5 วิธีการสร้างนิสัยรักการอ่าน - National Geographic Thailand

5 วิธีการสร้างนิสัยรักการอ่าน

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการ “ส่งความรู้สร้างความสุข” เป็นอีกหนึ่งโครงการดีๆ ของความร่วมมือระหว่าง บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐคือ กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่เล็งเห็นความสำคัญของการอ่าน เพราะการอ่านถือเป็นรากฐานที่สำคัญของการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะของเด็กและเยาวชน

ช่วงเวลาแห่งปีใหม่ หลายคนชอบตั้งเป้าหมายประจำปี โดยหนึ่งในสิบอันดับที่มีคนตั้งเป้าหมายมากที่สุด คือ การอ่านหนังสือให้ได้ตามจำนวนที่ตั้งใจไว้

หนังสือที่มีคุณภาพสร้างผลลัพธ์ที่ดีต่อผู้อ่านหลายประการ เช่น เปิดทัศนคติและมุมมองใหม่ๆ เพิ่มความเชี่ยวชาญในสายอาชีพ และช่วยลดความขุ่นข้องหมองใจ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลจะเกิดขึ้นได้ ตัวของผู้อ่านจำเป็นต้องสร้างรูปแบบและนิสัยการอ่านให้กับตัวเอง

นิสัยรักการอ่านเป็นสิ่งที่ต้องปลูกฝังและบ่มเพาะ มีวิธีปฏิบัติหลายวิธีเพื่อการอ่านหนังสือ ในช่วงแรก เราควรมีความตั้งใจที่อยากปรับเปลี่ยน ปรับประยุกต์วิธีการที่เหมาะสมสำหรับตนเอง และเริ่มจากหนังสือที่ตนเองมีความสนใจ

เหล่านี้ คือวิธีที่จะช่วยให้คุณสร้างนิสัยรักการอ่าน

  1. กำหนดเป้าหมาย

การกำหนดเป้าหมายก่อนการเริ่มต้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะช่วยให้เรามีทิศทางที่ชัดเจน เช่น ภายในหนึ่งเดือนจะอ่านหนังสือให้จบหนึ่งเล่ม การพัฒนาและบ่มเพาะนิสัยการอ่านอาจไม่ต้องทำให้เป็นเรื่องเคร่งเครียดเหมือนเป้าหมายอื่นๆ การกำหนดเป้าหมายในการสร้างนิสัยรักการอ่านควรพิจารณาจากตารางในชีวิตประจำวันที่เราทำทุกวัน แต่ละคนมีปัจจัยในการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน ทำให้เป้าหมายของเราสนุกแล้วเราจะเพลิดเพลินใจเมื่อทำมันสำเร็จ

  1. สร้างรายการหนังสือในแต่ละเดือน

ลองเลือกหนังสือที่คุณอยากอ่านมาทั้งหมด แล้วประเมินความเร็วในการอ่าน ความยาวของหนังสือ และเวลาในการอ่านแต่ละวัน จะช่วยให้คุณเลือกวางแผนได้ว่า ในหนึ่งปีคุณสามารถอ่านหนังสือได้ประมาณกี่เล่ม แล้วนำรายชื่อหนังสือเหล่านั้นมาลงตารางในแต่ละเดือน เป็นเป้าหมายระยะสั้น เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายใหญ่ตอนปลายปี และช่วยให้คุณไม่หลุดหรือวอกแวกเมื่อเจอหนังสือเล่มใหม่ผ่านเข้ามาระหว่างเดือน

  1. อ่านหนังสือเฉลี่ยวันละประมาณ 20-30 หน้า

การสร้างพฤติกรรมหรือนิสัยจำเป็นต้องอาศัยความสม่ำเสมอและทำซ้ำ ลองพิจารณาจำนวนหน้าที่คุณอ่านได้ในแต่ละวันจากกิจวัตรประจำวันของคุณ กระบวนการนี้ช่วยให้คุณมีเป้าหมายประจำวัน และทำอย่างสม่ำเสมอแล้วการอ่านหนังสือจะกลายมาเป็นหนึ่งในรูปแบบการดำเนินชีวิตของคุณ

  1. กำหนดช่วงเวลาในการอ่าน

กำหนดช่วงเวลาการอ่านที่แน่นอนในแต่ละวัน เช่น หลังอาบน้ำตอนเย็น ก่อนนอน หรือระหว่างพักกลางวัน กำจัดสิ่งรบกวนอื่นๆ เช่น ปิดทีวี ปิดเสียงแจ้งเตือนในโทรศัพท์ พยายามอ่านในช่วงเวลาที่คุณตั้งไว้ โดยใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที แล้วคุณจะพบว่า เมื่อเวลาผ่านไป คุณจะอ่านหนังสือได้นานขึ้น และกลายมาเป็นนิสัยการอ่านของคุณโดยไม่รู้ตัว

  1. เข้าร่วมคลับของคนที่ชอบอ่านหนังสือ

ออกไปหาแรงสนับสนุนด้วยการพบปะกับกลุ่มหรือคลับที่สนใจการอ่าน หรือแบ่งปันเรื่องราวจากหนังสือที่คุณอ่านให้กับเพื่อนๆ ในกลุ่ม การกระทำเหล่านี้ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้คุณอยากสร้างพฤติกรรมการอ่านอย่างต่อเนื่อง และมีโอกาสได้พบกับมุมมองใหม่ๆ ในการพัฒนาการอ่านของแต่ละคน

ในการพัฒนานิสัยรักการอ่าน เราต้องรูัจักตัวเองก่อนว่า นิสัยการอ่านในปัจจุบันของเราเป็นอย่างไร เช่น คุณอ่านรอบเดียวจนจบทั้งเล่ม หรือคุณอ่านและพักไปหาข้อมูลในจุดที่คุณสนใจ หรือปัจจัยเรื่องเวลาเอื้อให้คุณอ่านได้มากน้อยเท่าไรในแต่ละวัน ปัจจัยเหล่านี้แตกต่างกันออกไปตามกิจกรรมของบุคคลนั้น เมื่อคุณทราบเรื่องเหล่านี้ คุณก็สามารถวางแผนการอ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เรื่องแนะนำ

การฟังเพลงขณะอ่านหนังสือ ส่งผลดีจริงหรือ

ผู้อ่านส่วนใหญ่เชื่อว่า การฟังเพลงขณะอ่านหนังสือช่วยสร้างความจดจ่อต่อการอ่านได้ดีขึ้น เสียงเพลงส่งผลทั้งทางบวกและทางลบต่อการเรียนรู้ ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลและประเภทของเพลง บางคนกล่าวว่า ถ้าตนเองอยู่ในภาวะเงียบเกินไปมักไม่เข้าใจเนื้อหาที่กำลังอ่าน แต่บางคนก็แสดงผลในทางตรงกันข้ามคือ ไม่สามารถจดจ่อกับเนื้อหาที่อ่านได้หากมีเสียงรบกวน บทเพลงนั้นมีผลต่อการอ่านเชิงวิเคราะห์และการรับรู้ รวมไปถึงพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน แล้วในเชิงวิทยาศาสตร์มองเรื่องนี้อย่างไร หลายครั้งเรามักพบเจอผู้คนสวมหูฟังไปด้วยขณะที่อ่านหนังสือในห้องสมุด หรือในสวนสาธารณะ ในช่วงทศวรรษ 1990 ทฤษฎีเพลงโมซาร์ต เป็นที่กล่าวถึงอย่างกว้างขวาง จากผลงานวิจัยของกอร์ดอน ชอว์ ที่เผยแพร่สู่สาธารณะ และในช่วงเวลาใกล้เคียงกันนักศึกษาหลักสูตรหลังปริญญาเอกนาม Xiaodan Leng พบว่า รูปแบบสมองของผู้ที่กำลังเล่นเครื่องดนตรีแสดงผลคล้ายกับโน้ตเพลงคลาสสิก ถัดมาในปี 1993 นักวิทยาศาสตร์ทดลองทฤษฎีเพลงโมซาร์ตกับนักศึกษามหาวิทยาลัย ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า กลุ่มนักเรียนที่ฟัง “Sonata for Two Pianos in D Major” แสดงผลการทดสอบไอคิวในระดับสูงกว่าช่วงที่ไม่ได้รับฟังเพลง เมื่องานวิจัยชิ้นนี้เผยแพร่ออกไป จึงกลายเป็นความเชื่อมาถึงทุกวันนี้ว่า บทเพลงมีผลต่อการอ่านและการเรียนรู้ สิบปีต่อมา งานวิจัยหลายชิ้นตีพิมพ์เผยแพร่ผลการทดลองไปในทางตรงกันข้ามกับทฤษฎีเพลงโมซาร์ต และชี้จุดสังเกตถึงข้อจำกัดในการทดลองที่ผ่านมา เช่น การวัดไอคิวจากทักษะเพียงด้านเดียวอย่างการพับกระดาษ และการแก้ปริศนา พวกเขากล่าวว่า “ไม่มีข้อพิสูจน์หรือหลักฐานใดชี้ชัดว่า การฟังเพลงคลาสสิกส่งผลให้ผู้เรียนฉลาดขึ้น” บุคคลทั่วไปมีแนวโน้มตอบสนองการแก้ปัญหาได้ดีเมื่ออยู่ในภาวะอารมณ์เชิงบวก บทเพลงช่วยสร้างความผ่อนคลายให้กับผู้เรียนขณะอยู่ในกระบวนการเรียนรู้ และช่วยลดความกังวลในขณะที่แสดงความคิดเห็น งานวิจัยชิ้นหนึ่งรายงานว่า เสียงเพลงช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนโดปามีน […]

Jurassic Plastic : ไดโนเสาร์จากของเล่นพลาสติก

บนข้อเท็จจริงที่ว่า พลาสติก ผลิตมาจากกระบวนการปิโตรเลียม ซึ่งนักเคมีค้นพบว่า น้ำมันเหลือทิ้งจากโรงกลั่นสามารถนำมาผลิตเป็นมอนอเมอร์ (monomer) เพื่อสร้างพอลิเมอร์ใหม่ๆ ทดแทนพอลิเมอร์จากธรรมชาติอย่างยางพารา ผลิตได้ง่ายกว่า ในต้นทุนราคาที่ต่ำกว่า ทำให้ในระยะเวลาเพียงร้อยกว่าปี พลาสติก กลายเป็นวัสดุที่ครองโลกได้อย่างรวดเร็ว และกลายเป็นขยะในช่วงเวลาเพียงพริบตา บนข้อเท็จจริงที่ว่า น้ำมันดิบ ต้นเรื่องของพลาสติก เกิดจากเศษซากของไดโนเสาร์ที่เคยยิ่งใหญ่และครองโลกในยุคดึกดำบรรพ์มานั้น แม้วันนี้จะสูญพันธุ์ไปสิ้น แต่เศษซากที่กลายเป็นพลังงานธรรมชาติให้โลกนั้นยังคงอยู่ เพียงแต่เศษซากส่วนหนึ่งของไดโนเสาร์ที่กลับมาครองโลกอีกครั้งเป็นรูปแบบพลาสติก พร้อมกับพลังทำลายล้างที่ต้องรอวันย่อยสลายถึง 450 ปี วันที่ไดโนเสาร์กลับมาครองโลกอีกครั้ง วันนี้ พลาสติกที่ผลิตขึ้นชิ้นแรกของโลกยังไม่ย่อยสลาย ความตระหนัก บวกกับความกังวลใจในข้อเท็จจริงดังกล่าว เกิดเป็นคำถามที่คละด้วยความวิตกของ ฮิโรชิ ฟูจิ ศิลปินชาวญี่ปุ่น ที่โลกผลิตพลาสติกออกมาอย่างมหาศาล เพียงช่วงเวลา 100 กว่าปี สิ่งของทุกอย่างทำมาจากพลาสติก และมนุษย์ต่างใช้พลาสติกเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ศิลปินกล่าวว่า ในปีที่เขาเกิดคือปี 1960 เป็นยุคที่เขายังไม่ได้รู้จักกับพลาสติก แต่พอเขาโตขึ้น ทุกคนก็หันมาใช้กันอย่างมากมาย ทำให้เกิดข้อคำถามที่ว่า หากเขาหยุดใช้พลาสติกจะเป็นอย่างไร คำถามเชิงทดลองเริ่มที่ครอบครัวของเขา ก่อนจะค้นพบว่ามันจะมีประโยชน์อะไรในเมื่อทุกคนบนโลกยังคงใช้กันอยู่ เช่นเดียวกับ “ของเล่น” ที่อยู่ในความทรงจำของเด็กๆ พลาสติกที่เคยเป็นที่รัก แต่มีอายุอันสั้นเพราะความเบื่อหน่าย หรือชำรุดตามสภาพ ฟูจิและภรรยาของเขาจึงเริ่มก่อตั้งตลาดแลกเปลี่ยนของเล่นขึ้นชื่อว่า คาเอโกะ บาซาร์ เริ่มต้นในปี […]

‘โขนกลางแปลง’ ในเทศกาลบอลลูนนานาชาติที่เชียงราย

เรื่องราวของ สิงห์ปาร์ค เชียงราย กับการสืบสานและผลักดัน “โขนกลางแปลง” ศิลปะไทยหาชมยาก ให้คนรุ่นหลังและชาวต่างชาติได้รู้จักผ่านงานเทศกาลบอลลูนนานาชาติ

Thailand Space Week 2019 เตรียมพบกับที่สุดของมหกรรมเทคโนโลยีด้านอวกาศของ ประเทศไทย

เป็นเวลากว่าทศวรรษที่ประเทศไทยนำเทคโนโลยีดาวเทียมและอวกาศมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ มากมาย ทั้งการสำรวจและติดตามทรัพยากรภายในประเทศ การสื่อสาร การนำทาง และการเฝ้าระวังภัยพิบัติ จนเกิดเป็นโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและดาวเทียม เพื่อให้บริการข้อมูล และให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศทั้งในประเทศและระดับสากล ในปี 2019 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า (GISTDA) ได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 19 จึงนับเป็นวาระอันดีที่ได้จัดมหกรรมเทคโนโลยีด้านอวกาศของประเทศไทยขึ้นเป็นครั้งแรก ในชื่องาน Thailand Space week 2019 ภายใต้แนวคิด “Space for Sustainable Society” หรือเทคโนโลยีอวกาศเพื่อความยั่งยืนของสังคม จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 – 29 สิงหาคม 2562 ณ อิมแพคเมืองทองธานี กรุงเทพฯ โดยภายในงานจะประกอบไปด้วย 4 เสาหลักที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดาวเทียมและอวกาศ อันประกอบด้วย Geo-Infotech การประชุมวิชาการเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศแห่งชาติ เป็นเวทีสำหรับการเสนอและเผยแพร่ผลงานวิจัยของนักวิชาการ นักวิจัย นิสิตและนักศึกษา จากหน่วยงานของรัฐและเอกชน เป็นการแสดงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ การแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการวิจัยและพัฒนา รวมทั้งสะสมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ อันจะนำไปสูการเพิ่มคุณภาพชีวิต สร้างรายได้และสร้างงานแก่ประชาชนทุกระดับ เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน […]