หากออเจ้าย้อนเวลาได้จริงจะคุยกับคุณพี่รู้เรื่องไหม? - Page 2 of 2 - National Geographic Thailand

หากออเจ้าย้อนเวลาได้จริงจะคุยกับคุณพี่รู้เรื่องไหม?

ไขคำตอบจากจินดามณี

“จะรู้ได้อย่างไรว่าคนสมัยก่อนออกเสียงอย่างไร ต้องดูจากหลักฐานหลายอย่างประกอบกันครับ” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์ หัวหน้าภาควิชาภาษาศาสตร์ จากคณะอักษรศาสตร์จุฬาฯ เช่นกันกล่าว โดยระบุว่าจินดามณีฉบับของพระโหราธิบดีเป็นฉบับที่ใช้ในการหาคำตอบได้ดี เนื่องจากภายในให้ข้อมูลชัดเจนว่าการจะออกเสียงภาษาไทยนั้นควรผันอักษรอย่างไร “ในจินดามณีระบุว่า เสียงวรรณยุกต์ต้องออกเสียงสูง ข้างในเขาจะเขียนไว้ชัดเจนเลยว่ารูปเอกอยู่บนบรรทัดที่สูงกว่ารูปสามัญ” ว่าแล้วอาจารย์พิทยาวัฒน์ ก็ลองผันอักษร กา ก่า ก้า ในแบบของชาวอยุธยาให้ฟัง ซึ่งผลที่ออกมาแปร่งหูใช้ได้เลยทีเดียว

ออเจ้า
ตัวอย่างของจินดามณีที่ตีพิมพ์โดยกรมศิลปากร หนังสือจินดามณีเปรียบเสมือนตำราเรียนภาษาไทยสำหรับคนไทย และมีคุณค่าในฐานะหลักฐานสำคัญสำหรับศึกษาภาษาของผู้คนสมัยโบราณ

อีกหนึ่งความแตกต่างที่ชัดเจนของการออกเสียงก็คือสระสั้น-ยาว “ประเด็นนี้ไม่ได้มีหลักฐานระบุไว้ครับ แต่เราสืบหาร่องรอยได้จากในภาษาอื่น ๆ ที่อยู่ในตระกูลภาษาไท-กะไดได้ เช่น ในภาษาลาว, ไทยใหญ่ หรือในภาษาคำเมืองเองคำบางคำที่ในสมัยก่อนออกเสียงยาวก็ยังคงออกเสียงยาวอยู่ หรือคำที่ออกเสียงสั้นก็ยังคงเหมือนเดิม” อาจารย์พิทยาวัฒน์กล่าว ดูเหมือนว่าคนที่เป็นฝ่ายเปลี่ยนไปจะมีแต่เราชาวกรุงเทพฯ ที่ออกเสียงสระสั้นยาวบางคำผิดเพี้ยนไปจากอดีต “ถ้าดูจากเอกสารของพจนานุกรมสัพะพะจะนะในสมัยรัชกาลที่ 4 จะเห็นว่าคำต่าง ๆ ยังมีลักษณะการออกเสียงแบบดั้งเดิมอยู่ ดังนั้นเราก็สามารถสรุปได้ว่าในสมัยสมเด็จพระนารายณ์สระบางคำยังไม่ได้ยืดขึ้นหรือหดลงเช่นในปัจจุบัน”

 

คุยกับคุณพี่หมื่น

เมื่อถามว่าหากเราสามารถย้อนเวลาได้จริง ในเมื่อภาษาไทยมีคำศัพท์และสำเนียงที่ต่างจากปัจจุบันอยู่พอควร ถ้าเช่นนั้นเราจะสามารถพูดคุยสื่อสารกับผู้คนในอดีตได้หรือไม่? 80 – 90% คือตัวเลขที่อาจารย์พิทยาวัฒน์ ประมาณให้ว่าสื่อสารได้อย่างแน่นอน “สำหรับคนไทยกรุงเทพฯ ปัจจุบัน ผมคิดว่าสื่อสารได้ไม่มีปัญหาครับ เพราะว่าคำศัพท์พื้นฐานก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไรมาก” ส่วนเรื่องสำเนียงหากใช้เวลาไม่นานก็สามารถปรับตัวให้คุ้นหูได้

ออเจ้า
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์ ศึกษาลักษณะของภาษาไทยและการออกเสียงเมื่อ 300 ปีก่อน โดยอาศัยหลักฐานจากจินดามณีและตำราอื่นๆ ตัวเขาสร้างเสียงจำลองที่เลียนแบบเสียงพูดของผู้คนในสมัยอยุธยาขึ้นมาได้และพบว่าเสียงพูดในอดีตมีสำเนียงคล้ายคนระยองในปัจจุบัน

“ถ้าย้อนเวลาได้ ผมอยากจะดูมากเลยครับว่าผู้คนสมัยก่อนเขาใช้ศัพท์กันอย่างไร ออกเสียงกันอย่างไร เพราะว่าในการศึกษาภาษาพูดของผู้คนสมัยโบราณ เรามีหลักฐานน้อยมากครับต้องอาศัยการปะติดปะต่อเชื่อมโยงมากเหมือนกัน” อาจารย์พิทยาวัฒน์กล่าว ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงคงสนุกน่าดู ถ้าบรรดานักวิชาการหรือนักประวัติศาสตร์มีโอกาสได้เห็นอดีตปรากฎขึ้นอยู่ตรงหน้า ทุกการกระทำ ทุกอิริยาบถของผู้คนในสมัยนั้นคงถูกจับจ้องด้วยสายตากระหายใคร่รู้ องค์ความรู้ที่เคยศึกษาและคาดเดากันมาอาจเปลี่ยนแปลง เมื่อรากเหง้าที่แท้จริงของเราถูกเปิดเผย “ปัจจุบันมันเป็นผลของอดีตครับ ฉะนั้นการศึกษาอดีตของภาษาไทยจึงช่วยให้เราทำความเข้าใจได้ว่าทำไมภาษาที่เราใช้กันทุกวันนี้จึงเป็นแบบนี้ และมันมีที่มาอย่างไร” นอกจากนั้นอาจารย์พิทยาวัฒน์ยังเสริมว่าภาษาเป็นเครื่องมือการสื่อสารที่ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดตลอดจนความเชื่อของผู้คนในสมัยก่อน ดังนั้นแล้วหากเราเรียนรู้เกี่ยวกับภาษาโบราณเหล่านี้ ก็อาจเปรียบได้กับการย้อนเวลาเช่นกัน

ออเจ้า
ตัวอย่างเอกสารเก่าสะท้อนวิถีชีวิตในอดีต จากบันทึกการเดินทางไปฝรั่งเศสของโกษาปานหน้าที่ 24 ถอดความได้ว่า “ผลไม้ทั้งนี้เมื่อกินสดนั้นย่อมใส่น้ำตาลทรายแลเคี่ยวน้ำตาลทรายกินบ้าง แลกินกับนมบ้าง ขนมทำด้วยแป้ง ข้าวโพดสาลีใส่น้ำตาลทราย แลขายทำเป็นแผ่น แลก็สิ่งหนึ่ง ขนมทำด้วยแป้งข้าวโพดสาลีใส่ไข่แลน้ำตาลทรายสิ่งหนึ่ง นมโคใส่ถาดสะเอือะขึ้น สิ่งหนึ่งลูกบ้าดำฉาบน้ำตาลทราย สิ่งหนึ่งลูกผักชีฉบน้ำตาลทราย สิ่งหนึ่งเอาดอกอบเชย”

“ขณะนี้ที่เรากำลังพูดภาษาไทยกันอยู่ก็ภาษามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาครับ ทุกวันนี้ภาษาไทยรับอิทธิพลจากภาษาอังกฤษมาก ไม่เหมือนสมัยก่อนที่เราประยุกต์คำมาจากภาษาเขมรหรือบาลี อีกหนึ่งเรื่องคือเสียงของวรรณยุกต์ที่เปลี่ยนไปครับ ถ้าเทียบกับเมื่อ 50 – 60 ปีที่แล้ว เสียงเอก โท ตรี ก็ไม่เหมือนทุกวันนี้ ความเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้นทีละน้อย ต้องรอดูกันต่อไปครับว่าภาษาไทยในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร” อาจารย์พิทยาวัฒน์กล่าวปิดท้ายถึงแนวโน้มของภาษาไทยในอนาคต

เรื่อง ธนเสฏฐ์ ศิริวัฒนาดิเรก

ภาพ สรวิชญ์ ลือชาการ

อัตโนจะลาท่านไป แลขอให้ท่านทั้งปวงอยู่เป็นสุขเถิด ข้าพเจ้าตอบว่า อัตโนขอบใจท่านนักหนา อัตโนขอพรแก่พระเป็นเจ้าให้ชีต้นอยู่เป็นสุข แลให้ได้บำรุงศาสนาพระเป็นเจ้า ให้เป็นกุศลสืบไป ครั้นแล้วก็ลาไป

บันทึกการเดินทางไปฝรั่งเศสของโกษาปานหน้าที่ 3 สนทนากับคณะบาทหลวงคาเมลีต ซึ่งเป็นคริสต์ศาสนานิกายหนึ่งที่แพร่หลายในฝรั่งเศสสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 4

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

อ.ดร.วิภาส โพธิแพทย์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์

จินดามณี กรมศิลปากร

ย้อนรอยโกษาปาน “ต้นทางฝรั่งเศส” นิราศสยามต่างแดนเล่มแรก

ประชุมจดหมายเหตุออกพระวิสุทสุนทร

จากลายสือไทยสู่อักษรไทย

ประวัติโกษาปานและบันทึกการเดินทางไปฝรั่งเศส

อักษรไทยโบราณ ลายสือไทย และวิวัฒนาการอักษรของชนชาติไทย

คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

 

คำศัพท์

อัตโน = ข้าพเจ้า

ออเจ้า = สรรพนามเรียกเธอ ใช้กับผู้ที่มีศักดิ์น้อยกว่า

เทื้อคาเรือน = หญิงสาวที่ถึงวัยต้องออกเรือนแล้วแต่ยังไม่มีคู่ครอง

ฟะรังคี = ฝรั่ง หรือชาวต่างชาติ

ฝีดาวู = ชนชั้นผู้ดีมีตระกูล มาจากคำว่า Fidalgo ในภาษาโปรตุเกส

เมืองแบรศ = เมือง Brest เมืองท่าชายฝั่งด้านตะวันตกของประเทศฝรั่งเศส

แลก็ = และ, กับ

สะเอือะ = น้ำข้นๆ ลอยเป็นฝาจับอยู่บนของเหลว เช่น สะเอือะนม

ลูกบ้าดำ = ผลไม้ชนิดหนึ่ง

ชีต้น = ใช้เรียกพระภิกษุในพระพุทธศาสนา

 

อ่านเพิ่มเติม

เปิดลายมือคุณพี่หมื่นตัวจริง จากเอกสาร “ต้นทางฝรั่งเศส”

เรื่องแนะนำ

วิวาทะว่าด้วยกำแพงแบ่งพรมแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก

คนอเมริกันคิดว่ากำแพงจะสามารถแก้ปัญหาได้ ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ใช่ ชมผลงานชุดภาพถ่ายของ ริชาร์ด มิสรัก ที่สะท้อนถึงแนวคิดชาตินิยมผ่านพรมแดน

กล้าทดสอบความกล้ากับฝูงมดกระสุนนี้ไหม?

ในหลากหลายวัฒนธรรมมีพิธีกรรมที่จัดขึ้นเพื่อให้เด็กชายเตรียมความพร้อมไปสู่การเป็นชายชาตรี สำหรับพิธีกรรมของชนเผ่า Sateré-Mawe ในป่าแอมะซอน ของบราซิลนี้จะทำให้คุณขนหัวลุก เพราะพวกเขาใช้มดกระสุนเจ้าของฉายามดกัดเจ็บราวกับถูกปืนยิง เป็นเครื่องมือในการทดสอบ เมื่อเริ่มพิธีกรรมบรรดาผู้ใหญ่ในชนเผ่าจะไปคุ้ยหามดกระสุนและทำให้พวกมันสลบ จากนั้นพวกเขาจะนำมดกระสุนสอดเข้าไปในถุงมือที่สานขึ้นจากใบไม้ ทำให้มดไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ เด็กชายที่เข้าร่วมพิธีกรรมจะต้องสอดมือเข้าไปในถุงมือดังกล่าว และเต้นรำอยู่นาน 10 นาที จึงจะสามารถถอดถุงมือออกได้ ซึ่งแม้จะทาผงถ่านทั่วมือแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่วายถูกมดกระสุนกัดอยู่ดี ความเจ็บปวดจะลุกลามไปทั่วมือและอาจต้องใช้เวลาถึง 24 ชั่วโมงกว่าจะหาย แต่นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะพวกเขาต้องทำเช่นนี้จนครบ 20 ครั้งจึงจะได้รับการยอมรับในฐานะ “นักรบ” ของเผ่าอย่างเต็มภาคภูมิ   อ่านเพิ่มเติม : มหัศจรรย์แห่งอาหาร ชมกระบวนการทำ “ซุปหิน” ในเม็กซิโก, ความงามที่เปลี่ยนแปลงไปของชนเผ่าอะปาตานี

หญิงยุคก่อนประวัติศาสตร์กระดูกแข็งกว่าหญิงปัจจุบัน

หญิงยุคก่อนประวัติศาสตร์กระดูกแข็งกว่าหญิงปัจจุบัน ชีวิตในยุคก่อนประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องง่าย และผลจากการใช้แรงงานหนักในสังคมเกษตรกรรมส่งผลให้บรรดาผู้หญิงในยุคนั้นมีร่างกายที่แข็งแรง หลักฐานยืนยันทฤษฎีนี้ปรากฏอยู่ในโครงกระดูก ทีมนักวิจัยที่นำโดย Alison Macintosh จากมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ได้ศึกษาเปรียบเทียบโครงกระดูกของผู้หญิงในยุคโบราณกับโครงกระดูกของผู้หญิงสมัยใหม่  ซึ่งรวมไปถึงนักกีฬาพายเรือ ผลการศึกษาพวกเขาพบว่าผู้หญิงที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 5,000 ปีก่อนคริสต์กาลมีช่วงแขนที่แข็งแรงกว่านักกีฬาหญิงในปัจจุบันเสียอีก นั่นเป็นเพราะว่าในยุคเกษตรกรรมผู้หญิงเหล่านี้ต้องทำงานที่ต้องใช้แรงตลอดเวลา จึงทำให้พวกเธอมีร่างกายช่วงบนที่แข็งแรง ผลการศึกษานี้ช่วยฉายภาพให้เห็นถึงวิถีชีวิตของผู้หญิงในช่วงเวลานั้น ว่าพวกเธอมีความเป็นอยู่กันอย่างไร   อ่านเพิ่มเติม เมื่อสงครามกลางเมืองจบ หมู่บ้านแห่งนี้เหลือเพียงผู้หญิงและเด็ก

พลังแห่งความสงบ ชมทักษะการตั้งหินอันน่าอัศจรรย์ของชายคนนี้

Manu Topic คือศิลปินผู้นิยามตนเองว่าเชี่ยวชาญในการตั้งก้อนหิน ความสามารถนี้ได้มาจากการฝึกฝน ทั้งยังประกอบด้วยสมาธิอันเยี่ยมยอด ที่แม่น้ำ Arros ในเทือกเขาพีเรนีส ของฝรั่งเศส Topic จะมาโชว์ทักษะต้านแรงโน้มถ่วงของเขาให้ดู ผ่านภาพยนตร์สั้นที่จัดทำขึ้นโดย Patrick Foch แล้วคุณผู้อ่านจะได้เห็นว่าพลังแห่งความสงบนั้น มีพลังมากแค่ไหน   อ่านเพิ่มเติม : เมื่อความมืดมาถึง รถเมล์คันนี้จะกลายเป็นที่พักของคนไร้บ้าน, หญิงสาวปั่นจักรยาน 1,900 กม. เพื่อตามหาพ่อจากสงครามเวียดนาม