Discover a Journey 1 วันที่บางแสนสไตล์หนุ่ม NG x Enjoy Honda Thailand

Discover a Journey 1 วันที่บางแสนสไตล์หนุ่ม NG x Enjoy Honda Thailand

เคยไหมที่บางอารมณ์อยู่ๆ ก็นึกอยากหยิบกุญแจรถ คว้ากล้อง แล้วออกไปเที่ยวที่ไหนสักแห่งใกล้ๆ กรุงเทพฯ แบบไม่เสียเวลาเดินทางมาก ขับรถไม่เกิน 2 ชั่วโมง ใช้เวลาเที่ยว 1 วัน ไปเช้า-เย็นกลับ ไม่ต้องกังวลเรื่องที่พัก ไม่ต้องคิดอะไร ขอแค่ได้ออกไปฝากกายฝากใจไว้กับธรรมชาติก็พอ

“บางแสน” จึงน่าจะเป็นอะไรที่ตอบโจทย์อารมณ์ที่อยากหลบความวุ่นวายในเมือง ไปใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติป่าเขา แบบ One Day Trip ได้ ดังนั้นจะรออะไร ในเมื่อสมองสั่ง และหัวใจต้องการ ก็ไม่รอช้าโทรชวนเพื่อนๆ แล้วบอกว่าไปด้วยกัน 3 – 4 คน นั่งแบบสบายๆ

ครั้งนี้ผมอาสาขับรถพาเพื่อนๆ ไปเที่ยวด้วยตัวเอง โดยออกทริปไปกับ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ยนตกรรมที่ผมหลงรักไปเต็มๆ ด้วยดีไซน์ใหม่รอบคันเหมาะเป็นรถคู่ใจในการออกทริปครั้งนี้อย่างยิ่ง

ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ คันนี้มีถึง 7 ที่นั่ง กว้างขวางนั่งกันได้แบบสบายๆ มีแอร์สำหรับคนที่นั่งทั้งแถวที่ 2 และแถวที่ 3 หมดกังวลกับปัญหาเรื่องความร้อนไปได้เลย แถมยังมีพื้นที่เก็บสัมภาระกว้างขวางมาก ให้เราได้ขนอุปกรณ์ถ่ายภาพ และสัมภาระต่างๆ ไปได้เยอะมาก และเมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วเราก็เริ่มออกเดินทางกันเลย

เริ่มต้นออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ตั้งแต่ประมาณ ตี 5 กว่าๆ ด้วยระยะทางจากกรุงเทพฯ – บางแสน วิ่งเต็มที่สัก 2 ชั่วโมง ก็ถึงแล้ว ขับรถออกมาได้สักพักก็มาถึงจุดพักรถตรงมอเตอร์เวย์ สังเกตเห็นได้ว่าพื้นถนนเปียกไปด้วยน้ำ แสดงว่าฝนเพิ่งหยุดตกไป ถือว่าโชคเข้าข้าง อากาศตอนนี้ดีแบบสุดๆ เพราะก่อนขับรถออกมาแอบกังวลเรื่องสภาพอากาศนิดหน่อย ก็อย่างที่บอกไปนั่นล่ะครับ เนื่องจากช่วงนี้ฝนตกติดต่อกันหลายวัน ท้องฟ้ามืดมน ก็เกรงว่าถ้าฟ้าฝนไม่เอื้ออำนวยจะทำให้ถ่ายรูปไม่สวยได้ แต่ตอนนี้เห็นแสงแดดอ่อนๆ กำลังดี แสดงว่าฟ้าเปิด #ถ่ายรูปสวยแน่นอน

“อ่างเก็บน้ำบางพระ” ที่นี่มีความร่มรื่น ให้เราได้สูดอากาศดีๆ เป็นการล้างปอด แถมยังเหมาะแก่การยืนดูพระอาทิตย์ขึ้นอย่างที่สุด การเดินทางมาที่นี่ง่ายมาก ขับรถมาทางเส้นมอเตอร์เวย์ เมื่อเข้าเขตอำเภอศรีราชาก็จะมีทางเลี้ยวเข้าไปยังตำบลบางพระ จากนั้นก็จะถึงทางเข้าอ่างเก็บน้ำแล้วจากประตูทางเข้าตรงเข้าไปจากนั้นเลี้ยวขวาก็จะเจอถนนสายดอกเสลาสีม่วงขาวยาวเกือบ 1 กิโลเมตร เป็นถนนเส้นไฮไลท์ของที่นี่เลย แต่น่าเสียดายที่เรามากันช้าไปหน่อย เพราะช่วงที่เรามานั้นดอกเสลาได้ร่วงไปหมดแล้ว แต่ก็ยังสามารถชื่นชมบรรยากาศสองข้างทางที่เต็มไปด้วยต้นไม้ก็สวยไปอีกแบบ

เมื่อขับรถขึ้นมาถึงบนตัวอ่างเก็บน้ำแล้ว หาที่จอดเหมาะๆ แล้วไปเดินเล่นชมบรรยากาศรอบอ่างเก็บน้ำ ถ่ายรูปเก็บบรรยากาศกันไปเรื่อยๆ บนตัวอ่างเก็บน้ำจะมีถนนรอบอ่างเก็บน้ำให้นักปั่นจักรยานหรือนักวิ่งทั้งหลายได้มาออกกำลังกายกัน เมื่อสมความตั้งใจที่จะมาสัมผัสอากาศดีๆ และเก็บภาพธรรมชาติบริเวณอ่างเก็บน้ำแล้ว ถึงเวลาเดินทางไปสถานที่ต่อไปกันครับ “แกรนด์แคนยอน ชลบุรี” หรือ “แกรนด์แคนยอน คีรี”

“แกรนด์แคนยอน ชลบุรี” หรือ “แกรนด์แคนยอน คีรี”  เหมืองหินเก่าที่กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ผมอยากมาสัมผัสสักครั้ง อยู่ไม่ไกลกันมาก ซึ่งสมาชิกทุกคนในรถก็อยากไปเหมือนกัน ดังนั้นเราเลยมุ่งหน้าไปยังสถานที่นี้ทันที ขับไปถึงจะเจอบ้านคน เป็นที่รับฝากรถ รถยนต์ 20 บาท มอเตอร์ไซต์ 10 บาท เมื่อจอดรถแล้วก็ต้องเดินเข้าไปตามทางที่จะมีหญ้ารกๆ หน่อย มองเข้าไประยะทางก็ไม่ไกลมาก แค่เดินฝ่าต้นหญ้าที่ขึ้นอยู่เต็มสองข้างทางไปเท่านั้น มาถึงแกรนด์แคนยอนคีรีทั้งที ผมนี่รีบไปเปิดท้ายรถเพื่อหยิบอุปกรณ์กล้องมาอย่างไว และต้องขออวดอีกจุดที่ผมชอบใน ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ คันนี้ก็คือฝากระโปรงท้ายนั้นสามารถ เปิด-ปิด อัตโนมัติแบบไฟฟ้าด้วยระบบแฮนด์ฟรี ที่มีในทุกรุ่นย่อย ตอบโจทย์ได้ดีมากยิ่งเวลาถือของเยอะๆ ตรงนี้ถือว่าสะดวกสุดๆ ครับ

เมื่อกล้องพร้อม ทีมพร้อม เราก็ไม่รอช้า รีบเก็บภาพกันก่อนเลยเพราะที่นี่สวยทุกจุดเหมือนในกระทู้ที่อ่านเจอมา ขนาดยังไม่ถึงจุดชมวิวก็เก็บกันไปหลายภาพแล้ว ก่อนเดินไปชาวบ้านก็ตะโกนบอกให้เราระมัดระวังตัวกันด้วย เพราะที่นี่มีป้ายเตือนบอกไว้ว่าอันตราย ต้องระวังทุกฝีก้าว ต้องขอบคุณชาวบ้านที่เตือนด้วยความหวังดี แต่ยังไม่ทันเดินเข้าไป จู่ๆ ก็มีฝนตกปรอยๆ ลงมา จากที่คิดไว้ว่าจะไปยืนถ่ายรูปที่จุดชมวิว ก็เลยต้องถอย ถ่ายได้แค่บรรยากาศรอบๆ แต่ก็ถือว่าสวยงามประทับใจพอสมควรครับ

จาก แกรนด์แคนยอนคีรี ไปต่อกันที่ ค่ายนวมินทราชินี ก่อนมาที่นี่เคยได้ยินมาว่าทางกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ฯ ค่ายนวมินทราชินี ตอนนี้ได้เปิดตัว 21I &R Adventure ซึ่งเป็นการรวมกิจกรรมแนวแอดเวนเจอร์ให้บุคคลทั่วไปได้เข้าไปเล่นกิจกรรมสนุกๆ โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลอยู่ใกล้ๆ ด้วยประสิทธิภาพความแรงของเครื่องยนต์ดีเซล 1.6 ลิตร i-DTEC DIESEL TURBO ของ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ที่พาเรามาถึงยังจุดหมายได้แบบเร็วทันใจไม่เสียเวลาเข้ามาถึงในนี้มีกิจกรรมให้เลือกอยู่หลายอย่าง เช่น กระโดดหอ ยิงปืน และขี่ม้า ซึ่งแน่นอนว่ามาแล้วก็ไม่ควรพลาดต้องลองไปยิงดูสักหน่อย เพราะผมเองและเพื่อนๆ จะชอบกีฬายิงปืนกันอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นการฝึกสมาธิดี ซึ่งการลองยิงจะให้ดีก็ควรอยู่ในความดูแลของผู้เชี่ยวชาญ และควรได้รับความรู้ก่อนลองของจริงครับ

ก่อนทดลองยิงปืนจริงๆ ครูฝึกก็จะสอนวิธีการจับและการใช้ปืนอย่างถูกต้องและปลอดภัย ใครที่ไม่มีปืนส่วนตัวก็ไม่ต้องห่วง เพราะทางสนามเค้ามีบริการให้เช่าด้วยราคากระบอกละ 300 บาท 1 กระบอกจะยิงกี่คนก็ได้ก็ผลัดกันยิงส่วนกระสุน จะตกอยู่ที่กล่องละ 800 บาทเท่านั้น

เมื่อยิงปืนเสร็จมีเพื่อนคนนึงบอกว่าอยากลองไปขี่ม้า เพราะเคยเป็นนักกีฬาขี่ม้ามาก่อนอยากไปรื้อฟื้นความทรงจำกันสักนิด กิจกรรมขี่ม้าของที่นี่ คิดค่าบริการ 400 บาท/ชั่วโมง ราคานี้สำหรับคนที่พอขี่เป็นแล้วครับ ส่วนมือใหม่ก็เพิ่มไปอีก 50 บาท/ชั่วโมง เป็นค่าจูงม้าครับ จะว่าไปการขี่ม้านี่ก็สนุกไปอีกแบบ หากมีโอกาสก็จะแวะมาลองขี่อีกแน่นอน ไม่น่าเชื่อว่าค่ายทหารแห่งนี้จะมีกิจกรรมอะไรให้ทำเยอะมาก ใครที่ไม่ชอบอยู่เฉยๆ อยากจะหากิจกรรมยามว่างทำ ก็ลองแวะมาที่นี่กันดูได้ครับ ใครที่อยากชวนเพื่อนมาสนุกกันแบบเยอะๆ ขั้นต่ำประมาณ 20 – 30 คน ที่นี่เค้าก็มีราคาพิเศษสำหรับกรุ๊ปทัวร์ไว้ให้ด้วยแต่ต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น เรียกว่านอกจากจะได้ความสนุกแล้ว แน่นอนว่ายังได้ออกกำลังกายไปด้วยครับ

หลังจากเราไปเที่ยวมาถึงสามที่แล้ว ที่ต่อไปที่เราจะไปกันต่อคือ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและอนุรักษ์ป่าชายเลนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จ.ชลบุรี ระหว่างทางก็ดูบรรยากาศสองข้างทางไปด้วย ต้องบอกว่า ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ กับระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ที่ทำให้การขับขี่เป็นไปอย่างนุ่มนวลราบรื่น ระยะทางจึงดูไม่ไกล เพราะขับและนั่งกันมาแบบสบายๆ นั่นเองครับ ศูนย์ฯ อนุรักษ์ป่าชายเลน จ.ชลบุรี แห่งนี้ หากจะให้บอกทางง่ายๆ คืออยู่ตรงข้ามสำนักงานป่าไม้จังหวัดชลบุรีนั่นเอง ที่นี่เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้และป้องกันชายฝั่งของเมืองชลฯ เมื่อเรามีโอกาสมาถึงแล้วก็ต้องแวะไปเยี่ยมชมความงามพร้อมทั้งศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติของป่าชายเลนกันสักหน่อยครับ

เราเดินกันเข้าไปชมป่าชายเลนตามสะพานไม้ทอดยาวประมาณ 2,300 เมตร เคยได้ยินว่ามีการพาชมเป็นหมู่คณะพร้อมวิทยากรด้วยแต่ต้องนัดล่วงหน้า แต่วันนี้ทริปเดินชมธรรมชาติของพวกเรา ขอแค่ได้เดินดูธรรมชาติสวยๆ ถ่ายรูปกันก็พอแล้ว เลยเดินเข้าไปกันเองโดยทางศูนย์จะเปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8:30 น. – 18.30 น. เดินเข้าไปลึกๆ จะเห็นถึงความสมบูรณ์ของป่าโกงกางแบบชัดเจนมากขึ้น และจะพบกับเจ้า “ปลาตีน” ตัวใหญ่ สัตว์ที่ใช้วัดความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลน มีเจ้าปลาตีนอยู่ที่ไหนแสดงว่าที่นั่นสมบูรณ์ดี ยิ่งปลาตีนตัวใหญ่เท่าไหร่ก็ยิ่งสมบูรณ์เท่านั้น

เอาล่ะครับ น่าจะได้เวลาที่เราจะไปชมพระอาทิตย์ตกกันแล้ว เพราะเดินทางทำกิจกรรมแบบสุดคุ้มกันมาทั้งวัน ซึ่งเราตกลงกันว่า ที่ที่จะใช้เป็นที่ส่งท้ายสำหรับทริปนี้ก็คือ “เขาสามมุข” เราสามารถขับรถยนต์ส่วนตัวขึ้นไปยังจุดชมวิวได้เลย ซึ่งบนนั้นจะมองเห็นวิวทิวทัศน์ของทะเลบางแสน สามารถถ่ายภาพได้อย่างสวยงาม ที่นี่ก็เป็นอีกแห่งที่มีลิงป่าอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ใครไม่เคยเห็นลิงตัวเป็นๆ มาที่นี่รับรองมาต้อนรับตั้งแต่ยังไม่ลงจากรถเลยล่ะครับ แถมบนเขาจะมีที่ขายอาหารลิงอยู่เยอะมากครับ ใครที่อยากเลี้ยงลิงแบบใกล้ๆ มาที่นี่รับรองไม่ผิดหวังครับ

เขาสามมุขแห่งนี้เป็นสถานที่เก่าแก่ ใครมาบางแสนก็ควรแวะมาสักการะศาลเจ้าแม่สามมุข ศาลเจ้าแบบจีน ที่เป็นตำนานของสถานที่แห่งนี้ ใครมาก็ต้องมากราบไหว้ขอพรกับเจ้าแม่อยู่เสมอ หลังจากดูพระอาทิตย์ตกแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางกลับกรุงเทพฯ กัน

เพื่อนผมอาสาจะขับรถให้ เพราะกลัวผมจะเหนื่อย เลยบอกไปว่ามาทริปนี้ไม่ต้องกังวล เพราะถ้าหากเริ่มล้า ระบบจะแจ้งเตือนผ่านหน้าจอ TFT และหากพบว่าผู้ขับขี่มีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุจากความเหนื่อยล้า ระบบจะทำการสั่นเตือนที่พวงมาลัยเหมือนมีคนมาเตือนว่า เหนื่อยแล้วให้พักก่อน เป็นอะไรที่ดีจริงๆ ครับ สำหรับยนตรกรรมของ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ คันนี้ บางครั้งการได้เดินทางก็ยากที่จะถ่ายทอดความรู้สึกออกมาหรืออธิบายให้ใครเข้าใจได้ไม่หมด แม้เพียงระยะเวลาแค่ 1 วัน เราก็สามารถตักตวงความสุข ซึ่งทุกครั้งที่ได้เดินทางเหมือนได้ไปเรียนรู้อะไรใหม่ๆ เป็นความสุขอย่างหนึ่งที่อยากให้ทุกคนต้องลองออกไปสัมผัสด้วยตัวเอง

สำหรับผมและเพื่อนๆ นั้น บอกเลยว่า ทุกการเดินทางคือการเรียนรู้ ต้องขอบคุณเพื่อนร่วมทาง และรถยนต์ที่เสมือนเพื่อนที่รู้ใจที่พาเราไปได้ทุกที่อย่าง ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ เท่านี้ก็เพียงพอ แล้วคุณล่ะ พร้อมหรือยัง ถ้าพร้อมแล้วจะรออะไร ออกไปท่องโลกกว้าง ไปค้นหาจินตนาการกันเลย!!!

รายละเอียดเพิ่มเติม ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ คลิกดูได้เลยที่ https://goo.gl/yCV4ja

เรื่องแนะนำ

โครงการ “ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว” ปีที่ 22 ส่งมอบผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก 15 จังหวัด

ส่งท้ายคาราวานผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก ภายใต้โครงการ “ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว” ปีที่ 22 ครบ 15 จังหวัด ปิดท้ายคาราวาน โครงการไทยเบฟ รวมใจต้านภัยหนาว ปีที่ 22 ได้ส่งมอบผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก ให้กับผู้ประสบภัยหนาวในพื้นที่ห่างไกล ในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครบ 15 จังหวัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ประกอบไปด้วย อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด ยโสธร ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์  นครราชสีมา อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร  ลำปาง ลำพูน แม่ฮ่องสอน เชียงราย และเชียงใหม่ โดยโครงการได้ส่งมอบผ้าห่ม อย่างต่อเนื่อง ปีละ 2 แสนผืน รวมแล้วกว่า 4.4 ล้านผืนครอบคลุมพื้นที่ 45 จังหวัด ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากจะมอบไออุ่น เติมเต็มรอยยิ้มแล้ว ยังให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ ทั้งการศึกษา กีฬา และสาธารณสุข พร้อมให้ความช่วยเหลือในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ตอกย้ำการสร้างสังคมแห่งการ […]

ผู้เข้าแข่งขันที่ผ่านรอบออดิชั่น

กลุ่มคนที่มีความสนใจด้านการทำธุรกิจเพื่อสังคมได้มารวมกันในรายการ Win Win WAR Season 2 เพื่อชิงตำแหน่งสุดยอดธุรกิจแบ่งปัน และเงินรางวัล 2 ล้านบาท ที่จะนำไปต่อยอดหรือสร้างธุรกิจเพื่อสังคมให้เกิดขึ้นได้จริง สัปดาห์นี้ ผู้เข้าแข่งขันที่ 4 ทีมที่ผ่านเข้ารอบออดิชั่น จะนำเสนอแผนธุรกิจและตัวอย่างผลิตภัณฑ์หรือบริการ ต่อคณะกรรมการทั้ง 4 ท่าน ซึ่งภายในสัปดาห์นี้ผู้เข้าแข่งขันทั้ง 4 ทีม ล้วนแล้วแต่มีรูปแบบธุรกิจที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกินหมุนเวียน นำผลิตเหลือใช้มาแปรรูปใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่าใหักับสินค้า รวมไปถึงแอปพลิเคนชันที่ช่วยให้การเล่นเกมในโทรศัพท์มีประโยชน์ต่อโลกนี้มากขึ้น ดลมณีคุณ เส้นใยของสายน้ำ หนังเทียมจากกล้วยและผักตบชวา – คุณอนุภา มณีจันทร์ ดลมณี คุณอนุภาอาศัยอยู่ในชุมชนที่ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพทอผ้า รวมถึงยังมีกลุ่มผู้พิการในชุมชนร่วมด้วย สิ่งที่พบคือปัญหาต่างๆ ของชาวบ้านในขณะนั้น ไม่มีช่องทางการยกระดับสินค้า หรือช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าหลังจากที่ทอผ้าเสร็จเรียบร้อย ทำให้เริ่มมีแนวคิดผลิตสินค้าจากผ้าทอมือ และเริ่มศึกษาการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากกลุ่มของผู้พิการก่อน เวลาต่อมา คุณอนุภาสามารถพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์พฤติกรรมของลูกค้างานฝีมือ เน้นการออกแบบให้ร่วมสมัยมากขึ้น โดยอาศัยช่างที่มีความรู้ในชุมชนมารวมตัวกัน เพื่อผลิตผ้าทอให้เป็นกระเป๋าที่สวยงาม ภายใต้แบรนด์ “ดลมณี” (Don Manee) และไม่เพียงแค่นั้น คุณอนุภายังมองเห็นถึงปัญหาการจัดการกับขยะทางการเกษตร โดยคนส่วนมากมักทิ้งลงแหล่งน้ำ ทำให้เกิดภาวะเน่าเสีย จึงอยากหาวิธีการแก้ปัญหาส่วนนี้ผ่านการทอผ้า จึงเกิดเป็นความคิดในการนำกล้วย และผักตบชวา มาทำเป็นหนังเทียม […]

สิงห์ คอมเพล็กซ์ จัดประกวดถ่ายภาพ A Day in The Life

สิงห์ คอมเพล็กซ์ จัดประกวดถ่ายภาพ A Day in The Life สะท้อนมุมมองดีไซน์และไลฟ์สไตล์ สิงห์ คอมเพล็กซ์ (SINGHA COMPLEX) เดอะ ลักชัวรี มิกซ์ ยูส คอมเพล็กซ์ จับมือช่างภาพชื่อดัง จอร์จ ธาดา วาริช จัดแคมเปญถ่ายภาพ SINGHA COMPLEX : A Day in The Life ชวนร่วมแชร์ภาพถ่าย สิงห์ คอมเพล็กซ์ ผ่านเลนส์กล้องทั้ง ดีไซน์ สถาปัตยกรรม รวมถึงภาพการใช้ไลฟ์สไตล์แบบ Sensation Remix ที่สิงห์ คอมเพล็กซ์ ลุ้นรางวัลมูลค่ารวมกว่า 100,000 บาท พร้อมร่วมกิจกรรมเวิร์คชอปเทคนิคถ่ายภาพ และลุ้นโอกาสโชว์ผลงาน Photo Exhibition ณ สิงห์ คอมเพล็กซ์ ตลอดเดือนสิงหาคม นายโอฬาร วัยอุดมวุฒิ […]

100 ปี แห่งความเจริญบนสายนํ้า กลุ่มบริษัทสุภัทรา

เรือด่วนเจ้าพระยาที่ท่านํ้านนทบุรีในช่วงเช้า อันเป็นช่วงที่มีผู้โดยสารใช้บริการอย่างหนาแน่นเพื่อเดินทางเข้าใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร จากกิจการเรือแจวข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยา ในวันนี้กลุ่มบริษัทสุภัทราได้แตกแขนงกิจการบนสายนํ้าไปมากมาย และพร้อมก้าวต่อไปในโอกาสครบรอบ 100 ปี ท่านํ้านนทบุรี เวลา 07:00 น. พ.ศ. 2563 ด้านหลังคือหอนาฬิกาอันเป็นสัญลักษณ์เด่น ส่วนภาพตรงหน้าคือฉากชีวิตที่ดำเนินไปในทุกเช้าของวันธรรมดา ผู้คนหลายวัย หลากอาชีพ ต่างกุลีกุจอเร่งฝีเท้าเข้าไปในท่าเรือขนาดใหญ่เพื่อใช้บริการเรือโดยสาร ‘เรือด่วนเจ้าพระยา’ อันเป็นการเดินทางที่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของพวกเขา เมื่อเรือเทียบท่า ช่างเครื่องส่งสัญญาณนกหวีดประสานกับนายท้ายหรือคนขับเรือ พร้อมแกว่งเชือกเส้นเขื่องสีนํ้าตาลผูกมัดกับพุกโป๊ะจนแนบสนิท ก็ถึงเวลาของเหล่าพนักงานที่จะนำพาผู้โดยสารนับร้อยลงเรือ ทั้งเรือด่วน และเรือข้ามฟากใจกลางเมือง รวมทั้งพนักงานที่อำนวยความสะดวกเหล่านี้ ต่างเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท สุภัทรา จำกัด และบริษัทในเครือ ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากเรือแจวเล็กๆเพียงไม่กี่ลำ จนกลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่ขยายกิจการไปมากกว่าการเดินเรือโดยสาร เมื่อ 100 ปีก่อน หรือใน พ.ศ. 2463 คุณหญิงบุญปั่น สิงหลกะ อดีตนางกำนัลของพระราชชายาเจ้าดารารัศมีแห่งนครเชียงใหม่ เล็งเห็นว่ามีข้าหลวง ขุนนางประชาชน บรรดาพ่อค้าแม่ขายที่ต้องเดินทางข้ามฟากแม่เจ้าพระยาจำนวนมาก จึงร่วมมือกับหุ้นส่วนชื่อนางเผือก เปิดกิจการเรือแจวข้ามฟากที่ท่าพรานนกและที่ท่าวัดมหาธาตุเริ่มบทบาทนักธุรกิจหญิงซึ่งถือว่าเป็นความก้าวหน้าอย่างยิ่งในยุคนั้น ใน พ.ศ. 2475 คุณหญิงสุภัทรา สิงหลกะ ผู้เป็นบุตรสาวคนสุดท้องของคุณหญิงบุญปั่น เข้ามาช่วยสานต่อธุรกิจของมารดา โดยคุณหญิงสุภัทราเป็นผู้ดูแลกิจการเรือข้ามฟากนี้ด้วยตัวคนเดียว […]