History Archives - Page 2 of 22 - National Geographic Thailand

เรื่องของสตรีกว่า 10,000 คนที่เป็นนักถอด รหัสลับ ให้สหรัฐฯ ชนะสงครามโลก

เรื่องราวของ นักถอด รหัสลับ ผู้หญิงกว่า 10,000 คนทำงานกับกองทัพสหรัฐฯ เพื่อให้สงครามจบลง สตรีนักถอด รหัสลับ แห่งสงครามโลกครั้งที่สอง – ในยามบ่ายอันหนาวเย็นวันหนึ่งในเดือนพฤศจิกายน 1941 แอนน์ ไวท์ พบจดหมายแปลกๆ ฉบับหนึ่งในกล่องรับจดหมายจากศาสตราจารย์ดาราศาสตร์ที่อยากพบเธอ ไวท์ซึ่งกำลังศึกษาภาษาเยอรมันที่วิทยาลัยเวลส์ลีย์ในมลรัฐแมสซาชูเซตส์พบว่าศาสตราจารย์ท่านนี้มีคำถามที่อยากถามเธอเพียงสองข้อ คือเธอชอบปริศนาครอสเวิร์ดไหม และเธอหมั้นหรือยัง มีการถามสองคำถามนี้กับผู้หญิงทั่วทั้งสหรัฐฯ หากคำตอบสำหรับคำถามแรกคือใช่และคำถามที่สองคือไม่ พวกเธอจะได้รับข้อเสนอสำหรับโอกาสฝึกฝนอาชีพลับอย่างการถอดรหัสลับให้กองทัพบกหรือทัพเรือสหรัฐฯ เพียงสองปีก่อนหน้านั้น เยอรมนีภายใต้การนำของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำพรรคนาซี ได้ยกทัพบุกโปแลนด์และจุดชนวนสงครามโลกครั้งที่สอง หลังสงครามโลกครั้งแรกจบลงในปี 1918 การเมืองระหว่างประเทศยังคงตึงเครียดอย่างสูง และการบุกโปแลนด์และประเทศอื่นๆ ในยุโรปครั้งนี้ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งที่แพร่กระจายไปทั่วทุกมุมโลก ประเทศส่วนใหญ่เข้าร่วมหนึ่งในสองฝ่าย คืออักษะ (ซึ่งมีอำนาจสำคัญคือเยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น) และสัมพันธมิตร (ซึ่งมีประเทศเช่นสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส รัสเซีย จีน และสหรัฐฯ เข้าร่วม) สหรัฐฯ เข้าร่วมสงครามเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 1941 หลังญี่ปุ่นโจมตีฐานทัพเรือที่เพิร์ลฮาร์เบอร์บนเกาะโอวาฮู มลรัฐฮาวาย หลายประเทศพัฒนา รหัสลับ เพื่อส่งข้อความลับเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวต่างๆ […]

เปิดหน้าดินเมืองลำปาง ค้นหานักบินผู้หายสาบสูญในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

เมื่อ 77 ปีก่อน นักบินอเมริกันได้สูญหายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ภารกิจค้นหาเพื่อพาเขากลับมาตุภูมิจึงเกิดขึ้น ผืนดินเก็บงำอดีตเอาไว้ราวกับความลับ มันถูกพลิกไถไปตามฤดูกาล พืชพันธุ์นานาชนิดงอกเงยขึ้นมาหล่อเลี้ยงผู้คน ใต้ผืนดินเดียวกันนี้ เจ้าหน้าที่แห่งสำนักงานค้นหาเชลยศึกและผู้สูญหายของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ (DPAA) กำลังขุดหาชิ้นส่วนเครื่องบินล็อกฮีด พี-38 ไลท์นิง รวมถึงหลักฐานยืนยันอัตลักษณ์ของนักบินผู้สูญหายระหว่างปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนถ่ายภาพทางอากาศเมืองทางตอนเหนือของประเทศไทยช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2  จากเมืองลำปางลงไปทางทิศใต้ด้วยระยะทาง 40 กิโลเมตร ทุ่งนาท้ายหมู่บ้านแม่กัวะ อำเภอสบปราบ ถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่ขุดค้นทางโบราณคดี ธงสีขาวปักบนดินคล้ายฝูงนกกระยางนาหากินในทุ่ง สถานีคัดกรองวัตถุด้วยแรงดันน้ำถูกสร้างด้วยไม้ตั้งอยู่กลางทุ่งนา ห้องน้ำเคลื่อนที่ติดตั้งไว้ปลายนาด้านหนึ่ง เครื่องสูบน้ำและเครื่องปั่นไฟคือแหล่งพลังงานขับเคลื่อนภารกิจนี้  นาผืนนี้คือตำแหน่งที่เครื่องบิน พี-38 ประสบอุบัติเหตุตกลงเมื่อ 77 ปีก่อน นักบินยศร้อยโทเป็นความลับของประวัติศาสตร์ที่คนรุ่นหลังเพิ่งค้นพบ ภารกิจค้นหาเพื่อพาเขากลับบ้านจึงเริ่มต้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2022  ชาวบ้านแม่กัวะเรียกพื้นที่บริเวณนี้ว่า ‘หลังเทิน’ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นตั้งค่ายพักอยู่บริเวณที่ชาวบ้านแม่กัวะเรียกว่า ‘หลังเทิน’ ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังขนาดใหญ่ของชาวบ้านแม่กัวะ อยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 3 กิโลเมตร ภาพโดย วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์ การค้นหาทหารอเมริกันผู้สูญหายจากความขัดแย้งและสงครามในอดีตคือภารกิจหลักของสำนักงาน DPAA ไม่ว่าจะเป็นสงครามโลกครั้ง 1, สงครามโลกครั้งที่ 2, สงครามเกาหลี, สงครามเวียดนาม, […]

ที.เร็กซ์หลบไป! เผยโฉม สไปโนซอรัส ไดโนเสาร์ที่ใหญ่และร้ายกาจสุดบนพื้นพิภพ

ที. เร็กซ์หลบไปไกลๆ เพราะสัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่ที่สุดและร้ายกาจที่สุด ที่เคยท่องพื้นพิภพคือ สไปโนซอรัส เย็นวันที่ 3 มีนาคม ปี 2013  นักบรรพชีวินวิทยาหนุ่มนาม นิซาร์  อิบรอฮีม นั่งอยู่ที่ร้านกาแฟริมถนนในเมืองเอร์ฟูด  ประเทศโมร็อกโก เหม่อมองแสงตะวันกำลังลาลับ พลางรู้สึกว่าความหวังของเขาก็กำลังริบหรี่ตามไปด้วย  สามวันก่อนหน้านั้น  อิบรอฮีมกับเพื่อนร่วมงานอีกสองคนมายังเอร์ฟูดเพื่อตามหาชายคนหนึ่งซึ่งอาจไขปริศนาที่ครอบงำจิตใจเขาตั้งแต่สมัยเด็กๆ ชายคนที่อิบรอฮีมตามหาเป็นฟุยเยอร์ หรือนักล่าฟอสซิลในท้องถิ่น ซึ่งขาย “สินค้า” ให้ร้านค้าและนายหน้า ในบรรดาฟอสซิลลํ้าค่าที่สุดคือกระดูกไดโนเสาร์จากชั้นหินเคมเคม  ซึ่งเป็นผาชันยาว 250 กิโลเมตรที่มีตะกอนทับถมมาตั้งแต่กลางยุคครีเทเชียส  หรือระหว่าง 100 ถึง 94 ล้านปีก่อน หลังจากตระเวนไปตามแหล่งขุดค้นต่างๆ ใกล้หมู่บ้านเอลเบกาอยู่นานหลายวัน  นักวิทยาศาสตร์ทั้งสามก็หันไปเดินหาตามถนนสายต่างๆ ในเมืองด้วยความหวังว่าจะพบชายคนดังกล่าว  ในที่สุดพวกเขาก็ถอดใจถอยมาตั้งหลัก  ดื่มชาสะระแหน่และปลอบใจกันที่ร้านกาแฟแห่งนี้ “ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมฝันไว้ดูเหมือนจะสูญสลายไปหมดครับ” อิบรอฮีมเท้าความหลังให้ฟัง ความฝันของอิบรอฮีมผูกพันแนบแน่นกับความฝันของนักบรรพชีวินวิทยาอีกคนซึ่งผจญภัยไปในทะเลทรายแห่งนี้ เมื่อหนึ่งศตวรรษก่อน  ระหว่างปี 1910 ถึง 1914  แอนสท์ ไฟรแฮร์  ชโตรเมอร์  ฟอน  ไรเคนบาค  ชนชั้นสูงชาวบาวาเรีย  และทีมงานของเขาออกสำรวจที่ใช้เวลายาวนานหลายครั้งในทะเลทรายสะฮาราของประเทศอียิปต์ โดยลัดเลาะไปตามชายขอบด้านตะวันออกของระบบแม่นํ้าโบราณซึ่งมีชั้นหินเคมเคมก่อตัวเป็นพรมแดนด้านตะวันตก […]

หอโบราณคดีเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย เล่าประวัติศาสตร์ด้วยมิติใหม่

ตำนานพระอุ้มน้ำ ตำราพิชัยสงคราม สมรภูมิรบเขาค้อ เมืองโบราณศรีเทพ น้ำพริกขี้ปู แกงบอน รู้จักเพชรบูรณ์ให้มากขึ้นที่หอโบราณคดีเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย ปฐมบทความเป็นมาของ หอโบราณคดีเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย (Phetchabun Intrachai Archaeology Hall) เริ่มมาจากศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์หลังเก่าที่ใช้งานมาตั้งแต่ พ.ศ. 2505 ผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนถึง พ.ศ. 2550 เป็นเวลา 45 ปีเต็ม เมื่อได้สร้างศาลากลางหลังใหม่ขึ้นมาแทนหลังเก่า ทางเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ จึงได้ขอทางจังหวัดใช้อาคารหลังนี้ในลักษณะของหอโบราณคดี ซึ่งมีข้อบังคับ ข้อกำหนด และกฎเกณฑ์น้อยกว่าพิพิธภัณฑ์ เนื้อหาการจัดแสดงส่วนต่างๆ ได้นำจุดเด่นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์  โบราณคดี วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตผู้คนของจังหวัดเพชรบูรณ์ ในแต่ละช่วงเวลามาจัดแสดงไว้ เป็นหมวดหมู่ ไม่ปะปนกัน อาศัยเงื่อนเวลาเป็นรอยเชื่อมอย่างกลมกลืน ชื่อว่า เพ็ชรบูรณ์อินทราชัย  คืออะไรมาจากไหน แท้จริงแล้วคือพระนามของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย พระราชโอรสองค์ที่ 72 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 หอโบราณคดีเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย มีพิธีเปิดให้ชมอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2561 […]

ตำนาน ซอมบี้ มีที่มาที่ไป และการสร้างความกลัวให้ชาวโลกในรูปแบบใดบ้าง

จากผีดิบแห่งมนต์ดำมาจนถึงผีชีวะจากไวรัสระบาด เรื่องราวของ ซอมบี้ กำเนิดและรอดพ้นผ่านกาลเวลานับสามศตวรรษมาได้อย่างไร ตำนานที่เล่าขานถึงศพคืนชีพและปีศาจกินเนื้อผู้เต็มไปด้วยความอาฆาตต่อมนุษย์นั้นปรากฏตามเรื่องเล่าหลากหลายวัฒนธรรมมากมาย ตั้งแต่ตำนานของกูล (ghoul) ปีศาจกินเนื้อในตำนานชาวอาหรับ ตำนานดรอเกอร์ (draugr) ผีดิบพละกำลังเหนือมนุษย์ของชาวชาวนอร์ส จนไปถึงกองทัพผีดิบในตำนานการไปเยือนใต้พิภพของเทพอินันนา (Ishtar’s Descent into the Netherworld) ของชาวเมโสโปเตเมียโบราณ แต่สิ่ง(ไม่)มีชีวิตหนึ่งเดียวที่ได้พิสูจน์ตัวเองในความไร้เทียมทานที่สุดนั้นมีเพียง “ ซอมบี้ ” ที่ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนับศตวรรษตั้งแต่การกำเนิดลัทธิโวดูแล้ว พวกมันยังคงฟื้นกลับมาเพื่อครองสื่อและวรรณกรรมทุกรูปแบบได้อยู่เสมอ กำเนิด ซอมบี้ ในลัทธิโวดู ลัทธิโวดูของชาวเฮตินั้นมีจุดเริ่มในยุคของการค้าทาสข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ในปี ค.ศ. 1697 ประเทศฝรั่งเศสก่อตั้งอาณานิคม “แซ็ง-ดอแม็งก์” ทางฝั่งตะวันตกของเกาะฮิสปันโยลา (Hispaniola) ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของประเทศเฮติ ซึ่งชาวแอฟริกาฝั่งตะวันตกมากมายจากหลายชีวิตถูกนำมาที่แซ็ง-ดอแม็งก์เพื่อการใช้แรงงาน ทาสชาวแอฟริกันเหล่านั้นมีเชื้อชาติ วัฒนธรรม ถิ่นกำเนิดและความเชื่อที่แตกต่างกัน แต่ภายใต้ชะตาชีวิตอันโหดร้ายของการโดนกดขี่ ชาวแอฟริกันในแซ็ง-ดอแม็งก์หันมานับถือศาสนา “โวดู” (Vodou) เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพวกเขาท่ามกลางความแตกต่าง ศาสนาโวดูมีพื้นฐานความเชื่อว่ามี “พระเจ้า” ผู้อยู่เหนือทุกสิ่งและในบูชาพระเจ้านั้นทำได้โดยการนับถือและบูชาเหล่า “ลวา” (Lwa) ผู้เป็นเหล่าเทพเจ้าซึ่งคอยดูแลธรรมชาติและความเป็นอยู่ของผู้คน พ่อมดในศาสนาโวดูมักใช้ความรู้ในการบูชาสักการะเทพเจ้าซึ่งตรงข้ามกับ “โบคอร์” (Bokor) หรือพ่อมดโวดูที่ใช้ความรู้และความสามารถในทางที่ผิด […]

หลุมศพราชินีใต้เงาของมหาพีระมิดกีซา ที่ไร้การแตะต้องกว่า 4,000 ปี

ไม่นานหลังการค้นพบหลุมศพของฟาโรห์ตุตันคามุน ก็มีการค้นพบร่องรอยความมหัศจรรย์ของอารยธรรมอียิปต์โบราณอีกครั้งในรูปแบบของศิลปวัตถุและเครื่องเรือนทองคำมากมายในหลุมศพของพระราชินีเฮเทเฟเรสที่ 1 ความมหัศจรรย์ของอารยธรรมอียิปต์โบราณมีชื่อเสี่ยงโด่งดั่งขึ้นทั่วยุโรปและสหรัฐอเมริกาเมื่อนักโบราณคดี เฮาเวิร์ด คาร์เทอร์ (Howard Carter) ค้นพบหลุมศพของฟาโรห์ตุตันคาเมน (Tutankhamun) ในปี ค.ศ. 1922 กระแสดังกล่าวกลายเป็นแรงบันดาลใจอันล้นหลามสำหรับเหล่านักโบราณคดีในการค้นหาหลุมฟังศพที่ยังคงซ่อนอยู่ภายใต้ที่ราบสูงกีซา (Giza plateau) ที่เหล่านักสำรวจต่างพยายามเร่งการค้นหาของทีมตนเองพร้อมจับตาดูความคืบหน้าของทีมคู่แข่งอื่นๆ ที่ราบสูงกีซา (Giza plateau) เป็นที่ตั้งของกลุ่ม พีระมิดกีซา ซึ่งมีพีระมิดคูฟูที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงสหัสวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล เป็นพีระมิดที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุด ในปี ค.ศ. 1902  กาสตัน มาสเพอโร (Gaston Maspero) นักอียิปต์วิทยาชาวฝรั่งเศส ผู้นำกลุ่มนักวิชาการนานาชาติกลุ่มหนึ่ง ต้องการปกป้องกลุ่มพีระมิดจากความเสื่อมสภาพและการถูกขโมยโบราณวัตถุ มาสเพอโรจึงแบ่งพื้นที่ของที่ราบสูงกีซาให้แก่ทีมนักโบราณคดีที่มีศักยภาพในการขุดค้นที่สุด หนึ่งในทีมที่ได้สิทธิในการขุดค้นคือทีมของ จอร์จ ไรส์เนอร์ (George Reisner) ไรส์เนอร์เป็นนักอียิปต์วิทยาซึ่งมีชื่อเสียงในวงการจากการสำรวจภูมิภาคของอาณาจักรนูเบีย ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่ทางตอนใต้ของอียิปต์และซูดาน วันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1925 ขณะที่โมฮัมเมดานิ อิบราฮิม (Mohammedani Ibrahim) ช่างภาพของไรส์เนอร์กำลังถ่ายภาพอยู่ในบริเวณของพีระมิดคูฟู เขาสังเกตเห็นว่าขากล้องของเขาตั้งอยู่บนพื้นปูนขาวซึ่งอาจเป็นเพดานของสิ่งก่อสร้างที่ซ่อนอยู่ใต้ดิน […]

ภาพ การผจญภัย ครั้งประวัติศาสตร์ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ในรอบกว่า 100 ปี

รวมภาพ การผจญภัย ครั้งประวัติศาสตร์ ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ในรอบกว่า 100 ปีที่ผ่านมา การก่อตั้งสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกในปี ค.ศ. 1888 นำมาซึ่งการผจญภัยและการเดินทางต่างๆ มากมาย ด้วยเป้าหมายในการค้นหาและเพิ่มพูนความรู้แก่สังคม สมาคมได้ช่วยสนับสนุนบรรดานักสำรวจและช่างภาพในการเดินทางไปทั่วทุกสารทิศ ผ่านร้อนและหนาวบนสภาพภูมิประเทศที่เป็นอันตรายในนามของการสำรวจ และสิ่งที่พวกเขานำกลับมาคือเรื่องเล่าของ การผจญภัย และรูปถ่ายที่ผนึกการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์ของพวกเขาไว้ นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย (ภาคออนไลน์) ขอเชิญชมรูปภาพใน การผจญภัย ครั้งประวัติศาสตร์ของนักสำรวจและช่างภาพจากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เรื่องโดย LINDSAY N. SMITH แปล นิธิพงศ์ คงปล้อง โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย อ่านเพิ่มเติม ภาพนี้ต้องขยาย : จุดจบของทีมสำรวจ

มัมมี่พันปี ความลี้ลับแห่ง หมู่เกาะคะแนรี

มัมมี่เหล่านั้นทอดร่างอยู่ในถํ้าหลายแห่งบน หมู่เกาะคะแนรี ความเป็นมานั้นเล่ายังเป็นปริศนา บัดนี้ นักวิทยาศาสตร์กําลังใช้ เครื่องมือไฮเทคต่างๆ ศึกษาผู้เฝ้ารักษาประวัติศาสตร์เหล่านี้ เพื่อไขปริศนาว่า การตั้งถิ่นฐานบน หมู่เกาะคะแนรีเกิดขึ้นได้อย่างไร จากทางเดินเลียบหน้าผาที่ทอดลงสู่ทะเล ไกลออกไปราวสี่กิโลเมตร ฉันหยุดเดิน จุดนี้นี่เอง ถ้ำซึ่งแทบมองไม่เห็นทางเข้า ฉันเงยหน้ามองผาหินตระหง่านเบื้องหน้า รู้สึกเหมือนกำลังถูกจ้อง มองกลับราวกับจะเชิญชวนให้เข้าไปสำรวจความเร้นลับข้างใน นั่นคือถ้ำหลายร้อยถ้ำที่ก่อตัวขึ้น จากธารลาวาของภูเขาไฟเตย์เดตลอดหลายร้อยปี ถ้ำสักแห่งจากถ้ำเหล่านี้อาจเป็นจุดหมายของเรา ได้ทั้งนั้น เพราะที่นี่ประวัติศาสตร์ยังมิได้จารจารึก ภายในโกรกธารแห่งนี้ทางใต้ของเกาะเตเนรีเฟ ซึ่งเป็นเกาะใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะคะแนรีของสเปน นายร้อยทหารราบและข้าหลวงชาวสเปนชื่อ หลุยส์ โรมัน พบถ้ำอันน่าตื่นตะลึงแห่งหนึ่งเมื่อปี 1764 บาทหลวงท้องถิ่นและนักเขียนร่วมสมัยบรรยายสิ่งที่ค้นพบไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์ของหมู่เกาะ “ในสักการสถานอัศจรรย์แห่งหนึ่งที่เพิ่งค้นพบ” โฆเซ บิเอรา อี กลาบีโฆ เขียนไว้ “มีมัมมี่จำนวนมหาศาลนับได้ไม่น้อยกว่าหนึ่งพันร่าง” และตำนานเกี่ยวกับ “ถ้ำพันมัมมี่” ก็เกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้ เตเนรีเฟคือเกาะสุดท้ายในกลุ่มเกาะที่ตกเป็นของอาณาจักรคาสตีลนับจากปี 1494 มีลา อัลบาเรซ โซซา นักประวัติศาสตร์ในท้องถิ่นและนักไอยคุปต์วิทยาท้องถิ่น คิดว่า เกิดความขัดแย้งรุนแรงในช่วงปลายศตวรรษที่สิบห้า เมื่อทหารต่อสู้กับมนุษย์ถ้ำจากยุคหินใหม่ “แต่ถึงอย่างนั้น คนเหล่านี้ก็เคารพผู้วายชนม์ ตระเตรียมผู้ตายให้พร้อมสำหรับการเดินทางครั้งสุดท้าย” อัลบาเรซ โซซา […]

ประวัติ ” ระเบิดขวด ” อาวุธต่อกรต่ออำนาจของคน “เบี้ยล่าง”

ชาวยูเครนหันมาประดิษฐ์ ระเบิดขวด ใช้ในยามสงครามอีกครั้ง ดังที่เหล่ากบฏ นักรบและผู้ประท้วงในหลากหลายเหตุการณ์ทั่วโลกเคยใช้ในการต่อสู้ของพวกเขา พื้นที่ในหลายๆ เมืองของยูเครนกลายเป็นพื้นที่สำหรับการประดิษฐ์ ระเบิดขวด ชาวยูเครนบางรายลงมือประดิษฐ์และกักตุนระเบิดขวดในบ้านของตัวเอง ลานหญ้าในเมืองดนีปรอและลานจัดปาร์ตี้กลางแจ้งในเมืองลวีฟกลายเป็นที่ที่ชาวเมืองรวมพลกันผลิตอาวุธที่พวกเขาจะต้องใช้ในการต่อต้านการบุกรุกของทหารรัสเซียที่ยังคงดำเนินการอยู่ ณ เวลานี้ “มันเหมือนจะเป็นเรื่องสำคัญเรื่องเดียวในตอนนี้นะ” คุณครูชาวยูเครนท่านหนึ่งกล่าว ระเบิดขวด หรือที่นิยมเรียกในภาษาอังกฤษว่า “โมโลทอฟ ค็อกเทล” (Molotov cocktail) เป็นอาวุธที่หาง่ายและผลิตง่าย โดยวัตถุดิบหลักมีแค่ขวดแก้วเติมด้วยเชื้อเพลิงที่ไวไฟ ความง่ายในการผลิตทำให้ระเบิดขวดเป็นอาวุธที่นิยมใช้ในการต่อสู้ โดยเฉพาะในการต่อสู้ของคน “เบี้ยล่าง” ต่ออำนาจที่เหนือกว่า ดังที่ชาวยูเครน เหล่ากบฏ นักรบและผู้ประท้วงในหลากหลายเหตุการณ์ทั่วโลกในช่วงศตวรรษที่ผ่านมาใช้ในการต่อสู้ของพวกเขา หนึ่งในสงครามสำคัญที่เริ่มมีการใช้ระเบิดขวดคือสงครามสเปนปี ค.ศ. 1936 ถึง 1939 สงครามสเปนเป็นสงครามระหว่างกลุ่มนิยมสาธารณรัฐและกลุ่มกบฏชาตินิยม ระเบิดขวดเป็นอาวุธที่ทหารกบฏใช้ต่อสู้กับรถถังของรัฐบาลสเปนที่รับมาจากสหภาพโซเวียต นายพลชาวอังกฤษเล่าว่า รถถังกว่า 9 คันถูกทำลายด้วยระเบิดบ้านๆ เหล่านี้ และไม่นานทหารของฝั่งรัฐบาลก็เริ่มใช้ระเบิดขวดด้วยเช่นกัน ซึ่งตอนนั้นระเบิดขวดยังไม่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ จุดเริ่มต้นของการเรียก ระเบิดขวด ว่า “โมโลทอฟ ค็อกเทล” (Molotov cocktail) เกิดขึ้นในสงครามฤดูหนาวซึ่งเป็นการรุนรานประเทศฟินแลนด์ของกองทัพโซเวียตในปี ค.ศ. 1939 กองทัพโซเวียตใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดถล่มเมืองในฟินแลนด์ แต่ […]

เจาะประวัติศาสตร์ เกมแย่งชิงอำนาจแห่งจักรวรรดิลี้ลับ ราชันอสรพิษของชาวมายา

ด้วยความฮึกเหิมทะเยอทะยาน  เหล่าราชันอสรพิษอาศัยแสนยานุภาพและการทูต สร้างพันธมิตรที่ทรงอำนาจที่สุดขึ้นในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของชาวมายา นครโบราณออลมุล (Holmul) หาใช่ซากปรักที่งดงามน่าชม  เมื่อมองเผินๆ เป็นเพียงหมู่เนินเขาสูงชัน ปกคลุมด้วยผืนป่า อยู่ท่ามกลาง ป่ารกชัฏทางตอนเหนือของประเทศกัวเตมาลา  ใกล้ชายแดนเม็กซิโก ป่าในแอ่งเปเตนแห่งนี้มีต้นไม้ขึ้นหนาแน่น  ร้อน แต่แห้งแล้งกว่าที่คุณคิด ทั่วทั้งป่าเงียบสงบ จะมีก็แต่เสียงจักจั่นและเสียงกู่ร้องของลิงเฮาเลอร์ดังมาเป็นครั้งคราว แต่เมื่อพินิจพิจารณาดีๆ  คุณอาจสังเกตเห็นว่า  เนินเขาเหล่านี้ส่วนใหญ่เรียงตัวเป็นวงแหวนขนาดใหญ่  และถ้ามองให้ถี่ถ้วนยิ่งขึ้นจะเห็นว่า  บางส่วนของเนินเหล่านี้สร้างด้วยหินสกัด  เนินบางลูกยังมีอุโมงค์ที่เจาะเข้าไปตรงด้านข้าง  ซึ่งจริงๆแล้วนี่ไม่ใช่เนินเขา  หากเป็นพีระมิดโบราณที่ถูกทิ้งร้างหลังการล่มสลายของอารยธรรมมายาเมื่อหนึ่งพันปีมาแล้ว แหล่งโบราณคดีแห่งนี้เคยรุ่งเรืองในยุคคลาสสิกของชาวมายา [Classic Maya Period ระหว่าง ค.ศ. 250-900] ซึ่งเป็นช่วงที่การเขียนและวัฒนธรรมเฟื่องฟูไปทั่วบริเวณ ซึ่งปัจจุบันคืออเมริกากลางและตอนใต้ของเม็กซิโก  แต่ก็เป็นช่วงที่มีความวุ่นวายทางการเมืองด้วย  เพราะนครรัฐกระหายสงครามสองแห่งสู้รบแย่งชิงความเป็นใหญ่กันไม่ว่างเว้น  มีช่วงเวลาสั้นๆ ช่วงหนึ่งที่นครรัฐหนึ่งในสองแห่งนี้ได้ชัยและกลายเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับคำว่าจักรวรรดิมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาวมายา  นครนี้ปกครองโดยเหล่าราชันอสรพิษ (Snake King) แห่งราชวงศ์คานุล  ซึ่งเมื่อไม่กี่ทศวรรษก่อนหน้านี้ยังไม่มีใครทราบแม้กระทั่งว่าเคยมีอยู่จริง  แต่จากแหล่งโบราณคดีรอบๆ นครรัฐแห่งนี้ รวมทั้งที่ออลมุลด้วย  ทำให้ขณะนี้นักโบราณคดีสามารถ ปะติดปะต่อเรื่องราวของเหล่าราชันอสรพิษได้ ออลมุลไม่ใช่แหล่งโบราณคดีขนาดใหญ่และเป็นที่รู้จักดีเหมือนติกาล (Tikal) ที่อยู่ใกล้เคียง  และยังถูกมองข้ามจากนักโบราณคดีส่วนใหญ่จนกระทั่งปี2000  เมื่อฟรันซิสโก เอสตราดา-เบยีมาถึง  ชายผู้นี้ไม่ได้มุ่งหวังอะไรเลิศลอยอย่างแผ่นจารึกยุคคลาสสิกหรือหลุมศพประดับประดาหรูหรา  […]

ชาวประมงรายนี้จมน้ำเสียชีวิตเมื่อ 5,000 ปีก่อน ทีมวิจัยพิสูจน์ได้อย่างไร

การทดลองพบว่าเทคนิคทางนิติเวชที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน สามารถนำมาดัดแปลงเพื่อใช้กับซากโครงกระดูกอายุนับพันปีได้ มีชาวประมงผู้หนึ่งเสียชีวิตอยู่ใกล้ชายฝั่งของทะเลทรายอาตากามา (Atacama Desert) ในประเทศชิลีตั้งแต่ 5,000 ปีก่อน การตายของเขาอาจเป็นการจมน้ำเสียชีวิตธรรมดา หรือไม่ธรรมดาก็คงไม่มีใครรู้ จนในที่สุด ทีมนักวิจัยสามารถพิสูจน์การจมน้ำเสียชีวิตของชาวประมงในยุคหลายพันปีก่อนผู้นี้ได้ ด้วยเทคนิคนิติเวชแบบพิเศษ ไดอะตอม (diatom) เป็นสาหร่ายเซลล์เดียวขนาดเล็ก มองเห็นได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ การทดสอบไดอะตอม (diatom test) เป็นเทคนิคทางนิติเวชในปัจจุบันที่ใช้ในการพิสูจน์ว่าสาเหตุการเสียชีวิตนั้นมาจากการจมน้ำ ซึ่งผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำจะหายใจหรือสำลักน้ำเข้าไปในร่างกายทำให้ไดอะตอมสามารถเดินทางไปตามระบบทางเดินหายใจและระบบไหลเวียนโลหิตของผู้ตายได้ ดังนั้นจะมีการพบไดอะตอมในอวัยวะที่ไกลออกไปจากปอดและอวัยวะต่างๆ ที่เลือดไปถึง เช่น ตับ ไต สมอง และไขกระดูกของผู้ตาย ผู้ที่เสียชีวิตก่อนจมน้ำจะไม่มีการหายใจเกิดขึ้นจึงไม่สามารถตรวจพบไดอะตอมในอวัยวะดังกล่าวได้นั่นเอง วารสาร Archaeological Science ฉบับเดือนเมษายน พ.ศ. 2565 เผยแพร่การทดลองของคุณเจมส์ กอลฟ์ (James Goff) นักธรณีวิทยามหาวิทยาลัยเซาท์แฮมพตันแห่งสหราชอาณาจักร และผู้เชี่ยวชาญเรื่องสึนามิในประวัติศาสตร์ คุณกอลฟ์ทำการทดลองไดอะตอมในซากโครงกระดูกเก่าแก่ที่พบบนหาดของทะเลทรายอาตากามา ผลการทดลองนี้ ยืนยันว่าการทดสอบไดอะตอมแบบดัดแปลงสามารถพิสูจน์การจมน้ำเสียชีวิตของซากมนุษย์ที่มีอายุเก่าแก่นับพันปีได้ ซึ่งนับเป็นความก้าวหน้าทางโบราณคดีเกี่ยวกับสึนามิครั้งสำคัญ ซากศพนับพันปี ซากโครงกระดูกที่คุณกอลฟ์ใช้ในการทดลองนำมาจากแหล่งโบราณคดีคาโปคา 1 (Capoca 1) ซึ่งอยู่บนหาดทางตอนเหนือของทะเลทรายอาตากามา การหาอายุคาร์บอน (radiocarbon dating) […]

ยูเครน และรัสเซีย : ประวัติศาสตร์พันปีแห่งความผูกพันและความขัดแย้ง

ความเปลี่ยนแปลงมากมายหลายศตวรรษทำให้ ยูเครน อยู่ในจุดที่ต้องเลือกระหว่างความเป็น “ยุโรป “และความเป็น “รัสเซีย”  ความตึงเครียดของสถานการณ์ระหว่าง ยูเครน และรัสเซียในปัจจุบัน อาจเป็นโอกาสในการมองย้อนไปถึงประวัติศาสตร์ที่เป็นทั้งความผูกพันและความแตกแยกระหว่างสองประเทศ ซึ่งเป็นชนวนเหตุที่นำมาสู่เหตุการณ์ ณ ปัจจุบัน ยูเครน และรัสเซียมีประวัติศาสตร์ร่วมกันมานับพันปีตั้งแต่อาณาจักรเคียฟรุส (Kyivan Rus) ซึ่งเป็นรัฐแห่งแรกของชาวสลาฟและเรียกได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของทั้งประเทศยูเครนและรัสเซีย ซึ่งเคียฟ (Kiev) เมืองหลวงของยูเครนในปัจจุบันเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรเคียฟรุส ในปี ค.ศ. 988 เจ้าชายวลาดิเมียร์ที่ 1 (Vladimir I) ผู้เป็นเจ้าเหนือชาวรุสทั้งปวงซึ่งรวมถึงแคว้นนอฟโกรอด (Novgorod) หนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของรัสเซียในปัจจุบัน ทรงเข้าพิธีรับศีลล้างบาปและเปลี่ยนชาวรุสให้เป็นคริสตชน ซึ่งประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินกล่าวถึงอาณาจักรเคียฟรุสว่า ”ทั้งชาวรัสเซียและยูเครนต่างเป็นหนึ่งเดียวกัน” นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ดินแดนใน ยูเครน เป็นที่แย่งชิงของหลากหลายมหาอำนาจในหลายศตวรรษต่อมา อาณาจักรเคียพรุสล่มสลายจากการบุกรุกของกองทัพมองโกลในคริสต์ศตวรรษที่ 13 มีการบุกรุกดินแดนจากทางตะวันตกโดยอาณาจักรโปแลนด์และลิทัวเนียในคริสต์ศตวรรษที่ 16 จนในคริสต์ศตวรรษที่ 17 มีการต่อสู้แย่งดินแดนระหว่างเครือจักรภพโปแลนด์–ลิทัวเนีย (Polish-Lithuanian Commonwealth) และอาณาจักรซาร์รัสเซีย (Tsardom of Russia) อันเป็นจุดสิ้นสุดในการแบ่งแยกดินยูเครนออกเป็นสองฝั่งซึ่งกินเวลานานกว่าร้อยปี โดยฝั่งทิศตะวันตกเป็นของเครือจักรภพและทิศตะวันออกเป็นของอาณาจักรซาร์รัสเซีย มีแม่น้ำนีเปอร์ […]

เราสามารถโคลนนิ่ง สัตว์สูญพันธุ์ ได้ แต่เราจะทำหรือไม่ และทำเพื่ออะไร

การทำให้ สัตว์สูญพันธุ์ ไปแล้วกลับมาท่องโลกอีกครั้งไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป แต่เป็นความคิดที่ดีจริงหรือ วันที่ 30 กรกฎาคม ปี 2003 ทีมนักวิทยาศาสตร์สเปนและฝรั่งเศส ย้อนเวลาหาอดีตด้วยการคืนชีวิตให้สัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วตัวหนึ่ง เพียงเพื่อเฝ้าดูมันสูญพันธุ์ไปอีกครั้ง สัตว์ที่พวกเขาคืนชีพให้คือแพะป่าชนิดหนึ่งที่เรียกว่า บูคาร์โด (bucardo) หรือไอเบกซ์พันธุ์พิเรนีส (Pyrenean ibex)  บูคาร์โด (Capra pyrenaica pyrenaica) เป็นสัตว์รูปร่างใหญ่โต  สง่างาม  นํ้าหนักตัวอาจมากถึง 99 กิโลกรัม  และมีเขาโง้งยาวอ่อนช้อย  เป็นเวลาหลายพันปีมาแล้วที่พวกมันอาศัย  ปีนป่ายหน้าผา  แทะเล็มกิ่งไม้ใบไม้  และเผชิญอากาศหนาวรุนแรงบนที่สูงของเทือกเขาพิเรนีส  ซึ่งเป็นแนวพรมแดนธรรมชาติระหว่างประเทศฝรั่งเศสกับสเปน จากนั้นปืนก็เข้ามา  นักล่าทำให้ประชากรบูคาร์โดลดจำนวนลงตลอดหลายร้อยปี  พอถึงปี 1989  นักวิทยาศาสตร์ชาวสเปนสำรวจและสรุปว่า  มีแพะป่าชนิดนี้หลงเหลืออยู่ราวสิบกว่าตัว  สิบปีให้หลังเหลือบูคาร์โดอยู่ เพียงตัวเดียว  เป็นเพศเมียที่ได้ชื่อเล่นว่า “ซีเลีย”  ทีมเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติออร์เดซาและมอนเตเปร์ดีโดภายใต้การนำของนายสัตวแพทย์  อัลแบร์โต  เฟร์นันเดซอาเรียส ดักจับซีเลียมาใส่ปลอกคอวิทยุ  แล้วปล่อยกลับเข้าป่า  เก้าเดือนต่อมา  ซีเลียก็ตาย  พร้อมๆ กับที่บูคาร์โดได้สถานะสัตว์ที่สูญพันธุ์อย่างเป็นทางการ ทว่าเซลล์ของซีเลียยังมีชีวิตอยู่ต่อไปโดยเก็บรักษาไว้ที่ห้องปฏิบัติการหลายแห่งในเมืองซาราโกซาและกรุงมาดริด สองสามปีต่อมา  ทีมนักสรีรวิทยาระบบสืบพันธุ์นำโดย […]

แอนน์ แฟรงค์ คือใคร เหตุใดบันทึกในยุคนาซีของเธอจึงครองใจผู้อ่านทั่วโลก

เด็กหญิงผู้ใช้สมุดบันทึกของเธอถ่ายทอดเรื่องราวระหว่างการซ่อนตัวจากการสังหารหมู่ชาวยิวที่สร้างทั้งความสะเทือนใจและความประทับใจมาจนถึงปัจจุบัน “แอนน์ แฟรงค์” (Anne Frank) เป็นเด็กหญิงผู้ใช้สมุดบันทึกเขียนเล่าเรื่องราวชีวิตของเธอระหว่างการซ่อนตัวจากทหารนาซีนานกว่าสองปี ก่อนที่เธอจะถูกพบและจับตัวไปยังค่ายกักกันจนเสียชีวิตลงในที่สุด แต่เรื่องราวของเธอไม่ได้จบเพียงเท่านั้น เมื่อความคิด ความหวัง และความฝันถึงอนาคตที่ดีกว่าซึ่งเธอได้ถ่ายทอดไว้ในสมุดบันทึกกลายเป็นสิ่งที่สร้างความประทับใจแก่ผู้คนทั่วโลก สมุดบันทึกของเธอถูกตีพิมพ์เป็นหนังสือกว่า 70 ภาษาและมียอดขายมากกว่า 30 ล้านเล่มในปัจจุบัน ยังคงมีผู้พยายามต่อสู้เพื่อเก็บรักษาความทรงจำของเธอเรื่อยมา เรื่องราวของเธอเป็นมาอย่างไรและเกิดอะไรขึ้นบ้างกับเธอ ทำความรู้จักแอนน์ แฟรงค์ อันเนอลีส มารี แฟรงค์ (Anneliese Marie Frank) เกิดที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนีในปี ค.ศ. 1929 (พ.ศ. 2472) เมื่อพรรคนาซีเริ่มมีอำนาจในเยอรมนี ครอบครัวและตัวเธอได้ย้ายไปอยู่ประเทศเนเธอร์แลนด์ในปี ค.ศ. 1934 (พ.ศ. 2477) เช่นเดียวกับชาวยิวคนอื่นๆ อีกกว่า 25,000 ชีวิต เวลาผ่านไปจนถึงเดือนพฤษภาคมปี ค.ศ. 1940 (พ.ศ. 2483) ทหารนาซีได้บุกยึดประเทศเนเธอร์แลนด์ และประกาศยอมแพ้ในอีก 5 วันถัดมา กองทัพนาซีได้กุมอำนาจรัฐบาลและบังคับใช้กฎหมายต่างๆ อย่างรวดเร็ว รวมถึงมาตรการควบคุมชาวยิวเหมือนที่ใช้ในเยอรมนี มาตรการเหล่านั้นระบุว่าไม่อนุญาตให้ชาวยิวใช้ระบบขนส่งสาธารณะและห้ามประกอบอาชีพบางอาชีพ […]

โบราณคดีที่ ปางมะผ้า จ. แม่ฮ่องสอนคลี่คลายความลับจากบรรพกาล 32,000 ปี

กว่า 20 ปีที่ ศ.ดร.รัศมี  ชูทรงเดช กับทีมนักโบราณคดีและผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ร่วมกันขุดค้นและไขปริศนาโลงไม้จํานวนมากที่พบตามถํ้าและเพิงผาต่างๆ ในอําเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ห่างจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนไปทางทิศเหนือประมาณ 70 กิโลเมตร  อำเภอ ปางมะผ้า เก็บงำความลับของบุพกาลไว้บนภูเขาสูงชันสลับซับซ้อน  พื้นที่ราบระหว่างหุบเขาคือที่ตั้งบ้านเรือนของชาติพันธุ์ต่างๆ ผู้อาศัยอยู่ในเวลาของปัจจุบัน พวกเขาประกอบด้วยมูเซอ  ไทใหญ่  ลีซู  กะเหรี่ยง  ม้ง  ปะโอ  ลัวะ  รวมทั้งคนพื้นราบ  ปางมะผ้า เป็นพื้นที่ที่เรื่องราวในอดีตทาบทับอยู่กับปัจจุบันเหมือนการดำรงอยู่ของเงากับ แสงแดดซึ่งขับเน้นกันชัดเจนกว่าถิ่นอื่น  โถงถํ้ากว่า 70 แห่งที่กระจายอยู่ทั่ว  ทั้งที่เข้าถึงได้ง่ายและบนเขาสูงชัน  ยังคงเก็บรักษาเรื่องราวของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์  ในยามที่ผู้คนยุคปัจจุบันดำเนินชีวิตท่ามกลางการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เป็นเวลากว่าสองทศวรรษที่ ศ.ดร.รัศมี  ชูทรงเดช  ภาควิชาโบราณคดี  คณะโบราณคดี  มหาวิทยาลัยศิลปากร  กับทีมนักวิจัยจากหลากหลายสาขาได้เผยร่องรอยอารยธรรมเก่าแก่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ในแหล่งโบราณคดีสำคัญสามแห่งของพื้นที่อำเภอปางมะผ้า  ประกอบด้วยแหล่งโบราณคดีเพิงผาถํ้าลอดในพื้นที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าถํ้านํ้าลอด ตำบลถํ้าลอด  แหล่งโบราณคดีเพิงผาบ้านไร่ในเขตบ้านไร่  ตำบลสบป่อง  และแหล่งโบราณคดีถํ้าผีแมนโลงลงรัก  ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านถํ้าลอด  อำเภอปางมะผ้า  จังหวัดแม่ฮ่องสอน ย้อนกลับไปในช่วง พ.ศ. 2541-2543  ศ.ดร.รัศมีเข้า ร่วมทีมนักวิจัยที่มีผศ.ดร.สิทธิพงษ์  ดิลกวณิช […]

ภารกิจขุดค้นประวัติศาสตร์แห่ง เรือโบราณพนมสุรินทร์ เรือโบราณพันปียุคทวารวดี

เรือโบราณพนมสุรินทร์ เรือไม้อายุ 1,200 ปีซึ่งต่อขึ้นจากเทคโนโลยีลักษณะเดียวกับที่ใช้ในคาบสมุทรอาหรับ จมลงในบริเวณอ่าวไทย เต็มไปด้วยหม้อไหจากอาหรับ จีน และเมืองโบราณสมัยทวารวดี กันยายน พ.ศ. 2556 ในบริเวณบ่อเลี้ยงกุ้งของนางพนมและนายสุรินทร์  ศรีงามดี  ห่างจากชายฝั่งทะเลของสมุทรสาครราวแปดกิโลเมตร ระหว่างการขุดปรับพื้นที่บ่อ มีการค้นพบเสากระโดงและไม้ทับกระดูกงูเรือโบราณ  หลังจากนั้นไม่นาน  การขุดค้นทางโบราณคดีในพื้นที่ เรือโบราณพนมสุรินทร์ ที่เป็นบกก็ไม่ใช่ เป็นนํ้าก็ไม่เชิง จึงเริ่มขึ้นและดำเนินเรื่อยมา  โดยอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างนักโบราณคดีที่ทำงานบนบกจากสำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี ซึ่งดูแลพื้นที่ 6 จังหวัดบริเวณอ่าวไทยกับนักโบราณคดีที่ขุดค้นในนํ้าจากกองโบราณคดีใต้นํ้า กรมศิลปากร อาจเรียกได้ว่า “เรือโบราณพนม-สุรินทร์”  ซึ่งพบในบ่อเลี้ยงกุ้งแห่งนั้นเป็นแหล่งโบราณคดีในพื้นที่ชุ่มนํ้าสภาพเป็นดินเลนเพียงแห่งเดียวใน ประเทศไทยที่มีการขุดค้นอยู่ในปัจจุบัน นับเป็นเรื่องใหม่และย่อมเป็นความท้าทายสำหรับวงการโบราณคดีของไทย ทั้งในแง่การขุดค้นและการอนุรักษ์ นักโบราณคดีต้องทำงานด้วยความระมัดระวังอย่างสูงเพราะอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อโบราณวัตถุได้ แต่อีกทางหนึ่งก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการ ถมทับของโคลนเลนช่วยถนอมรักษาสภาพเรือและสิ่งของจากยุคพันปีก่อนให้พ้นจากการผุพังทำลายจากอากาศ ฝน และแสงแดด คำตอบเบื้องต้นเกี่ยวกับเรือไม้โบราณจมเลนลำนี้คุ้มค่ากับความอุตสาหะ จากการตรวจหาค่าอายุของเชือกสีนํ้าตาลและเมล็ดหมาก พบว่าเรือมีอายุ ราว 1,200 ปี และความที่ลำเรือยาว 30 เมตร จึงนับเป็นเรือจมขนาดใหญ่ที่มีสภาพสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่พบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และใช้วิธีต่อเรือแบบต่อเปลือกเรือก่อน (shell-first) แทนที่จะต่อโครงก่อน (frame-first)  และ […]

เยือน ถ้ำเวหา ล่าหลักฐานโบราณคดีเนปาล

ถํ้าเวหา ริมผาแห่งอาณาจักรมุสตางในอดีตยอมเปิดเผยความลับที่ซุกซ่อนไว้ หัวกะโหลกมนุษย์ตั้งหมิ่นเหม่อยู่บนก้อนหินมนใหญ่ที่พร้อมจะปริแตกได้ทุกเมื่อในดินแดนห่างไกลทางตอนเหนือของเขตมุสตางในประเทศเนปาล พีต เอทานส์ หัวหน้าทีมที่ประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญทั้งนักปีนเขาและนักโบราณคดีสวมชุดเข็มขัดนิรภัยแบบเต็มตัวและผูกตัวเองกับเชือกเส้นหนึ่ง ก่อนจะตะกายขึ้นไปตามก้อนหินใหญ่สูงหกเมตร โดยมีเท็ด เฮสเซอร์ นักปีนเขาอีกคนคอยยึดเชือกให้ เมื่อปีนขึ้นไปถึงหัวกะโหลก เขาก็สวมถุงมือยางสีนํ้าเงิน เพื่อป้องกันไม่ให้ดีเอ็นเอปนเปื้อนสิ่งที่พบ แล้วบรรจงหยิบ หัวกะโหลกขึ้นมา เอทานส์น่าจะเป็นบุคคลแรกที่ได้สัมผัส หัวกะโหลกนี้ในระยะ 1,500 ปี ฝุ่นปลิวฟุ้งออกมาจาก โพรงลูกตา เขาวางหัวกะโหลกลงในถุงสีแดงที่บุวัสดุกันกระแทก แล้วหย่อนลงมาให้นักวิทยาศาสตร์สามคนที่รอ อยู่เบื้องล่าง ได้แก่ มาร์ก แอลเดนเดอร์เฟอร์ จาก มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียวิทยาเขตเมอร์เซด แจกเกอลีน เอง จากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์นมิชิแกน และโมฮัน ซิงห์ ลามะจากสำนักงานโบราณคดีของเนปาล แอลเดนเดอร์เฟอร์ ดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษเมื่อพบว่า กะโหลกมีฟันกรามติดอยู่ด้วยสองซี่ ฟันสามารถให้เบาะแสเกี่ยวกับอาหารการกิน สุขภาพ และสถานที่เกิดกว้างๆ ของบุคคล ส่วนเองซึ่งเป็นนักโบราณชีววิทยา (bioarchaeologist) ลงความเห็นอย่างรวดเร็วว่า กะโหลกนี้น่าจะเป็นของชายหนุ่ม เธอสังเกตเห็นรอยแตกสามรอยที่หายแล้วตรงกระดูกหุ้มสมอง และอีกรอยหนึ่งที่ขากรรไกร ขวา เองสันนิษฐานว่า “น่าจะเป็นร่องรอยของการใช้ ความรุนแรง หรือไม่ก็อาจถูกม้าดีดเข้าให้” แต่ที่น่าฉงนยิ่งกว่ากะโหลกศีรษะ คือสถานที่ที่มันตกลงมา […]

ชินชอร์โร มัมมี่ ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

กลางทะเลทรายในชิลี ซากศพมนุษย์ที่ได้รับการรักษาสภาพไว้อย่างพิถีพิถันเป็นสัญลักษณ์ของความภาคภูมิใจของคนท้องถิ่น แต่ภูมิอากาศที่กำลังเปลี่ยนแปลงกำลังคุกคาม มัมมี่ เหล่านี้ เมื่อปี 1917 ขณะที่นักโบราณคดีชาวเยอรมัน แม็กซ์ อูห์เลอ กำลังสำรวจชายฝั่งอันร้อนระอุของทะเลทรายแห้งแล้งที่สุดในโลกอยู่นั้น เขาบังเอิญพบกับกลุ่มซากศพมนุษย์ที่ดูแปลกประหลาด ใต้ดินสีกากีที่ขุดลึกลงไป เขาพบซากศพที่ทำให้ผิดรูปผิดร่างด้วยกิ่งไม้และต้นกก ส่วนหัวของศพตกแต่งด้วยวิกอย่างประณีตและหน้ากากดินเหนียวสีดำแดงแปลกตา “หลายศพมีร่องรอยของบาดแผลหลังการตาย เช่นการเอาหัวปลอมมาใส่แทนที่ รอยแตกบนศีรษะที่มีการซ่อมแซมและใส่แขนขาทำจากฟางแทนแขนขาจริง” แม็กซ์ อูห์เลอเขียนไว้ เหล่ามนุษย์โบราณที่ค้นพบในทะเลทรายอาตากามาของชิลี ใกล้กับเมืองอาริกานี้ กลายเป็นที่รู้จักในนาม “มัมมี่ชินชอร์โร” ศพของคนเก็บของป่าล่าสัตว์เหล่านี้มาจากกลุ่มประชากรที่เคยเร่ร่อนอยู่ตามชายฝั่งทะเลของชิลีตอนเหนือและเปรูตอนใต้ตั้งแต่ราว 7,000 ถึง 1,500 ปีก่อนคริสตกาล จนเมื่อศพได้รับการขุดค้นขึ้นมาเพื่อทำการบันทึก แต่แล้วกลับถูกหลงลืมไปเป็นเวลากว่า 50 ปี ชนพื้นเมืองผู้เสียชีวิตมาช้านานแล้วเหล่านี้กำลังเป็นจุดสนใจเมื่อยูเนสโกประกาศให้ทั้ง มัมมี่ และถิ่นฐานชินชอร์โรในประเทศชิลีปัจจุบันเป็นมรดกโลกตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2021 พิพิธภัณฑ์ล้ำสมัยกำลังเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเพื่ออนุรักษ์และจัดแสดง มัมมี่ เหล่านี้ในเมืองอาริกา ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่งเล็กๆที่ขึ้นชื่อเรื่องแหล่งโต้คลื่น ท่ามกลางภัยคุกคามจากกการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การได้รับสถานะมรดกโลกและการอนุรักษ์ อีกทั้งการท่องเที่ยวที่เป็นผลตามมาอาจช่วยกู้วิกฤติให้ มัมมี่ เหล่านี้ได้อย่างทันเวลา ทำไมมัมมี่เก่าแก่ที่สุดในโลกถึงอยู่ในชิลี แม้วัฒนธรรมการเก็บรักษาศพจะพบแพร่หลายตั้งแต่แถบแอฟริกาจนถึงเอเชีย แต่มัมมี่ชินชอร์โรซึ่งถือเป็นมัมมีเก่าแก่ที่สุดที่จงใจสร้างขึ้นนั้นนับว่าเก่าแก่ยิ่งกว่าธรรมเนียมการห่อพระศพฟาโรห์ในอียิปต์ไม่ต่ำกว่า 2,000 ปี อย่างไรก็ตาม มัมมี่เหล่านี้ไม่เป็นที่รู้จักเพราะไม่ได้ถูกฝังอยู่ในพีระมิดขนาดมหึมา หรือไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่สร้างจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่และมีความทะเยอทะยานอันสูงส่ง […]