10 เรื่องน่ารู้ความสัมพันธ์เกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้

10 เรื่องน่ารู้ความสัมพันธ์เกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้

10 เรื่องน่ารู้ความสัมพันธ์เกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้

ภาพผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จอง-อุน และคณะเดินลงมาตามบันไดของ Panmun Hall ในเขตปลอดทหารฝั่งเกาหลีเหนือ (อาคารที่เห็นด้านหลังในภาพบน) ก่อนที่ผู้นำสูงสุดของเกาเหลีเหนือจะเดินต่อไปยังเส้นกำหนดเขตทหาร (Military Demarcation Line หรือ MDL) ที่ มุน แจ-อิน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ยืนรออยู่อีกฝั่งในเขตเกาหลีใต้ เมื่อผู้นำทั้งสองสัมผัสมือกัน คิม จอง อุน ก็กลายเป็นผู้นำสูงสุดคนแรกของเกาหลีเหนือที่ข้ามพรมแดนเข้าสู่เขตแดนของเกาหลีใต้ นับตั้งแต่สงครามระหว่างสองเกาหลีสิ้นสุดลงอย่างไม่เป็นทางการเมื่อปี 1953 ไม่เพียงเท่านั้น หลังก้าวข้ามพรมแดนเข้าสู่เกาหลีใต้ คิม จอง-อุน ก็ยังเชื้อเชิญมุน แจ-อิน ให้ก้าวข้ามเส้นกำหนดเขตทหารเข้าสู่เกาหลีเหนือด้วยเช่นกัน ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ภาพเหตุการณ์สั้นๆ นี้จะกลายเป็นภาพประวัติศาสตร์ตราบนานเท่านาน

ความขัดแย้งเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้
ทหารเกาหลีใต้เฝ้าระวังผู้แทรกซึมจากเกาหลีหนือที่บริเวณเขตปลอดทหาร ความตึงเครียดที่ทวีขึ้นทำให้ทหารต้องเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา ภาพถ่ายโดย ไมเคิล ยามาชิตะ

กว่าจะมาถึงวันนี้ เรามาย้อนดูความเป็นมาของความขัดแย้งระหว่างสองเกาหลีที่ยืดเยื้อมาเกือบ 70 ปี ใน  “10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้”

1. เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ยังอยู่ในภาวะสงคราม (ในเชิงเทคนิค) หมายความว่า ทั้งสองประเทศยังไม่ได้ประกาศยุติสงครามระหว่างกันและไม่รับรองอำนาจอธิปไตยของกันและกัน เพียงแต่ลงนามในข้อตกลงสงบศึกหรือข้อตกลงหยุดยิง (Armistice หรือ Truce) เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ปี 1953 ที่ปันมุนจอม หลังทำสงครามห้ำหั่นกันนานสามปี (1950-1953) ผลสัมฤทธิ์ประการหนึ่งจากการประชุมสุดยอดของผู้นำทั้งสองในครั้งนี้น่าจะเป็นการปูทางไปสู่การประกาศสันติภาพ (อาจอยู่ในรูปแบบสนธิสัญญาสันติภาพหรือ Peace Treaty) ระหว่างกันอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการเจรจาและเตรียมการพอสมควรเนื่องจากมีมหาอำนาจทั้งสหรัฐฯ และจีน เข้ามาเกี่ยวข้องในฐานะผู้สนับสนุนเบื้องหลังทั้งสองฝ่าย

เกาหลีเหนือ
รั้วลวดหนามสูง 3 เมตรซึ่งสร้างกั้นตลอดแนวพื้นที่ด้านใต้ของเขตปลอดทหาร เป็นสิ่งย้ำเตือนว่าสองเกาหลียังคงอยู่ในภาวะสงครามอย่างเป็นทางการ จึงต้องมีเครื่องกีดขวางไว้คุ้มครองเขตแดนของตน ป้ายคำขวัญปลุกใจให้รักชาติมีจุดประสงค์เพื่อทำลายขวัญของทหารฝ่ายเกาหลีเหนือ
ภาพถ่ายโดย ไมเคิล ยามาชิตะ

2.ข้อตกลงสงบศึกที่ทำขึ้นในปี 1953  ส่งผลให้เกิดแนวหยุดยิงยาว 238 กิโลเมตร มีกองทหารที่ผ่านการฝึกมาอย่างดีนับแสนๆ คนจากสองกองทัพที่อาจเรียกได้ว่าใหญ่ที่สุดในโลกเผชิญหน้ากันอยู่ (ฝ่ายเกาหลีใต้มีทหารสหรัฐฯ ประจำการอยู่หลายหมื่นนาย ขณะที่เกาหลีเหนือมีกองทัพอันเกรียงไกรที่ว่ากันว่ามีกำลังพลมากกว่าล้านนาย)

3. ต้นตอของความขัดแย้งสืบย้อนไปถึงช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อฝ่ายพันธมิตรคือสหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกาขับญี่ปุ่นออกจากเกาหลี และใช้เส้นขนานที่ 38 แบ่งคาบสมุทรเกาหลีออกเป็นสองส่วน วันที่ 25 มิถุนายน ปี 1950 เกาหลีเหนือส่งกองกำลังนำโดยกองทัพรถถังบุกโจมตีเกาหลีใต้แบบสายฟ้าแลบโดยมีโซเวียตหนุนหลัง นัยว่าเพื่อต้องการสถาปนาระบอบคอมมิวนิสต์ทั่วทั้งคาบสมุทร ต่อมาจีนซึ่งเพิ่งเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์ก็เข้าร่วมสงครามในเดือนตุลาคม ฝ่ายเกาหลีใต้ได้รับความช่วยเหลือจากกองกำลังสหประชาชาติซึ่งกำลังพลส่วนใหญ่มาจากสหรัฐฯ สงครามดำเนินไปอย่างยืดเยื้อและถึงทางตันหลังผ่านไปสามปี คร่าชีวิตทหารไปเกือบเก้าแสนคน และพลเรือนอีกกว่าสองล้านคนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

เกาหลีเหนือ
เชลยสงครามเกาหลีเหนือพักผ่อนด้วยการสูบบุหรี่ในค่ายกักกัน (ภาพถ่ายโดย ROBERT H. MOSIER, U.S. MARINE CORPS)

4.ข้อตกลงสงบศึกเมื่อปี 1953 ไม่ได้ยุติความเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน แต่กำหนดเขตปลอดทหารหรือดีเอ็มซี (Demilitarized Zone: DMZ) ขึ้นบนพื้นที่กว้างสี่กิโลเมตรซึ่งภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาพาดข้ามคาบสมุทรเกาหลี ที่บริเวณใกล้เส้นขนานที่ 38 เพื่อเป็นเขตกันชนแยกกองทัพคู่อริออกจากกัน เขตกันชนนี้เป็นเขตต้องห้ามสำหรับกองทหารขนาดใหญ่และอาวุธหนักอย่างรถถังและปืนใหญ่

เกาหลีเหนือ
ระเบิดควัน เสียงปืนใหญ่และการซุ่มยิง คือบรรยากาศของการจำลองการสู้รบระหว่างการฝึกเคลื่อนย้ายทหาร ทหารสหรัฐฯ นายหนึ่งบอกว่า “เราซ้อมในพื้นที่ที่จะรบจริง และเมื่อถูกเรียกตัวก็ไม่มีเวลาเตรียมตัว ต้องพร้อมรบคืนนี้เลย”
ภาพถ่ายโดย ไมเคิล ยามาชิตะ

5.นอกจากกำหนดเขตปลอดทหารหรือดีเอ็มซีแล้ว ข้อตกลงสงบศึกยังได้กำหนดเส้นสมมุติแบ่งอาณาเขตเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ขึ้นตรงกึ่งกลางเขตกันชน เรียกว่า เส้นกำหนดเขตทหาร (Military Demarcation Line: MDL) ใครที่พยายามข้ามเส้นนี้ไปอาจถูกยิงได้  นับตั้งแต่การกำหนดเขตปลอดทหารขึ้นเมื่อปี 1953 เกิดเหตุกระทบกระทั่งกันประปราย โดยส่วนใหญ่มักสืบเนื่องจากทหารฝ่ายเกาหลีเหนือพยายามแปรพักตร์และลักลอบหนีเข้ามายังดินแดนเกาหลีใต้ ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปีนับจากนั้นมีทหารฝ่ายเกาหลีใต้ (รวมทั้งทหารสหรัฐฯ) เสียชีวิตรวมกันกว่า 400 นาย ขณะที่ฝ่ายเกาหลีเหนือมีเกือบ 1,000 นาย

เกาหลีเหนือ
บรรยากาศภายในเขตปลอดทหารเมื่อมองจากฝั่งเกาหลีใต้ อาคารเบื้องหน้าคือ Panmun Hall ตั้งอยู่ในฝั่งเกาหลีเหนือ แนวปูนที่เห็นอยู่ตรงกลางของอาคารสีฟ้า คือเส้นกำหนดเขตทหาร (Military Demarcation Line หรือ MDL)

6.สงครามเกาหลี ทำให้ครอบครัวของประชาชนกว่า 7 ล้านคนต้องพลัดพรากจากกัน เมื่อผู้คนจำนวนมากพากันหนีภัยการปกครองของคอมมิวนิสต์ลงใต้ เกาหลีเหนือตัดขาดการสื่อสารทัังหมด ไม่ว่าจะเป็นไปรษณีย์ โทรศัพท์ หรือการเดินทางตั้งแต่ปี 1953 แต่หลังการประชุมสุดยอดของสองผู้นำเกาหลีเมื่อปี 2000 ได้มีการจัดให้ครอบครัวชาวเกาหลีทั้งสองฝั่งมาพบหน้ากันอีกครั้ง และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ลึกๆ แล้วชาวเกาหลีทั้งสองฟากฝั่งยังวาดหวังถึงการรวมชาติ (Korean Reunification) อันเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ยาวนาน 13 ศตวรรษของเกาหลี ก่อนที่ทุกอย่างจะขาดสะบั้นลงในปี 1945  การแบ่งแยกประเทศเกาหลีเป็นสองนี้อาจเป็นหนึ่งในมรดกสุดท้ายของยุคสงครามเย็น หลังกำแพงเบอร์ลินที่เคยแบ่งแยกเยอรมันตะวันออกและเยอรมันตะวันตกพังทลายลงเมื่อปี 1989

เกาหลีเหนือ
คัง โจ เคียง ซึ่งหนีมาจากเกาหลีเหนือเมื่อปี 1947 ร่ำไห้หาพ่อแม่และพี่น้องที่ไม่ได้พบกันหรือไม่ได้ข่าวอีกเลย เกาหลีเหนือปิดพรมแดนเมื่อปี 1953 ทำให้ครอบครัวต้องจากกัน คังชอบยืนใกล้เขตปลอดทหารเพื่อ “จะได้รู้สึกเหมือนอยู่ใกล้ครอบครัว” (ภาพถ่ายโดย ไมเคิล ยามาชิตะ)

7.ในเชิงการทหารและยุทธศาสตร์เชื่อว่า ฝ่ายเกาหลีใต้มีความเหนือกว่าในแง่เทคโนโลยีและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ได้รับการหนุนหลังอย่างเต็มที่จากสหรัฐฯ ขณะที่เกาหลีเหนือได้เปรียบในเชิงขนาดของกองทัพที่สามารถยาตราทัพถาโถมข้ามพรมแดนเข้ามาได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่กรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้อยู่ห่างออกไปจากเขตปลอดทหารเพียง 50 กิโลเมตร นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่เกาหลีเหนือมุ่งมั่นพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อเป็นกำลังต่อรองโดยไม่เพียงพุ่งเป้าไปยังเกาหลีใต้ แต่ยังพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกลที่อ้างว่าสามารถยิงไปถึงดินแดนสหรัฐอเมริกาได้

8.ปัจจุบัน เขตปลอดทหารกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว ซึ่งส่วนใหญ่มาจากทางฝั่งเกาหลีใต้ ให้มาชมประวัติศาสตร์แห่งความขัดแย้ง เช่น สะพานเสรีภาพ (Bridge of Freedom) ที่ถูกทำลายลงบางส่วนในสงครามเกาหลี อุโมงค์และหลุมหลบภัย ตลอดจนซื้อหาของที่ระลึกจากเขตปลอดทหาร การไปเยี่ยมชมเขตปลอดทหารจำเป็นต้องปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

เกาหลีเหนือ
นักท่องเที่ยวถ่ายภาพกับป้ายโฆษณาชวนเชื่อของเกาหลีเหนือ (ภาพถ่ายโดย เดวิด กุทเทนเฟลเดอร์)

9.“ปันมุนจอม” เป็นชื่อของ “หมู่บ้านพักรบ” ในเขตปลอดทหารซึ่งเป็นพื้นที่เดียวที่ทหารทั้งสองฝ่ายประจันหน้ากันในบริเวณที่เรียกว่า Joint Security Area (JSA) ย้อนหลังไปเมื่อปี 1953 สถานที่แห่งนี้ใช้เป็นดที่เจรจาและลงนามในข้อตกลงหยุดยิงระหว่างตัวแทนของจีน เกาหลีเหนือ และสหประชาชาติ

เกาหลีเหนือ
อาคารฝั่งเกาหลีเหนือนั้นใหญ่มหึมาและคงสไตล์แบบโซเวียต (ซ้าย) ในขณะที่อาคารของเกาหลีใต้ดูทันสมัยกว่า (ขวา)
ภาพถ่ายโดย เดวิด กุทเทนเฟลเดอร์

10.ข้อดีอย่างหนึ่งในจำนวนไม่กี่อย่างที่เกิดจากการเผชิญหน้ายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ อาจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ กล่าวคือ เกราะความมั่นคงรอบเขตปลอดทหารได้ช่วยอนุรักษ์พื้นที่ซึ่งยังไม่พัฒนาผืนใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้เป็นเนื้อที่เกือบ 2,500 ตารางกิโลเมตรไว้ ในประเทศที่มีการตั้งถิ่นฐานหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลกประเทศนี้ อย่างไรก็ตาม พื้นที่ป่าส่วนใหญ่ในบริเวณนี้ยังคงห้ามคนทั่วไปเข้า ผู้มาเยือนที่ต้องการชมสัตว์ป่าดาวเด่นของเขตปลอดทหาร คือนกกระเรียนเอเชียหายากสองชนิด ต้องได้รับอนุญาตจากทางทหารก่อน

เกาหลีเหนือ
ป่าที่ได้มาโดยบังเอิญ ในเขตปลอดทหารเป็นที่อยู่ของนกกระเรียนกระหม่อมแดงหายากราว 350 ตัว ที่หนีหนาวจากไซบีเรียและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนมาหาอาหารตามทุ่งนาบนที่ราบเซอร์วอน
ภาพถ่ายโดย ไมเคิล ยามาชิตะ

 

อ่านเพิ่มเติม

เหลียวมองเกาหลีเหนือ

เรื่องแนะนำ

รูปที่มีทุกบ้าน

หากมองเผิน ๆ เราคงไม่รู้สึกประหลาดใจกับภาพถ่ายภาพนี้สักเท่าไร แต่ถ้าผมบอกว่าภาพนี้ถ่ายโดยช่างภาพชื่อ ดีน คองเกอร์ มีดีกรีเป็นช่างภาพ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ก็อาจจุดประกายความสนใจขึ้นมาได้บ้าง แล้วถ้าผมบอกเพิ่มอีกว่า ภาพนี้ถ่ายไว้ตั้งแต่ปี 1967 หรือตรงกับ พ.ศ. 2510 เป็นภาพหนึ่งที่ประกอบสารคดีเรื่อง “Hope and Fears in Booming Thailand” ตีพิมพ์ใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนกรกฎาคม ปีเดียวกันนั้น ก็น่าจะทำให้ใครหลายคนอยากรู้เรื่องราวเบื้องหลังมากขึ้น คำบรรยายภาพภาพนี้ระบุสั้น ๆ ว่า “พระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งกำลังศึกษาพระธรรมอยู่ในกุฏิที่วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ชายไทยส่วนใหญ่รวมถึงพระมหากษัตริย์ซึ่งพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ประดับอยู่บนผนังห้องจะได้รับผลบุญยิ่งใหญ่จากการบวชเรียนเป็นพระภิกษุ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ตาม” ภาพถ่ายภาพนี้มีอายุเกือบครึ่งศตวรรษ หากบวกเวลาเพิ่มเข้าไปอีก 20 ปีคงหมายถึงหนึ่งชั่วอายุคนและหมายถึงช่วงเวลา 70 ปีที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ของปวงชนชาวไทย รัชสมัยอันยาวนานนี้หมายความว่า คนไทยส่วนใหญ่เกิดและเติบโตขึ้นใน แผ่นดินรัชกาลที่ 9 แม้วันนี้พระองค์จะจากพวกเราไป พร้อม ๆ กับที่ยุคสมัยหรือหน้าประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่หน้าหนึ่งได้ปิดฉากลง นั่นคือความเป็นจริงอันเจ็บปวดที่เราจำต้องยอมรับ  และก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยกัน ในบทความเรื่อง “พระราชวงศ์ผู้ทรงงานของไทย” หรือ “Thailand’s Working Royalty” ตีพิมพ์ใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับตุลาคม ปี 1982 ผู้เขียนมีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อกราบบังคมทูลสัมภาษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสถึงความเปลี่ยนแปลงในบ้านเมืองโดยทรงไล่เรียงความเป็นไปในแต่ละรัชกาล จนมาถึงรัชสมัยของพระองค์ว่า “แล้วเราก็เข้ามา [เสด็จขึ้นครองราชย์] ตอนนั้นเราอายุ 18 ถึงตอนนี้ก็ 36 ปีแล้ว เป็นเวลายาวนานทีเดียว ตอนที่เราเข้ามารับหน้าที่นี้ในพระราชวัง ทั้งเก้าอี้และพรมมีรูโหว่ พื้นก็ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด พระราชวังอยู่ในสภาพเก่าทรุดโทรม ตอนนั้นเป็นช่วงหลังสงคราม และไม่มีใครคอยดูแล เราต้องสร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นใหม่ เราไม่รื้อทำลาย แต่ค่อย ๆ ประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกันทีละชิ้น นี่ก็ล่วงเข้า 36 ปีแล้ว ดังนั้นรัชสมัยนี้อาจเป็นเรื่องของการก้าวไปทีละก้าว [เป็น] วิวัฒนาการมองหาสิ่งดี ๆ จากอดีต ประเพณียังคงอยู่และได้รับการปรับเปลี่ยน นี่คือบทเรียน: เรานำประเพณีเก่าแก่มาบรูณะขึ้นใหม่ เพื่อใช้ประโยชน์ในปัจจุบันและอนาคต”      ปวงข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้   อ่านเพิ่มเติม : คุยกับซีซาร์ มิลแลน, ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙

สันติภาพเปราะบาง

แม้สงครามกลางเมืองอันนองเลือดและยืดเยื้อยาวนานจะปิดฉากลง แต่ ศรีลังกา ยังมีบาดแผลต้องเยียวยา โดยเฉพาะผู้คนเรือนหมื่นที่ต้องพลัดที่นาคาที่อยู่และกลายเป็นบุคคลสาบสูญ วันที่ 8 มกราคม ปี 2015 ศรีลังกา ทำให้โลกตกตะลึงด้วยการโค่นรัฐบาลเผด็จการของมหินทะ ราชปักษาในการเลือกตั้งที่พูดได้ว่าสงบและใสสะอาดเป็นส่วนใหญ่  ผู้นำใหม่ของประเทศมุ่งมั่นอยากแสดงให้โลกเห็นว่า ศรีลังกา ทำตัวเป็นประเทศประชาธิปไตยยุคใหม่ได้  รัฐบาลของประธานาธิบดีไมตรีปาละ สิริเสนาเริ่มปฏิรูประบบตุลาการ ที่ฉ้อฉล แปรรูปหน่วยงานรัฐที่อุ้ยอ้ายเทอะทะ และแก้ปัญหาหนี้สินมหาศาล ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรเลยที่นักท่องเที่ยวจะนั่งเครื่องบินไปลงโคลัมโบ สนุกกับกิจกรรมท่องเที่ยวสารพัดที่ศรีลังกาหยิบยื่นให้ ตั้งแต่การเยี่ยมชมวัดเก่าแก่ที่ดัมบุลลาและเมืองโบราณโปลอนนารุวะ ชมช้างและเสือดาวในอุทยานต่างๆ เที่ยวไร่ชาหรูหราอลังการ ไปจนถึงเล่นกระดานโต้คลื่นที่อ่าวอารูกัม ก่อนบินกลับบ้านโดยไม่ตระหนักเลยว่า ที่นี่คือศูนย์กลางของสงครามนองเลือดระหว่างชาติพันธุ์ที่ยาวนานถึง 26 ปี เหตุผลหรือตัวช่วยหนึ่งอาจมาจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์ โคลัมโบตั้งอยู่ทางใต้ เป็นภูมิภาคที่ปกครองโดยชาวสิงหลซึ่งส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชนและคิดเป็นประชากรราวร้อยละ 75 ของประเทศ สถานที่ท่องเที่ยวหลักเกือบทั้งหมดกระจุกตัวอยู่ทางใต้  ในทางกลับกัน จังหวัดนอร์เทิร์นไม่มีอะไรโดดเด่น  เป็นภูมิประเทศซึ่งส่วนใหญ่แห้งแล้งกันดารและราบเรียบ ที่นี่ยังเป็นบ้านเกิดของชาวทมิฬ ในศรีลังกาซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดูและคิดเป็นประชากรราวร้อยละ 11 ของประเทศ ดินแดนทางเหนือและตะวันออกคือบริเวณที่กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลม (Liberation Tigers of Tamil Eelam – อีแลมคือชื่อเรียกศรีลังกาในภาษาทมิฬ) สถาปนารัฐปกครองตนเองก่อนถูกปราบปรามในที่สุด “นี่คือประวัติศาสตร์ของโอกาสที่หลุดลอยไปครับ” นายกรัฐมนตรีรานิล […]

มาดามทุสโซใช้ศีรษะนักการเมืองที่โดนบั่นคอเป็นแบบสร้างหุ่นขี้ผึ้งรุ่นแรก

ย้อนอดีตไปยังเบื้องหลังของผลงานชิ้นแรกๆ จาก มารี ทุสโซ ศิลปินหุ่นขี้ผึ้ง ที่ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์ของเธอขยายสาขาไปทั่วโลก

เผยโฉมใบหน้าของแมรี แม็กดาลีน

ใบหน้าที่เห็นนี้ถูกสร้างขึ้นใหม่จากกระโหลกศีรษะที่เชื่อกันว่าเป็นของ แมรี แม็กดาลีน สตรีผู้ติดตามพระเยซู ตามพระคัมภีร์ไบเบิลพันธสัญญาใหม่ กระโหลกศีรษะนี้ถูกเก็บรักษาอยู่ที่มหาวิหาร Saint-Maximin-La-Sainte-Baume ในฝรั่งเศส Philippe Froesh ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาและศิลปิน ร่วมมือกับ Philippe Charlier นักมานุษยวิทยา ทั้งคู่ใช้ภาพถ่ายหลายร้อยใบเป็นส่วนประกอบในการสร้างภาพจำลอง 3 มิติใบหน้าของแมรี แม็กดาลีนขึ้นมา เนื่องจากกระโหลกศีรษะยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ดังนั้นจึงง่ายต่อการระบุตำแหน่งของดวงตา จมูกและปาก ซึ่งพวกเขาคาดหวังว่าเทคโนโลยีนี้จะมีส่วนช่วยไขปริศนาทางโบราณคดีอีกมากมายในอนาคต   อ่านเพิ่มเติม : ผลตรวจ DNA ชี้โครงกระดูกของนักรบไวกิงผู้โด่งดัง เป็นผู้หญิง, รำลึก 20 ปีการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอานา