มาสนุกกับการคำนวณค่าคาร์บอนกันเถอะ - National Geographic Thailand

มาสนุกกับการคำนวณค่าคาร์บอนกันเถอะ

คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เป็นก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญที่สุด โดยปกติแล้วก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ช่วยทำให้โลกอบอุ่นขึ้น แต่จากกิจกรรมของมนุษย์ในปัจจุบันทั้งการขยายตัวของยุคอุตสาหกรรม การใช้พลังงานฟอสซิลที่เพิ่มมากขึ้น ได้ปลดปล่อยปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศในปริมาณมากเกินไปจนทำให้เกิดภาวะโลกร้อนตามมา

ในกระบวนการสังเคราะห์แสง ต้นไม้จะนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาใช้ในการสร้างอาหารและเพิ่มผลผลิตมวลชีวภาพ โดยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะถูกเปลี่ยนมาเป็นคาร์บอน (C) ในเนื้อไม้ ซึ่งเนื้อไม้ทั่วๆ ไป มีค่าคาร์บอนอยู่ประมาณร้อยละ 50 ดังนั้นต้นไม้และป่าไม้มีคุณสมบัติที่ดีคือ สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ก่อนที่จะลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยาการ

การวัดการกักเก็บคาร์บอนของต้นไม้ ทำให้เรารู้ว่าคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศมาเก็บไว้ปริมาณเท่าใด โดยที่การสร้างเนื้อไม้ขึ้นมา 1 ตัน จะสามารถดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 1.81 ตันและยังปล่อยก๊าซออกซิเจนประมาณ 1.32 ตัน

เร็วๆ นี้ สถาบันลูกโลกสีเขียวได้เผยแพร่สูตรคำนวณปริมาณการกักเก็บคาร์บอนและค่าน้ำหนักแห้งอย่างง่ายในต้นไม้หลายชนิด เพื่อเผยแพร่ความรู้เรื่องค่าคาร์บอนส่งเสริมการปลูกต้นไม้ การอนุรักษ์และการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้น

ผู้สนใจสามารถเข้าเว็บไซต์ https:// www.greenglobeinstitute.com เลือกหัวข้อ องค์ความรู้ >คำนวณปริมาณการกักเก็บคาร์บอนและค่าน้ำหนักแห้ง

 

ต้นไม้ที่นำมาใช้ในการคำนวณมีให้เลือกทั้งหมด 6 ชนิด ป่า/พันธุ์พืช คือ

(1) ตระกูลไผ่ ประกอบด้วย ไผ่ลวก ไผ่บงดำ ไผ่ข้าวหลาม ไผ่ไร่ และไผ่ผาก

(2) ต้นไผ่ (ทั้งกอ)

(3) ต้นไม้ในป่าดิบแล้ง

(4) ต้นโตนด

(5) ต้นไม้ในป่าชายเลน ประกอบด้วย ถั่วขาว โกงกางใบสุม โปรงแดง โกงกางใบเล็ก โกงกางใบใหญ่ แสมขาว ลำแพน ลำพู ตะบูนขาว ตะบูนดำ

(6) ต้นไม้ในป่าที่มีความชื้นต่างกัน ประกอบด้วย แห้งแล้ง (ปริมาณน้ำฝนน้อยกว่า 1,500 มม.) ชุ่มชื้น (ปริมาณน้ำฝน 1,500-4,000 มม.) ชื้นแฉะ (ปริมาณน้ำฝนมากกว่า 4,000 มม.)

นับได้ว่าเป็นเครื่องมือที่ทำให้การคำนวณการกักเก็บค่าคาร์บอนในป่าแต่ละชนิดดูง่ายขึ้นเพียงแค่ระบุค่าเส้นผ่าศูนย์กลางเพียงอกก็จะทราบปริมาณการกักเก็บคาร์บอนและน้ำหนักแห้งของป่าแต่ละชนิดได้โดยง่าย

เรื่องแนะนำ

กระทรวงการต่างประเทศเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานไปถอดถวาย ณ วัดจาการ์ตาธรรมจักรชยะ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2561 นายธานี ทองภักดี รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานในพิธีเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานไปทอดถวาย ณ วัดจาการ์ตาธรรมจักรชยะ กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย พร้อมด้วยนางณพนุช ทองภักดี ภริยา โดยมี ดร. พระสุเขโม มหาเถระ เจ้าอาวาสวัดจาการ์ตาธรรมจักรชยะ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และมีผู้แทนฝ่ายไทย ได้แก่ นายทรงพล สุขจันทร์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา นางสาวภาสพร สังฆสุบรรณ์ เอกอัครราชทูต คณะผู้แทนถาวรไทยประจำอาเซียน นายพิชยพันธุ์ ชาญภูมิดล อธิบดีกรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ รวมทั้งผู้แทนประเทศไทย ทั้งนี้ มีคณะทูต ผู้แทนภาคเอกชนไทยในอินโดนีเซีย พุทธศาสนิกชนชาวไทยและชาวอินโดนีเซียเข้าร่วมพิธีกว่า 200 คน กระทรวงการต่างประเทศได้เชิญผ้าพระกฐินพระราชทานมาทอดถวายที่สาธารณรัฐอินโดนีเซียเป็นครั้งที่ 7 ในปีนี้ และเป็นครั้งที่ 2 ที่จัดขึ้นที่วัดจาการ์ตาธรรมจักรชยะ ซึ่งเป็นวัดพุทธเถรวาทวัดแรกในประเทศ และมีองค์พระประธานในพระอุโบสถที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเททองหล่อ เมื่อปี พ.ศ. […]

Thailand Corporate Sustainability Symposium: แลกเปลี่ยนและเรียนรู้เรื่องความยั่งยืนจากผู้นำ

แนวคิด "การพัฒนาเพื่อความยั่งยืน" เป็นแนวคิดที่หลายองค์กรให้ความสนใจมากขึ้น แม้ว่าไอเดียเรื่องความยั่งยืนจะเกิดขึ้นมานานแล้ว

เปิดตัวงาน บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2022 CHAOS : CALM โกลาหล : สงบสุข

เตรียมพบปรากฎการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ กับเทศกาลศิลปะร่วมสมัย นานาชาติ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2022 จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 ภายใต้แนวคิด CHAOS : CALM โกลาหล : สงบสุข พบกันตุลาคม 2565 ถึง กุมภาพันธ์ 2566 นี้ จากความสำเร็จของเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ (Bangkok Art Biennale) ที่จัดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อปี 2018 และได้สร้างปรากฎการณ์ความยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด สุขสะพรั่ง พลังอาร์ต หรือ Beyond Bliss และจัดต่อเนื่องในปี 2020 ภายใต้แนวคิด ศิลป์สร้าง ทางสุข หรือ Escape Routes โดยมีหัวเรือใหญ่อย่าง บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่ผสานความร่วมมือครั้งสำคัญกับ ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยการจัดงานมีกำหนดจัดขึ้นทุกๆ […]

ทำความรู้จักกับข้าว 7 สายพันธุ์ใหม่ที่พัฒนาโดยชาวนาไทยอีสาน

ทำความรู้จักกับข้าว 7 สายพันธุ์ใหม่ที่พัฒนาโดยชาวนาไทยอีสาน ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อนที่เกิดวิกฤติชาวนา ปัญหาจำนำข้าว กระทั่งมีข่าวการฆ่าตัวตายของชาวนา สะท้อนความเปราะบางของสังคมเกษตรกรที่แม้จะสำคัญที่สุดในห่วงโซ่อาหาร แต่กลับได้รับการเหลียวแลน้อยที่สุดในสังคม และยังคงเป็นเช่นนี้เรื่อยมาไม่เคยเปลี่ยนแปลง… การทำนาแบบเดิม ใช้ชีวิตเหมือนเดิม และรอคอยการช่วยเหลือแบบเดิม จึงอาจพูดได้ว่าย่อมเกิดผลลัพธ์ไม่ต่างจากเดิม นี่คือที่มาของการรวมกลุ่ม “ชาวนาไทอีสาน” เครือข่ายใหม่ที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าชาวนามีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความมั่นคงได้ ด้วยแนวคิดแบบใหม่ สร้างกระบวนการทำนาแบบใหม่ และมองตัวเองในบริบทโลกที่กว้างไกลมากขึ้น “ชาวนาไทอีสาน” เป็นการรวมตัวกันของคนรุ่นใหม่ที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือเป็นชาวนาที่ทำนาประณีตแบบอินทรีย์ สืบทอดความดีงามแห่งท้องไร่ท้องนาจากบรรพบุรุษ เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน พร้อมๆ ไปกับการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ใหม่ๆ ที่ตอบสนองทั้งด้านการผลิตและบริโภค เพื่อความมั่นคงทางอาหารและความหลากหลายทาทางชีวภาพ น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน สมาชิกกลุ่มเป็นชาวนาจากหลากหลายจังหวัดในภาคอีสาน ได้แก่ ยโสธร บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ สกลนคร ร้อยเอ็ด มหาสารคาม โดยมี ตุ๊หล่าง-แก่นคำกล้า พิลาน้อย ผู้เป็นอาจารย์ถ่ายทอดความรู้ในการทำนาแบบฉบับที่เรียกว่า “ตุ๊หล่างสไตล์” ให้กับแต่ละคน เป็นการทำนาที่ต้องเอาใจใส่ในกระบวนการผลิตในทุกๆ ช่วงอายุของข้าว ซึ่งทั้งละเอียด ประณีต พิถีพิถัน อันบ่งบอกถึงพื้นฐานของความรักที่จะทำนาเป็นเบื้องต้น (ฉันทะ) ครูตุ๊หล่างจึงเป็นเหมือนศูนย์กลางที่ดึงดูดให้แต่ละคนได้มาเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน และด้วยทิฏฐิความเห็นที่อยากยกระดับมาตรฐานชาวนาให้ดีขึ้น มีเป้าหมายที่อยากจะเป็นชาวนาที่สร้างประโยชน์ตนและและประโยชน์ท่าน […]