วนสาเหตุที่ไม่ปรากฏก็มีความเป็นไปได้หลายอย่างครับ อาจจะลบเลือนไปตามกาลเวลา หรืออาจเขียนตามเสียงที่คนสมัยนั้นออกจริง ๆ” อาจารย์วิภาสกล่าว รูปวรรณยุกต์ตรีกับจัตวาเพิ่งจะมาปรากฏในเอกสารสมัยของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ซึ่งเป็นสมัยอยุธยาตอนปลาย โดยมักใช้กับคำยืมที่มาจากภาษาจีน

อีกหนึ่งตัวอย่างที่พบเห็นบ่อยมากเมื่อลองอ่านเอกสารโบราณคือการใส่ไม้ยมก (ๆ) ขอยกตัวอย่างชัด ๆ จากประโยคในบันทึกการเดินทางไปฝรั่งเศสของโกษาปาน หน้าที่ 5 “ในวันเดียวนั้น หญิงเมียฝีดาวู 3 คน อยู่ไกลเมืองแบรศ 4 โยชน์ มาทักข้าพเจ้า ๆ ก็ปราศรัยรับส่งตามสมควรด้วยผู้มานั้น”

จะเห็นว่าคำว่า “ข้าพเจ้า” ซึ่งเป็นคำซ้ำถูกแทนที่ด้วยไม้ยมก ซึ่งในปัจจุบันถือว่าผิดหลักภาษาไทยเพราะไม่มีใครใช้ไม้ยมกแทนคำซ้ำที่เป็นคำคนละหน้าที่กัน ข้าพเจ้าตัวแรกเป็นกรรม ส่วนข้าพเจ้าตัวที่สองเป็นประธาน ฉะนั้นแล้วหากเขียนแบบนี้ในปัจจุบันถือว่าผิด แต่ในสมัยอยุธยาตอนกลางไม่ใช่เรื่องผิดแปลกแต่อย่างใดที่จะใช้ไม้ยมกแทนคำซ้ำ ดูเหมือนว่าคนไทยสมัยก่อนจะสร้างรูปแบบของอักขรวิธีโดยมีแนวคิดมาจากการทำอะไรให้ง่ายเข้าไว้ “แต่ปัจจุบันมีนิสิตเขียนแบบนี้นะครับ” อาจารย์วิภาสกล่าวติดตลก ไม่น่าเชื่อว่าอักขรวิธีที่เลิกใช้ไปแล้วจะกลับมาอีกครั้ง!

ออเจ้า
อ.ดร.วิภาส โพธิแพทย์ยังกล่าวว่า การใช้ไม้ยมกแทนคำซ้ำนั้นไม่เพียงแต่ใช้กับคำนามหรือคำสรรพนามทั่วไป แต่ชื่อเฉพาะเองในสมัยอยุธยาตอนกลางก็สามารถเขียนซ้ำได้ด้วยไม้ยมกเช่นกัน

เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างของรูปแบบภาษาเขียนที่แตกต่างจากในปัจจุบัน แต่ปัญหาก็คือบันทึกที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์นานัปการนี้ไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้ ถ้าเช่นนั้นแล้วแท้จริงผู้คนในสมัยพระนารายณ์เขาออกเสียงกันอย่างไร? แล้วจะทราบได้อย่างไรในเมื่อไม่มีใครย้อนเวลาได้สักคน?

 

เรื่องแนะนำ

เมืองไทยในอดีต : บอกลาเวนิสตะวันออก

เมืองไทยในอดีต : บอกลาเวนิสตะวันออก ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ วิถีสัญจรของบางกอกส่วนใหญ่ฝากไว้กับสายน้ำ ภูมิประเทศแบบที่ลุ่มอุดมไปด้วยลำคลองหนองบึงของกรุงเทพฯ หล่อหลอมให้ชีวิตชาวเมืองผูกผสานกลมกลืนไปกับสายน้ำ เรือสารพัดประเภทสะท้อนภาพความหลากหลายและรสนิยมละเมียดละไมแห่งวิถีชโลธร เช่นเดียวกับพัฒนาการของ “เมืองน้ำ” ซึ่งชาวเมืองส่วนใหญ่ลงหลักปักฐานบนเรือแพสองฝากฝั่ง ทั้งแม่น้ำเจ้าพระยาและลำคลองสาขา เนื่องจากใช้เป็นเส้นทางสัญจรและขนส่งสินค้าเกษตรได้สะดวก ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นยังมีการขุดคูคลองขึ้นมากมาย อาทิ คลองคูเมือง (คลองบางลำพูหรือ คลองโอ่งอ่าง ขุดในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) และคลองผดุงกรุงเกษม (ขุดในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) อันเป็นผลจากพระบรมราโชบายในการสร้างแนวป้อมปราการป้องกันเมืองและธรรมเนียมการสร้างเมือง คลองหลอดเปรียบเสมือนทางด่วนลัดคลองมหานาคขุดเพื่อเป็นแหล่งบันเทิงยามหน้าน้ำและเชื่อมไปยังปริมณฑล คลองแสนแสบขุดเพื่อเป็นเส้นทางลำเลียงยุทโธปกรณ์ในการศึก คลองภาษีเจริญขุดเพื่อลำเลียงน้ำตาลจากสมุทรสาครเข้ามา นอกจากนี้ยังมีคลองซอยมากมายที่ใช้สัญจรเสมือนถนนในปัจจุบัน แม้ก่อนหน้านั้นจะมีถนนที่สร้างขึ้นในเขตพระบรมมหาราชวัง (ถนนอมรวิถี ถนนจักรีจรัล และถนนเขื่อนขัณฑ์นิเวศน์) แต่ยังไม่มีผลต่อการพัฒนาการของเมืองเนื่องจากใช้สัญจรในพระราชวังเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ถนนซึ่งสร้างล้อมรอบพระราชวังเพื่อเป็นแนวป้องกันพระราชวังกับบ้านเรือนราษฎรจากเพลิงไหม้และเป็นเครื่องประดับพระราชวังตามคติเดิม (ถนนหน้าพระลาน ถนนท้ายวัง ถนนมหาราช และถนนสนามไชยในปัจจุบัน) ก็เป็นปฐมบทแห่งวิถีบก และมีราษฎรนิยมมาเดินเล่นจนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องสั่งห้าม แล้วใครต้องการถนนกันเล่า ผลของสนธิสัญญาเบาว์ริงระหว่างสยามกับอังกฤษเมื่อปี พ.ศ.2398 เปรียบได้กับการเปิดประเทศครั้งใหญ่ สถานกงสุลผุดขึ้นทางใต้พระนครมากขึ้นเช่นเดียวกับจำนวนชาวตะวันตกในกรุงเทพฯ พวกเขานำวิทยาการและวัฒนธรรมใหม่เข้ามาด้วย หนึ่งในนั้นคือรสนิยมชอบขี่ม้าเพื่อหย่อนใจเช่นเดียวกับวิทยาการใหม่อย่าง “รถม้า” ทว่าในสมัยนั้นถนนยังขรุขระและเหมาะสำหรับย่ำด้วยเท้าเปล่า พวกเขาจึงไม่มีถนนสำหรับห้อม้าหรือแล่นรถ บ่อยครั้งที่พวกเขารุกล้ำลานกว้างหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์หรือที่เรียกว่าท้องสนามไชยซึ่งเป็นที่โล่งกว้างสำหรับพระเจ้าลูกยาเธอหัดทรงม้าทรงช้าง สร้างความขุ่นเคืองพระราชหฤทัย จนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องตรัสปลอบประโลมว่า “เขาเป็นชาวต่างชาติไม่รู้ขนบธรรมเนียมกฏหมายไทย” ด้วยเหตุนี้ เมื่อกงสุลยุโรปเข้าชื่อกันเพื่อทูลขอให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตัดถนน […]

ปฏิบัติการช่วย “13 หมูป่า” สามสัปดาห์ในโลกที่เคยเป็นไปไม่ได้

ในพื้นที่ที่คนทั่วไปไม่คุ้นเคย ภูมิประเทศยากแก่การเข้าถึง สงครามที่ทำกับธรรมชาติชนิดเอาเป็นเอาตายตลอดสามอาทิตย์นั้น มนุษย์เป็นฝ่ายเอาตัวรอดได้...ถ้าไม่เรียกว่าชนะ และยังปรากฏเป็นสัญลักษณ์ของชุมชนในจินตนาการที่ก้าวข้ามความแตกต่างทั้งมวล ด้วยเป้าหมายเดียวกัน

บรรดาผู้ศรัทธาเหล่านี้นับถือเอเลี่ยน

พวกเขาเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาเดินทางมายังโลกเมื่อ 32,000 ปีก่อน เพื่อชี้นำแนวทางให้แก่มนุษย์ วัฒนธรรมของพวกเขาปรากฏผ่านการรวมทุกศาสนา และอารยธรรมเข้าด้วยกันจนกลายเป็นความแฟนตาซี

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2018 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.