โครงการ “ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว” ปีที่ 22 ส่งมอบผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก 15 จังหวัด

ส่งท้ายคาราวานผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก
ภายใต้โครงการ “ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว” ปีที่ 22 ครบ 15 จังหวัด

ปิดท้ายคาราวาน โครงการไทยเบฟ รวมใจต้านภัยหนาว ปีที่ 22 ได้ส่งมอบผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก ให้กับผู้ประสบภัยหนาวในพื้นที่ห่างไกล ในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครบ 15 จังหวัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ประกอบไปด้วย อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด ยโสธร ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์  นครราชสีมา อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร  ลำปาง ลำพูน แม่ฮ่องสอน เชียงราย และเชียงใหม่ โดยโครงการได้ส่งมอบผ้าห่ม อย่างต่อเนื่อง ปีละ 2 แสนผืน รวมแล้วกว่า 4.4 ล้านผืนครอบคลุมพื้นที่ 45 จังหวัด ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นอกจากจะมอบไออุ่น เติมเต็มรอยยิ้มแล้ว ยังให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ ทั้งการศึกษา กีฬา และสาธารณสุข พร้อมให้ความช่วยเหลือในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ตอกย้ำการสร้างสังคมแห่งการ “ให้” ที่ยั่งยืน โดยหัวเรือหลักผู้ริเริ่มโครงการ  บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผนึกความร่วมมือกับ กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมด้วยเครือข่ายพันธมิตรหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ที่ได้ร่วมเดินทางเพื่อส่งมอบความอบอุ่นภายใต้ “ผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก” ไปยังพื้นที่ต่างๆ ด้วยความมุ่งมั่น  และสานต่อปณิธานแห่งการ “ให้”  ของ คุณเจริญ- คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี ที่ได้กล่าวไว้ว่า “คนไทยให้กันได้” จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ โครงการไทยเบฟ รวมใจต้านภัยหนาว ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และได้แผ่ขยายสู่สังคมแห่งการให้ และการแบ่งปันจนเกิดเป็นพลังแห่งความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้แนวคิด “มากกว่าความอบอุ่น คือสังคมแห่งการให้ที่ยั่งยืน”

ในฐานะองค์กรที่มีการดำเนินงานตามแนวทางพัฒนาที่ยั่งยืน ไทยเบฟจึงตระหนักและให้ความสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด ไทยเบฟได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่สอดคล้องแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ มาเป็นแนวทางในการดำเนินโครงการ “ไทยเบฟ..รวมใจต้านภัยหนาว” เพื่อเป็นการดำเนินงานตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน ปกป้อง และรักษาสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ปี 2563 จึงได้สรรหาและปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต ด้วยการนำขวดพลาสติกบรรจุเครื่องดื่มที่ทำจากเม็ดพลาสติกรีไซเคิลหรือ Recycled PET (rPET) ที่สามารถช่วยลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต ลดปัญหาขวดพลาสติก แต่ยังคงคุณภาพของ “ผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก” นี้ให้มีความนุ่ม และอบอุ่นเหมือนเช่นเคย ด้วยนวัตกรรม Eco Friendly Blanket ที่ยังช่วยลดปริมาณขยะจากขวดพลาสติกได้มากถึง 7.6 ล้านขวดต่อปี ที่นำมาผลิต “ผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก” ได้มากถึงปีละจำนวน 200,000 ผืน ดังนั้นผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลกนี้ ทำให้สามารถนำขยะจากขวดพลาสติกกลับสู่ระบบรีไซเคิลได้สำเร็จแล้วจำนวน 15.2 ล้านขวด

 คุณลุงบุญมา แก้วใจมา ดีใจ ขอบคุณมากๆ ได้เห็นผ้าห่มสีขียวทำมาจากขวดพลาสติก วันนี้ลุงรู้สึกปลื้มใจ สบายใจที่ได้ผ้าห่มมาคลายหนาว บ้านลุงมันหนาวจริง ๆ ผ้าห่มที่มีไม่พอใช้ ตากับยายต้องก่อไฟผิงเอา เกิดมายังไม่เคยเห็นผ้าห่มที่ทำมาจากขวดพลาสติก ขอบคุณไทยเบฟที่ไม่ทิ้งกันครับ

คุณกัลยา กองสถาน หมู่บ้านเราอยู่กลางหุบเขา พอถึงหน้าหนาว อากาศก็จะหนาวมาก วันนี้ดีใจที่ไทยเบฟได้เอาผ้าห่มมาให้คนในชุมชน แปลกใจที่ขวดน้ำเอามาทำผ้าห่มได้ และยังมีความนิ่มเหมือนผ้าห่มปกติ ได้ลองห่มแล้วอุ่นมาก อยากให้ทุกคนช่วยกันแยกขยะ เพื่อนำขวดพลาสติกมาผลิตเป็นผ้าห่มแจกคนที่ขาดแคลน ช่วยประหยัดทรัพยากร ช่วยลดปริมาณขยะด้วยค่ะ ขอบคุณไทยเบฟที่ทำสิ่งดี ๆ ที่มีประโยชน์แบบนี้ ให้กับสังคมค่ะ

คุณสุนิสา แซ่เติ๋น ดีใจที่ได้รับผ้าห่มคลายหนาว ขอบคุณไทยเบฟที่มาแจกผ้าห่ม รู้สึกอบอุ่นกาย อบอุ่นใจ ไม่เคยรู้มาก่อนว่าขวดพลาสติกเอามาทำผ้าห่มได้ ทำเสื้อกันหนาวได้ เมื่อก่อนเคยคิดว่า เราไม่มีการศึกษา อยู่ในป่าในเขา แต่ทุกวันนี้คนไทยทำให้พวกเรารู้สึกว่า คนชาวเขาอย่างพวกเรามีคุณค่า มีอะไรก็เอามาแบ่งปันให้เรา รู้สึกซึ้งใจและขอบคุณในน้ำใจที่มีให้ ต่อจากนี้ไป เวลาเราซื้อน้ำ 1 ขวด คือมีค่า นำมาทำเป็นผ้าห่ม ทำเป็นเสื้อได้ เราจะต้องสอนลูกหลานเรื่องการทิ้งขยะ ว่าควรแยกขยะเพื่อนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น ช่วยให้โลกไม่ร้อนด้วยค่ะ

ไทยเบฟ เชื่อมั่นในการ “สร้างสรรค์และแบ่งปันคุณค่าจากการเติบโต” ด้วยพลังแห่งความมืออันแข็งแกร่งของทุกภาคส่วนที่ร่วมกันขับเคลื่อน โครงการไทยเบฟรวมใจต้านภัยหนาว  พร้อมขยายเครือข่ายเพื่อสร้างสังคมแห่งการ “ให้” ที่ยั่งยืน

เรื่องแนะนำ

คณะกรรมาธิการการเกษตรฯ ลงติดตามงานในจังหวัดน่าน

คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ร่วมกับภาคเอกชน ลงพื้นที่ติดตามการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติในพื้นที่จังหวัดน่าน เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา นำโดย พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ ประธานคณะกรรมาธิการฯ ร่วมกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เดินทางลงพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อติดตาม เร่งรัด เสนอแนะการปฏิรูปประเทศและการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ เป็นไปตามหน้าที่หนึ่งของสมาชิกวุฒิสภา ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 270 ในวันแรก คณะกรรมาธิการการเกษตรฯ เดินทางไปยังบ้านห้วยขาบ อำเภอบ่อเกลือ เพื่อศึกษาติดตามการปฏิรูปประเทศ ประเด็นทรัพยากรดิน ภายใต้แผนการปฏิรูปด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำหนดเป็น Big Rock เรื่องหนึ่งในแผนของคณะกรรมาธิการการเกษตรฯ โดยติดตามแผนการใช้ประโยชน์จากที่ดินของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่บ้านห้วยขาบที่เกิดดินโคลนถล่มทับบ้านเรือนประชาชนเสียหายอย่างหนักมีผู้เสียชีวิต 8 ราย เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2561 ขณะนั้น พลเอก ฉัตรชัย ดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรีได้บูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เช่น กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม […]

30 ปี มูลนิธิชัยพัฒนา ก้าวสู่ชัยชนะแห่งการพัฒนา

มูลนิธิชัยพัฒนา จัดงาน “30 ปี ชัยชนะแห่งการพัฒนา” เพื่อน้อมรำลึกถึง พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงก่อตั้ง มูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นต่อพสกนิกรชาวไทย เนื่องจากพระองค์ทรงหวังพระราชหฤทัยให้เป็นเครื่องมือในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎรด้วยความรวดเร็วการว่าการพัฒนา หรือการช่วยเหลือผ่านระบบราชการ มูลนิธิชัยพัฒนาก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2531 ดำเนินงานทั้งในด้านการพัฒนา และการช่วยเหลือราษฎร ในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน ก่อให้เกิดโครงการและกิจกรรมต่างๆ ในช่วงตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา จึงเป็นที่มาของการจัดงานในครั้งนี้ เพื่อนำผลงานของมูลนิธิฯ เผยแพร่และสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนทั่วไปได้รู้จักมูลนิธิฯ อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ในการนี้ มูลนิธิฯ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงานในวันพุธที่ 30 ตุลาคม 2562 เวลา 14.00 น. ภายในงานประกอบด้วยการจัดแสดงนิทรรศการ ซึ่งผู้ร่วมงานมีโอกาสได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านเครื่องใช้ส่วนพระองค์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นับเป็นการจัดแสดงเพื่องานนี้โดยเฉพาะ นอกจากนี้ เหล่าศิลปินรุ่นใหม่หลายท่านได้รับเชิญให้สร้างผลงานศิลปะและนำมาจัดงานในครั้งนี้ด้วย ศิลปินแต่ละท่านได้รับโจทย์ที่แตกต่างกัน โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา […]

100 ปี แห่งความเจริญบนสายนํ้า กลุ่มบริษัทสุภัทรา

เรือด่วนเจ้าพระยาที่ท่านํ้านนทบุรีในช่วงเช้า อันเป็นช่วงที่มีผู้โดยสารใช้บริการอย่างหนาแน่นเพื่อเดินทางเข้าใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร จากกิจการเรือแจวข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยา ในวันนี้กลุ่มบริษัทสุภัทราได้แตกแขนงกิจการบนสายนํ้าไปมากมาย และพร้อมก้าวต่อไปในโอกาสครบรอบ 100 ปี ท่านํ้านนทบุรี เวลา 07:00 น. พ.ศ. 2563 ด้านหลังคือหอนาฬิกาอันเป็นสัญลักษณ์เด่น ส่วนภาพตรงหน้าคือฉากชีวิตที่ดำเนินไปในทุกเช้าของวันธรรมดา ผู้คนหลายวัย หลากอาชีพ ต่างกุลีกุจอเร่งฝีเท้าเข้าไปในท่าเรือขนาดใหญ่เพื่อใช้บริการเรือโดยสาร ‘เรือด่วนเจ้าพระยา’ อันเป็นการเดินทางที่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของพวกเขา เมื่อเรือเทียบท่า ช่างเครื่องส่งสัญญาณนกหวีดประสานกับนายท้ายหรือคนขับเรือ พร้อมแกว่งเชือกเส้นเขื่องสีนํ้าตาลผูกมัดกับพุกโป๊ะจนแนบสนิท ก็ถึงเวลาของเหล่าพนักงานที่จะนำพาผู้โดยสารนับร้อยลงเรือ ทั้งเรือด่วน และเรือข้ามฟากใจกลางเมือง รวมทั้งพนักงานที่อำนวยความสะดวกเหล่านี้ ต่างเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท สุภัทรา จำกัด และบริษัทในเครือ ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากเรือแจวเล็กๆเพียงไม่กี่ลำ จนกลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่ขยายกิจการไปมากกว่าการเดินเรือโดยสาร เมื่อ 100 ปีก่อน หรือใน พ.ศ. 2463 คุณหญิงบุญปั่น สิงหลกะ อดีตนางกำนัลของพระราชชายาเจ้าดารารัศมีแห่งนครเชียงใหม่ เล็งเห็นว่ามีข้าหลวง ขุนนางประชาชน บรรดาพ่อค้าแม่ขายที่ต้องเดินทางข้ามฟากแม่เจ้าพระยาจำนวนมาก จึงร่วมมือกับหุ้นส่วนชื่อนางเผือก เปิดกิจการเรือแจวข้ามฟากที่ท่าพรานนกและที่ท่าวัดมหาธาตุเริ่มบทบาทนักธุรกิจหญิงซึ่งถือว่าเป็นความก้าวหน้าอย่างยิ่งในยุคนั้น ใน พ.ศ. 2475 คุณหญิงสุภัทรา สิงหลกะ ผู้เป็นบุตรสาวคนสุดท้องของคุณหญิงบุญปั่น เข้ามาช่วยสานต่อธุรกิจของมารดา โดยคุณหญิงสุภัทราเป็นผู้ดูแลกิจการเรือข้ามฟากนี้ด้วยตัวคนเดียว […]

Your Plastic Diet-WWF

ปัจจุบัน แม้ผู้คนจะตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ  วิถีชีวิตของเรายังคงสร้างขยะมากมายโดยเฉพาะขยะพลาสติก ในท้องทะเลและมหาสมุทรทั่วโลก ขยะพลาสติกปริมาณมหาศาลแตกตัวกลายเป็นไมโครพลาสติก (microplastic) ซึ่งสัตว์ทะเลสารพัดชนิด ตั้งแต่ขนาดเล็กจิ๋วไปจนถึงใหญ่โต กินเข้าไปแบบ #ไม่รู้ตัว ไมโครพลาสติกจึงเข้าสู่วงจรห่วงโซ่อาหาร  ซึ่งท้ายที่สุดจะย้อนกลับมาถึงมนุษย์ในฐานะผู้บริโภคที่รับไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกาย ว่ากันว่าในหนึ่งอาทิตย์เราอาจได้รับไมโครพลาสติกมากถึง 5 กรัม มาร่วมกันแก้ไขปัญหานี้ด้วยการ ลดการสร้างขยะและลดการใช้ถุงพลาสติกและพลาสติกทุกชนิด เพื่อตัวเราและโลกใบนี้ #กินอยู่ไม่รู้ตัว #yourplasticdiet #wwfThailand# #NoPlasticInNature